<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="zh-Hans">
	<id>https://www.dhamma.cn/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Penny</id>
	<title>Dhamma.cn - 用户贡献 [zh-hans]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://www.dhamma.cn/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Penny"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/luangpor/%E7%89%B9%E6%AE%8A:%E7%94%A8%E6%88%B7%E8%B4%A1%E7%8C%AE/Penny"/>
	<updated>2026-06-29T08:04:51Z</updated>
	<subtitle>用户贡献</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.39.1</generator>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10948</id>
		<title>《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10948"/>
		<updated>2025-04-11T11:28:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
放下五蕴，就是放下世间&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะสิ้นปีแล้ว ลมหนาวมาแล้วที่นี้ มาเมื่อวาน ตอนเช้า มาพร้อมขี้ฝุ่น ถึงเทศกาลเผาทุ่งเผาป่ากันอีกแล้ว เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ ชอบหน้าหนาว พอโตขึ้นมา เห็นความจริงของชีวิต ก็รู้ชีวิตมันมีความทุกข์ทุกฤดู ปัญหามันมีอยู่ทุกฤดูกาล ไม่ใช่มีแต่หน้าร้อน ฤดูร้อนใช่ไหม ไม่ค่อยสบายหงุดหงิดง่ายอะไรอย่างนี้ โมโหง่าย ทะเลาะกันง่าย ฤดูฝนก็น่าเบื่อน่ารำคาญสำหรับคนในเมือง คนต่างจังหวัดอาศัยน้ำฝน ฝนไม่ตกก็กลุ้มใจ ฝนตกมากก็กลุ้มใจ ถึงฤดูหนาว มลพิษเยอะแยะไปหมด รวมความ แล้วชีวิตมนุษย์มันไม่ได้มีความสุขสักฤดูเดียว ปัญหามันเกิดขึ้นตลอดเวลา จบเรื่องนี้ก็มีเรื่องนั้น อย่างพออากาศหนาวๆ เราก็อยากให้ร้อน พอร้อนๆ ก็เบื่อ อยากให้ฝนตก ฝนตกไม่เลิกกลุ้มใจอีกแล้วเมื่อไรจะถึงหน้าหนาว ชีวิตไม่เคยมีความสุข ไม่เคยมีความอิ่มความเต็มอะไร วุ่นวายตลอดเวลา อันนี้แค่ฤดูกาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจริงๆ เราไม่ได้มีปัญหาเฉพาะฤดูกาล เรื่องอื่นๆ ก็มีปัญหาสารพัดจะมี เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัว เรื่องหาอยู่หากิน เรื่องทางสังคม บางคนมีอยู่มีกิน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คนเขาเกลียดอะไรอย่างนี้ ไม่ได้มีความสุขอีกแล้ว อยากให้คนชอบเพราะไม่มีใครเขาชอบ เขาเกลียดตลอดอะไรอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่อยู่กับโลกเพ้อฝัน ก็มองโลกที่มันมีจริงๆ ที่มันเป็นจริงๆ เราจะรู้ว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหา ไม่น่ารื่นรมย์อะไรนักหนาหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างตอนเด็กก็มีปัญหาแบบเด็ก วัยรุ่นก็มีปัญหาแบบวัยรุ่น เมื่อโตขึ้นมาก็มีปัญหา แต่ละรุ่นๆ แต่ละชั้น แก่แล้วก็มีปัญหาอีก แบบคนแก่ ทุกฤดูกาลก็มีแต่ปัญหา ทุกช่วงวัยก็มีแต่ปัญหา โลกนี้ไม่น่าเอร็ดอร่อยอะไรหรอก โลกนี้สนุกสนานสำหรับคนหลงเท่านั้น คนเห็นโลกตามความเป็นจริงมันจะเบื่อ ใจมันก็จะอยาก ทำอย่างไรเราจะพ้นความวนเวียนวุ่นวายอย่างนี้ ทำอย่างไรจะพ้นไปได้สักที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม&lt;br /&gt;
ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีทางพ้นไป บางคำสอนเขาก็สอนให้ยอมจำนน ถือว่าปัญหาทั้งหลายทุกข์ทั้งหลายอะไรถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้ว เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม เกิดมาใช้กรรมไม่ใช่ชาวพุทธ นั่นลัทธิยอมจำนน ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ จนวันหนึ่งอยู่เหนือกรรม ฉะนั้นได้ยินเกิดมาใช้กรรม ถ้าคิดอย่างนี้ เวลาชีวิตมีปัญหาก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าของเรา สบายใจ ก็หลอกตัวเองไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางทีก็สอน เทวดาลองใจพระเจ้าลองใจว่าเราจะศรัทธาจริงไหม เลยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมากมาย ถ้าคิดว่าเราถูกลองใจ เราต้องทำให้ดีแล้ววันหนึ่งเทวดาจะเห็นใจอะไรอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจไปอีกแบบหนึ่ง คือแต่ละคนก็มีทางออกเพราะชีวิตมันมีปัญหามากมีความทุกข์มาก ก็หาทางออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคน พวกที่เชื่อว่าเกิดมาใช้กรรม ก็พยายามใช้กรรมให้เร็วขึ้น อย่างพยายามทรมานตัวเอง พวกลัทธิทรมานกาย กะว่าเป็นการใช้กรรม ใช้หมดแล้วก็เข้าถึงนิพพานได้สบาย เคยมีพวกปฏิบัติแล้วบอกใช้กรรมเก่า พอถูกถามว่าใช้ไปแล้วเท่าไร เหลืออยู่เท่าไร ตอบไม่ถูกเพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เชื่องมงายไปอย่างนั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนั้น ไม่ได้สอนให้เรายอมจำนน แต่สอนให้เราเรียนรู้ความจริง ถ้าเราเห็นความจริงว่าชีวิตนี้ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ใจมันจะไม่ค่อยดิ้นรน ค่อยๆ คลายออกๆ ไม่ได้เกลียดทุกข์ แต่ให้รู้ทุกข์ เรียนรู้มันไปเรื่อย ร่างกายนี้มีอะไร ร่างกายก็มีแต่ทุกข์ จิตใจกระทบอารมณ์ทีไรก็กระเพื่อมหวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อก็ดูลงไป มีสติรู้สึกเราในร่างกาย ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่เราจะทิ้งมันได้อย่างไร ไปไหนมันก็มีร่างกายไปด้วย ทิ้งมันก็ไม่ได้ อยู่กับมันก็ไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์ หันมาดูจิตดูใจ ตอนทำสมาธิจิตสงบลงไปก็มีความสุขหรอก พอจิตถอนออกจากสมาธิ พอมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น ตาเห็นรูป จิตก็ไหว หูได้ยินเสียง จิตก็ไหว จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด จิตก็ไหวกระเพื่อมตลอดเวลา สติก็ระลึกรู้ลงไปเห็นความกระเพื่อมไหว มันไหวอยู่กลางหน้าอกนี่ล่ะ ไหวๆๆ ทั้งวันทั้งคืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเห็นมากเข้าๆ เราจะรู้เลยไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจากทุกข์ จิตนั้นมันมีภาระตลอดเวลาพอกระทบอารมณ์แล้วมันก็กระเทือน มันสั่น มันสะเทือน มันไหว ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทีแรกเราเห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ แล้วมันกระเทือนขึ้นมา มันทุกข์ พอมันกระทบอารมณ์ละเอียด อย่างเราเข้าสมาธิ กระทบอารมณ์ละเอียด เรารู้สึกมีความสุข พอภาวนามากขึ้นๆ ไม่ได้เห็นอย่างนั้น เห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ ก็มีความทุกข์รุนแรงขึ้นมา กระทบอารมณ์ละเอียด จิตก็ไหวๆๆ ขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไหว จิตทำงาน จิตกระเพื่อมขึ้นมาทีไร ถ้าสติเราละเอียดพอ สมาธิเรามากพอ ปัญญามันจะหยั่งรู้เลย ทุกคราวที่กระเทือนขึ้นมา ทุกข์ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นเวลาสภาวธรรมใดๆ ผุดขึ้นจากหทย ผุดขึ้นมา ตำราเขาบอกอยู่ในหัวใจ แต่เราภาวนา เราเห็นมันอยู่ที่กลางอก มันผุดขึ้นมาจากกลางอก ถ้ากระทบอารมณ์เบาๆ มันก็ไหวๆๆ อยู่ ไม่แปลออกมาไม่ผุดขึ้นมาว่าอันนี้สุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่ว หรืออันนี้มันไหวเรื่องอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีนั่งเฉยๆ ไม่มีอะไรมากระทบ อาศัยอารมณ์เก่าๆ อตีตารมณ์ มันก็ยังไหวขึ้นมาได้อีก แล้วเวลามันไหวขึ้นมา เราจะรู้เป็นภาระจริงๆ มันคล้ายๆ เราอยู่บนพื้นซึ่งมันสะเทือนตลอดเวลา อย่างเวลาคนเขาเจาะถนนเคยเห็นไหม เขาเจาะถนน มีเครื่องเจาะทิ่มลงไป แผ่นดินก็กระเทือน ตึ๊บๆ ตึ๊บๆ อย่างนั้น เราเห็นจิตเราไหวเหมือนเราไปยืนอยู่บนที่เขาเจาะถนนอย่างนั้น มันมีความสุขตรงไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทั่งความไหวอย่างละเอียดที่ผุดขึ้นมาแล้วเป็นกุศล ผุดขึ้นมาแล้วเป็นความสุขอะไรอย่างนี้ มันก็ยังเป็นความแปลกปลอม เป็นความสั่นสะเทือน รู้เลยโลกนี้สุดท้ายโลกนี้ไม่มีอะไร เป็นแค่ความสั่นสะเทือน เป็นแค่คลื่น โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล เป็นแค่คลื่น เป็นแค่ความสั่นสะเทือนเท่านั้นเอง พอเราภาวนาเราจะรู้เลย มันทุกข์ทั้งนั้น ไหวแรงก็ทุกข์ ไหวเบาๆ ก็ทุกข์ พยายามจะไม่ไหว ตรงที่พยายามเกิดเจตนาจะไม่ให้มันไหว ก็ทุกข์อีกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพ้นทุกข์อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนามากๆ เข้า เราจะเห็น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป เราเฝ้ารู้กาย เราก็จะเห็นกายก็มีแต่ทุกข์ตั้งแต่ตื่นจนหลับ หลับแล้วก็ยังทุกข์อีก นอนหลับนี่ยังดิ้นไปดิ้นมา จิตใจก็มีแต่ทุกข์ เวลาจิตเกิดความรู้สึกทุกข์ มันก็ทุกข์ จิตมีความสุขมันก็ทุกข์ มันทุกข์นิ่มๆ เวลาจิตเป็นอกุศล มันทุกข์เร่าร้อน จิตเป็นกุศล มันทุกข์ร่มเย็น มันก็สะเทือนเหมือนกันล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะเห็นชีวิตนี้ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรมมีแต่ความสั่นไหว มีแต่ความกระทบกระเทือน โลกทั้งโลกก็เป็นแค่ความสั่นไหว เป็นแค่คลื่น หาสาระแก่นสารไม่ได้ ภาวนาเรื่อยๆ รู้เลยความสุขก็ไม่ใช่ที่พึ่งอาศัย บุญกุศลเป็นกำลังส่งให้เราภาวนา แต่ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยที่แท้จริง สมาธิส่งผลให้เราภาวนาได้ ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย ปัญญา ความรู้ถูกความเข้าใจถูก ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย มันมันรู้ถูกได้ มันก็ยังทำงานอยู่ ก็ยังทุกข์อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา เราเห็นความปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นทีไร ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที จะเข้าใจคำว่าสังขารทั้งหลายสงบเสียได้เป็นสุข ความปรุงแต่งทั้งหลายสงบลงไป ระงับลงไป สงบระงับนั้นโดยตัวของมัน ร่างกายอะไรต่ออะไรมันเป็นของโลก จิตใจมันก็เป็นของโลก ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน เราภาวนา เมื่อไรที่เราเห็นแจ่มแจ้ง กายนี้ทุกข์ จิตมันก็วางกาย ถ้าเห็นจิตนี้มันทุกข์ มันกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จิตมันก็วางจิต ความพ้นทุกข์ก็อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ก็คือตัวความปรุงแต่งทั้งรูปธรรมนามธรรมนั้นล่ะ จิตจะพ้นจากขันธ์ได้ก็ต้องเห็นทุกข์ ขันธ์นี้ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ เห็นอย่างนี้ได้จิตถึงจะวางขันธ์ จิตจะเข้าถึงความสงบร่มเย็น ไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหว หลวงปู่ดูลย์ท่านอธิบายบอกว่ามันว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต อย่างความไหวนั้นยังเป็นกิริยาของจิต ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่างที่จะเอาไว้เกาะเกี่ยวยึดถือ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาวะที่มันพ้นจากทุกข์ไป มันก็พ้นจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป ไม่มีพระอาทิตย์ไม่มีพระจันทร์ ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน เสถียร มันเป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเสียดแทง ความสุขของโลกเป็นความสุขที่มีความเสียดแทงตลอดเวลา ถ้าเรามีสติมีปัญญา พยายามขวนขวายเข้า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะยั่งยืนหรอก เป็นศาสนาของคนซึ่งมีบุญจริงๆ มีบารมีจริงๆ ถึงจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาอีก สะสมเรียนรู้ชีวิตต่อไป จนกระทั่งเห็นว่านอกจากทุกข์ไม่มีอะไร นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป เห็นอย่างนั้น จิตถึงจะพ้นจากขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต่อไปความทุกข์เกิดขึ้น อย่าไปเกลียดมัน ในร่างกายเราอย่างนี้ มันเจ็บป่วย อย่าเสียอกเสียใจ อย่าไปเกลียดชังร่างกายด้วย อย่าไปรัก อย่าไปหวงแหนมันด้วย ดูอย่างที่มันเป็น ร่างกายจริงๆ มันเป็นอะไร ก็เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ดิน น้ำ ไฟ ลม มันมีมาตั้งแต่ก่อนเราจะเกิดแล้ว มันเป็นสมบัติของโลก เรามายืมเขาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว ดูลงไปอย่างนี้ เวลามันเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน ดูลงไปเลยร่างกายนี้มันของโลก ไม่ใช่ของเราหรอก เจ้าของเขาส่งคำเตือนมาด้วยความเจ็บป่วย ด้วยความแก่ ด้วยความเจ็บ นี่เป็นคําเตือนจากธรรมชาติ จากเจ้าของร่างกายนี้ ว่าเขาจะเอาคืนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรายังหวงแหนสมบัติที่ยืมเขามาใช้ เราก็จะทุกข์มาก ความทุกข์จะอัพเกรดจากความทุกข์ทางร่างกายมาสู่ความทุกข์ทางจิตใจ ถ้าเรียนรู้ลงในกายให้มากพอแล้วกายมันก็แค่วัตถุ ใจมันยอมรับได้ เจ้าของเขาจะทวงแล้ว เขาส่งสัญญาณเตือนแล้วด้วยความเจ็บ ด้วยความแก่ ก็ยอมรับสภาพ เขาทวงแล้ว คืนเขาไป ใจก็ไม่หวั่นไหว ในด้านจิตใจ ทีแรกเราว่าจิตมันเป็นตัวเราเป็นของเรา ยิ่งจิตสงบทรงฌานทรงสมาธิ โอ๊ย มีความสุข ภาวนาเรื่อยๆ เราจะเห็น จิตมันไม่มีอะไร มันกระเพื่อมหวั่นไหว เกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รู้ไปจนแจ่มแจ้ง จิตนั่นก็คือตัวทุกข์นั่นล่ะ ก็จะวาง ทีแรกก็ดูยากหน่อย ค่อยๆ ฝึกไป หัดสังเกต หัดรู้หัดดูไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้าก็มีทีมงานคนหนึ่ง เป็นทิดเก่า ส่งการบ้าน น่าฟัง เขาเห็นจิตเขาเป็นผู้รู้ มีจิตผู้รู้ แล้วจิตผู้รู้นั้นมันก็ค่อยๆ เลือนๆๆ ค่อยๆ เฟดลงไปแล้วก็ไหลออกไป บอกเห็นไหมกระทั่งจิตผู้รู้เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เวลาเราภาวนา เราไม่ต้องรู้อะไรมากมาย ถ้าเราสามารถเห็นกระทั่งว่าจิตผู้รู้เอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป เห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเอา แค่นี้ก็พอแล้ว การปฏิบัติสำหรับคนๆ หนึ่ง ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเห็น เราจะพบว่าไม่ว่าจิตจะดีจะวิเศษแค่ไหน มันก็ยังเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ ฉะนั้นจิตทั้งหลายก็ยังเป็นขันธ์อยู่ เป็นสังขารอยู่ เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยอะไรไม่ได้จริง มีแต่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับไป พอรู้ถ่องแท้ จิตมันวาง คราวนี้จิตมันแปรสภาพกลายเป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ขึ้นมา ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรปนเปื้อนได้ ความสุขเข้ามาก็ไม่ปนเปื้อน ความทุกข์เข้ามา ความทุกข์ก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน กุศลหรืออกุศลก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน จิตมันเข้าถึงความสุขความสงบ เข้าถึงสันติภาพสันติสุขอย่างแท้จริง เพราะว่ามันพ้นความปรุงแต่งสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นเส้นทางของเราชาวพุทธ ตั้งอกตั้งใจศึกษา ทำอย่างไรมันจะมาถึงจุดที่หลวงพ่อบอกได้ เจริญไตรสิกขาไว้ หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขานั่นล่ะ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ถ้าเราไม่ทิ้งการศึกษา 3 ข้อนี้ ศึกษาว่าทำอย่างไรศีลจะเกิด ทำอย่างไรศีลที่เกิดแล้วจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่คลอนแคลน ไม่ใช่ศีลกลับกลอก ทำอย่างไรจิตเราจะสงบมีกำลัง ทำอย่างไรจิตเราจะตั้งมั่น ทำอย่างไรจิตที่ตั้งมั่นแล้วจะเรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็รู้อย่างหยาบ ต่อมาก็รู้อย่างละเอียด พอถึงขั้นละเอียด มันไม่มีอะไรหรอก มันเหลือแต่คลื่น อย่างกระทั่งร่างกายหรือวัตถุ แล้วจิตเราทรงสมาธิจริงๆ ดูเข้าไป ธาตุมันแตกออก ดินส่วนดิน น้ำส่วนน้ำ ลมส่วนลม ไฟส่วนไฟ สุดท้ายก็สลายเป็นคลื่นไปหมดเลย จิตใจก็ไหวกระเพื่อม มีเป็นคลื่นอยู่ภายใน เรียนรู้ไป จนมันวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่จะทำให้เกิดปัญญา อธิปัญญาสิกขา จะไม่ทิ้งหลักของวิปัสสนากรรมฐาน อธิจิตตสิกขานั้นจะเป็นเรื่องของการทำสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานทำแล้วจะได้ 2 อย่าง หนึ่ง จิตได้พักผ่อนมีกำลัง โดยการฝึกจิตให้สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง อีกอันหนึ่งคือฝึกให้จิตมันตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมาโดยที่ไม่ได้เจตนา ทรงตัวอยู่โดยไม่ได้เจตนา อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าจิตมันมีสมาธิ ทำสมาธิเป็นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังต้องคอยประคับประคองก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องฝึกอีก ใครเคยขี่จักรยานไหม เด็กเดี๋ยวนี้ขี่หรือเปล่าไม่รู้ แต่เด็กรุ่นหลวงพ่อไปหัดขี่จักรยานที่สนามหลวง ไปเช่าจักรยานขี่ ก็ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็ขี่เป็น เราภาวนาก็เหมือนกัน ล้มลุกคลุกคลาน เรื่องปกติ อดทน จิตเรา เหมือนเราขี่จักรยาน หัดทีแรกไม่เป็น พอเริ่มเคลื่อนที่ก็ล้มเลย เหมือนฝึกสมาธิ ทีแรกจิตเรายังไม่มีกำลัง ไม่มีสมาธิ ลงมือปฏิบัติ แป๊บเดียวหลงไปแล้ว เผลอไปแล้ว เพ่งไปแล้ว คล้ายๆ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ ก็ต้องอดทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกสมาธิก็คล้ายๆ เราฝึกขี่จักรยาน ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นไร ล้มลงไปแล้วก็ลุกขึ้นมา จูงจักรยานขึ้นมาขี่อีก ทำสมาธิก็เหมือนกัน แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลานทุกคนล่ะ แล้วต่อไปพอมันภาวนาเป็นแล้ว จิตมันมีสมาธิอัตโนมัติ เราไม่ต้องจงใจมีสมาธิ ไม่ต้องจงใจรักษาเลย คล้ายๆ เราขี่จักรยานเก่งแล้ว เราไม่ต้องคอยระวังว่ามันจะล้มไม่ล้ม ขี่ไปยังดูโน่นดูนี่ได้ บางทีปล่อยมือจักรยานยังไม่ล้มเลย นี่เพราะเราขี่เป็นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็คล้ายๆ ฝึกสมาธิ แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา ทำต่อไป ใช้กรรมฐานที่เราถนัดของเราไป สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง ล้มแล้วต้องลุกให้ได้เท่านั้นล่ะ ไม่ยอมแพ้ บางคนขี้ขลาด ขี่จักรยานล้มทีเดียว หัวเข่าถลอก มือถลอก เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว ชาตินี้ไม่ฝึกแล้ว อันนี้มันก็ไม่เป็นตลอดไป หรือเราหัดว่ายน้ำ ทีแรกมันก็สำลักน้ำบ้างล่ะ ก็เหมือนกัน คือต่อไปสบายมากเลย ว่ายน้ำ มันสามารถหายใจได้โดยที่ไม่ได้เจตนา อย่างเราว่ายฟรีสไตล์ ตอนที่ตัวเอียงเราก็หายใจได้แล้วพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว ไม่ได้เจตนาว่าตอนนี้จะหายใจ ตอนนี้จะก้มหน้าลงไปในน้ำ มันเป็นอัตโนมัติไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิ ถ้าเราฝึกไปทุกวันๆ ให้จิตอยู่ในอารมณ์กรรมฐานของเราไป แล้วจิตมันไม่วอกแวกไปโดยที่เราไม่ได้เจตนา อันนี้ถือว่าใช้ได้แล้ว แล้วเราก็พัฒนาสมาธิของเราขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ให้มันเป็นสมาธิชนิดตั้งมั่นขึ้นมาให้ได้ สมาธิสงบไม่ยากอะไร ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่สมาธิตั้งมั่นไม่มี ไม่ได้มี ของคนอื่นเขามีสมาธิ แต่ในศาสนาพุทธเรามีสัมมาสมาธิ คนอื่นเขารู้จักสมาธิสงบ เรารู้สมาธิตั้งมั่น ไม่เหมือนกัน 2 อันนี้ อย่างตอนเจ้าชายสิทธัตถะเด็กๆ ไปนั่งใต้ต้นหว้าอะไร จำไม่ได้ต้นอะไร น่าจะต้นหว้าล่ะกระมัง แล้วก็อยู่คนเดียว ท่านก็นั่งทำสมาธิหายใจไป แล้วจิตท่านเข้าปฐมฌาน ในตำราก็พูดไว้แค่นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านไปเรียนกับฤๅษี ตอนนั้นเป็นหนุ่มแล้วออกจากวังมาบวช เป็นนักบวชแล้ว ไม่ใช่เจ้าชายแล้ว ก็มาหัดนั่งสมาธิ ก็ทำฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8 ถึงฌานที่แปดเลย ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จะได้ฌาน 8 มันก็ผ่านฌาน 1 มานั่นล่ะ ท่านกลับพบว่ามันไม่ใช่ทาง สมาธิอย่างนี้ไม่ใช่ทาง สมาธิมันมีทั้งที่เป็นสมาธิกับที่เป็นสัมมาสมาธิ มันคนละอันกัน เสร็จแล้วเจ้าชายสิทธัตถะท่านนึกถึงสมาธิที่ท่านได้ตอนเด็กๆ ได้มาโดยไม่ได้เจตนา มันเป็นบุญเป็นบารมีที่ท่านสะสมข้ามภพชาติมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านระลึกถึงสมาธิดั้งเดิมของท่านได้ ท่านก็ลงมือทำสมาธิของท่าน ใช้อานาปานสติ ด้วยความมีสติกำกับอยู่ตลอดสายของการปฏิบัติ ไม่ได้มุ่งที่สงบ แต่มุ่งที่ความรู้สึกตัว ถ้าทำสมาธิแล้วมุ่งไปที่สงบ โอกาสจะไปเป็นมิจฉาสมาธิมันสูง ถ้าทำสมาธิแล้วเน้นที่ความรู้สึกตัวไม่ขาดสติ จิตจะได้สัมมาสมาธิ มีสติรู้สึกตัว เรียกมีสัมมาสติ สติไประลึกรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอย่างอื่น ไม่ใช่รูปธรรมนามธรรมอย่างนี้ อันนั้นก็เป็นสติธรรมดา ถ้าเป็นสติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม เขาเรียกว่าสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรามีสติระลึกรู้ อย่างร่างกายมันหายใจอยู่ ระลึกรู้อยู่ ใจมันตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะได้สัมมาสมาธิ ฉะนั้นสัมมาสติก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ถ้าไม่มีสติ อย่าพูดเรื่องสัมมาสมาธิ อันนี้เป็นสมาธิพื้นๆ แมวจะจับหนู แมวก็มีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิ แมวก็จับหนูไม่ได้ ฆาตกรจะไปดักยิงคน มันก็ต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิมันก็ยิงผิด จะยิงหูเข้าไปถูกหัว เอ๊ย จะยิงหัว ไปโดนหูมัน สมาธิมันไม่พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมาธิมันเกิดร่วมกับจิตทุกดวง ทั้งดีและชั่ว แต่สัมมาสมาธิไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ มีสติเฉยๆ สติแล้วกำหนดไปเรื่อย กำหนดลงไปเรื่อย มันก็ไม่เกิดสัมมาสมาธิ เพราะตรงที่กำหนดนั้น จิตยังเจือด้วยโลภะอยู่ ไม่ใช่สติที่แท้จริง กำหนดมือ กำหนดเท้า กำหนดท้องอะไรอย่างนี้ ยังจงใจกำหนดอยู่ ยังมีโลภเจตนาอยู่ มันก็ไม่ใช่สติที่แท้จริง ไม่ใช่สัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติทำหน้าที่แค่ระลึกรู้ ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจออก ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจเข้า ระลึกรู้ความสุขความทุกข์ในร่างกาย ระลึกรู้ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ในจิตใจ ระลึกรู้กุศลอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ ระลึกรู้ความเกิดดับของตัวจิต เราจะเห็นจิตเกิดดับได้ต้องมีจิตผู้รู้ ถ้าไม่มีจิตผู้รู้ เรามีแต่จิตผู้หลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วมันจะไปรู้ได้อย่างไรว่ามันหลง เพราะว่ามันหลงมาตลอด เมื่อไรมีจิตผู้รู้ เราถึงจะรู้จักจิตผู้หลง แล้วทําอย่างไรจะเกิดจิตผู้รู้ มีสติรู้ทันจิตผู้หลงแล้วมันจะเกิดจิตผู้รู้ เอาสิแปลกดีไหม มีสติรู้ทันจิตผู้หลง จิตผู้หลงดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ พอเรามีจิตผู้รู้แล้ว ต่อไปนี้จิตผู้หลงเกิดขึ้นมันจะรู้ทันทีเลย ฉะนั้นเราคอยหัดสังเกตเวลาจิตเราหลง หัดสังเกตเรื่อยๆ จิตผู้รู้มันจะเกิดเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึก รีบตั้งอกตั้งใจ ฟังแล้วอย่าฟังเฉยๆ เอาไปตั้งใจทำไว้ อย่าทิ้งหลักของไตรสิกขา เบื้องต้นถือศีลแบบจงใจ ตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศล 5 อย่าง บางคนมันรู้มาก ท่องตำรามา ไม่ได้ธรรมะ ไม่เข้าใจ เอาแต่ศีล ไม่มีเอาธรรม อย่างบอกมุสาวาท พูดหยาบคายไม่ได้เป็นมุสาวาท เพราะมันอยู่ในอกุศลกรรมบท ไม่ได้อยู่ในศีล ถ้าศีลไม่ครอบคลุมที่จะล้างอกุศลกรรมบท มันจะเป็นศีลได้อย่างไร อันนี้แบบตีความตามใจกิเลสไปเรื่อยๆ ตีความเอาแพ้เอาชนะกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพูดส่อเสียดให้เขาตีกัน พูดคำหยาบ อย่าว่าแต่พูดคำหยาบเลย แค่พูดเพ้อเจ้อ ศีลยังด่างพร้อยเลย ด่างพร้อย ถ้าศีลด่างพร้อย สมาธิมันจะเกิดไหม ไม่เกิดหรอกสัมมาสมาธิไม่เกิด สมาธิพื้นๆ เกิดได้ ฉะนั้นเบื้องต้น ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ให้สะอาดให้หมดจดจนเราไม่สามารถตำหนิตัวเองได้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่ตำหนิเรา ตั้งใจ เบื้องต้นตั้งใจไว้ก่อน เรียกว่ามีเจตนาวิรัช เจตนางดเว้นการทำบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา 5 ประการนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถัดจากนั้นให้เราฝึกสติให้ดี ถือศีลแล้วก็รีบมาฝึกสติไว้ วิธีฝึกสติมีอารมณ์กรรมฐานอันหนึ่งแล้วก็เรียนรู้มันไป ร่างกาย อย่างเราใช้กายเป็นเครื่องมือฝึกสติอย่างนี้ ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายเปลี่ยนอิริยาบถ รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก หัดรู้สึกๆๆ ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป อย่างเราโกรธคน เราขยับจะชกหน้าเขา ร่างกายเราไหวตัวปุ๊บ สติมันเกิด มันรู้ว่านี่ขยับแล้ว ขยับด้วยอำนาจโทสะ จะไปชกเขาแล้ว ศีลมันจะเกิดอัตโนมัติ มันไม่ไปชกเขาแล้ว เพราะสติมันเกิดแล้ว โทสะมันจะดับ ก็ไม่รู้จะชกทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราหัดมีสติ อ่านจิตอ่านใจให้ตัวเองให้ชำนาญ ร่างกายยังไม่ทันขยับเลย แต่ใจโมโหขึ้นมาแล้ว อยากฆ่าเขาแล้ว แค่ใจมันคิดเท่านั้น สติก็รู้ทัน มโนกรรมของเราดับ กรรมชั่วทางใจก็ดับทันทีเลย มันก็ไม่ล้นออกมาทางกาย ทางวาจา ศีลมันสมบูรณ์ขึ้นมาโดยการที่เรามีสติ สำรวมดูแลจิตใจตัวเองไว้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์ เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในจิต มีสติรู้ทันไว้ แล้วเราจะได้ศีลอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังดูจิตใจไม่ทัน เบื้องต้นจะมาดูกายก่อนก็ได้ อยากจะต่อยเขาเต็มทีแล้ว ร่างกายชักขยับแล้ว รู้สึก สติเกิด รู้กาย สติมันรู้กายก็ได้ รู้เวทนา รู้จิตอะไรได้ทั้งนั้น ในรูปธรรมนามธรรมของเรานี้ จิตมันก็ไม่ถูกความโกรธครอบงำ ก็ไม่ไปต่อยเขา แต่ถ้าชำนาญจริง ดูเข้ามาที่จิต ไม่ต้องรอให้กายเคลื่อนไหวก่อน แค่จิตมันไหวขึ้นมาก็เห็นแล้ว หัดอ่านไปเรื่อยๆ มีสติดูแลรักษาจิตของเราไปเรื่อยๆ จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีจิตชั่วก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปควบคุมมัน ไม่ต้องเอาดี แล้วสติเราจะเข้มแข็ง ศีลอัตโนมัติจะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่เรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา จิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างหลงไปคิด หลงทางใจ เรามีสติรู้ทันจิตที่หลง จิตที่หลงแส่ส่ายแสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเต็มที่แล้ว เห็นไหมอาศัยสติ เราก็จะได้จิตที่ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ได้จิตที่มีศีลขึ้นมา พอจิตมันมีสัมมาสมาธิแล้วก็เรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพอจิตเราตั้งมั่น ร่างกายเราขยับ สติระลึกรู้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้า จิตเป็นคนดู ต่อไปปัญญามันก็จะเกิด ร่างกายนี้เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วมาฝึกไปเรื่อย ก็จะเห็นความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วสุดท้ายเข้ามาที่จิต จิตนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน แต่ตัวนี้จะทำได้ต้องมีจิตผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามีแต่จิตผู้หลงๆ หลงๆๆ มันดูไม่ออกหรอก คล้ายๆ คนกำลังหลงเมาหมัดอยู่ ชกไม่ถูกแล้ว เป็นนักมวยขึ้นไปชก ชกแล้วเมาหมัด เห็นอะไรไหวๆ อยู่ ชกโครมไป ไปชกกรรมการหงายท้องไปแล้ว ทำอะไรไม่ถูก เพราะฉะนั้นจิตเราต้องตั้งมั่น เป็นจิตผู้รู้ให้ได้ก่อน พอมีจิตผู้รู้แล้ว เมื่อไรจิตผู้รู้มันดับ มันเกิดจิตผู้คิด เราก็จะรู้ เออ จิตผู้รู้ไม่เที่ยง แล้วมันก็ไม่ได้เจตนาให้เกิดจิตผู้คิด หรือจิตผู้ดูรูป หรือจิตผู้ฟังเสียง ไม่ได้เจตนา มันเกิดของมันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้าดูไปเรื่อย เห็นจิตมันก็เกิดดับ สุดท้ายเห็นจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราฉะนั้นในขันธ์ 5 ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้แล้ว ตัดตรงเข้ามาเลย ถ้ายังตัดตรงเข้ามาไม่ได้ ก็ไล่ลงไป ดูตั้งแต่กาย บางคนดูกายแล้วพาสก้าวกระโดดเข้ามาเห็นจิตเลย บางคนดูกายแล้วก็ยังไม่เห็นจิต ดูมานานๆ ดูต่อไปที่เวทนา บางคนดูถึงเวทนาแล้วก็เข้ามาเห็นจิต บางคนดูเวทนาแล้วยังไม่เห็นจิตอีก จากเวทนา จิตก็พัฒนาไปเป็นกุศลอกุศล ไปเห็นกุศลอกุศลแล้วถึงจะเข้ามาเห็นจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคนซึ่งสติ สมาธิ ปัญญาแข็งแรงพอ ไม่ต้องไปเริ่มที่กาย เวทนา หรือกุศลอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น รู้เข้ามาที่จิตเลย จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ก็รู้ จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ อันนี้จะอยู่ในจิตตานุปัสสนาที่สูงขึ้นมา มันไม่ใช่จิตตานุปัสสนาท่อนแรก ท่อนแรก จิตมีราคะก็รู้ ไม่มีราคะก็รู้ มีโทสะก็รู้ ไม่มีโทสะก็รู้ มีโมหะก็รู้ ไม่มีโมหะก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ อันนี้ช่วงแรกๆ แต่พอเราภาวนาชำนิชำนาญ เราจะเห็นเลย จิตเป็นผู้รู้ เราก็รู้ จิตไม่ใช่ผู้รู้ เราก็รู้ แต่ตรงนี้สมาธิเราต้องแข็งแรงพอ สติเราต้องไวพอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ก่อนจะถึงตรงนี้ ก็ฝึกมาอย่างที่ว่าล่ะ เริ่มจากกายเลยก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ เริ่มจากจิตตานุปัสสนา จิตที่เป็นกุศลอกุศล เริ่มจากตรงไหนก็ได้ หรือจะเล่นตามลำดับให้เต็มภูมิเลยก็ได้ ดูจากกาย ก้าวไปเวทนา ก้าวไปสู่จิต ขึ้นไปสู่ธัมมานุปัสสนา พระพุทธเจ้าสอนการปฏิบัติไว้อันหนึ่ง น่าทึ่งมากเลย คืออานาปานสติ 16 ขั้น อานาปานสติ 16 ขั้นครอบคลุมการเจริญสติปัฏฐาน 4 ทั้งหมดเลย ครอบคลุมทั้งหมด ทำยากมาก ของเรา 4 ขั้นแรกก็ไม่ค่อยผ่านแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรทั้งหลาย ท่านไม่ได้เน้นให้ขึ้นมาถึง 16 ขั้น เพราะคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ท่านเอาแค่ 4 ขั้น ทำความสงบ พอจิตเป็นอุเบกขาแล้วก็โน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เอาจิตที่ตั้งมั่น จิตผู้รู้นั่นล่ะเป็นจิตที่มีกําลังมากมันตั้งมั่นขึ้นมา แล้วจิตผู้รู้มันยังมี 2 ระดับ อันหนึ่งมีความสุข อันหนึ่งเป็นอุเบกขา แต่ว่าทั้ง 2 อันมันตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นนี่ล่ะ เอาไว้ทำกรรมฐานในขั้นละเอียดได้ เราจะเห็นว่าจิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ รักษาไว้ไม่ได้ สั่งให้เกิดก็ไม่ได้ จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีก สั่งไม่ได้รักษาไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปเรื่อย ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุดเลย ครูบาอาจารย์นับแต่หลวงปู่มั่นมาและครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วยหลายองค์เลย อย่างหลวงปู่สุวัจน์ท่านก็บอก หลวงปู่มั่นบอก ดูจิตมันเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดแล้ว หลวงปู่ดูลย์ก็สอนอย่างนั้น ให้ดูจิต มันลัดสั้น ฉะนั้นถ้าเราดูจิตได้ ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ ดูกายไปก่อน ใช้หลักอย่างนี้เอา ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าดูจิตได้ ไม่นานเราก็จะเห็นจิตไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ตัวเราเพราะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับอะไรไม่ได้ ถ้าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 จะไม่ใช่เราเลย เพราะจิตไม่เป็นเราแล้ว ขันธ์ 5 มันก็อาศัยจิตเกิดขึ้นมา วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณก็คือจิตนั่นล่ะ ทำให้เกิดขันธ์ 5 ขึ้นมา ถ้าเราเห็นว่าตัวต้นตอคือจิตไม่ใช่ตัวเรา ผลผลิตของจิตมันก็ไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ 5 มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตรรกะอันนี้ ต้องเห็นจริงๆ คิดเอาไม่ได้หรอก คิดเอาก็ถูกอภิสังขารมารหลอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเมื่อไรเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ก็จะไม่ใช่เรา โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลก็ไม่ใช่เรา แล้วถ้าวันใดที่ภาวนาจนเห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ เห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 ก็คือทุกข์ โลกก็คือทุกข์ จักรวาลทั้งหมดก็คือทุกข์ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเลย จิตก็จะวางจิต วางจิตได้ก็คือวางขันธ์ได้ วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้ ฉะนั้นหลุดพ้นที่จิตที่เดียวนี้เอง ก็จะหลุดพ้นจากขันธ์ 5 ทั้งหมดได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการปฏิบัติมันแตกหักลงที่จิตนี่ล่ะ ปล่อยวางจิตได้เพราะปัญญาอันยิ่ง เห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์แล้วมันวางลงไป มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์เพราะความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เพราะถูกบีบคั้น เป็นทุกข์เพราะควบคุมไม่ได้ อย่างการที่เราเห็นจิตมันไหวๆๆ กระเทือนตลอดเวลา นี่มันทุกข์ทั้งไม่เที่ยง ทั้งถูกบีบคั้น มันถูกบีบคั้นตลอดเวลาเลยจิต มันไหวมันสะเทือนอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดูลงไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับเลย จิตรู้แจ้งเห็นจริง จิตก็สลัดคืนจิตให้โลก การสลัดคืนเรียกว่าปฏินิสสัคคะ สลัดคืน เห็นไหมคืนไป มันไม่ใช่ของเรา ยืมเขามาทั้งหมดขันธ์ 5 เป็นของที่ปรุงแต่งหลอกลวงให้สัตว์หลงอยู่ สอนให้อันนี้วันนี้เรายังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฟังเอาไว้ก่อนอย่างน้อย ครั้งหนึ่งได้เคยฟัง แล้ววันที่เราภาวนาเข้ามาถึงตรงนี้ สิ่งที่เราเคยฟังมันจะกลับมาหาเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเรียนกับหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนหลวงพ่อบอกว่า “พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” หลวงพ่อไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่นานก็ลืมธรรมะอันนี้ไป ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ ภาวนามานานเลย ธรรมะอันนี้ที่ท่านสอนทิ้งให้มันก็กลับมา เราได้ใช้ประโยชน์แล้ว ที่หลวงพ่อสอนวันนี้ เมื่อก่อนบางทีครูบาอาจารย์บางองค์ท่านก็แย้งหลวงพ่อ บอกว่าหลวงพ่อสอนละเอียดเกินไป โยมทำไม่ได้หรอก ว่าอย่างนี้ เราก็ไม่ได้คิดว่าโยมจะทำได้ในวันนี้ แต่โยมที่รักดีมันคงไม่โง่ตลอดกาลหรอก ตั้งอกตั้งใจฝึกไป วันหนึ่งก็จะเข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเข้าใจก็จะสามารถเป็นพยานได้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อบอกไม่ได้โกหกเลย ไม่ได้มุสา ไม่ได้จินตนาการ เรียนมาจากครูบาอาจารย์อย่างนี้ล่ะ ก็เลยเอามาบอกต่อให้ มิฉะนั้นธรรมะแบบนี้มันจะสูญหายไป จะเหลือแต่ธรรมะที่ร้อน สังเกตไหมว่าคนที่รักศาสนาพุทธร้อน บอกว่าปกป้องศาสนาอะไรใจเร่าร้อน ไม่ได้ลิ้มรสของธรรมะ น่าสงสาร แล้วก็พาคนอื่นร้อนไปด้วย ศาสนาพุทธอยู่ได้ไม่นานหรอก เรียนแล้วก็ลงมือปฏิบัติเข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10947</id>
		<title>《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10947"/>
		<updated>2025-04-11T11:28:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
正念源于修习四念处&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรุ่งนี้หลวงพ่อไปเทศน์ที่บ้านจิตสบาย ช่วงนี้ไปบ้านจิตสบายบ่อย ตามแผนงานปกติจะไปบ้านจิตสบาย 3 เดือนครั้งหนึ่ง แล้วก็จะไปงานของมูลนิธิสื่อธรรม สลับกัน มูลนิธิสื่อธรรมฯ 3 ครั้ง บ้านจิตสบายครั้งหนึ่ง ตกลงกันไว้ว่าถ้า มสธ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ห้องประชุมไม่ว่าง หลวงพ่อจะไปที่บ้านจิตสบายแทน ฉะนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ เทศน์เดือนละครั้ง คนที่ไม่สะดวกที่จะมาที่นี่ ก็ไปฟังในกรุงเทพฯ เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อก็ทำแบบนั้น คอยดูข่าวครูบาอาจารย์จะไปเทศน์ที่ไหน ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนเขาจัดกันหลายที่ คึกคักมาก เวลาครูบาอาจารย์ไปเทศน์ คนเต็มศาลาเลยเป็นร้อยๆ ก็จะคอยดู ยุคโน้นครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านยังอยู่ มีหลายองค์ หลวงปู่สิมคนชอบนิมนต์ท่าน หลวงพ่อพุธ ส่วนใหญ่ก็ได้ครูบาอาจารย์ดีๆ บางทีนานๆ เขาก็หลงนิมนต์ของปลอมไป ก็มีเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราคนในเมือง ทำมาหากิน บางทีอย่างถ้าเป็นลูกจ้างเขา เป็นข้าราชการ มันลาหยุดได้ไม่เยอะ เลยใช้วิธีไปดักฟังธรรมของครูบาอาจารย์ เวลาท่านเข้ากรุงเทพฯ หลวงพ่อก็เลยใช้อันนี้ เข้าไปให้เดือนละครั้ง ที่จริงฟังธรรมเดือนละครั้งก็พอแล้ว ขอให้ทำเท่านั้นล่ะ ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ ฟังทุกวันก็ไม่ได้เรื่อง กิเลสไม่กลัวคนฟังธรรมมาก กิเลสกลัวคนปฏิบัติเยอะ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ กิเลสมันกลัว อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก กิเลสยิ้มหวาน ไม่กระเทือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก บางทีเป็นเครื่องมือของกิเลสเสียอีก มารชื่ออภิสังขารมาร ความปรุงของเราเอง หลอกลวง ยิ่งห่างไกลธรรมะออกไปอีก จุดสำคัญที่สุดต้องถือศีลให้ได้ รักษาศีล 5 ไว้ แล้วถัดจากนั้นฝึกเจริญสติ ทำไมจะฝึกเจริญสติ ต้องไปรักษาศีล 5 ไว้ก่อน เพราะแรกๆ ที่เราฝึก เรายังสู้กิเลสไม่ไหว บางทีกิเลสมันเล่นงานเรายับเยิน ให้ทำกรรมชั่ว เราก็อาศัยศีลมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง ว่านี่มันไม่ถูกแล้ว จะผิดศีลแล้ว แต่ถ้าเราภาวนาจนสติ สมาธิ ปัญญาอัตโนมัติแล้ว ศีลไม่ต้องพูดถึงเลย ศีลอัตโนมัติมันเกิด ไม่ต้องตั้งใจรักษา มันไม่ทำผิดศีลหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสมันครอบงำจิต เราฝึกสติของเราดี กิเลสเกิดปุ๊บเห็นปั๊บ กิเลสครอบงำไม่ได้ รับรองไม่ผิดศีล แต่ในเบื้องต้นที่สติเรายังไม่ไวพอ ฉะนั้นต้องตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ก่อน เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจาของเรา ก็ไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย เบียดเบียนตัวเอง ที่สำคัญก็ศีลข้อ 5 นั่นล่ะ เบียดเบียนตัวเอง ร้ายกาจที่สุดเลย คือกินเหล้าเมายา ติดยาเสพติด มันทำลายสติสัมปชัญญะของเรา ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องพูดเรื่องการปฏิบัติแล้ว ทำไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเบื้องต้นตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ให้ดี แล้วก็มาพัฒนาสติ สติเป็นตัวระลึกได้ ระลึกถึงรูปธรรมนามธรรม สติที่ระลึกรูปธรรมนามธรรม เรียกว่าสติปัฏฐาน สติทั่วๆ ไปก็จะระลึกในอารมณ์ที่เป็นกุศล นี่สติ เรียกกุศลทั่วๆ ไป อันนี้ดีไหม ดี อย่างเราอยากทำบุญ ใส่บาตร อยากฟังธรรม จิตเราเป็นกุศล เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก อยากช่วยเหลือเขา อันนี้จิตมันเป็นกุศล แต่เป็นกุศลธรรมดา แต่กุศลที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นการฝึกสติปัฏฐาน เป็นสติที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติปัฏฐาน เป็นสติที่ระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม รู้กายรู้ใจของเรา จะต้องฝึก ทีแรกสติมันยังไม่เกิด อย่างเราจะรู้สึกกาย แทนที่เราจะรู้สึก เรากลับไปเพ่งกาย นั่งเพ่งกาย จ้องกาย เอาเป็นเอาตาย ใจเคร่งเครียด จิตเป็นอกุศล อย่างเดินจงกรม ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเพ่งจนเครียดไปหมด อันนั้นจิตเป็นอกุศล จิตหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ ใช้ไม่ได้ เรายังไม่รู้จักสติที่แท้จริง มีฝรั่งคนหนึ่งเคยบวชกับหลวงพ่อชา ตอนนี้อายุเยอะแล้ว เคยมาส่งการบ้าน แล้วเคยไปส่งการบ้านกับพระอาจารย์อ๊า อาจารย์อ๊าสอนเรื่องให้มีสติที่แท้จริง ฝรั่งนี่เขาก็บอก ไม่รู้จักสติที่แท้จริงเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติที่แท้จริง ความหมายอันนี้คือสัมมาสติ ไม่ใช่สติธรรมดา สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน ไม่มีวิธีอื่น ขั้นแรกเลยเราต้องมีวิหารธรรม วิหารธรรมแปลว่าเครื่องอยู่ของจิต ไม่ต้องหาว่าอันไหนเป็นวิหารธรรม ไม่ต้องคิดเอง พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ให้แล้ว สอนไว้ให้แล้ว ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็มี ในสติปัฏฐานสูตรอื่นๆ ก็มี นี้พวกเราได้ยินคำว่า “มหาสติปัฏฐาน” ก็เลยคิดว่าเป็นมหาสติ คนละเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน เป็นชื่อพระสูตร สติปัฏฐานมีหลายสูตร ก็มีสติปัฏฐานย่อยๆ สติปัฏฐานเต็มภูมิเลยก็เรียกมหาสติปัฏฐาน วิธีฝึก เราจะต้องมีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องกาย อันที่สองเรื่องเวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ อันที่สามเรื่องจิต อันนี้จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหลาย อีกอันหนึ่งคือธัมมานุปัสสนา อันนี้กว้างขวางมากเลย ยังไม่ต้องเรียนก็ได้ เบื้องต้นเอาของง่ายๆ เรียนเรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่องจิต พวกนี้ง่าย ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลารู้กาย ท่านสอนละเอียดลงไปอีก อย่างพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ฌาน ท่านสอนให้รู้ง่ายๆ อย่างหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ รู้อะไร รู้ร่างกายที่หายใจออก รู้ร่างกายที่หายใจเข้า รู้ได้ไหมว่าตอนนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ยากเกินไปไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ที่มันรู้ไม่ได้เพราะใจมันลอย มันหลง โมหะครอบงำ ความฟุ้งซ่านครอบงำ พาจิตเราหนีไปที่อื่น ลืมร่างกายตัวเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราจะหัดเจริญสติปัฏฐาน อย่างถ้าเราจะเริ่มต้นใช้อานาปานสติ ไม่ได้ทำไปเพื่อความสงบ ไม่ได้ทำเพื่อความสงบ แต่ทำเพื่อให้มีสติ คนละแบบกัน ถ้าทำให้สงบก็ไปทางฌาน ถ้าทำให้มีสติก็คือคอยรู้สึกตัวไว้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ หายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ก็คอยรู้อย่างที่มันเป็น ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า รู้ได้ไหม ยากไหมที่จะรู้ว่า ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า ไม่ยากที่จะรู้ แต่ละเลยที่จะรู้ เพราะมัวสนใจแต่อย่างอื่น ไม่สนใจการหายใจของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอยากฝึกสติปัฏฐาน ถ้าเราใช้วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกที่ท่านสอนคือเรื่องหายใจ “ภิกษุทั้งหลายให้เธอคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว รู้ว่าหายใจเข้ายาว” ตอนที่เราหัดใหม่ๆ ใจเรายังฟุ้งๆ อยู่ เราค่อยสังเกตลม เราเห็นลมมันยาวลงไป บางคนก็ลมไปถึงหน้าอก อันนี้ลมยังตื้นไป หายใจด้วยใจที่ผ่อนคลาย มันจะรู้สึกว่าลมลงไปอยู่ถึงท้องน้อย ลม รู้สึก ลมจริงๆ ไปถึงหรือเปล่าไม่สำคัญ อันนี้เป็นความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอหายใจไปเรื่อยๆ ใจเริ่มสงบ ลมมันจะค่อยๆ ตื้นขึ้นๆ จนมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูกนี้ ฉะนั้นลมมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูก เหมือนกับแทบจะไม่หายใจ มันหายใจเล็กๆ นิดเดียว หายใจสั้นๆ หายใจนิดเดียว ท่านบอกหายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ส่วนใหญ่เวลาหัดอานาปานสติ ตั้งใจหายใจอย่างรุนแรง อย่างนี้ หายใจไม่กี่ทีก็เบื่อแล้ว มันเหนื่อย หายใจมาตั้งแต่เกิดไม่เหนื่อย พอจงใจจะทำอานาปานสติ หายใจ จะขาดใจตายแล้ว มันหายใจผิดธรรมชาติ หายใจไปธรรมดา หายใจอย่างธรรมดา ไม่ต้องวางฟอร์มหายใจเฮือกๆ ไม่ได้เรื่องหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้หายใจอยู่แล้ว ก็แค่รู้สึกว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่ ไม่ต้องไปเพ่งลมหายใจ ถ้าเพ่งลมหายใจมันจะไปทางกสิณ ฉะนั้นอย่างทำอานาปานสติ มันกว้างมาก ทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำอภิญญา ทำกสิณอะไรก็ได้ อภิญญามันมาจากกสิณนั่นล่ะ หรือจะทำวิปัสสนาก็ได้ มันเป็นกรรมฐานที่ครอบคลุมกว้างขวาง แล้วถ้าทำเต็มภูมิ อานาปานสติตัวเดียวนี้ ครอบคลุมสติปัฏฐาน 4 กายก็ได้ เวทนา จิต ธรรม เรียงลำดับเข้าไปเลย แต่เราไม่ต้องเรียนยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า นึกออกไหม ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า รู้สึกไหม หายใจธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าหายใจแล้วรู้สึกแน่นๆ ที่กลางอก แสดงว่าหายใจไม่ธรรมดาแล้ว จงใจ ถ้าจงใจเมื่อไร มันจะแน่นๆ หายใจธรรมดา ร่างกายก็ปลอดโปร่ง กายก็เบา ใจก็เบา สบาย เพราะฉะนั้นหายใจไปธรรมดา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของวิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องอานาปานสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนไม่ชอบอานาปานสติ ท่านก็สอนอย่างอื่น เรื่องกาย ให้รู้อิริยาบถ 4 พวกเรารู้สึกไหม ขณะนี้เรานั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ถ้ายาก โรคจิตแล้ว นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ไม่เห็นมันจะยากตรงไหนเลย เรานั่งอยู่ เราก็รู้สึก เราเดินเราก็รู้สึก เรายืนก็รู้สึก เรานอนก็รู้สึก หลวงพ่อเวลานอนจะพลิกซ้ายพลิกขวา รู้สึกทั้งคืนเลย เพราะสติเรารวดเร็ว นอนจะพลิกตัวจะอะไรรู้หมด ฉะนั้นกระทั่งตอนนอน ก็ไม่ได้นอนทื่อๆ อยู่ ก็ยังมีความเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแรกๆ จะดูร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน พอดูละเอียดเข้าไป เราจะเห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ร่างกายที่นั่งก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ สังเกตไหม มีความเคลื่อนไหวในร่างกาย อย่างเราหายใจเข้า หายใจออก ร่างกายมันก็เคลื่อนไหว นั่งไปแล้วมันปวดมันเมื่อยเราก็ขยับ ร่างกายก็เคลื่อนไหว เราคอยรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นบทเรียนที่สาม เป็นวิหารธรรมอันที่สามในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไล่ดูไปเรื่อยๆ เรียกสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญบรรพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึกไป ไม่ยากหรอก ถนัดเห็นร่างกายหายใจ ก็รู้ไปเรื่อยๆ หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก พอรู้บ่อยๆ ต่อไปไม่ได้เจตนารู้สึก มันก็รู้สึกได้เอง ตรงที่ไม่ได้เจตนารู้สึก แล้วมันรู้สึกได้เอง นั่นล่ะสติของเราเกิด เกิดอัตโนมัติขึ้นมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ได้เจตนาจะรู้ว่ายืน เดิน นั่ง นอน มันก็รู้ สติอัตโนมัติมันเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างนั่งอยู่แล้วจะลุกขึ้นยืน เห็นร่างกายมันลุกขึ้นมา มันจะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เวลาร่างกายมันนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้าสติเราดี สมาธิเราดี จะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เห็นวัตถุ เห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งมันนั่งอยู่ เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันลุกขึ้น เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันเดิน ให้ดูเหมือนดูคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ดูยืน เดิน นั่ง นอน บางคนบอก แหม มันหยาบไป ก็ดูที่ละเอียดขึ้น ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก หันซ้าย หันขวา รู้สึก ก้าวไป รู้สึก ถอยหลัง รู้สึก หมุนซ้าย หมุนขวา รู้สึกไป คอยรู้สึกเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคนมาถามหลวงพ่อ ว่ารำไทเก็กแล้วเจริญสติได้ไหม ถ้าเจริญสติเป็นแล้วไปรำไทเก็ก ได้ แต่ถ้ายังเจริญสติไม่เป็น ไปรำไท้เก๊ก เดี๋ยวก็เคลิ้มไป มันจะเคลิ้มๆ เผลอๆ ไป ฉะนั้นเราทำเท่าที่พระพุทธเจ้าสอนก็พอแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ไม่ต้องร่ายรำ ทำใจเคลิ้มๆ ให้จิตใต้สำนึกทำงาน ไม่ใช่ ของเราจะปลุกจิตให้ตื่น ไม่ใช่ทำจิตให้เคลิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะหาวิหารธรรมที่ถนัด อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กมา หลวงพ่อฝึกอานาปานสติ แต่ฝึกแบบสมถะ แล้วพอทำวิปัสสนา หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงพ่อใช้จิตเป็นเครื่องอยู่ ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างเราใช้กายเป็นวิหารธรรม สิ่งที่เราได้คือสติและสมาธิ ถ้าใช้จิตเป็นวิหารธรรม สิ่งที่ได้ก็คือสติกับสมาธิเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะใช้กาย ก็ได้ผลเช่นเดียวกับใช้เวทนา ได้ผลเช่นเดียวกับใช้จิต เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากตัวไหน สุดท้ายเราจะมีสติอัตโนมัติ และก็สมาธิอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิตัวนี้แปลก คนส่วนใหญ่คิดถึงสมาธิ ก็ต้องไปนั่งหลับตา นั่งทำใจให้เคลิ้มๆ ลืมเนื้อลืมตัวไป อันนั้นมิจฉาสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปเคลิ้มๆ ที่ไหนเลย รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นี่ล่ะ จิตมีสมาธิ สมาธิตัวนี้เกิดจากสติที่ถูกต้อง สติทั่วๆ ไปก็ได้สมาธิธรรมดา สัมมาสติคือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ ก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ คือสภาวะแห่งความตั้งมั่น จิตมันจะตั้งมั่น รู้ตื่นเบิกบานขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราทำจิตตานุปัสสนาอย่างที่หลวงพ่อทำ หลวงพ่อทำอานาปานสติเป็นสมถะ แล้วมาเจริญวิปัสสนาด้วยจิตตานุปัสสนา ควบกับเวทนานุปัสสนาทางใจ ดูจิตมันไม่ได้เห็นแต่กุศลอกุศล บางทีก็จิตมันไปเห็น สติมันไปเห็นเวทนา มันสุข มันทุกข์ มันไม่สุขไม่ทุกข์ ฉะนั้นเวลาที่หลวงพ่อปฏิบัติจริง หลวงพ่อเลย 2 อันควบเลย เวทนานุปัสสนากับจิตตานุปัสสนา ทำไมทำได้ เพราะเราเรียนอยู่ที่จิต แล้วเวทนาตัวนี้ มุ่งไปที่เวทนาทางใจ ไม่ได้เวทนาทางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนมีทางของตัวเอง&lt;br /&gt;
ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ารู้กาย มันจะเห็นเวทนาทางกายได้ ต่อเข้ามาเวทนาทางกาย ถ้าดูจิตมันจะต่อเข้าเวทนาทางจิตได้ นี้หลวงพ่อทีแรกก็เห็นจิตมีโทสะ เพราะเป็นคนขี้โมโห ก็เห็นโทสะมันผุดขึ้นมา มันผุดจากกลางอก มันผุดขึ้นมา ตำราบอกหทย หทยวัตถุ เป็นที่เกิดของนามธรรม มันผุดขึ้นมา แต่ตำรารุ่นหลังๆ ไปเขียนบอกว่า มันอยู่ เป็นน้ำเลี้ยงหัวใจสีนั้นสีนี้ ซึ่งเวลาภาวนา ไม่มีใครไปเห็นกิเลสผุดขึ้นจากหัวใจหรอก มันผุดขึ้นจากกลางอก หทยตัวนี้ ใจ หลวงปู่เทสก์สอนดี คำว่า “ใจ” นี้แปลว่ากลาง เคยได้ยินคำว่า “ใจกลาง” ไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นที่ผุดขึ้นมาจากใจเรา ผุดขึ้นมาจากตรงกลางขึ้นมา หลวงพ่อเห็นโทสะมันผุดขึ้นมา ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วเห็นว่า เอ๊ะ เราไม่ได้เจตนาให้มันเกิดเลย พอมันกระทบอารมณ์ แล้วมีการแปลความหมาย ว่าอารมณ์นี้ไม่ดี ไม่ถูกใจ โทสะมันก็ผุดขึ้นมา เห็นไหมเราไม่ได้สั่งให้เกิด แล้วถ้ามันกระทบอารมณ์ไม่ดี จิตใจเรามีอนุสัยขี้โมโห เราจะบอกโทสะอย่าเกิด เราก็ห้ามไม่ได้ โทสะจะเกิด หรือโทสะจะไม่เกิด สั่งไม่ได้ นี่คืออนัตตา โทสะเกิดแล้วสั่งให้ดับก็ไม่ได้ หมดเหตุมันก็ดับ มีเหตุมันก็เกิดขึ้นมา เหตุยังดำรงอยู่ มันก็ดำรงอยู่ หมดเหตุมันก็ดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามอ่านจิตตัวเองไปเรื่อยๆ เริ่มต้นเห็นโทสะนี่ล่ะ พอเห็นโทสะชำนาญ ต่อไปเห็นกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นคือราคะ พอราคะ อย่างความยินดีพอใจ วันนี้นั่งสมาธิสงบดี ยินดีพอใจ นี้ราคะ เพราะฉะนั้นวันไหนภาวนาดี แล้วก็ภูมิอกภูมิใจ ปลื้ม ให้รู้ตัว โดนราคะเล่นงานแล้ว หลงยินดีแล้ว วันนี้นั่งสมาธิแล้วไม่สงบเลย หงุดหงิด นี่ยินร้ายแล้ว นี่โทสะ หลวงพ่อก็อ่าน ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างพวกเราบางคน ใช้กายเป็นวิหารธรรมก็ได้ ใช้เวทนาเป็นวิหารธรรมก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวทนาทางกาย คนที่จะใช้ได้ เป็นวิหารธรรมได้ ควรจะทรงสมาธิ ถ้าไม่ได้ทำฌานมาก่อน ไปดูเวทนาทางกาย เดี๋ยวสติแตก เพราะมันทนไม่ไหว มันเจ็บ แต่เวทนาทางใจ ไม่ต้องใช้สมาธิเยอะ ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย มันก็เหมือนขณะนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ขณะนี้นั่งอยู่รู้สึกไหม ไม่เห็นจะยากเลย เห็นไหม ขณะนี้เคลื่อนไหว ขณะนี้หยุดนิ่ง ไม่เห็นจะยาก ขณะนี้จิตใจมีความสุข ขณะนี้จิตใจมีความทุกข์ ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้อย่างจิตใจสงสัย สงสัยแล้วเที่ยวไปคิดๆๆ ใหญ่ เราก็รู้ทัน ตัวสงสัยนี้ตัวโมหะ แต่ละเอียดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ตัวราคะ มันจะดึงอารมณ์เข้ามาหาตัวเอง ตัวโทสะ มันจะผลักอารมณ์ออกไป ตัวโมหะ มันจับอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน อย่างเวลาเราฟุ้งซ่าน มันจับอารมณ์โน้น จับอารมณ์นี้ ไม่ชัดเจน เวลาเรางงๆ สงสัย คิดใหญ่เลย ฟุ้งซ่าน ก็จะเป็นตัวโมหะ อย่างถ้าเราดูจิตตานุปัสสนา เราก็จะเห็นจิตมีโทสะ จิตมีราคะ จิตมีโมหะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยดูไปเรื่อยๆ ต่อไปมีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นในจิต ยังไม่ทันรู้เลยว่ามันคืออะไร แค่มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นมา ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้ว่าคืออะไร บางทีไม่ได้ผุดสูงเลย ไหวๆ ขึ้นมากลางอกนี้ สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว สติระลึกลงไป ขาดสะบั้นลงไปอีก เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิด ไม่รู้อะไรดับ เรารู้แค่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป ทุกสิ่งที่เกิดดับทั้งสิ้น เห็นไหวอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เราเดินปัญญาในขั้นที่ละเอียดมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาดูจิต ทีแรกเราก็เห็นจิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตสุข จิตทุกข์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นอย่างนี้ แต่พอมันละเอียดเข้าไป มันจะเห็นความไหวๆ ขึ้นมาที่กลางอกนี้เท่านั้นเอง ยังไม่ทันรู้เลยว่าที่ไหวๆ นี้ มันจะผุดขึ้นมาเป็นอะไร เหมือนเราเห็นเมล็ดพืชอันหนึ่ง มันตกอยู่ที่พื้น มันยังไม่ทันงอกเลย แล้วเราไปเห็น แล้วจับมาบี้ๆ แล้วสลายไปหมดแล้ว ถ้าดูไม่ทัน มันก็จะงอกขึ้นมาเป็นความสุข เป็นความทุกข์ เป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นกุศล เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง แล้วแต่มันจะผุดขึ้นมา เราเลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้คืออนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนา ทีแรกก็จะเห็นของหยาบ พอภาวนาไปเรื่อยๆ มันจะละเอียดๆๆ เข้าไป ละเอียดถึงขีดสุด เราจะเห็นว่า สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป โดยที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยังไม่มีสัญญาเข้าไปแปลความหมายด้วยซ้ำไป สัญญามันไปมองเห็นไตรลักษณ์เข้า ยากไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ไปรักษาศีล 5 ให้ดี ตั้งใจรักษาไว้ ทีแรกก็รักษากระพร่องกระแพร่ง เป็นธรรมดา สติเรายังสู้กิเลสไม่ไหว ก็ตั้งใจไว้ ทุกวันสมาทานศีล ไม่ต้องมาขอที่พระ สมาทานศีล ตั้งใจกับตัวเองก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่บ้านมีพระพุทธรูป ไปตั้งใจไว้กับพระพุทธรูปก็ได้ บางคนบอกอย่าไปนับถือพระพุทธรูป นี้เข้าใจอะไรไม่ถูกเลย อะไรก็ได้ ถ้าเป็นสัญลักษณ์ ทำให้เราคิดถึงคุณงามความดี คิดถึงพระพุทธเจ้า อันนั้นดีทั้งนั้นล่ะ อย่างคนโบราณ ยุคแรกไม่มีพระพุทธรูป พระพุทธรูปมาเกิดรุ่นหลังแล้ว รุ่นแรกเขาก็ทำธรรมจักร เป็นรูปธรรมจักร ไปไหว้แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงธรรมะ จิตเป็นกุศล ตายไปก็มีสุคติเป็นที่ไป ถ้าจิตเป็นกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือรอยพระบาท รอยพระบาทสังเกตไหม เขาทำอันใหญ่ๆ ไปเห็นแล้วก็คิดถึงพระพุทธเจ้า ท่านทิ้งรอยเท้าเอาไว้ให้ ตัวท่านนิพพานไปแล้ว ท่านยังทิ้งรอยพระบาทไว้ให้ รอยพระบาทนี้ก็คือธรรมวินัยนั่นเอง ศีลธรรมที่ท่านสอน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเดินตามรอยเท้าของท่าน เวลาไหว้พระบาท ต้องตั้งใจอย่างนี้ เราจะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ตามรอยพระอรหันต์ไป ไหว้อย่างนี้เป็นกุศลหรืออกุศล บางคนบอกพระบาทปลอม คนอะไรเท้าใหญ่เป็นเมตรๆ ไม่มีหรอก พระพุทธเจ้าก็ตัวเท่าคนธรรมดานี้เอง ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ ไฉนมาออกเรื่องนี้ได้ สงสัยเก็บกด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมจิตใจมีความสุข รู้สึกไหม ทั้งห้องเลย ยกเว้นเบอร์ 8 ทำไมไม่มีความสุข เพ่งเอาเป็นเอาตายอยู่ ไม่มีความสุข ใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข ยากไหม ไม่ยากแต่ละเลยที่จะรู้ จำไว้เลย การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หลวงปู่ดูลย์สอนประโยคแรก ที่สอนหลวงพ่อเลย “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” ประโยคที่สอง “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ไม่ใช่ทุกคนที่หลวงปู่ดูลย์จะสอน แล้วให้อ่านจิตตนเอง ลูกศิษย์ท่านบางคนท่านก็ให้พุทโธ ให้หายใจ ให้ดูกระดูก เป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ให้พิจารณาผมเส้นเดียว เรื่องของสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วการเจริญวิปัสสนา บางท่านก็ดูกาย บางท่านก็ดูจิต ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศอย่างนั้น ไม่ได้สอน มีหลักสูตรอยู่อันเดียว ก็สอนทุกคนเหมือนกัน ไม่ใช่ ท่านสอนคนตามจริตนิสัย เป็นความเก่งของครูบาอาจารย์ อย่างพระพุทธเจ้าสอนคน ก็สอนตามจริตนิสัย ไม่ได้สอนทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ใช่ทุกคน เอ้า เริ่มต้นนั่งสมาธิ หายใจไป ไม่ได้สอนอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ แต่ละคนมีทางของตัวเอง ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สึกกาย แล้วสติเกิดบ่อยๆ รู้สึกกายไป ผลที่ได้ก็อันเดียวกัน ได้สัมมาสติ ได้สัมมาสมาธิ ถนัดรู้เวทนาก็รู้ไป ผลที่ได้ก็คือสัมมาสติกับสัมมาสมาธิ ถนัดดูจิตที่เป็นกุศลอกุศล ก็ดูไป สิ่งที่ได้ก็อันเดียวกัน สัมมาสติกับสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นที่เรามีรูปแบบ มีวิธีการ มีอารมณ์กรรมฐานที่แตกต่างกันนั้น ไม่มีนัยยะสำคัญ ทางใครทางมันเลย ถ้าทำถูกแล้ว เราจะเข้ามาที่เดียวกัน มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติ เป็นสติที่ระลึกรู้รูปนาม ที่กำลังมีกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่รูปนามในอดีต อันนั้นสัญญาจำเอา ไม่ใช่รูปนามในอนาคต อันนั้นวิตก คิดเอา แต่รู้สึกอยู่กับปัจจุบันนี้ รู้รูปรู้นามในปัจจุบัน ขณะนี้รูปมันนั่งอยู่ ขณะนี้รูปมันหายใจอยู่ เราทำสติปัฏฐานอยู่ หรือขณะนี้จิตเราหลงไปคิด ตรงที่รู้ว่าจิตหลงคิดปุ๊บ จิตที่หลงคิดจะดับทันที แล้วจิตรู้จะเกิดทันทีเลย จิตที่รู้นั้นคือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ที่หลวงพ่อเรียกว่าจิตผู้รู้ ที่จริงไม่ใช่หลวงพ่อเรียก ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อท่านเรียกว่า “จิตผู้รู้” เรียกอย่างนี้ทุกองค์เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยเมื่อ 30 – 40 ปีก่อน หลวงพ่อเข้าไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เข้าไปหาองค์ไหน ท่านก็สอนแต่เรื่องจิตผู้รู้ ท่านไม่ได้มาสอนหลวงพ่อ ให้พุทโธพิจารณากายสักองค์เลย กระทั่งหลวงตามหาบัว ว่าหลวงตาชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงพ่อไปเรียนกับท่าน ท่านสอนให้ดูจิต แล้วบอกเราด้วย เราดูจิตผิดแล้ว ดูไม่ถึงจิตแล้ว แล้วท่านเรียกจิตผู้รู้ จิตผู้รู้คืออะไร คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต เกิดจากกำลังของสติ เกิดจากสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าสติทั่วๆ ไป สมาธิก็เป็นสมาธิทั่วๆ ไป ถ้าเป็นสัมมาสติ สติระลึกรู้กายรู้ใจ สัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นเป็นความตั้งมั่น แล้วก็ขันธ์มันจะแยก พอจิตเราตั้งมั่นปุ๊บ เราจะเห็นเลย ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนเห็น เป็นอีกส่วนหนึ่ง คนละ แยกกัน แยกกันเป็นคนละส่วนกัน หรือความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย จิตเป็นคนเห็น แล้วความสุขความทุกข์ก็ไม่ใช่ร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเรานั่งอยู่ ทีแรกสบายๆ ไม่ปวดไม่เมื่อย นั่งนานๆ ปวดเมื่อยขึ้นมา อันนี้แสดงว่าปวดเมื่อยกับร่างกายนี้ เป็นคนละอันกัน ร่างกายมันตั้งอยู่นี้ แล้วความปวดความเมื่อยมันมาแทรกเข้ามา ฉะนั้นปวดเมื่อยในร่างกาย ก็เป็นคนละอันกับร่างกาย ร่างกายเป็นวัตถุ มันเป็นวัตถุ มันไม่ได้รับรู้ความปวดความเมื่อย ตัวที่รับรู้คือจิต นี้พอจิตมันมีความรักใคร่ผูกพันในร่างกายมาก พอมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในร่างกาย จิตมันก็หลงผิด หมายรู้ผิดว่า โอ๊ย ร่างกายของเราเจ็บปวด จิตใจก็กลุ้มใจไปด้วย จิตใจเลยปวดไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเรามีจิตตั้งมั่น เราจะเห็นเลยร่างกายก็อันหนึ่ง ความปวดเมื่อย ความเจ็บก็อีกอันหนึ่ง คนละอันกัน แต่ละอันมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นเวทนาทางใจ สุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจเกิดขึ้น เราก็เห็นสุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจ เป็นของถูกรู้ถูกดู เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่จิต จิตเป็นคนไปเห็นเข้า กุศลอกุศลที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมันโกรธ มันไม่รู้ว่าตัวเองโกรธ มันโลภไม่รู้ว่าตัวเองโลก มันหลง ไม่รู้ว่าตัวเองหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ ทีแรกยังรู้ผิดว่าเราโกรธ ตอนนี้เราโกรธแล้ว ตอนนี้เราโลภแล้ว พอภาวนาละเอียดเข้า เราก็จะเห็นความโกรธกับจิต มันคนละอันกัน เรารู้สึกว่าจิตคือตัวเรา ความโกรธมันเป็นของถูกรู้ ความโกรธไม่ใช่เราแล้ว ค่อยๆ แยกๆๆ ไป แล้วสุดท้ายเราจะเข้ามาที่จิต แล้วเราจะรู้เลยว่า จิตเองก็ไม่ใช่เรา แต่ว่ามันหมายรู้ผิด มันก็เลยคิดว่าเป็นเรา เลยเชื่อว่าเป็นเรา มันเกิดจากหมายรู้ผิดๆ นี่สัญญาวิปลาส หมายรู้ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก ธรรมะ การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หายใจอยู่ รู้สึกไหม ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกไหม เคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึกไหม สุข ทุกข์ รู้สึกไหม แนะนำให้รู้สึกสุขทุกข์ทางใจ ทางกายพวกเราไม่ได้เล่นฌาน เดี๋ยวสติแตก ทนไม่ไหว มันเจ็บมาก เวลาถ้าเราชำนาญในสมาธิ แล้วร่างกายเราเจ็บตรงนี้ เราย้ายที่ได้ ไม่ได้ย้ายความเจ็บ แต่ว่าย้ายจิต อย่างเวลาเราไปทำฟัน ทำแล้ว โอ้ มันเจ็บ เราก็ทำได้หลายแบบ อันหนึ่งดูไปเรื่อยๆ นั่งแยกขันธ์ไป แต่ถ้าเราเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจดูแล้ว เราก็ย้ายเอาจิตไปไว้ที่หัวแม่เท้า หมอฟันไม่เคยไปยุ่งกับหัวแม่เท้าเราใช่ไหม มันยุ่งอยู่นี่ จิตเราไปอยู่ตรงโน้น เราไม่เจ็บแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของสมาธิ เรื่องของสมาธิก็เป็นอจินไตยอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าสอน อย่างเรื่องของคนได้ฌานสมาบัติ มันเป็นอจินไตย คิดเอาไม่ออก อย่างตอนนี้ก็มีคนคิดว่าหูทิพย์ ตาทิพย์อะไรนี้ เป็นของนอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ในอภิญญา 6 มีเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ มีเรื่องเจโตปริยญาณ มีเรื่องอิทธิวิธี ในวิชชา 3 ก็มีเรื่องระลึกชาติ มีเรื่องรู้ว่าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน สิ่งเหล่านี้มี คนไม่ได้ทรงฌาน ประเมินไม่ถูกก็บอกไม่มี เพราะตัวเองไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าอยู่ๆ ตั้งใจจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ อันนี้ไม่เข้าท่าเลย ไม่แนะนำ ฝึกสิ่งเหล่านี้ จะฝึกแล้วได้จริงๆ ต้องทรงฌาน ที่นั่งๆ แล้วเคลิ้มๆ เห็นโน่นเห็นนี่ มโนเอา ไร้สาระ ไม่มีสาระแก่นสาร อย่างถ้ามีสมาธิ แล้วก็เห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ ในศาสนาพุทธมีไหม มี โอปปาติกะมีไหม โอปปาติกะ อย่างเทวดา พรหม ผีอะไรพวกนี้ สัตว์นรกเป็นโอปปาติกะ เปรต อสุรกาย โอปปาติกะก็มี แต่ว่าพอมองไม่เห็นก็บอกไม่มี ทำไมเชื่อว่าเชื้อโรคมี ใครมองเห็นเชื้อโรคบ้าง ก็เชื่อเอา เพราะหมอเขาบอกว่าเชื้อโรคมี เขาเอากล้องส่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้องที่จะส่องโอปปาติกะก็มี ไม่ใช่ไม่มี คือทิพยจักษุ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องฝึกหรอก เสียเวลา เอาของจริง อันนี้ของเล่น อย่างเราภาวนา เจริญสติไป ได้มรรคได้ผลขึ้นมา ของเล่นเก่าๆ ที่เคยฝึกไว้ มันจะกลับมาเอง ไม่ต้องฝึก ถ้าลงมือฝึก ยังไม่เคยฝึกเลย ฝึกกันเป็นร้อยๆ ชาติกว่าจะได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฝึกหรอก ทำวิปัสสนาไป แล้วถ้าได้มรรคได้ผล แล้วของเก่าเราเคยมี มันจะกลับมา แล้วแต่ละระดับของจิต ก็รู้ได้ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน อย่างพระโสดาบันก็รู้ได้ระดับหนึ่ง พระสกทาคามีรู้ได้อีกระดับหนึ่ง พระอนาคามีรู้อีกระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพระอรหันต์ที่ท่านมีอภิญญา จิตท่านไม่มีกิเลส ไม่มี Bias เหลืออยู่ ความรู้นี้จะเที่ยงตรง แต่อย่างพวกเราปุถุชนเต็มร้อย เราจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ จะดูโน่นดูนี่ กิเลสพาไปหมด ฉะนั้นบางท่าน ท่านก็หวังดี ท่านก็บอก “อย่าไปเล่นเลย อย่าไปฝึกเลย เอาของจริงดีกว่า” คือฝึกสติปัฏฐาน แต่ว่าถามว่าพวกนั้นมีไหม มี หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์ ได้เห็น ได้เห็นอยู่เนืองๆ แล้วเราใกล้ชิดท่าน แล้วเราภาวนา ตั้งอกตั้งใจจริงๆ เราได้เห็นว่าอภิญญาอะไรพวกนี้มีจริง มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์ โห เหลือรับประทาน ไม่ใช่ทางไม่ดี หมายถึงสยดสยองเลย เข้าใกล้ท่าน รู้หมด ไปทำอะไรมา รู้หมด หลวงพ่อไม่รู้ ไม่ต้องมากลัวหลวงพ่อ พวกเราเข้าใกล้หลวงพ่อแล้วเกร็ง หลวงพ่อไม่รู้ด้วยหรอก เพราะหลวงพ่อไม่อยากรู้ ไม่รู้จะรู้ไปทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป รักษาศีล 5 ไว้แล้วก็ต้องลงมือเจริญสติปัฏฐาน มีสติระลึกรู้กาย มีสติระลึกรู้เวทนา มีสติระลึกรู้จิตที่เป็นกุศลอกุศล รู้เรื่อยๆ แล้วต่อไปไม่ได้เจตนาจะรู้ มันรู้ได้เอง ตรงนั้นสติจริงๆ มันเกิดแล้ว แล้วพอสติตัวจริงเกิด สมาธิตัวจริงจะเกิดร่วมด้วยเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจิตเราหลงไปอย่างนี้ แล้วเรารู้ว่าจิตหลงปุ๊บ จิตหลงดับ จิตตั้งมั่นเลย จิตทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย เพราะฉะนั้นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันก็เกิดด้วยกัน ขอให้มันได้สัมมาสติจริงๆ เถอะ พอมีสัมมาสมาธิแล้ว เอาไปเจริญปัญญา ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ ไปเจริญปัญญาไม่ได้จริงหรอก มันจะเจือความคิดเอา เจือกิเลสตัวเองลงไป แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่น ไม่มีอคติ 4 เราเจริญปัญญาได้ เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของจิตใจ เรียกว่ามีสัมมาญาณะ มีความหยั่งรู้ที่ถูกต้อง เมื่อหยั่งรู้อย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว สัมมาวิมุตติ คือมรรคผลจะเกิดเอง ไม่มีใครสั่งให้เกิด เพราะฉะนั้นตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี ทำสติปัฏฐานไว้ แต่ก่อนอื่นรักษาศีล 5 ให้ดี เอาละ สรุปแค่นี้พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10946</id>
		<title>《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10946"/>
		<updated>2025-04-11T11:27:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
在日常生活中训练觉知&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข โลกข้างนอกเราแก้มันไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างนี้ ธรรมดาของโลก เรามาฝึกจิตใจของเราเอง ให้อยู่กับโลกได้โดยที่เราไม่ร้อนตามมันไปด้วย ธรรมะเป็นของร่มเย็น เสียดายชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นพุทธแต่ชื่อ ไม่เคยลิ้มรสเลยว่ารสของธรรมะนั้นวิเศษแค่ไหน เราไปตามวัดตามอะไรอย่างนี้ เห็นพากันไหว้พวกเทวรูปพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพระพุทธศาสนา ไหว้ต้นตะเคียนไหว้อะไรอย่างนี้ตามวัดเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่สอนกรรมฐานจริงๆ คนก็ไม่ค่อยเข้า คนก็ชอบเข้าวัดแบบนั้น มันพอดีกัน พอดีกับสภาพจิตใจ คนที่จะสนใจธรรมะก็ต้องมีบุญมีบารมีสะสมมามากพอ คนส่วนใหญ่อินทรีย์ก็ยังอ่อน เขาก็ต้องการที่พึ่งแบบโลกๆ ไป ทำแล้วเฮง ทำแล้วรวย ทำแล้วได้ผลประโยชน์ มุ่งไปที่ตรงนั้น ถามว่ามันมีประโยชน์ไหม มันก็มีนะ แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่พระพุทธศาสนาจะให้ได้ คนกลับไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
ต้องหัดอ่านใจตัวเองให้ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องลงมือศึกษาปฏิบัติให้จริงจัง อย่าทำเป็นเล่น เวลาของแต่ละคนมีไม่มาก เวลาของเราหมดไปทุกวันๆ ครูบาอาจารย์ก็ร่อยหรอลงทุกทีแล้ว เมื่อ 40 กว่าปี 50 ปีก่อน สมัยหลวงพ่อออกศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ยังมีเยอะ ยิ่งทางอีสานมีครูบาอาจารย์ดีๆ เต็มไปหมดเลย ถนนสายเดียวนี่วิ่งไปสักพักหนึ่งก็เจอ วัดนี้องค์นี้อยู่ วัดนี้องค์นี้อยู่ เดี๋ยวนี้พอผ่านไป วัดนี้องค์นี้เคยอยู่ ที่วัดนี้องค์นี้ก็เคยอยู่ มีแต่คำว่าเคยอยู่ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยก่อนหลวงพ่อเลยชอบวันหยุด จะออกไปทางอีสานหรือไม่ก็ขึ้นไปทางเหนือ ไปหาครูบาอาจารย์ทางเชียงใหม่เชียงราย ส่วนใหญ่จะไปทางอีสานครูบาอาจารย์เยอะ ไปแล้วมันมีความสุข ไปกินข้าววัด ไปภาวนาอยู่ในวัด ไปนอนอยู่ในวัด อาหารที่กินก็อาหารชาวบ้านธรรมดา น้ำพริกกับผักอะไรอย่างนี้ กินอาหารอย่างนั้นจริงๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย เราคนเมือง แต่เราไปอยู่อย่างนั้นเรารู้สึกมันไม่มีภาระทางใจ ใจมันสบาย นอนมีกุฏิก็นอน ไม่มีก็ไปผูกกลดอยู่ใต้ต้นไม้ ผ่านเวลากลางคืนออกมาเดินจงกรมใต้แสงเดือนแสงดาว สงบวิเวก มีป่ามีเขา กลางคืนก็มีสัตว์ร้อง มีนกมีแมลงร้อง มันไม่ยั่วกิเลสเรา เราก็ภาวนาร่มเย็นเป็นสุข นี่ฝึกตัวเองมาทุกวัน อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย แล้วเวลาส่วนใหญ่เอาไว้เจริญสติ ถึงเวลาก็นั่งสมาธิเดินจงกรมไหว้พระสวดมนต์ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญมากเลย หลวงปู่มั่นท่านเคยสอน หลวงพ่อไม่ทันท่าน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านเคยเล่าให้ฟัง อย่างท่านสอนบอกว่าทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน หัวใจอยู่ตรงนี้ เก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิตอนเดินจงกรมไม่ได้กินหรอก วันหนึ่งจะนั่งเท่าไรจะเดินเท่าไร เวลาส่วนใหญ่ถ้าภาวนาไม่เป็น โอกาสจะได้มรรคผลนิพพานยากเหลือเกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาเจริญสติเป็นหลักเลย บางช่วงยังพลาดพลั้งไม่ยอมทำสมาธิ รู้สึกเสียเวลา ขี้เกียจทำสมาธิ พอหลายๆ วันเข้ากำลังสมาธิไม่พอ เดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องทำ เวลาส่วนใหญ่ของหลวงพ่อใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อมาให้อ่านจิตตนเอง การเจริญสติในชีวิตประจำวันกับการอ่านจิตตนเอง มันมารวมเข้าด้วยกันได้ เราสามารถปฏิบัติในชีวิตธรรมดานี่ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตาเห็นรูปเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจเรา ทีแรกใจเราเฉยๆ พอตาเราเห็นดอกไม้สวยงาม ใจเราเกิดความชอบขึ้นมา ใจเรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรามีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจเรา เวลาหูเราได้ยินเสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจเรา อย่างมีเสียงคนมาด่าเรา จิตใจเราเกิดโทสะขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน จมูกได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมใจเราชอบ หรือบางทีได้กลิ่นหอมแล้วใจเราเกิดสงสัย นี่กลิ่นอะไร กลิ่นดอกไม้อะไร พอความสงสัยเกิดขึ้นหลวงพ่อไม่ได้ไปดูดอกไม้ หลวงพ่อดูลงไปที่จิตใจตัวเอง จิตสงสัย เราก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป บางทีได้กลิ่นอย่างนี้เหม็น ใจรำคาญ ใจไม่ชอบ รู้ลงไปที่ใจที่ไม่ชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักการง่ายๆ มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึกไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้าม ใจเราจะคิดดีคิดร้ายอะไร ห้ามได้ที่ไหน จิตมันเป็นอนัตตา บางทีเราอยากคิดแต่เรื่องดีๆ อ้าว มันกลายไปคิดเรื่องชั่วๆ คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไร ทีนี้พอใจมันคิดไปในทางไม่ดี อกุศลเกิด จิตเรามีน้ำหนักขึ้นมา จิตเราเศร้าหมองอึดอัดขัดข้อง เรามีสติรู้ทันจิต โอ้ ตอนนี้จิตเราเศร้าหมองแล้ว หรือเวลาที่จิตเราเป็นกุศล เรามีสติรู้ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาเห็นครูบาอาจารย์ บางทีจิตเรามีปีติ ดีใจได้เห็นครูบาอาจารย์มีปีติ เราแทนที่จะไปดูแค่ครูบาอาจารย์ เราก็เห็นจิตใจมีปีติขึ้นมา จิตใจฟังธรรมไป จิตใจเรามีความสุข ไม่ได้มัวแต่นั่งฟังเพลินๆ ไป จิตใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข นี่การปฏิบัติจริงๆ สำคัญมากเลยนะตรงนี้ แล้วส่วนใหญ่ก็ละเลยกัน ไม่สนใจ แล้วกำหนดอะไรต่ออะไรสอนอะไรกันแปลกๆ ไป ละเลยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกหัวใจของการปฏิบัติเลย การมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราอยากมีสติในชีวิตประจำวัน เราต้องฝึกตัวเอง หัดอ่านใจตัวเองให้ออก ตาเราเห็นรูปเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ อย่างเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้เรามีสติรู้ อย่างเราเห็นผู้หญิงสวยๆ จิตเรามีราคะขึ้นมา ให้มีสติรู้ ไม่ใช่จำเป็นว่าต้องทำเฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็กดจิตไว้ เพ่งๆๆ ลงไป ไม่ให้มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นไม่ใช่การเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเพ่ง เพ่งอยู่ในชีวิตจริงๆ เลย เพ่งมากๆ ใจก็จะแข็งทื่อๆ ไป เหมือนอย่างพระองค์นี้ ใจก็ทื่อๆ ไป ไปเพ่งเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจเราเป็นอย่างไร คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องฝึกหัดอ่านความรู้สึกตัวเอง ตากระทบรูป เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้มีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน เกิดที่ไหน เกิดที่ใจเรา ถ้าจิตเราคิด เราเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน มันยากไหมที่จะรู้ ไม่ยาก แต่ละเลยที่จะรู้ อย่างเราขับรถอยู่คนมาปาดหน้าเรา ขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไปมองรถที่ปาดเรา เดี๋ยวจะไปเอาคืน ส่วนเรานักปฏิบัติเจริญสติในชีวิตประจำวัน คนเขาขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้นที่จิตใจเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ลำพังคนปาดหน้าเราแล้วเราก็ไปมองเขาเรียกว่าหลง หลงไปดู เกิดพยาบาทวิตก คิดจะเอาคืน นี่พยาบาทวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนาจะว่ายาก มันไม่ยากเลย เราไม่ได้บังคับตัวเอง กดข่มตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย แต่จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย เพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้ใจตัวเอง มันยากเพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้เท่านั้นล่ะ ถ้าหัดฝึกจนเคยชินที่จะรู้ การจะอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อไม่ได้ฝึกอะไรมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ทำสมาธิก็ได้แต่ความสงบ ก็ออกรู้โน้นรู้นี้ไปเรื่อยๆ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ มาเจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้อ่านจิตตัวเอง หลวงพ่อก็ตามรู้ตามเห็นจิตใจ นี่วิธีอ่านจิตตัวเอง ทำอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ใช่ไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต นั่งเฝ้าจิตดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเรา นั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ ใช้ไม่ได้เลย เมื่อไรเราจงใจไปนั่งเฝ้าเอา จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ แข็งๆ ไป ไม่มีอะไรให้ดูหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่าไปดักดู ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยรู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร อย่าไปดักดูไว้ก่อน ถ้าไปดักดูไปรอดู มันจะนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก อันนั้นไม่ใช่การอ่านจิตตนเองแล้ว แต่เป็นการบังคับจิตตนเองให้มันนิ่งๆ ไป ต้องฝึกนะต้องฝึก ถ้าอ่านจิตตัวเองจนชำนาญ เราจะรู้เลยการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะเราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติแล้ว คือเรารู้จักจิตตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการฝึกจิตนั่นล่ะ ไม่ได้ฝึกกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจะเดินจงกรม บางคนฝึกกายต้องเดินท่านั้นต้องเดินท่านี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอก เราไม่ได้ฝึกโยธวาทิต จะเดินอย่างนั้นอย่างนี้ให้สวยงาม ไม่จำเป็นหรอก เคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นล่ะ แต่ว่าจุดสำคัญหัวใจจริงๆ คือจิตของเรานั่นเอง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่นท่านก็สอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรมะหรอก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ธรรมะเกิดที่จิต ธรรมะมีอะไรบ้าง อกุศลธรรม รู้จักเคยได้ยินไหม เกิดที่ไหน เกิดที่มือที่เท้าที่ท้องหรือเปล่า ไม่ได้เกิด อกุศลธรรมเกิดที่จิต กุศลธรรมล่ะเกิดที่ไหน ไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ท้อง ไม่ได้เกิดที่ลมหายใจ เกิดที่จิต มรรคผลล่ะ มรรคผลก็เกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้ที่ภูเขาที่แม่น้ำหรือที่ร่างกาย มรรคผลก็เกิดขึ้นที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป รักษาจิต มีสติรักษาจิต ดูจิตไป ดูแลจิตไป จิตเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ แต่รู้อย่างที่มันเป็นให้ได้เท่านั้นล่ะ แล้วเราจะพบว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เวลาตาเราเห็นรูปความรู้สึกก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยนในจิตใจนี้ สังเกตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าต้องดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาให้เห็นความจริงว่า&lt;br /&gt;
จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชั่วหรือดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยพูด ชั่วหรือดีก็อัปรีย์พอกัน อัปรีย์ไม่ใช่คำหยาบคาย อัปรีย์ตัวนี้เป็นภาษาบาลี “อัปปิยะ” คือไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เหมือนๆ กันล่ะ ความชั่วเกิดขึ้นก็อย่าไปรักมัน ความดีเกิดขึ้นก็อย่าไปหลงมัน นี่ท่านสอนถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าอันนี้เป็นคำสอนในขั้นการเจริญปัญญา ในขั้นจริยธรรมชั่วกับดีไม่เท่ากัน ชั่วนะอัปรีย์จริง ดีไม่อัปรีย์ ดีๆ ดีก็ปิยะ น่ารัก แต่ในขั้นเจริญปัญญาเราไม่ได้ภาวนาเอาดี เพราะดีก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เพราะความสงบไม่เที่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนาให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเรานี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล ตกอยู่ใต้คำว่าไตรลักษณ์ตลอดเวลา เวลาเราดูจิตดูใจนี่สามัญลักษณะคือลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง หรือเรียกว่าไตรลักษณ์นี่จริงๆ ชื่อจริงๆ ของมันคือสามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม มี 3 อย่าง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็คือของเคยมีแล้วมันไม่มี ของไม่มีแล้วมันก็มี มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือมันถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา อย่างความสุขเกิดขึ้น ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย บางทีหลายคนเจอหลวงพ่อ คุยกับหลวงพ่อเลยเกิดปีติ ปีติถ้าเรามีสติรู้ลงไป เราก็เห็นปีติถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ค่อยๆ กร่อนๆๆ ลงไปแล้วก็หายไป แล้วมันก็เป็นอนัตตา จิตเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ นี่คือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ก็คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่พ้นจากไตรลักษณ์ไปคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีความเกิด เมื่อนิพพานไม่มีความเกิด นิพพานก็ไม่มีความเก่า ไม่มีความตาย ไม่มีความดับ ของนอกนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีสติตามอ่านความเป็นจริงในจิตในใจของเราเรื่อยๆ ไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไป นี่ดูไปเรื่อยๆ หลวงพ่อใช้เวลาตรงนี้ หลวงปู่ดูลย์บอกให้อ่านจิตตนเอง หลวงพ่อใช้เวลา 7 เดือนในการอ่านจิตตนเอง แต่ 7 เดือนนี้อ่านผิดไป 3 เดือน อ่านผิดอย่างไร ก็พยายามบังคับจิตให้นิ่ง ไม่ให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำสมาธิไป จิตก็ว่างๆ นิ่งๆ สบาย แล้วไปหาหลวงปู่บอกผมดูจิตได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถามจิตเป็นอย่างไร บอก โอ้ย จิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดเลย แต่ผมสามารถทำให้มันสงบไม่ปรุงแต่ง ว่างๆ อยู่อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่าให้ไปอ่านจิต ไม่ใช่ให้ไปปรุงแต่งจิต ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ นี่ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมาทำใหม่ ก็คือมาอ่านจิตตนเองจริงๆ อ่านอย่างไร ก็อ่านอย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ไม่ได้อ่านแบบพิสดารอะไรทั้งสิ้นเลย อ่านซื่อๆ อ่านสบายๆ นี่ล่ะ อย่างขณะนี้พวกเราฟังหลวงพ่อเทศน์ ลองนึกซิใจเราสุขหรือทุกข์ รู้ไหม รู้ได้ไหมว่าตอนนี้ใจสุขหรือทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างร่างกายถ้าบางคนดูกาย รู้ไหมร่างกายกำลังนั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ร่างกายกำลังนั่งอยู่ ถ้ายากก็เพี้ยนแล้ว ไปหาจิตแพทย์ได้เลย นี่ธรรมะจริงๆ เปิดเผยเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดเลย ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้ารู้ได้ไหม ต้องทำจิตให้นิ่งก่อนแล้วถึงจะรู้ไหม ไม่ต้อง รู้เฉยๆ การรู้จิตรู้ใจก็รู้แบบเดียวกัน รู้เหมือนที่รู้ร่างกายมันยืนเดินนั่งนอน ร่างกายหายใจออกหายใจเข้านี่ล่ะ รู้เฉยๆ รู้อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจเราสุขหรือทุกข์รู้ได้ไหม ตอนนี้ใจเรางงไหม บางคนงง เอะ มันสุขหรือมันทุกข์ หลายคนนะ บางคนบอกไม่งง แต่ว่าอ่านใจไม่ออก ขณะที่บอกไม่งงเลย กำลังหลงอยู่ หลงไปที่อื่นแล้ว ไม่ได้อ่านใจตัวเองแล้ว จิตใจเป็นของละเอียด เป็นของที่ว่องไวที่สุดเลย เราต้องพัฒนาสติของเราให้ไวขึ้นมาเพื่อจะอ่านมันให้ท่าน ไม่ใช่ไปหน่วงความรู้สึกทางใจให้ช้าลง เพื่อสติที่ช้าๆ จะได้อ่านทัน อย่าไปดัดแปลงมัน เหมือนอย่างบางคนเดินจงกรมเดินให้ช้าๆ สติจะได้ตามทัน เดินช้าๆ จิตหนีไปสร้างภพสร้างชาติสร้างทุกข์ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว กว่าจะเดินได้แถวตลอดแนวนี่ เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ช้าด้วยหรอก ถึงเราแกล้งเดินให้ช้ากิเลสมันไม่ช้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปแกล้งทำให้ช้าๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ เงียบๆ อะไรอย่างนี้ กิเลสมันไม่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรรู้อย่างที่มันเป็นให้ได้ หลวงพ่อฝึกดูอ่านจิตตัวเองได้จริงๆ 4 เดือนเท่านั้น หลวงพ่อก็เข้าใจจิตแล้ว จิตมีธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันไป คราวนี้ไปส่งการบ้านกับหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่าอย่างนี้ช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่ไหนแล้ว เรียนที่จิตใจตัวเองนี่ไปได้เอาตัวรอดแล้ว ท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีพระมาถามหลวงพ่อ อันนี้อีกวัดหนึ่งอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน พระอุปัฏฐากท่านได้ยินหลวงพ่อส่งการบ้านกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แล้วหลวงพ่อออกจากหลวงปู่มา หลวงปู่ก็ชมหลวงพ่อใหญ่ พระอุปัฏฐากท่านก็ฟัง ตอนเย็นไปเจอท่าน ท่านก็มาถามหลวงพ่อว่าโยมๆ เป็นฆราวาสแท้ๆ เลย โยมภาวนาอย่างไร โยมทำปีหนึ่ง พระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างนี้เลย ท่านถามซื่อๆ เลย บอกพระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างที่โยมทำปีหนึ่ง หลวงพ่อก็บอกท่านผมทำทั้งวัน ท่านก็งง ทำทั้งวันแล้วไม่ทำมาหากินหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นรับราชการ แล้วทำอย่างไรทำทั้งวัน เจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นล่ะ เวลาเรามีหน้าที่การงานเราต้องทำงาน สติจดจ่ออยู่กับงาน สมาธิจดจ่ออยู่กับงาน ปัญญาคิดเรื่องงาน อันนั้นไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาทำงาน เวลานอกเหนือจากเวลาที่ทำงานกับเวลาทำงานที่ใช้ความคิด แต่ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายปฏิบัติได้ตลอดเลย อย่างที่สุรินทร์เมื่อก่อนเห็นมีสามล้อถีบเยอะเลย คนถีบสามล้อเข้าใจธรรมะก็มี เขาเก่ง เขาถีบสามล้อไปเขาก็อ่านจิตใจตัวเองไปอ่านร่างกายตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่ค้าขายผักอยู่ในตลาดก็ภาวนาดี หน้าใสปิ๊งเลย สว่างสดใส รู้เนื้อรู้ตัว จิตใจกิเลสเบาบาง นี่เขาภาวนาได้อย่างไร เขาไม่มีเวลามานั่งสมาธิทั้งวันหรอก ไม่มีเวลามาเดินจงกรม นั่งขายผัก เขาทำด้วยการเจริญสติ มีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจตัวเองไป นั่งขายผักคนมาซื้อ ดีใจรู้ว่าดีใจ ขายตั้งนานแล้วไม่มีใครมาซื้อเลย ผักชักจะเหี่ยวแล้ว เมืองสุรินทร์หน้าร้อนๆ ร้อนจัดเลย ผักนี้ชักจะเหี่ยวพอๆ กับคนขายแล้ว คนขายแก่งั่ก แต่คนขายผ่องใส ผักก็เหี่ยวไปแต่คนขายผักผ่องใส เขาก็เห็นผักมันเหี่ยวก็เรื่องธรรมชาติ ใจของเขากังวลว่าขายไม่ออกเดี๋ยววันนี้ขาดทุน เขาเห็นว่าใจกังวล ใจของเขาก็ได้ทรัพย์สมบัติที่วิเศษไป ได้อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกไม่ค่อยมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนสุรินทร์ยุคก่อนสมัยหลายสิบปีก่อนจนมาก จนแต่เขามีอริยทรัพย์กัน เขามีทาน เขามีศีล เขามีสติ เขามีสมาธิ เขาขยันศึกษาทางธรรม สงสัยเขาไต่ถามครูบาอาจารย์ ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ เขาภาวนาดี แต่รุ่นหลังนี่หมดแล้ว ไปดู ก็กลายเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯหมดแล้ว พวกหลงโลกทั้งนั้นล่ะ ไปไหนก็เจอแต่พวกหลงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาก็ทำอย่างนี้ล่ะ ตกเย็นตกค่ำก็นั่งสมาธินิดหน่อย เดินจงกรมไม่ค่อยได้เดิน เพราะที่บ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินดังเอี๊ยดๆๆ หนวกหูคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขารำคาญ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนั่งเอา ฝึกตัวเอง ที่จะฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะนอนก็กินน้ำเยอะๆ กินน้ำมากๆ เพื่ออะไร ปวดฉี่จะได้ตื่น พอตื่นมา มาฉี่เสร็จแล้วก็กินน้ำอีกละ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ถ้าจิตยังมืดมัวอยู่จะไม่นอน ถ้านั่งแล้วจิตไม่ผ่องใสมัวๆ ถูกโมหะครอบ จะไม่นอนต่อ ฝึกตัวเองเข้มงวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปๆ จนกระทั่งกิเลสมันก็ฉลาด พอเราตื่นปุ๊บ สว่าง ใจเราสว่างผ่องใส อ้าว นอนได้แล้ว กิเลสมันเก่งนะ แหม่มันหลอกเราได้สารพัด กว่าจะรู้ทันมัน เออ สว่างก็ดีแล้วนี่ นั่งต่อเลย นี่ฝึกตัวเองอย่างนี้ ฝึกไป อยากได้ของดีก็ต้องอดทน แต่ต้องอดทนให้ถูกทางถูกหลัก อดทนไม่ถูกหลักก็เหนื่อยเปล่า นักปฏิบัติที่ทำผิดมี 2 อัน กามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคก็หลง หลงตามกิเลสไป อัตตกิลมถานุโยคก็คือทำตัวเองให้ลำบาก บังคับกายบังคับใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนอย่างพระองค์นี้ท่านสงสัย ท่านจะมาถามหลวงพ่อ อยากถามหลวงพ่อภาวนาตั้งนาน ทำไมไม่เจริญ ท่านติดเพ่งอยู่ ให้ใจนิ่งๆ แต่ตอนนี้ใจท่านไม่เหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว ตอนนั่งฟังใหม่ๆ ใจท่านแน่นอึ้ด แต่ตอนนี้ใจท่านคลายออกแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา อย่างนี้ถึงจะภาวนาได้ ถ้านั่งเพ่งอยู่ กี่ปีมันก็อยู่แค่นั้นล่ะ ไม่มีความเจริญหรอก ฉะนั้นหัดอ่านใจตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะได้ๆ ของดี ของดีก็คือธรรมะนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะไม่ตีกับใคร เราจะไม่ทะเลาะกับใคร เอาธรรมะไปเถียงกันอะไรอย่างนี้ ไม่ทำหรอก ธรรมะเป็นของสูงเป็นของร่มเย็น ไม่ได้เรียนเอาไว้ทะเลาะกัน อันนั้นเรียนแล้วกิเลสแรงกว่าเก่า อย่างน้อยเรียนแล้วกูเก่ง กูรู้เยอะกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้ นี่กิเลสทั้งนั้นเลย แล้วพูดธรรมะฉอดๆๆๆ แต่ไม่เห็นกิเลส ใช้ไม่ได้หรอก อ่านจิตตัวเองไม่ออก ฉะนั้นพวกเราหัดอ่านจิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรอก มันละเลยที่จะอ่าน วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา เนื้อหาสาระที่ควรจะบอกๆ หมดแล้ว เอาไปทำเอานะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตไหมพอหลวงพ่อบอกว่าเทศน์เสร็จแล้ว ใจของเราเปลี่ยนทันทีเลย รู้สึกไหม เฮ้อ แหม มันออกหน้าออกตามากไป ไม่รู้จักเกรงใจเลย นี่รู้สึกไหมใจขำ เห็นไหมความรู้สึกขำเกิดขึ้น รู้สึกนี่ขำแล้วเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เหมือนเด็กทารก เหมือนพระพุทธเจ้าบอกนะอย่างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันอาการของเด็กทารก ไม่รู้เรื่องไม่มีสติ อย่างที่วัดหลวงพ่อคอยดูพระเรื่อยๆ คุยกันเสียงดังหลวงพ่อยังดุเลย อย่างหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย ถ้าคุยเสียงดังเดี๋ยวว่างๆ แล้วจะเรียกมาดุ แต่ถ้าหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย เพราะว่านักปฏิบัติไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังมีการเว้นวรรค&lt;br /&gt;
การปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนุกได้ไหม ความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นได้ไหม ได้ แต่อย่าให้ขาดสติ มีความสุขได้ไหม มีความสุขได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ฉะนั้นกูต้องทุกข์อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่นะ คำว่ารู้ทุกข์ก็คือรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ความสุขก็อยู่ในกองทุกข์ ความสุขก็เป็นตัวทุกข์ชนิดหนึ่ง ตัวเวทนาเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ตามรู้ตามเห็น ไม่อยากหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะก็ประณีตเป็นลำดับๆ ไป เบื้องต้นนี่อ่านใจตัวเองให้ออก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนธรรมะสอนสั้นๆ ไม่สอนยาวอย่างหลวงพ่อหรอก ถ้าหลวงพ่อเอาอย่างหลวงปู่ดูลย์สอนสั้นๆ พวกเราไม่รู้เรื่อง เพราะอินทรีย์พวกเราอ่อน ขี้เกียจด้วย ใครยังรู้สึกตัวว่าขี้เกียจบ้าง ไม่ต้องยกๆ ของมันเห็นๆ กันอยู่ ไม่ต้องยกหรอก ถ้ายังมีการเว้นวรรคการปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป ตอนนี้ขอเล่นเกมสักชั่วโมงหนึ่งก่อนอะไรอย่างนี้ นี่ประมาทนะ ระหว่างเล่นเกมอาจจะช็อกตายก็ได้ ดีใจชนะเกม นี่ประมาท ฉะนั้นอย่าให้มีช่องโหว่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่องโหว่เล็กนิดเดียวกิเลสลุยทันที กิเลสมันเก่งนะไม่ใช่มันไม่เก่ง ต้องฝึก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนสั้นๆ อย่างถ้าท่านจะสอนให้จิตเรามีสมาธิตั้งมั่นนี่ ท่านพูดประโยคเดียว “อย่าส่งจิตออกนอก” จิตออกนอกคือจิตไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ บอกอย่าส่งไป แต่ถ้าจิตมันส่งไปเอง ห้ามมันไม่ได้นะ แต่เราอย่าส่งไป ส่งไปก็คืออุ้ยสนุกจังเลย ดูละครสัตว์นี่สนุกจังเลย ส่งจิตไปดู ไปดูหมูเด้ง มันเด้งบ้างไม่เด้งบ้าง ส่วนใหญ่มันนอน ก็อุตส่าห์ไปดูกัน ไปดู เวลาไปดูหมูเด้ง เห็นไหมใจไปอยู่ที่หมูเด้ง ถ้าตายไปเราจะต้องแย่งกันไปเป็นฮิปโป แล้วคราวนี้คนอื่นเขาจะมาดูเราเด้งบ้างแล้ว นี่ใจมันไหลออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าส่งจิตออกนอกก็คืออย่ามีโลภะเจตนา เที่ยวแสวงหากามคุณอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย แต่ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เห็นไหมจิตมันโดยตัวมันชอบส่งออกนอก ไม่ห้าม ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วให้มีสติรู้ทัน ตรงนี้สำคัญนะ นี่คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ประโยคเดียว แต่พอกระจายออกมา โห มันเป็นหลักการปฏิบัติที่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตเราไม่ส่งออกนอก จิตเราจะเป็นอย่างไร จิตเราจะตั้งมั่น จิตเราจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ฉะนั้นเวลาหลวงปู่สอน หลวงปู่ไม่มาบอกหลวงพ่อว่าอย่าส่งจิตออกนอก หลวงปู่ต่อยอดให้เลย “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” ท่านสอนตรงนี้ จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เวลาตาเราเห็นรูปเราจงใจเห็นไหม หลับตาซิ ทุกคนหลับตา แล้วลองหันหน้าไปให้มันเปลี่ยนทิศทาง แล้วลืมตา เราเจตนาเห็นไหม ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป อันแรกเลยไม่ได้เจตนา มีรูปอย่างไรก็เห็นมันไปอย่างนั้น หันไปแล้วไปเจอสาวสวยก็รู้ รู้รูป หันไปแล้วไปเจอหมาขี้เรือนวิ่งเข้ามาหรือเสือกำลังวิ่งเข้ามาก็รู้ รู้ทัน เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกนี่ เราเลือกได้ไหมว่าจะเห็นรูปอะไร เราเลือกไม่ได้ ตาจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เราเลือกไม่ได้ การดูจิตเขาบอก จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกอารมณ์ของจิต อย่างตาก็ไม่เลือกอารมณ์ของตา มีรูปอะไรก็เห็นไปอย่างนั้น จิตนี่เราก็ไม่เลือกอารมณ์ อารมณ์ที่ดีมาเราก็รู้ อารมณ์ที่ไม่ดีมาเราก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีญาณเห็น ญาณแปลว่าความหยั่งรู้ เป็นลักษณะของปัญญา ฉะนั้นไม่ใช่รู้โง่ๆ ไม่ใช่รู้เอ๋อๆ น้ำลายยืดๆ รู้ ไม่ใช่ รู้ต้องมีปัญญา มีใจที่ตั้งมั่นปัญญาถึงเกิด มันผ่านบทเรียนที่ชื่อว่าอย่าส่งจิตออกนอกมาแล้ว ใจมันตั้งมั่นแล้ว พอใจมันตั้งมั่นแล้วมันถึงจะมีญาณเห็นจิตได้ ญาณเป็นปัญญา ปัญญามีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ฉะนั้นที่หลวงพ่อจะจ้ำจี้จำไชพวกเรา เฮ้ย จิตต้องตั้งมั่นนะ จิตต้องถึงฐานนะ เพื่อจะเอาไว้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป หมายถึงว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป รู้เห็นอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วไม่ได้รู้โง่ๆ รู้แบบมีปัญญา อันแรกเลยมีสติรู้ว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต เช่นความสุขความทุกข์กุศลอกุศลเกิดขึ้นกับจิต รู้ทัน อันที่สองมีปัญญาซ้ำลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลอกุศลก็ไม่เที่ยง หัดดูอย่างนี้ คำว่า “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” คืออย่างนี้ ไม่ใช่นั่งจ้องอยู่ที่จิต ถ้าไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต ไม่ใช่แล้ว มันก็คล้ายๆ เราเข้าห้องปิดประตู แล้วก็จุดเทียนไว้อันหนึ่ง แล้วก็มองอยู่ที่เทียน ไม่ให้มองอันอื่นเลย ตาก็ต้องเห็นแต่เทียนนี่ล่ะ เห็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ใช่นะ มีตาก็เห็นอย่างที่มันจะต้องเห็น จิตของเราจะมีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ให้มันรู้สึกไปอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็ตามเห็นไป ตอนนี้จิตสุข ตอนนี้จิตทุกข์ ตอนนี้จิตเป็นกุศล ตอนนี้จิตเป็นอกุศล ตามรู้ตามเห็นไป พอตามรู้ตามเห็นไปมากพอ มันจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม่ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำไมไม่ใช้ว่าโลภโกรธหลงสุขทุกข์ดีชั่วอะไร ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหมายถึง Everything ที่เกิด ทั้งหมดนั่นล่ะต้องดับ ฉะนั้นไม่ใช้คำว่าสุขเกิดแล้วสุขดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ดับ กุศลเกิดแล้วก็ดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วก็ดับ อย่างตอนที่เราหัดดูใหม่ๆ ใช่ไหม เราก็จะเห็นสุขเกิดแล้วดับ ทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลเกิดแล้วดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วดับ เราดูแต่ละอันเกิดแล้วดับ แต่ละอันเกิดแล้วดับ ตรงที่ปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้วนี่ มันไม่มานั่งดูทีละอัน มันสรุปรวบยอด ปัญญาในอริยมรรคนี่มันสรุปรวบยอดเลยว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา Everything เกิดแล้วดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้เราจะเข้าใจธรรมะ ก็ได้โสดาบันตรงนี้ ถัดจากนั้นก็ภาวนาของเราแบบเดิมนั่นล่ะ แต่ศีลของเราเต็มที่อยู่แล้วล่ะ สมาธิก็จะแก่กล้าขึ้น แล้วก็เจริญปัญญาไป พระสกทาคาพระโสดาบันศีลบริบูรณ์ สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อยคือใจเราวอกแวกๆ ไม่ได้ต่างกับชาวบ้านธรรมดาหรอก พระโสดาบันปัญญาเล็กน้อย เห็นไตรลักษณ์เป็นคราวๆ ไม่ได้เห็นได้ตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสกทาคามีศีลบริบูรณ์ อันนี้บริบูรณ์ตั้งแต่โสดาบันแล้ว สมาธิปานกลาง ปัญญาเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อยก็ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจอะไร ปัญญาเล็กน้อยก็แค่สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ แต่จิตมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น สมาธิปานกลาง สมาธิปานกลางก็คือถ้าจะหลง หลงแวบเดียว ฟุ้งไปก็ฟุ้งสั้นๆ ไม่ฟุ้งยาว ถ้าฟุ้งเป็นชั่วโมงไม่ใช่แล้วล่ะ แสดงว่าสมาธิอ่อนเหลือเกิน แล้วถ้าภาวนาต่อไป รู้แจ้งแทงตลอดในตัวร่างกายในรูปนี่ ว่าไม่ใช่อย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้จิตมันวางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันวางร่างกาย มันก็จะวางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็จะพลอยวางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ตัวที่ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านก็คือกามนั่นล่ะ พอเป็นพระอนาคามีมันวางตาหูจมูกลิ้นกายลงไปได้ แล้วก็วางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ความยินดีพอใจในรูปไม่มี ความยินร้ายในรูปไม่มี ใจก็ไม่วิ่งแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย นี่สมาธิมันบริบูรณ์เพราะเหตุนี้ เพราะว่าจิตไม่ไหลตามกามออกไป ไม่ไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่กับตัวเองนี่ ถึงบอกพระอนาคามีมีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสดาบัน สกทาคามี เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป ไม่มีตัวเรา พระอนาคามีมีปัญญาปานกลาง คือเห็นว่ารูปทั้งหลายร่างกายนี่ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่เป็นปัญญาปานกลาง แต่ทำไมปัญญานี้ยังไม่สิ้นสุด พระอนาคามียังหลงผิดอยู่ว่าตัวจิตที่ฝึกดีแล้วนี่มีความสุข ฉะนั้นจะมุ่งไปหาความสุขของสมาธิ จะไปติดในรูปราคะอรูปราคะ ทีนี้ภาวนาไปเรื่อยก็จะรู้เลย รูปราคะอรูปราคะ จิตเข้าไปติดไปยึดจิตก็ทุกข์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ มันจะแตกหัก วัฏจักรจะล่มลงก็ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างที่เคยเห็นแล้ว ตัวนี้คือปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทล้างอวิชชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อวิชชาคืออะไร คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่สามารถรู้ทุกข์ได้ ไม่สามารถละสมุทัย ไม่สามารถแจ้งนิโรธ ไม่สามารถเจริญอริยมรรคได้ แต่ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ นี่คือขันธ์ตัวสุดท้ายที่เราจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือตัวทุกข์ ตัวกายดูง่ายว่าเป็นตัวทุกข์ แต่พอถึงตัวจิตจะให้ดูว่ากระทั่งจิตที่ทรงฌานก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ง่าย อันนี้เลยเป็นปัญญาอย่างยิ่ง รู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจนั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นของการสู้ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นล่ะ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม จิตจะได้มีกำลัง หัวใจของการปฏิบัตินั้นคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทำอย่างนี้ได้มรรคผลไม่ใช่เรื่องไกล ถ้าเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิยังอีกไกล เพราะอยู่ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เพราะฉะนั้นฝึกนะที่หลวงพ่อบอกให้วันนี้ เป็นแก่นสารสาระในการฝึกกรรมฐานเลย เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอก ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10945</id>
		<title>《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10945"/>
		<updated>2025-04-11T11:27:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
细致深入的修行&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามศึกษาธรรมะเอาไว้ ดูพระไตรปิฎกได้ก็ดู ดูฉบับเต็มไม่ได้ดูฉบับย่อก็ได้ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นเบื้องต้น สนใจรายละเอียดตรงไหนก็ไปอ่านฉบับเต็มเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหลวงพ่อจะเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อพยายามแสวงหาหนทางปฏิบัติ ตั้งแต่เด็กๆ ทำแต่สมาธิ ทำอานาปานสติสงบเฉยๆ คิดว่าศาสนาพุทธมีอะไรมากกว่าความสงบ ก็พยายามช่วยตัวเอง ตอนนั้นไม่มีครูบาอาจารย์ ยังทำงานอยู่ อ่านพระไตรปิฎก อ่านหลายรอบ ได้เห็นธรรมะดีๆ มากมายในพระไตรปิฎก แต่ว่าเราไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร หลักของการปฏิบัติมีมากมายเหลือเกินที่พระพุทธเจ้าสอนไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคล็ดคำว่า “เห็นตามความเป็นจริง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้หลวงพ่ออ่านจิตตัวเอง พื้นฐานเราเคยอ่านตำรับตำรา มา หลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ท่านทราบว่าอ่านมามาก แล้วท่านก็แนะนำให้อ่านจิตตนเอง ก็พยายามมาอ่านจิตตัวเองมาเรื่อยๆ ทีแรกอ่านไม่เป็นก็ไปแทรกแซงจิต ไปฝึกจิตให้ว่างๆ ยังติดคำว่าว่างอยู่ อ่านหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาสมีคำว่า ว่างๆ เยอะ อ่านหนังสือเซนก็มีแต่คำว่าว่างเยอะแยะเลย เลยไปทำจิตว่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ทำอยู่ 3 เดือนแล้วขึ้นไปกราบท่านอีกที ท่านบอกทำผิดแล้วล่ะ ให้ไปอ่านจิตไม่ได้ให้ไปแต่งจิต ให้มันนิ่งๆ ว่างๆ นี้เป็นการปรุงแต่งเอาเอง ให้อ่านเอาท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็มาเริ่มอ่าน เวลาเราอ่านหนังสือ คิดถึงการอ่านหนังสือ เราไม่ใช่นักประพันธ์เราไม่ใช่คนแต่งหนังสือ เราเป็นแค่คนอ่าน เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนอ่าน เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านจิตตัวเอง ก็อ่านเหมือนเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูเหมือนดูละคร เวลาเราดูละครเราไม่ใช่คนแต่งบทละคร เราไม่ใช่ผู้กำกับ เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กว่าจะจับเคล็ดคำว่า “ดู” ได้ คำว่า “เห็นตามความเป็นจริง” ได้ ใช้เวลาเหมือนกัน ทำผิดอยู่ 3 เดือน พยายามไปปรุงแต่งจิตเป็นนักประพันธ์แต่งให้จิตมันดี เวลามันไม่ดีเราก็เป็นนักวิจารณ์บอกตอนนี้มันไม่ดี ไม่ใช่นักดู ไม่ใช่นักอ่าน พอมาอ่านทำอย่างไร ก็ดูไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันจิตใจเรามีความสุข บางวันจิตใจเรามีความทุกข์ บางวันจิตเราเป็นกุศลเยอะ บางวันเป็นอกุศลเยอะ บางวันสงบ บางวันฟุ้งซ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาแล้วเห็นแต่ละวันจิตเราไม่เคยเหมือนกันเลย เราก็ภาวนาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมเหมือนกันทุกวัน แต่จิตเราไม่เหมือนกัน เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน อย่างหลวงพ่อเวลาอยู่ที่บ้าน จะไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ ไม่ได้เดิน เพราะบ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินแล้วมันร้องเอี๊ยดๆ หนวกหูคนอื่นเขา แต่เวลาออกมาจากบ้าน ทุกก้าวที่เดินรู้สึกไปเรื่อยๆ ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ พอมาอ่านเราก็จะเห็นเลย แต่ละวันจิตเราไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่ภาวนาเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาดูได้ละเอียดมากขึ้น ไม่ได้ดูเป็นวันๆ หรอกดูเป็นช่วงเวลา ตอนเช้าตอนตื่นนอนจิตใจเราเป็นแบบนี้ ตอนสายๆ หน่อยเป็นอย่างนี้ ตอนเที่ยงจิตใจเราเป็นอย่างนี้ ตอนบ่ายจิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนเย็นๆ จิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนค่ำๆ ตอนดึกๆ จิตใจไม่เหมือนกันสักที ทั้งๆ ที่เป็นวันเดียวกัน ก่อนจะมาเห็นตรงนี้ได้ก็เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน พอภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าแต่ละห้วงเวลาไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้าตื่นมาแล้วเช้าแต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช้าวันจันทร์ตอนนั้นรับราชการ เช้าวันจันทร์เบื่อ ขี้เกียจ เช้าวันอังคารก็เบื่อมาก เช้าวันพุธชักจะอุเบกขาแล้ว เฉยๆ แล้ว เช้าวันพฤหัสเริ่มสดชื่น พอเช้าวันศุกร์นี้กระดี๊กระด๊า แต่ละวันไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่เป็นห้วงเวลาเดียวกัน แต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก ตอนสายๆ แต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน ตอนเที่ยงก็ไม่เหมือนกัน สังเกตไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเย็นๆ หลวงพ่อสังเกตตัวเอง จิตหลวงพ่อจะมีกำลังมาก ตอนเป็นโยมจิตจะมีกำลังมากตอนสัก 4 โมงเย็นไปแล้ว คล้ายๆ ทำงานใกล้จะเลิกงานแล้ว จิตใจเริ่มสดชื่น ตอนทำงานก็เครียดไม่ใช่ไม่เครียดเพราะงานที่ทำนี้ งานที่เครียดมากๆ เลย งานอยู่สภาความมั่นคง วันๆ ก็เป็นเรื่องหาข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล หาทางออกในการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง เรื่องปวดหัวทั้งนั้นล่ะ พอได้เวลาจะเลิกงานใจเริ่มผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาสังเกตตัวเอง ตอนเย็นๆ ตอนเลิกงานจิตจะมีกำลัง จิตจะสดชื่นเกิดสมาธิโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิ ฉะนั้นตรงนี้เป็นนาทีทองสำหรับหลวงพ่อ พวกเราก็ต้องไปดูตัวเอง เวลาช่วงไหนในแต่ละวันเป็นช่วงที่สติของเราดีสมาธิของเราดี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลานาทีทองของวันนั้น เราควรจะสงวนควรจะรักษาช่วงเวลานี้เอาไว้ภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อพอเลิกงานแล้วไม่ทำอะไรหรอก กลับบ้าน ไม่เอานาทีทองตัวนี้ไปทำลายทิ้ง ไปเที่ยว คนเขาก็ชวนไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์อะไรอย่างนี้ ไม่ไป บอกไม่ชอบ แล้วจริงๆ ก็คือไม่ชอบไม่ได้โกหก เคยหลุดเข้าไปในบาร์หรือในผับอะไรทีหนึ่ง นี่มันนรกชัดๆ เลย เสียงก็ดัง ไฟก็วูบๆ วาบๆ คนก็หลง แล้วก็ดื่มน้ำทองแดงกัน เข้าไปเห็นครั้งเดียวเข็ดเลย หนีตลอด ไม่ยอม ใครชวนอย่างไรก็ไม่ไป เรื่องอะไรอยู่ดีๆ เป็นมนุษย์ดีๆ ไปตกนรกเล่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพอเลิกงานตกเย็นตกค่ำหลวงพ่อภาวนา ขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ภาวนา ตอนเช้าขึ้นรถเมล์ไปทำงานก็ภาวนา ตอนจะกินข้าวก็ภาวนา ภาวนาไม่ใช่ไปนั่งพุทโธๆ อะไรหรอก มีสติอ่านจิตใจตัวเองไปไม่หยุด จิตใจเรามีความสุขก็รู้ จิตใจเราทุกข์ก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ ต่อมาสติแข็งแรงมากขึ้นๆ สมาธิดีขึ้น คราวนี้ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตตามห้วงเวลาแล้ว ถ้าอ่อนที่สุดก็เห็นว่าแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าพัฒนาขึ้นมาแล้วเห็นว่าแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาละเอียดเข้าๆ&lt;br /&gt;
เราจะเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอสติเราเร็วจริงๆ สมาธิเราดีจริงๆ เราจะเห็นว่าแต่ละขณะไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้านี้จิตเราเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แค่ช่วงเช้าแป๊บเดียวนั้น ค่อยๆ สังเกตเอา อย่างออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้าน ตอนเช้าจะไปทำงานพยายามจะขับถ่ายกลัวไปปวดท้องกลางทาง วันนี้ขับถ่ายสะดวก จิตใจสบายรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้ท้องผูกไม่ยอมถ่ายกลุ้มใจ ไม่ได้รู้แค่ว่าถ่ายได้ไม่ได้ รู้เข้ามาถึงจิตถึงใจเลย จิตใจยินดีพอใจหรือจิตใจกลุ้มใจ นี่คือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าปฏิบัติเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมถือว่ายังอ่อนหัดมากเลย ต้องฝึกให้ได้ มีสติอยู่ทุกขณะ คำว่า “ทุกขณะ” ไม่ถึงขณะตามตำราอภิธรรม ตำราอภิธรรมบอกว่าลัดนิ้วมือหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ ลัดนิ้วมือ ดีดนิ้วทีหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ อันนั้นตำรา ทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามันมีช่วงเวลากว่าที่จิตจะขึ้นมารับอารมณ์แต่ละครั้ง แล้วรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ใช้เวลา แต่ไม่ถึงวินาทีผุดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว เราก็ดูจากความเป็นจริงที่เราเห็น ไม่ได้ดูจากตำรา ตำราก็อาจจะถูกก็ได้ แต่สติเราไม่ละเอียดพอที่จะเห็น ต้องตีความอย่างนี้ไว้ก่อน ไม่ใช่ทำได้ไม่เหมือนตำราบอกตำราผิด อันนั้นเซลฟ์จัดเกินไปแล้ว เราดูเท่าที่เราดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ขณะอะไรไม่ใช่ขณะจิตหรอก ขณะที่ตาเห็นรูปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่หูได้ยินเสียงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จมูกได้กลิ่นลิ้นกระทบรสกายกระทบสัมผัสก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จิตมันคิด จิตมันคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลง คิดเรื่องนี้เกิดสุข คิดเรื่องนี้เกิดทุกข์ คิดเรื่องนี้เกิดราคะ คิดเรื่องนี้เกิดโทสะ อยู่เฉยๆ จะมีโทสะได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องตามหลังความคิดเรียกพยาบาทวิตกมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ๆ จะเกิดราคารุนแรงอะไรได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีกามวิตกมาก่อน แล้วทั้งหมดต้องหลง ทีแรกเราไม่เห็นขนาดนั้น เราภาวนาเราเห็นว่าจิตเราเปลี่ยนทุกขณะ ขณะที่กระทบอารมณ์นั่นล่ะ ไม่ใช่ขณะจิตหรอก ตาเห็นรูป ทีแรกบอกเห็นรูปใจก็โกรธขึ้นมาอะไรอย่างนี้ ดูละเอียดลงไปอีก ไม่ต้องตั้งใจดู แต่เราฝึกสติของเราไปเรื่อยๆ ฝึกสมาธิของเราไปเรื่อยๆ มันจะเห็นได้ละเอียดๆๆ เข้าไปอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ตาเห็นรูป จิตไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตเฉยๆ ขณะที่ตามองเห็น จะเกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศลอกุศลมาเกิดทีหลัง พอตาเห็นรูปปุ๊บมันจะมีการแปล เราจะเห็นการแปลความหมายของรูป รูปนี้คืออะไร แล้วอนุสัยความคุ้นเคยมันก็ให้ค่าออกมา พอใจรูปนี้สวยงาม เห็นดอกไม้สวย ตรงที่ตาเห็นดอกไม้สวยไม่มีคำว่าสวยหรอก ตาเห็นรูปเฉยๆ ตาไม่เห็นของสวยหรอก ตาเห็นแล้วก็จิตมันแปลว่านี่ดอกไม้นี่ดอกกุหลาบ สวยเชียว ดอกก็โตสวย พอมีการให้ค่าขึ้นมา ใจก็ยินดีพอใจ ราคะก็เกิดตามหลังความคิดมา ความคิดที่เป็นกามวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการมันจะค่อยยิ่งภาวนามันยิ่งละเอียดๆๆ เข้าไป เราจะรู้เลยว่าขณะที่ตามองเห็นไม่มีกิเลส แล้วจิตก็เป็นอุเบกขา ขณะหูได้ยินเสียงก็ไม่มีกิเลส ขณะที่จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสก็ยังไม่มีกิเลส ตรงที่ใจมันกระทบความคิดแล้วความคิดมันนำไป กิเลสมันก็ทำงานขึ้นมาได้ คอยรู้คอยดูค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เข้าใจหรอก สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วสิ่งนั้นไม่ดับ ไม่มีเลย เราภาวนาเรื่อยๆ เราก็เห็นสุขเกิดแล้วสุขก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ก็ดับ กุศลเกิดแล้วกุศลก็ดับ อกุศล โลภ โกรธ หลงเกิดแล้วมันก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ ตรงนี้ละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ละเอียดกว่าที่จะรู้จิตสุขจิตทุกข์จิตดีจิตชั่ว คือเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดที่ตาดับที่ตา จิตเกิดที่หูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่ร่างกายดับที่กาย จิตเกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว หัดภาวนาทีแรกเรารู้สึกจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยวร่อนเร่ไปทางทวารทั้ง 6 คิดว่าจิตมีดวงเดียว ดวงนี้หลงไปดูพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมา มันหลงไปฟังพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมาเข้าฐาน เห็นจิตเหมือนตัวแมงมุม เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้ายเดี๋ยวก็วิ่งไปข้างขวา เดี๋ยวขึ้นข้างบนเดี๋ยวลงข้างล่าง แมงมุมมีตัวเดียววิ่งไปวิ่งมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเราภาวนาละเอียดเข้าๆ เราเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตเสวยอารมณ์อันไหนก็ดับพร้อมอารมณ์อันนั้น เกิดดับไปด้วยกัน มันถี่ยิบขึ้นมา จะเห็น ทีแรกเรายังไม่เห็นหรอก เราต้องฝึกให้มีจิตที่เป็นผู้รู้ก่อน จิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาเป็นมหากุศลจิตประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจ ต้องเป็นจิตชนิดนี้ถึงจะมีกำลังมากพอที่จะเดินปัญญาได้จริง ไม่อย่างนั้นยังเป็นปัญญาพื้นๆ คิดๆ เอา แต่ถ้าจะขึ้นวิปัสสนาปัญญาจิตต้องตั้งมั่นอัตโนมัติมีกำลัง ของฟรีไม่มีก็ต้องฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นทำอะไรดี ทำได้ 2 วิธี หนึ่ง ฝึกเข้าฌานที่ประกอบด้วยสติ อันที่สอง อาศัยสัมมาสติหรือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ พอสติเราระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นเจริญสัมมาสติให้มากแล้วสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย เกิดด้วยกันกับสัมมาสติ ขาดสตินี่ สัมมาสัมมาทั้งหลายหายหมดเลยไม่เหลือเลย ฉะนั้นต้องฝึกสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกสติอยู่ในหลักสูตรชื่อการเจริญสติปัฏฐาน มี 4 อย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม ถนัดอันไหนเอาอันนั้น แล้วได้ทุกอัน สุดท้ายได้ทั้งหมดล่ะ อย่างเราหัดรู้สึกร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไปเรื่อยๆ ต่อมาจิตเราหลงไป ร่างกายเราขยับปุ๊บเรารู้เลยว่าจิตหลงไปแล้ว มันก็เข้ามารู้จิตได้ สติปัฏฐาน 4 มันก็เหมือนโต๊ะตัวเดียวกันนี้ล่ะ แต่มันมี 4 มุม แข็งแรงหน่อยก็ยกมุมใดมุมหนึ่งมันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ได้หมดล่ะ ไม่ยาก ชาวพุทธเราอย่าทิ้งการเจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีการเจริญสติปัฏฐานอยู่ การบรรลุมรรคผลนิพพานยังมีความเป็นไปได้ ไม่เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางบรรลุมรรคผลอะไรหรอก วิชาสติปัฏฐานเป็นวิชาที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดรัจฉานวิชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนวิชาที่จะอยู่กับโลกเขาเรียก เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ด่าเดรัจฉานวิชา อย่าเข้าใจผิด ตัวอย่างเดรัจฉานวิชาคืออะไร แพทยศาสตร์นี้เดรัจฉานวิชา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เดรัจฉานวิชาทั้งนั้นเลย วิชาหมอนวดก็เดรัจฉานวิชา คำว่าเดรัจฉานวิชาไม่ได้แปลว่า วิชาของสัตว์เดรัจฉาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิรัจฉาน ตัวนี้แบบไปทางขวางไปทางนี้ ขวาง สัตว์เดรัจฉาน สังเกตไหม กระดูกสันหลังมักจะขวาง คือขนานกับโลก เดรัจฉานวิชาคือวิชาที่จะอยู่กับโลก จำเป็นต้องมีไหม จำเป็น ถ้าขืนไม่มีเดรัจฉานวิชาทำมาหากินไม่เป็น รู้วิธีเลี้ยงเด็กก็เดรัจฉานวิชา รู้วิธีเลี้ยงเสือ ตอนนี้หมูเด้งจืดแล้ว ตอนนี้มีเสือชื่ออะไร น้องเอวา คนเลี้ยงเสือได้เขาก็มีวิชาของเขา ให้เราไปเลี้ยง เสือเอาไปกิน ฉะนั้นเดรัจฉานวิชาไม่ใช่วิชาต่ำต้อย เป็นวิชาที่ต้องเอาไว้อยู่กับโลก สิ่งที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานวิชาคือวิชาทางตั้ง แนวตั้ง เดรัจฉานวิชามันแนวขนาน ขนานไปกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวตั้งคือการปฏิบัติธรรมนั่นล่ะ พัฒนาไตรสิกขาศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา แล้วลงท้ายไปเจริญสติปัฏฐานให้ได้ ในที่สุดก็จะพ้นโลก เหมือนยิงจรวด ยิงจรวดขึ้นไปอย่างนี้ ถ้าเครื่องบินมันขนานกับโลกมันก็ไปอย่างนี้ ไปจากที่หนึ่งของโลกไปอีกที่หนึ่งของโลก ถ้าเป็นทางจิตใจก็คือจากภพนี้ก็ย้ายไปอีกภพหนึ่ง ก็เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ แต่วิชาโลกุตตระ วิชาแนวตั้ง เหมือนจรวดลอยขึ้นไปพ้นจากโลก อยู่เหนือโลกก็คือคำว่า โลกุตตระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนยุคนี้ไม่เรียนธรรมะ ก็ชอบวิจารณ์ตัดสินพระบ้าง ตัดสินฆราวาสบ้างว่าทำไม่ถูกอะไร อย่างนี้ อย่างวิชาหมอดูเป็นเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านห้ามมีอันเดียว ห้ามพระประกอบอาชีพทางเดรัจฉานวิชา ท่านห้ามตัวนี้ต่างหากล่ะ ท่านไม่ได้ห้ามฆราวาส อย่ามั่ว ถ้าพระไปรักษาโรค พระสมัยโบราณจะรักษาโรค คนไม่สบายไม่รู้จะไปไหน โรงพยาบาลไม่มี หามกันไปหาพระ กระดูกหักให้พระต่อให้ พระทำเดรัจฉานวิชาไหม ทำ อาบัติไหมไม่อาบัติ เพราะไม่ได้เอาไว้ทำมาหากิน ทำเพื่อสงเคราะห์โลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีความละเอียดรอบคอบไม่เข้าใจเรื่องธรรมวินัยแล้วชอบตัดสิน พระทำอย่างนี้ไม่ถูก อันนี้ก็ไม่ถูก นั่นก็ไม่ถูก พระดีๆ ก็คือพระพุทธรูป ห้ามกระดุกกระดิกทำอะไรไม่ได้เลย พอไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาแล้วก็ชอบมั่วชอบตีความชอบตัดสิน มั่วมาก ทำให้พระธรรมวินัยศาสนาอยู่ยาก อยู่ลำบาก ธรรมะจริงๆ สูญหายไป สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นมาแทนที่ บางทีพูดแล้วโก้เก๋ดี พูดแล้วแหมดูดีจังเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่พูดแล้วดูดีที่มีชื่อเสียงที่สุดเลยคือเทวทัต เทวทัตเป็นคนเสนอพระพุทธเจ้า บอกต่อไปนี้พระต้องมักน้อยสันโดษ ต้องดำรงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตเท่านั้น ต้องใช้ผ้าบังสุกุลจีวรเท่านั้น ต้องไม่มีกุฏิไม่มีอะไร ไม่สร้างวัดสร้างวาอะไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา ต้องกินมังสวิรัติ ฟังแล้วดี พวกคนไม่ฉลาดก็เคลิ้ม เทวทัตเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้าอีก ส่วนหนึ่งพวกพระก็ยังตามไปเลย ตามเทวทัตไปเป็นร้อยๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อมาพระโมคคัลลานะ สารีบุตร ท่านไปอธิบายธรรมะให้ฟัง ตอนที่ท่านเข้าไปสำนักของเทวทัต เทวทัตกำลังเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังอยู่ พอเห็นพระโมคคัลลานะ สารีบุตรเข้าไปก็ดีใจ นึกว่าแปรพักตร์จากพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกของเทวทัตแล้ว เทวทัตก็บอกว่าช่วยเทศน์แทนหน่อยเมื่อยแล้วจะไปนอน พอตื่นมาลูกศิษย์หายไปหมดแล้ว มาฟังเทศน์พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร รู้ผิดชอบชั่วดีถอยออกมาเลย เหลือที่ไม่ถอยออกมาไม่มาก พวกที่ถอยออกมาก็มาภาวนา จำไม่ได้ว่าออกมาแล้วภาวนาแล้วผลเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มีเรื่องเล่าอันหนึ่ง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง สำนวนนี้เคยคุ้นๆ ไหม ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยรู้จักพระองค์หนึ่งตอนหลวงพ่อยังไม่บวช ท่านพิการมือนิ้วท่านติดกันอย่างนี้ ติดกันหมดเลย แล้วท่านบอกท่านพิการมาแต่เด็กเลย สงสัยบาปกรรมอะไรทำให้พิการอย่างนี้ ท่านก็ระลึกๆ ไป จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ท่านเล่าพิสูจน์ไม่ได้ ท่านบอกท่านเคยเป็นลูกศิษย์เทวทัตแต่กลับใจแล้ว กลับใจแล้ว ตอนเป็นลูกศิษย์เทวทัตก็ประกาศว่าต่อไปนี้จะไม่ไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว แล้วต่อมาก็เปลี่ยนใจกลับเข้ามา บอกว่าอกุศลนี่ นิ้วของท่านเป็นแบบนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ทำได้แค่นี้ จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้เรื่องของกรรมเป็นเรื่องอจินไตย แต่การกระทำทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีผลแน่นอน ลูกศิษย์เทวทัตปรามาสพระพุทธเจ้า ปรามาสพระสาวกก็ต้องรับวิบาก เทวทัตก็ต้องรับวิบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินใครเขาเสนอวาทะคมคายดูดีเหลือเกินเลย ต้องทบทวนว่ามันตรงกับพระไตรปิฎกหรือเปล่า บางทีการเสนออะไรที่เข้มมากๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ท่านบอกเดี๋ยวศาสนาจะอยู่ยาก ศาสนาจะอันตรธานเร็ว อย่างเป็นพระบอกต้องฉันเจอย่างเดียว ชาวบ้านเขาไม่ได้กินเจ ใครเขาจะมาหาอาหารเจให้ทุกวันๆ สุดท้ายพระอาหารไม่พอแล้วก็อยู่ไม่ได้ ศาสนาก็หายไป พระหายไปไม่มีใครสืบทอด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะไม่สุดโต่งๆ ศาสนาถึงได้ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมความก็คือต้องเจริญสติปัฏฐาน หลวงพ่อสอนอยู่ทุกวี่ทุกวันก็เรื่องนี้ล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้ บทเรียนของเราต้องครบ ไตรสิกขา ศีลต้องรักษา ตั้งใจไว้ก่อนจะรักษาศีล 5 ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องรักษาศีลก็เคยมีคนถามหลวงปู่เทสก์กระมัง บอกว่า ถ้าท่านเดินไปแล้วเห็นผู้หญิงตกน้ำ พระจะกระโดดลงไปช่วย อาบัติไหมไปจับตัวผู้หญิง ไม่ช่วยจิตจะเศร้าหมองไหม ถ้าจิตเศร้าหมองแสดงว่าตรงนั้นเราต้องทำชั่วอะไรสักอย่างแล้ว อย่างเราเห็นผู้หญิงตกน้ำ แล้วเราก็อุเบกขา จริงๆ แล้วจิตจะไม่ดีเลย จิตจะกระด้าง เห็นสัตว์ลำบากแล้วเฉยเมย คิดว่าความเฉยเมยคืออุเบกขา ไม่ใช่ เป็นความใจไม้ไส้ระกำ ท่านบอกว่าท่านก็ใช้วิธีนี้สิ ท่านกระโดดลงไปในน้ำไปอยู่ใกล้ๆ เขา เดี๋ยวเขาก็เกาะท่านท่านก็ว่ายเข้าฝั่ง ท่านว่าอย่างนี้ แต่หลวงพ่อคงไม่เอา ขืนมาเกาะเราก็พากันจมแน่เลย หาไม้หาอะไรโยนให้ ให้เกาะ ก็ต้องช่วย จำเป็นจริงๆ ก็ลงไปลากขึ้นมาแล้วมาปลงอาบัติเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีก็ต้องคิดต้องพิจารณา ถือศีลเคร่งๆ ไปเลยแบบงมงายก็ใช้ไม่ได้ ศีลรักษาไปเพื่อให้จิตใจเป็นปกติ เพื่อให้หมู่สงฆ์สงบสุข เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้วมีความมั่นคงในพระศาสนา เลื่อมใสมั่นคง ศีลไม่ได้ถือเอาไว้ทรมานตัวเอง ศีลไม่ได้ถือไว้ใจร้ายกับคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้จักอะไรควรอะไรไม่ควร เห็นมีพระมีข่าวเรื่อยเลย ดูแลแม่ เช็ดอึเช็ดฉี่อาบน้ำให้อะไรให้ ถามว่าถูก ไม่ถูก ก็ไม่ถูก ถ้าไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำ อาบัติร้ายแรงไหม อาบัติไม่ร้ายแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาบัติที่ร้ายแรงคือภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ไม่ได้มีความกำหนัดมีแต่ความเมตตา ดีกรีมันมี ว่ามันผิดร้ายแรงแค่ไหน ไม่ใช่เห็นอะไรก็บอกจับสึกๆ ทุกวันนี้ง่ายเหลือเกินเจอพระไม่ชอบใจ บอกจับสึก เพราะฉะนั้นต้องเรียน ขอแนะนำ อ่านพระไตรปิฎกดีที่สุดเลยหัดอ่านไป พระวินัย พระสูตรพวกนี้ อ่าน อภิธรรมอ่านไม่รู้เรื่องต้องไปเรียนอภิธัมมัตถสังคหะอะไรพวกนั้นก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องฝึก ทุกวันแบ่งเวลาไว้เลย ถึงเวลาจะต้องปฏิบัติในรูปแบบ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คำว่าถึงเวลาให้ไปนั่งสมาธิให้ไปเดินจงกรม เพราะว่าแต่ละคนรูปแบบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกวาดพื้นอยู่เป็นเครื่องอยู่ นั่นคือการทำในรูปแบบของเขา ตอนหลวงพ่อบวชครั้งแรกที่วัดชลประทาน หลวงพ่อปัญญาเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระผู้เฒ่าองค์หนึ่งกุฏิอยู่ติดๆ กัน ท่านกวาดวัด ฉันข้าวเสร็จตอนเช้าก็กวาดวัดไป กวาดจากหน้าวัดไปท้ายวัด ท้ายวัดกวาดมาหน้าวัด กวาดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน หลวงพ่อตอนนั้นโง่ ก็ไปบอกท่านบอกหลวงพ่อทำไมไม่นั่งสมาธิไม่เดินจงกรม ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมช่วยกวาด เราไปนั่งสมาธิกันดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านก็ยิ้มหวานหลวงพ่อยังจำรอยยิ้มของท่านได้ ท่านบอกคุณบวชสั้นๆ คุณไปนั่งสมาธิเดินจงกรม เดี๋ยวผมกวาดเอง นี่ความโง่ของเรา ที่จริงท่านภาวนาทั้งวันเลย ร่างกายท่านเคลื่อนไหวท่านกวาดใบไม้กวาดถนนกวาดใบไม้กวาดไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ เราภาวนาเป็นแล้วเราถึงนึกถึงท่านได้ โอ๊ยตายแล้ว เราไปบอกท่านด้วยความโง่ของเราแท้ๆ แต่ประกอบด้วยเมตตา ความโง่นั้นไม่ได้ประกอบด้วยดูถูกว่าท่านไม่ยอมไปนั่งภาวนา เรามีความเมตตาอยากให้ท่านได้ภาวนาบ้างมีเวลาบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจะใช้คำว่าทำในรูปแบบ รูปแบบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่กวาดวัดก็เป็นการปฏิบัติในรูปแบบแล้ว ได้เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ อย่างบางคนหลวงพ่อไปที่บ้านจิตสบายเห็นมีคนหนึ่งส่งการบ้าน หลวงพ่อดูแล้วคนนี้ไม่เคยช่วยเมียทำงานบ้านเลย เมียก็ชักโมโห บอกไปช่วยเมียทำงาน ช่วยเมียซักผ้า ถูบ้าน เขาเชื่อเขาไปทำ แล้วจิตใจเขาก็สบาย สบายเพราะอะไร เพราะเมียไม่ด่า เมียไม่บ่นแล้วสบายใจ ก็รู้เนื้อรู้ตัว ทำงานไปรู้เนื้อรู้ตัวไป ในครอบครัวก็ดีจิตใจตัวเองก็ดี นี่ทำในรูปแบบ ไม่ใช่ทำในรูปแบบต้องนั่งสมาธิท่านี้ต้องเดินท่านี้ บางทีเดินจงกรมต้องกำหนดโน้นกำหนดนี้ มีเท่านั้นจังหวะเท่านี้จังหวะ ทำแล้วเครียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำแล้วเครียดไม่ใช่การปฏิบัติหรอก ทำอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำอกุศลที่เกิดแล้วให้แรงขึ้น อย่างทำแบบเครียดๆ ไปเรื่อยๆ อกุศลอะไรจะแรง กูเก่ง กูดีกว่าคนอื่น อกุศลพวกนี้จะเด่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงเวลาไปทำในรูปแบบ ถนัดกรรมฐานอะไรเอานั้นล่ะ มีต้นไม้เยอะก็ไปรดต้นไม้ อย่างที่นี่ตกเย็นพระต้องไปรดต้นไม้ ต้นไม้มี 2 ส่วน ต้นไม้รอบๆ กุฏิอันนี้เช้าๆ เขาก็รดกันแล้ว ทางเดินก็แบ่งกันกวาดทั่ววัด แต่ฤดูนี้พอกวาดเสร็จคล้อยหลังลมพัดทีเดียวใบไม้ลงมาเต็มเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกวาดซ้ำแล้ว เพราะถ้ากวาดก็คือไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว อย่างน้อยก็รักษาข้อวัตร กวาดแล้ว ตั้งใจกวาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเช้าก็รดต้นไม้รอบๆ กุฏิ ตอนเย็นไปรดต้นไม้ฝั่งโน้น ไปปลูกป่ากันไว้ร่วมร้อยไร่ แบกน้ำตักน้ำใส่ถังเอาไปรดต้นไม้ รดทีละต้นทีละต้น ฝั่งโน้นไม่รู้ต้นไม้กี่พันต้น ฝั่งโน้น ถามว่าเสียเวลาภาวนาไหม ไม่เสีย เวลาตักน้ำรู้สึกตัวหิ้วน้ำไปรู้สึกตัว ถ้าไม่รู้สึกทำอะไร ไม่รู้สึกตัวก็ทำน้ำหกหรือเดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาเคล็ด บางองค์ขาเส้นเอ็นพลิกเดินเผลอไปหน่อย นี่คือการปฏิบัติ ไปรดต้นไม้ ทุกวันทำอย่างนี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มรรคผลไม่ไกลถ้าทำ 3 อย่างนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมต้องมีรักษาศีล ต้องทำในรูปแบบทุกวันๆ แล้วก็ต้องเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างที่บอก 3 อย่างนี้มรรคผลไม่ไกลหรอก การเจริญสติในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นล่ะ อย่างเรามีสติเห็นร่างกายหายใจออกมีสติเห็นร่างกายหายใจเข้า แล้ววันไหนจิตใจเราฟุ้งซ่าน เราเห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้าสักพักหนึ่ง จิตมันจะรวมลงไป จะพักผ่อนหายฟุ้งซ่าน วันไหนจิตเรามีกำลังอยู่แล้วหายใจออกรู้สึกหายใจเข้ารู้สึก เราก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจเป็นคนละอันกับจิต ร่างกายกับจิตแยกออกจากกัน ขึ้นเจริญปัญญาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแค่เราหายใจมันมีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา อย่างเวลาจะทำสมาธิเราก็หายใจไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพักผ่อนมันจะรวมสงบลงไป รวมเองไม่ต้องสั่งให้รวมเลย ยกเว้นมีวสีชำนาญแล้ว นึกอยากรวมเมื่อไรก็รวมได้ทันที แต่ถ้ายังรวมไม่ได้ก็อย่าไปตกใจ ถึงเวลาเราก็ทำกรรมฐานไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพัก มันรวมเองมันเข้าเอง ตอนที่เกิดอริยมรรคอริยผลจิตก็รวมเอง ถ้าตั้งใจรวมไม่ค่อยได้เรื่องหรอก ยังเจือโลภเจตนาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจไป หายใจไป วันนี้จิตเรามีกำลังแล้ว มันไม่รวม ไม่เคลิ้ม ตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมา สติระลึกรู้กายก็เห็นไตรลักษณ์ของกาย ใครเป็นคนรู้กาย จิตเป็นคนรู้กายแล้วก็เห็นไตรลักษณ์ของจิต เวทนาเกิดขึ้นในกายเรา ก็เห็นว่าเวทนาในกายกับกายก็คนละอันกัน แล้วเป็นคนละอันกับจิต เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตที่รู้เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เราเห็นสังขาร จิตสังขาร จิตที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ทีแรกเราก็เห็นว่าจิตเราโลภจิตเราโกรธ พอเราภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงกับจิตเป็นคนละอันกัน ความโลภกับจิตคนละอันกัน ความโกรธกับจิตเป็นคนละอันกัน เป็นองค์ธรรมคนละชนิดกัน ตัวโลภตัวโกรธตัวหลงเป็นสังขาร เรียกว่าสังขารขันธ์ อยู่ในสังขารขันธ์ จิตเป็นอีกขันธ์หนึ่งอยู่ในวิญญาณขันธ์ เป็นคนละอันกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทั่วไปบอกเราโกรธ อันนี้โง่ที่สุดแต่ไม่โง่มากไม่ถึงที่สุด โง่ที่สุดคือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ ไปอาละวาดใส่คนอื่นแล้ว ดีขึ้นมาหน่อยเห็นว่าเรากำลังโกรธ ดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธกับจิตคนละอันกัน มันแยกออกจากกัน แล้วดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็เดินปัญญาละเอียดๆๆ เข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เข้ามาที่จิตก็เห็นจิตนั้นเกิดดับ จิตเกิดที่ไหนจิตก็ดับที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเห็นตรงนี้ทีแรก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับที่หูแล้วก็ดับ เลยเกิดสงสัยแล้วเราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี ก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ครับ จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คิดว่ามันตั้งอยู่กลางอก คิดว่ามันอยู่ตรงนี้ แล้วมันเกิดที่ตา ตัวนี้หายไป เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ แล้วเข้ามาตรงนี้ เห็นตัวนี้มันไหวๆๆ อยู่ ก็เลยนึกว่าจิตมันอยู่ตรงนี้กระมัง แต่ไหนๆ เจอหลวงปู่แล้วถามหลวงปู่สักหน่อย หลวงปู่ครับจิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน หลวงปู่บอกจิตไม่มีที่ตั้ง บอกแค่นี้เราก็เข้าใจแล้ว เราไม่ต้องเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนหรอก จิตตั้งอยู่กับอารมณ์ เกิดพร้อมกับอารมณ์ ดับพร้อมกับอารมณ์ จิตเกิดที่ไหน เกิดออกไปรู้อารมณ์ทางตาแล้วก็ดับพร้อมกับการรู้อารมณ์ทางตา ออกไปฟังเสียงแล้วก็ดับพร้อมกับเสียง พร้อมกับการฟังเสียง นี่มันเกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาพอละเอียดๆ มันเข้ามาที่จิตนี่ล่ะ แล้วเห็นจิตมันสร้างภพสร้างชาติตลอดเวลาเลย แล้วภาวนาถ้าเราเข้าใจธรรมะประณีตขึ้น ประณีตขึ้น การปฏิบัติมันบีบวงมาที่จิต บางทีเราก็เห็นจิต บางทีเราก็ไม่เห็นจิต จิตตัวนี้คือจิตผู้รู้ อะไรทำให้เรามองจิตผู้รู้ไม่ออก อาสวกิเลสทั้ง 4 อาสวกิเลสเกิดเมื่อไร หาจิตผู้รู้ไม่เจอแล้ว อาสวะที่ดูง่ายๆ อย่างตัวภพดูง่าย จิตสร้างภพเมื่อไรจิตก็หลุดเข้าไปอยู่ไปเกิดในภพนั้น ถ้ารู้ทันปุ๊บจิตหลุดออกจากภพ ภพดับ จิตผู้รู้ก็เด่นดวงขึ้นมา มันจะเข้ามารู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ พอรู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ สิ่งที่ปิดกั้นทำให้เรารู้จิตผู้รู้ไม่ได้ก็คืออาสวกิเลสทั้ง 4 ตัวนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามาสวะเข้ามามาดึงจิตเราไป ดึงดูดจิตเราไปหากามคุณอารมณ์ ภวาสวะจิตไปสร้างภพแล้วหลงอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะมันไม่รู้แจ้งอริยสัจ ทิฏฐาสวะ เวลาเราติดในความคิดความเห็น ถูกความคิดความเห็นย้อมเมื่อไรตัวจิตผู้รู้เราก็สูญหายไป พอไม่ถูกอาสวะทั้ง 4 ย้อม สติสมาธิเราดี อาสวะเข้ามาย้อมไม่ได้ จิตผู้รู้เด่นดวงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้นั่นล่ะก็คือตัวทุกข์ แล้วคือหัวโจกของตัวทุกข์ ดูยากที่สุดเลยว่าคือตัวทุกข์ เพราะว่าถ้าเราภาวนาเรามีจิตผู้รู้ เรารู้สึกตัวนี้บรมสุข ถ้าเมื่อไรไม่ถูกอาสวะย้อม เห็นมันบ่อยๆ เนืองๆ รู้แจ้งแทงตลอด จิตผู้รู้นั่นล่ะคือตัวบรมทุกข์ ทุกข์ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเลย พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หมดความรักใคร่ยินดี หมดความอยาก หมดความยึดถือ เพราะฉะนั้นพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยคือตัณหาอุปาทานอะไรพวกนี้ก็ถูกทำลายทันที ดับอัตโนมัติ เราไม่ต้องดับตัณหา รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรตัณหาดับเอง ดับอัตโนมัติ สิ้นตัณหาเมื่อไร นิโรธคือนิพพานปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา นิโรธคือสภาวะที่สิ้นตัณหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยภาวนาผิด กำหนดจิตลงไปแล้วว่างลงไป คิดว่าฝึกเข้านิโรธไปแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ท่านมาเจอ ท่านด่าเอา นิพพานอะไรมีเข้ามีออก เลยรู้เลยไม่ใช่แล้ว ถ้ายังกำหนดจิตอย่างโน้นกำหนดจิตอย่างนี้ไม่ใช่ของจริงแล้ว ของจริงก็คือต้องรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งว่ามันคือตัวทุกข์ จิตก็หมดความอยากหมดความยึดถือในตัวจิต สิ้นอยากเมื่อไรก็คือนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา แล้วขณะนั้นอริยมรรคเกิดขึ้น นี่เส้นทาง เราทำไป เดินไปเรื่อยๆ มาตรงนี้ได้ด้วยการรักษาศีล ฝึกในรูปแบบให้จิตมีสมาธิขึ้นมา แล้วก็เอาจิตที่ตั้งมั่นมีสมาธิแล้วมาเดินปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์แยกรูปแยกนามไป ทำสติปัฏฐาน 4 นั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ สติปัฏฐานนั้นเป็นของวิเศษอีกอย่าง ในเบื้องต้นที่เราฝึกทำให้สติเราดีขึ้น ในเบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10944</id>
		<title>《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10944"/>
		<updated>2025-04-11T11:27:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีตรวจการบ้านตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
自我检查作业的方法&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไม่ถึงเวลาภาวนาไป เดี๋ยวคนรอดูที่บ้านเขาดูไม่ทัน ฝึกตัวเองให้เคยชินให้เป็นนิสัยไว้ มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้ง ภาวนาไปเลย เอาให้เคยชิน เก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อยๆ พอจิตมันคุ้นเคยที่จะปฏิบัติ มันจะขยันภาวนา จิตใจที่ไม่อยากภาวนา ทำบ้างไม่ทำบ้าง จิตมันติดโลก ติดกาม เมื่อเช้ามีทิดเก่าคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกว่าสังเกตดูว่าเวลาถือศีล 8 สติเกิดน้อยกว่าตอนถือศีล 5 ฉะนั้นศีล 5 ดีกว่า เขาว่าอย่างนี้ บอกไปสังเกตให้ดี จิตมันติดกาม ติดความสุขความสบาย พอไปบังคับตัวเองถือศีล 8 มันก็เครียด พอเครียดสติก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่ว่าศีลไม่ดี แต่ใจตัวเองมันไม่ถึง ใจยังอ่อนแออยู่ ถ้าเรารู้จุดอ่อนของตัวเอง ใจมันอ่อนแอมันติดโลก ก็ต้องเข้มแข็งสู้มัน ไม่หาข้ออ้างที่จะทำให้การปฏิบัติย่อหย่อนลง อย่างบอกว่าศีล 5 ดีกว่าศีล 8 อะไรอย่างนี้ สำหรับคนนี้ บางคนศีล 5 ดีกว่าจริงๆ ถ้าเอามาเป็นข้ออ้างสนองกิเลสตัวเอง โอกาสพัฒนามันก็ยาก อยากจะพ้นทุกข์อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง อ่อนแอไปไม่รอดหรอก ต้องอดทน คนรุ่นหลังๆ นี่ความอดทนน้อยลงไปเยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้ายังเล่าให้พวกทิดมาส่งการบ้าน บอกคนรุ่นนี้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ รักสุขรักสบายเหลือเกิน คนรุ่นหลวงพ่อเรียกรุ่นเบบี้บูม บ้านเมืองเพิ่งผ่านสงครามโลกมาใหม่ๆ บอบช้ำ ตอนที่หลวงพ่อเกิดสงครามโลกเพิ่งจบไปไม่ถึง 10 ปี บ้านเมืองทรุดโทรม เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนลำบาก เราเกิดในยุคนั้น เราก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องสู้ต้องอดทน ฉะนั้นคนรุ่นนั้นจะอดทน แต่คนรุ่นนั้นเทียบกับรุ่นครูบาอาจารย์ยังเทียบไม่ติด รุ่นครูบาอาจารย์ลำบากมากๆ เลย อย่างไปปฏิบัติอยู่ในป่า เป็นไข้ป่าก็ตายแล้ว รอดบ้างตายบ้าง บางองค์อดอาหารเป็นประจำ อาหารไม่พออะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่มาพอพ้นยุคยากลำบาก หลัง 2500 อะไรอย่างนี้ ร่างกายท่านทรุดโทรมมาก เพราะช่วงก่อนหน้านั้นสู้หนักมาก ก็สิ้นไปอย่างรวดเร็วก็มี สังเกตดูคนที่เคยผ่านความยากลำบาก ใจมันต่อสู้มากกว่าคนที่เกิดมาก็สบาย รุ่นหลังๆ นี่พ่อแม่เคยลำบากมา ไม่อยากให้ลูกลำบาก เลี้ยงลูกประคบประหงมเอาอกเอาใจจนกระทั่งอ่อนแอมาก ดูแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ดูอื่นดูไกล ดูจากพระนี่ล่ะ พระรุ่นก่อนๆ เข้มแข็ง สู้ คนไหนไม่แข็งแรงไม่เข้มแข็งก็ออกไป พวกที่เหลืออยู่นี่แกร่งจริงๆ หลังๆ นี่ดูป้อแป้ๆ กลัวลำบาก จะไปอยู่กับโลกก็กลัวลำบากกลัวเหนื่อย มาบวชจะภาวนาก็กลัวลำบากอีก คนชนิดนี้อยู่ที่ไหนไม่เจริญหรอก ไม่สู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราอยากได้ดี จิตใจต้องกล้าหาญต้องเข็มแข็งต้องต่อสู้ เหยาะแหยะไม่ได้เรื่องหรอก หาข้ออ้างเพื่อปกป้องกิเลส ฉลาดในการหาข้ออ้าง แต่ไม่ฉลาดในจิตของตนเอง ต้องเข็มแข็งจริงๆ เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอก เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี่ต้องสู้จริงๆ ประเภทนั่งสมาธิก็กลัวปวดหลัง กลัวเมื่อย ก็อ้างนั่งสมาธิมากๆ เนิ่นช้า เอาคำหลวงปู่มั่นมาพูดอีก นั่งสมาธิมากเนิ่นช้า ไม่ได้แปลว่านั่งหลายชั่วโมงแล้วทำให้เนิ่นช้า หมายถึงเอาแต่นั่งสมาธิไม่ยอมเดินปัญญามันก็เลยเนิ่นช้า ทำสมาธิแล้วก็สงบสบายเพลินๆ ไป ผ่านวันผ่านเวลาไปมากมาย บางทีเอาธรรมะมาอ้างเพื่อปกป้องความขี้เกียจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เจอพวกอ่อนแอหลายคนทั้งพระทั้งโยม ธรรมะก็เลยดุนิดหนึ่ง นี่นิดเดียว ถ้าเจอรุ่นครูบาอาจารย์หนักกว่านี้เยอะเลย ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อยังเหลืออีกองค์ หลวงปู่ทองท่านเป็นกรรมวาจาจารย์ อยู่ที่ลำปลายมาศ ใครไปถามกรรมฐานท่านบอกอยากได้มรรคผลนิพพาน ท่านบอกแค่ศีลเอ็งก็รักษาไม่ได้แล้ว อย่ามาคุยอวดเลยจะไปเอานิพพาน หรือเสียสละอะไรเล็กๆ น้อยๆ ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะไปนิพพานได้อย่างไร นิพพานต้องสละโลกได้ ท่านใช้วิธีด่าเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์สมัยก่อนดุจริงๆ แต่ไม่มีประเภทเอากระโถนขว้างอะไร ไม่มี มีแต่นิยายปรัมปราว่าครูบาอาจารย์โมโหแล้วเอากระโถนขว้าง เมื่อก่อนหลวงพ่อก็เชื่ออย่างนั้น ว่าครูบาอาจารย์กรรมฐานนี่ดุ ถ้าเราไม่ถูกใจเอากระโถนขว้าง ตอนไปหาหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกยังกลัวเลย ไม่รู้จักท่าน ไปถึงก็ไปจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้าไปในกุฏิ ไปรอดูหลวงปู่จะออกมาไหม ออกมาเราจะเข้าไปถามกรรมฐาน ทั้งพระทั้งคนในวัดบอกเข้าไปเลย ตอนนี้ท่านกำลังฉันอาหารอยู่ บอกท่านฉันให้ท่านฉันไปก่อนเถอะ ที่จริงไม่ใช่อะไร ที่จริงยังกลัวอยู่ นั่นเป็นครั้งเดียวที่หลวงพ่อกลัวครูบาอาจารย์ เพราะเราไม่คุ้นกับครูบาอาจารย์กรรมฐาน เลยคิดว่าท่านดุ ได้ยินนิทานเล่าว่าถ้าทำไม่ดีแล้วเอากระโถนขว้าง อย่างไรท่านก็ไม่ขว้าง ท่านเสียดายของ ขว้างเดี๋ยวกระโถนแตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดๆ จ้องๆ อยู่ ในที่สุดหลวงปู่ทนไม่ไหว หลวงปู่เดินออกมาหน้ากุฏิเอง เลยเข้าไปกราบท่านได้ หลวงปู่ครับผมอยากปฏิบัติ ท่านก็เงียบๆ ไม่พูด เราก็นึกหลวงปู่อายุ 90 กว่า ฉันข้าวเสร็จแล้วนั่งหลับไปแล้ว ตอนนั้นโง่มากนึกว่าท่านนั่งหลับ ที่จริงท่านกำลังสอบประวัติเราอยู่ ว่าเราเคยภาวนามาแบบไหนอะไรอย่างไร ท่านหลับตาไปสัก 45 นาที 40 นาที ลืมตามาถึงสอน ไม่ใช่เจอหน้าก็สอน หลวงปู่ดูลย์ถ้าใครไปถามอะไรก็ตอบ แต่ถ้าจะเรียนจริงๆ ท่านจะเงียบๆ เราก็ต้องนั่งภาวนาของเราไป รอให้ท่านค่อยพูดเอง นี่กว่าจะได้ธรรมะมาก็ลำบากเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีไปหาที่ภาวนาตามวัด แต่ละวัดก็มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งนั้นล่ะ เรียกผีบ้าน ผีเรือน ผีป่า ผีเขา มีทั้งนั้น ผีนี่หมายถึงคน คนที่ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ตามวัด เข้าไปเราไม่รู้จักใครเลย จะไปกินข้าวที่ไหนเราก็ไม่รู้ เข้าไปทีแรกครูบาอาจารย์ท่านตักอาหารเสร็จแล้ว พระท่านก็ฉันข้าว โยมก็ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเช้า เห็นเขาขนอาหารไปวางข้างล่าง มีโต๊ะยาวๆ อยู่ อาหารไปวางไว้เยอะเลย ก็นึกว่าเดี๋ยวสวดมนต์เสร็จคงได้ไปกินข้าว พอสวดมนต์เสร็จลงมา แต่ละคนเขาหายไปหมดเลย พวกที่นั่งสวดมนต์ แล้วอาหารที่โต๊ะไม่มีเหลือเลย คือแต่ละคนจะมีพรรคพวกมีลูกน้องมีคนรับใช้ ขนเกลี้ยงเลยไม่มีอะไรเหลือเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ เราอยู่วัด เราไม่มีอะไรกินเลย เราจะอยู่อย่างไร ก็ช่างมัน ไม่กินวันสองวันไม่เป็นไรหรอก หลวงพ่อก็เดินกลับขึ้นศาลามา ครูบาอาจารย์ท่านเห็น รู้ว่าเราไม่มีข้าวกิน ท่านกวักมือเรียก เอาบาตรให้ บาตรของท่าน ไม่ได้ให้บาตรอย่างเดียว ในบาตรมีข้าวมีอะไร เรารู้เลยครูบาอาจารย์ความเมตตาสูงมาก สูง แต่ใจเราต้องเข้มแข็งพอ ประเภทห่วงกินห่วงนอนไม่ได้กินไม่ได้ปฏิบัติจริง ไปวัดทีแรกบางทีไม่รู้จักใครเลย จะค้างที่วัดไปขอครูบาอาจารย์ ขอค้างที่วัด ท่านอนุญาต เราก็ไม่รู้เขาพักกันที่ไหน หาที่พักไม่ได้ ไปอยู่โคนต้นไม้ นั่งสมาธิเดินจงกรมไป ผ่านกลางคืนไปมีความสุขมหาศาลเลย ไม่ได้ห่วงเรื่องกินเรื่องนอนอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ไปๆ ฝนตก ฝนตกอยู่กลางแจ้งไม่ไหว ฝนแรงแล้วหนาว ก็ไปหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิ มีกุฏิของใครก็ไม่รู้เป็นส่วนโยม หลบอยู่ใต้ถุน ไม่บ่นสักคำ สู้เอา ถ้าเรื่องแค่นี้เราสู้ไม่ไหว เราจะสู้มารไหวหรือ สู้กิเลสไหวหรือ ฉะนั้นถ้าพวกเราสังเกตให้ดี มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่โอ๋ ไม่เคยประคบประหงมแบบโอ๋ๆ เอาอกเอาใจอะไร ไม่เคย เพราะหลวงพ่อไม่เคยให้ครูบาอาจารย์ต้องมาโอ๋หลวงพ่อ เราสู้เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎกไว้บ้าง&lt;br /&gt;
ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกชอบโอ๋ส่วนใหญ่ก็มีความต้องการแฝงเร้น โอ๋โยมนี่โอ๋คนรวยๆ เขาจะได้ให้เงินเยอะๆ ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วย ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น ตอนนั้นเรารับราชการไปอยู่วัดทีหนึ่งหลายวัน ช่วงวันหยุดนี่ ช่วงต้นธันวามีวันหยุดเยอะ จะลางานบ้างอะไรบ้าง ไปอยู่วัดได้ 10 วัน 11 วัน 9 วัน อะไรอย่างนี้แต่ละปีไม่เท่ากัน ถวายปัจจัยท่านเล็กน้อยเท่านั้นเอง ท่านกลับดูแลเรามาก ดูแลละเอียด เข้าไปกราบ ท่านก็สั่งพระอุปัฏฐากให้ไปจัดกุฏิพระให้หลวงพ่ออยู่ ท่านสั่งอย่างนี้ บอกคนนี้เขาภาวนาจริง ให้ไปอยู่โซนพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนร่ำคนรวยคนใหญ่คนโตไปกราบ ท่านก็ยิ้มๆ ถวายอะไรท่านก็ยิ้มๆ เฉยๆ ตอนเวลาไปเรียนกับครูบาอาจารย์ บางทีคนใหญ่คนโตอะไรมากราบท่าน พระอุปัฏฐากก็ให้พวกนี้กราบๆ ไปแล้วก็ออกไปเลย แล้วก็เปิดโอกาสให้หลวงพ่อส่งการบ้าน นี่เราอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น แต่ไม่ใช่อบอุ่นแบบลูกแหง่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้มาประคบประหงมเรา แต่ดูแลให้เราภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกหลวงพ่อก็เลยนึกว่า โอ้ พระกรรมฐานดีทุกองค์ เพราะเราเข้าไปวัดไหนก็เจอครูบาอาจารย์ ท่านก็ดีทั้งนั้นเลย เลยนึกว่าพระปฏิบัติจะต้องดีทุกองค์ กว่าจะฉลาดก็โง่มาก่อนทั้งนั้นล่ะ ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ฉะนั้นอย่างบางทีพวกเราร่อนเร่ไปที่โน้นที่นี่ มีบุญก็เจอที่ดีๆ อกุศลให้ผลก็เจอที่หลอกๆ ถมเถไป สิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุด เราแยกแยะยากว่าครูบาอาจารย์องค์ไหนดีหรือไม่ดี อย่างจะมาเชื่อว่าหลวงพ่อดีนี่โง่ รู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่อดี เป็นแค่ความเชื่อของเรา เชื่อตามๆ กัน นั่นเป็นความไม่ฉลาดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือการอ่านตำรับตำราไว้บ้าง อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ จับหลักการปฏิบัติให้แม่นๆ หรืออย่างฟังหลวงพ่อ จับหลักให้แม่นแล้วไปลงมือทำ ไม่ต้องเชื่อแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เวลาเราฟังธรรมะ ถ้าเป็นหลวงพ่อฟัง เราก็จะดูว่าคำสอนนี้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกไหม ถ้าไม่สอดคล้อง เราสังเกตต่อ ไม่สอดคล้องที่ Wording ที่คำพูด อย่างครูบาอาจารย์บางองค์ท่านไม่ได้เรียนปริยัติเลย ท่านก็ใช้ภาษาตามสะดวกของท่าน เราก็ต้องฟังดูว่าเนื้อหาสาระที่ท่านเทศน์นี่ถูกต้องไหม บางทีโดยพยัญชนะโดยภาษาโดยตัวหนังสือไม่ถูก แต่โดยเนื้อหาแล้วถูก อย่างนี้ก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราได้ปฏิบัติด้วย ได้อ่านตำราด้วย จะช่วยให้เราคัดกรอง ก็จะได้ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ ถ้าเราภาวนาไปถึงช่วงหนึ่ง เราจะเข้าใจอันไหนจริงอันไหนไม่จริง มันรู้ด้วยตัวเองได้ บางทีรู้แล้วแต่มันไม่สนองกิเลส บางคนอ่อนแอ อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อย่างนี้ก็มี อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อยู่กับหลวงพ่อไม่ได้ เพราะหลวงพ่อไม่โอ๋ แบบนี้พอเขาทนไม่ไหว เขาก็ต้องไปหาที่เรียนที่อื่นที่มีครูบาอาจารย์คอยโอ๋อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่หลวงพ่อพยายามสอนพวกเราคือ เรียนให้รู้เรื่องฟังให้รู้เรื่องก่อน รู้แนวแล้วเอาไปลงมือทำ ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง ที่เราปฏิบัตินี่เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองไหม มักน้อยสันโดษบ้างไหม คลุกคลีน้อยลงไหม สังเกตตัวเองไป ใฝ่หาความสงบวิเวกบ้างไหม หรือกระดี๊กระด๊าอยู่ตลอดเวลา วัดใจตัวเองวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไป ละเอียดขึ้นมาก็ใจคิดถึงการปฏิบัติบ่อยไหม นานๆ คิดทีอะไรอย่างนี้ไม่ได้กินหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา อย่างฟังหลวงพ่อไปแล้วเจริญสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ในเวลาไม่นานเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เคยโกหกหน้าตาย เวลาจะโกหกแล้วคราวนี้ชักละอายใจแล้ว อย่างนี้ถือว่ามีพัฒนาการ เลวแล้วรู้ว่าเลว มุสาวาทไม่ดีหรอก แล้วเรารู้ว่ามันไม่ดี มันเคยชินที่จะพูดไม่ดี ฉะนั้นเวลาพูดไปแล้ว บางทีมันหลุดปากออกไป มันละอายใจ อย่างนี้ถือว่าก้าวหน้า ชั่วแล้วรู้ว่าชั่ว ก้าวหน้า ก็สังเกตได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางคนบอกทำสมาธิจิตไม่เคยมีสมาธิเลย แต่มามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อยู่ๆ มันมีความสุขผุดขึ้นมาเอง ความสุขผุดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร นั่นล่ะจิตมันมีสมาธิ มีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว มีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ คล้ายๆ เป็นรางวัลปลอบใจให้เราเข้มแข็งในการปฏิบัติต่อไป อย่างช่วงแรกๆ ที่เราภาวนา เรายังไม่เห็นผลที่สำคัญ อย่างเรายังไม่ถึงมรรคถึงผลอะไรอย่างนี้ ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน ยังไม่เห็น มันมีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางที 3 วันผุดขึ้นมาทีหนึ่ง อาทิตย์หนึ่งผุดขึ้นมาทีหนึ่ง มันก็มีกำลังใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีกำลังใจ ธรรมะนี้ดีปฏิบัติแล้วอยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมาได้ ก็จะขยันภาวนา เวลาหลวงพ่อภาวนาแต่ก่อน ความสุขมันมีอยู่แล้วล่ะเพราะนั่งสมาธิมานาน แต่บางครั้งมันเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา พอมีความรู้ความเข้าใจผุดขึ้นมาทีหนึ่ง เราก็มีความสุขหลายวัน แต่ก็ไม่เกิน 7 วัน แล้วพอมีความรู้อย่างนี้ผุดขึ้นมา เราก็มีการบ้านไปส่งครูบาอาจารย์แล้ว ก็จะไปเล่าถวายท่านว่าผมภาวนาแล้วมันมีอาการอย่างนี้ ผมจัดการมันอย่างนี้ๆ ทำอย่างนี้ ที่กระผมทำอยู่นี่ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกครูบาอาจารย์ช่วยบอกด้วย ถ้าถูกแล้วครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติที่ยิ่งๆ กว่านี้ที่ดีกว่านี้อีก ส่วนใหญ่ท่านก็จะบอกว่าที่ทำน่ะถูกแล้ว ให้ทำต่อไป อันนี้เป็นการวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการวัดมี 2 อัน อันหนึ่งวัดใจตัวเอง สติเกิดบ่อยขึ้นไหม ทำผิดศีลได้หน้าตาเฉยหรือว่าละอายใจบ้างหรือยัง สมาธิเกิดขึ้นบ้างไหม นี้เราวัดใจตัวเอง มีโอกาสเจอครูบาอาจารย์บางทีเราก็ต้องถาม ที่ผมทำอยู่นี่ มันถูกไหม ถ้าถูกแล้วทำอย่างไรมันจะดีกว่านี้อีก ท่านก็จะบอกว่าทำต่อไป ถ้าบอกว่าทำต่อไปแสดงว่าทำถูกแล้ว ถ้าทำไม่ถูกเดี๋ยวท่านก็บอกเองล่ะ เห็นไหมไม่มีไปอ้อนเลย “หลวงปู่ครับหลวงปู่” ต้องทำเสียงอ้อนๆ “หลวงปู่ครับอย่างโน้นอย่างนี้ ผมอย่างโน้นผมอย่างนี้ ผมอยากปฏิบัติ แต่ๆๆๆๆ” เต็มไปด้วยคำว่าแต่ เจอหลวงปู่ปราโมทย์โดนเบิ๊ดกะโหลกเลย เงื่อนไขเยอะ ตั้งใจภาวนา สู้เอา แล้วสังเกตตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติมันก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกถือศีล 5 ข้อไว้ก่อน ศีล 8 ถือเป็นครั้งคราว เป็นฆราวาสทำงานหนักๆ อดข้าวเย็นทุกวันเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะ ก็ดูสภาวะของตัวเอง ผู้หญิงบางคนมีสามีแล้วก็ปฏิญาณตนถือศีล 8 ไม่ให้สามีถูกตัว บอกไม่เอาแล้วฉันจะไปนิพพานแล้ว ลูกผัวฉันไม่เอาแล้ว พอสามีไปมีผู้หญิงอื่น คราวนี้นิพพานไม่เอาแล้ว อาละวาดแล้ว ร้องห่มร้องไห้ คุณแม่จะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อย คนชอบมาร้องห่มร้องไห้ นี่ถือศีลเกินฐานะ เป็นฆราวาส แหม อยากถือศีล 8 อะไรอย่างนี้ พอสามีไม่ยอมด้วย ทนไม่ได้ กรรมฐานที่ฝึกไว้ล่มเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถือศีลให้พอดีกับตัว ให้พอดี ถือศีลนี่เอาแบบลำบากนิดๆ ข่มใจนิดๆ ไม่ต้องข่มใจแบบหักดิบ มันจะไม่ไหว พอไม่ไหวนี่ต่อไปใจมันฝ่อ อย่างตั้งใจว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทำไม่ได้ใจมันฝ่อ แต่ตั้งใจว่าไม่ไปผิดลูกผิดเมียใครเขาอย่างนี้ เห็นเมียคนอื่นสวย ข่มใจตัวเองนิดหน่อย อย่างนี้ดี ใจมันจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ หลวงพ่อเคยพลาด พลาดหลายครั้งเรื่องไม่อยากทำสมาธิ เพราะทำมาแต่เด็ก ทำแล้วก็รู้สึกมันไม่ได้อะไร ได้แต่ความสงบ ก็ขี้เกียจทำแล้ว มาเจริญปัญญารู้สึก แหม ดีๆ พอสมาธิเรากำลังไม่พอเมื่อไร การเจริญปัญญาจะผิดทันทีเลย วิปัสสนูปกิเลสจะเกิด เคยเกิดวิปัสสนูหลายแบบ ประเภทว่างอย่างนี้ พวกเราจะเจอบ่อย ดูจิตๆ แล้วมันว่างไป แล้วก็ยินดีพอใจในความว่าง แล้วติดอยู่ในความว่าง ตัวนี้ก็ไปไม่รอดก็อยู่แค่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยเจออีก 2 – 3 แบบ แบบหนึ่งสติเข้มแข็งมากเลย เข้มแข็งถึงขนาดมันแยกสภาวะ แยกรูปธรรมนามธรรมได้ละเอียดยิบเลย มองอากาศข้างหน้าสติมันแข็งแรงมาก เห็นอากาศนี่จริงๆ แล้วเป็นเม็ดๆ เห็นอย่างนั้น หรือบางทีเกิดปัญญามาก ภาวนาแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรขึ้นมา แล้วก็พยายามจำไว้ โอ้ ธรรมะอันนี้ดี พอภาวนาไปอีก อ้าว เกิดความรู้อีกแล้ว ก็จำเอาไว้อีก แค่อาทิตย์เดียวมีสภาวะเหมือนคนบ้า ไม่ได้บ้าจริงหมายถึงเทียบให้ฟัง เหมือนคนบ้าชนิดที่ว่าไปไหนก็เดินแบกตู้พระไตรปิฎกไป คนดีที่ไหนจะไปทำอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ๊ เราต้องผิดที่ไหนสักที่หนึ่ง ทำไมภาวนาแล้วแทนที่ใจจะโปร่งโล่งเบาคลายความยึดถือ นี่เรากลับไปยึดถือปัญญามากมาย เห็นเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก มีปัญญาขึ้นมาแล้วเสียดาย เก็บๆๆ ใส่สมองไว้เต็มไปหมดเลย อันนั้นก็รู้อันนี้ก็รู้ นี่ก็เป็นวิปัสนูอย่างหนึ่ง รู้เยอะไป เหมือนปัญญามากมาย ก็ใช้ไม่ได้ ภาวนาแล้วก็ยิ่งหนักขึ้นๆ แสดงว่าผิดแล้วล่ะ ภาวนาแล้วมันต้องปล่อยวางได้ ไม่ใช่ภาวนาแล้วยิ่งยึดถือ แล้วปล่อยวางต้องให้จิตมันปล่อยวางด้วยปัญญา ไม่ใช่แกล้งปล่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยอ่านหนังสือของเซน อ่านแล้วใจเราโล่งๆ ว่างๆ รู้สึกอย่างนี้ดี ก็น้อมจิตไปอยู่กับใจที่ว่างๆ โล่ง เห็นโลกนี้ว่างไปหมด อะไรๆ ก็ว่าง คิดว่าดี เสร็จแล้วก็พบว่าไม่ใช่หรอก นี่เราปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นเวลาเราภาวนาก็ต้องค่อยสังเกตไป อะไรที่ภาวนาไปแล้วมันขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สภาวะอะไรเกิดขึ้นนี่เป็นไปเพื่อความปล่อยวางหรือเพื่อความยึดถือ สภาวะทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ไหม ถ้าภาวนาแล้วไม่เข้าหลักไตรลักษณ์ ผิดแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่เราปฏิบัติอยู่นี่เป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนาต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกเราก็หลงทำสมถะอยู่ แล้วเราก็คิดฟุ้งซ่านไป แล้วบอกเราเกิดปัญญา อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ หรือบางทีเดินปัญญามากสมาธิไม่พอ อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ ต้องสังเกตตัวเอง ไม่ต้องรอถามครูบาอาจารย์ นานๆ จะมีโอกาสถามครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่ง แต่สติปัญญามันอยู่กับตัวเราทุกวัน อาศัยสิ่งที่อยู่กับตัวเรานี่ล่ะ คอยสังเกตสิ่งที่เราทำอยู่นี่ ทำให้อกุศลลดลงไหม ทำให้อกุศลเกิดยากขึ้นไหม ทำให้กุศลเกิดบ่อยไหม เกิดแล้วถี่ขึ้นๆ ไหม หรือนานๆ เกิดที นี่วัดใจตัวเอง สังเกตไป ดูไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสังเกตกิเลสเป็นเรื่องสำคัญ ภาวนาแล้วสังเกตกิเลสออกนี่ดีมากๆ เลย ในเบื้องต้นจิตใจเรามีกิเลสอะไร เราคอยรู้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ ต่อไปพอเราเข้าใจธรรมะ ตรงที่เราคิดว่าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะวัดว่าบรรลุจริงหรือไม่จริง วัดที่ไหน วัดที่กิเลส อย่างเราภาวนาแล้วจิตเรารวมวูบลงไป ถอยออกมา หลายคนรีบสรุปเลย ได้โสดาบัน จะได้หรือไม่ได้ วิญญูชนต้องสังเกตเอา ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก เพราะบอกแล้วมันอันตราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่กิเลสของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีเขาก็หลอกเอา ไปภาวนา เฮ้ย ได้โสดาบันแล้ว เขาให้ตำแหน่งก็ดีใจ มีเงินมีทองก็ยกให้เขาอะไรอย่างนี้ หรือเลื่อมใสศรัทธางมงายไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วเราคิดว่าเราได้โสดาบัน หรือภาวนาแล้วมีใครมารับรองเราว่าได้โสดาบัน ทั้ง 2 นัยยะ คิดเอง หรือมีใครมาบอกก็ตาม ให้สังเกตที่กิเลส พระโสดาบันละกิเลสบางอย่างได้เด็ดขาดแล้ว ละสักกายทิฏฐิคือละความเห็นว่าตัวเรามีอยู่จริง มีตัวมีตน แล้วสังเกตลงไปว่ามีไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางทีภาวนาจิตมันว่างๆ ไป แล้วบอกว่าตัวเราไม่มีแล้ว บอกใจเย็นๆ ดูไปหลายๆ วัน ตอนที่สมาธิเสื่อมลง จิตใจเป็นคนธรรมดานั่นล่ะ ดูสิมันจะมีตัวเราอีกไหม บางทีพอจิตมันทรงสมาธิอยู่ ก็มองตัวเราไม่เห็น มันสบาย มันว่างๆ พอสมาธิเสื่อมก็ไม่มีตัวเรา มีแต่ตัวกู หนักกว่าตัวเราอีก นี่สังเกตเอามันละได้จริงหรือเปล่า บางคนก็ภาวนาเขานึกว่าได้โสดาบัน หรือมีคนรับรองว่าได้โสดาบัน ก็ดูลงไปที่ตัวเอง ละสักกายทิฏฐิได้ไหม ศีล 5 ของเราดีไหม ถ้าศีล 5 ยังด่างพร้อยอยู่ ยังไม่ใช่หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นวัดตรงนี้ วัดที่กิเลสของเรานี่ ถ้ากิเลสยังหยาบๆ จนทำผิดศีลได้ ไม่ใช่หรอก ค่อยๆ สังเกตเอา พวกที่ชอบพยายามมาถามหลวงพ่อว่าได้โสดาบันหรือยัง บางคนหนักกว่านั้น มาบอกว่าได้โสดาบันแล้ว เคยเจอหนักที่สุดเป็นพระ บอกได้พระอรหันต์แล้ว หลวงพ่อบอกยังไม่ได้หรอก จิตใจเศร้าหมองเลย มัว ขุ่นมัว เศร้าหมองไปหมด บอกเห็นไหมจิตมีโทสะแล้ว เห็น ไม่ใช่พระอนาคามีหรอก วัดกันด้วยกิเลสอย่างนี้ ไล่ๆๆๆ ต้อนลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นใครบอกเราได้โน้นได้นี่ อย่าเพิ่งเชื่อ หรือเราภาวนาแล้วเราเชื่อของเราเอง ก็อย่าเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์สังเกตกิเลสไปนานๆ เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมนี่ภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาจีน เป็นคนสุรินทร์ หลวงพ่อกิมบอกว่าไปภาวนานี่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วคิดว่าบรรลุอะไรแล้วนี่ ให้ดู 3 เดือน ดูไปเรื่อยๆ 3 เดือนนี้กิเลสจะกลับมาไหม กระทั่งคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ดูไป 3 เดือนเดี๋ยวก็เจอ แต่ถ้าตั้งใจว่าเราเป็นไปแล้ว เชื่อไปแล้ว คราวนี้ไม่ยอมดูแล้ว ไม่กล้าดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนภาวนาได้ใบเซอร์ฯมาจากที่อื่น บอกไม่กล้าดูแล้ว เพราะว่ากลัวจะไม่ได้เป็นโสดาบัน ไปเรียนสะเปะสะปะ อันตราย รู้ปริยัติไว้บ้างก็ดี เอาไว้ตรวจสอบตัวเอง เคยได้ยินคำว่าโยนิโสมนสิการไหม โยนิโสมนสิการ การพิจารณาโดยแยบคาย คำว่าแยบคายไม่ใช่เจ้าเล่ห์แสนกล แยบคายนี่ก็คือดูว่าอันนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายไหม แยบคายตรงนี้คือดูว่ามันสอดคล้องไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้สอนวิธีตรวจสอบตัวเอง เราจะได้ไม่งมงาย ไม่ต้องฟังใคร หลวงพ่อภาวนาหลวงพ่อไม่เคยสงสัยตัวเองเลย ภาวนาอย่างไร เพราะเราตรวจสอบตัวเองเสมอ บางทีเข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชมว่าฉลาดๆ คอยรู้ทันจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าได้โสดาบัน สกทาคามี ศีลของเราต้องบริบูรณ์ สมาธิยังเล็กน้อย แต่ว่าละกิเลสไปอีกกลุ่มหนึ่ง ละความเห็นผิดว่าในขันธ์ 5 นี่มีตัวเราอยู่ หรือมีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 เป็นอย่างไรตัวเรานอกขันธ์ 5 บางคนนั่งสมาธิ ถอดจิตออกไปอยู่ข้างบน ย้อนมาดู ขันธ์ 5 มันอยู่ข้างล่าง นี่มีตัวเราอยู่นอกขันธ์ 5 อีก มีตัวเรา ขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ตัวเราเป็นขันธ์ 5 อะไรอย่างนี้ ถ้าได้จริงจะไม่มี มันจะรู้เลยขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 ก็ไม่มี ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยจะไม่มี ถ้าเราได้โสดาบัน เราจะไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่นำเราพ้นทุกข์ได้จริงไหม จะไม่สงสัยในตัวพระพุทธเจ้าเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กยุคนี้บอกพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก คิดอย่างนั้นเลย พูดไปทั้งๆ ที่ไม่ได้พิสูจน์ พูดด้วยความเห็น แล้วความเห็นตัวนั้นเป็นความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ แต่พอถ้าภาวนาได้ธรรมะแล้ว จะรู้พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านมีจริง พาพ้นทุกข์ได้จริง พระธรรมมีจริงไหม มี พระธรรมนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ มีจริงๆ พระสงฆ์มีไหม มี เราอาจจะไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระสงฆ์ แต่ตัวเองเป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ยังนุ่งกางเกง ใส่ผ้านุ่งผ้าถุงอะไรอย่างนี้ ก็เป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว มันจะรู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง ไม่สงสัย รู้ว่าการปฏิบัติที่ถูกเป็นอย่างไร ละสีลัพพตปรามาส การถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคนบำเพ็ญพรตงมงาย เช่น คิดว่ากินเจแล้วบรรลุได้เร็วกว่า ถ้ากินเจถึงจะบรรลุได้ วัวควายกินหญ้ามาตลอดคงบรรลุหมดแล้วล่ะ หรือบางคนคิดว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วจะบรรลุเร็ว ถ้าอย่างนั้นปลาในแม่น้ำคงคาก็บรรลุหมดแล้วล่ะ อย่างนี้ที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส งมงาย เราจะละความงมงาย เราจะรู้เลยสิ่งที่ทำให้เราบรรลุพระโสดาบันคือไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา เดินอยู่ในหลักของสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ตามใจกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลงมือทำสติปัฏฐาน ในเบื้องต้นทำให้เกิดสติ พอมีสติแล้วศีล สมาธิ ปัญญาก็จะค่อยๆ แก่รอบขึ้น เราจะรู้ว่าเส้นทางที่ไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น สุดท้ายหนีไม่พ้นเรื่องสติปัฏฐานหรอก สติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ฉะนั้นวัดที่ตัวเอง หลายคนบางทีเขียนจดหมายมา มาเล่าหลวงพ่อบอกว่าได้โสดาบันแล้ว บางคนบอกว่าเห็นจิตกับสภาพธรรมที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันแล้ว มันเห็นด้วยกำลังสมาธิเป็นครั้งคราวหรอก เดี๋ยวก็ไม่เห็น มันยังไม่ใช่ของแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต้องค่อยๆ สังเกตตัวเองให้ดี อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วเคล็ดลับสำคัญในการสังเกตจิตตนเอง ต้องดูจิตตนเองในภาวะปกติ อย่าไปทรงสมาธิอยู่ อย่างถ้าเราไปทรงฌานอยู่ แล้วเราบอกว่า เราไม่มีราคะแล้ว ไม่มีโทสะแล้ว ไม่มีกามราคะ ไม่มีโทสะ เป็นพระอนาคามีแล้ว ออกจากสมาธิมา อ้าว กิเลสกลับมาอีกแล้ว ราคะก็แรงยิ่งกว่าเก่า โทสะก็ยิ่งแรงยิ่งกว่าเก่าอีก พวกนั่งสมาธิหลุดออกมาจากสมาธิแล้ว กิเลสแรง กิเลสมันคิดดอกเบี้ย มันถูกเก็บกดอยู่ช่วงหนึ่ง มีโอกาสมันซัดเราหงายท้องเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาเวลาเราจะสังเกตกิเลสตัวเอง สังเกตในภาวะปกติในใจที่เป็นปกติอย่างนี้ ไม่ใช่ใจที่ทรงสมาธิอยู่ บางคนเพ่งเอาไว้อย่างนี้ แล้วบอกว่าไม่มีกิเลสแล้ว หลวงพ่อพยายามทำหน้าให้ดู จิตก็เป็น ทำทั้งหน้าทั้งใจ เพ่งอยู่อย่างนี้ แล้วบอกไม่มีกิเลส ใครด่าก็ไม่โกรธ ใครชมก็เฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ เดินโป๊ๆ ก็เฉยๆ ทำไมมันเฉย จิตมันติดสมาธิอยู่ มันก็ข่มกามราคะได้ มันข่ม มันไม่ได้ละ มันข่มไว้ชั่วคราว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราภาวนาแล้วเรานึกว่าเราได้โน้นได้นี้ เราวัดกิเลสตัวเอง วัดในภาวะที่จิตใจเป็นปกติ อย่าไปน้อมจิตให้นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่ แล้วก็มาวัดตอนที่มันนิ่งๆ ทื่อๆ อันนั้นจะวัดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นคนปกติอย่างเวลานั่งสมาธิจิตรวมอยู่อย่างนี้ คนมาด่าก็เฉย เวลาออกจากสมาธิคนยังไม่ทันด่า มันมองหน้าโดดถีบมันแล้ว นี่มันจะต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องวัดตัวจริง ไม่ถูกฌานสมาบัติอะไรมาห่อหุ้มเอาไว้ ฉะนั้นเวลาวัดกิเลส วัดตอนที่ใจเราเป็นปกตินี่ล่ะถึงจะเห็นชัด พอได้หลักไหมในการที่จะไปตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง เราตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง ใช้โยนิโสมนสิการเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรู้โยนิโสมนสิการได้ต้องมีสุตตะ มีการเรียนรู้ สุตตะไม่ใช่พระสูตรเฉยๆ สุตตะ การฟังๆ การอ่านก็ใช้ได้ อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ อ่านให้รอบคอบ อ่านแล้วก็จับประเด็นผิดๆ ถูกๆ อะไรอย่างนี้ อันตรายเหมือนกัน อ่านต้องรอบคอบ อย่างบอกว่าถ้าพระไปรักษาโรคให้คน พระหมอนี่ทำผิดศีล เป็นเดรัจฉานวิชา วิชาแพทย์ พระไปทำเดรัจฉานวิชา อาบัติ นี่พูดเอาเอง ที่จริงพระหากินด้วยเดรัจฉานวิชา อาบัติ แต่พระใช้เดรัจฉานวิชาช่วยเหลือสงเคราะห์โลกอะไรอย่างนี้ เป็นความเมตตากรุณาต่างหาก พอตีความผิดก็ใส่ร้ายพระไปทั่ว องค์โน้นผิดองค์นี้ผิด ผิดอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องเรียนต้องอ่านบ้าง แต่อ่านแล้วก็เอาแขวนขึ้นหิ้งไว้ก่อน ตอนที่ลงมือภาวนา ลืมไปก่อน แล้วภาวนาเสร็จแล้วลองมาเทียบดูกับตำรา ถ้าภาวนาถูกต้องตรงกัน ต้องตรงกัน ฉะนั้นโยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่คิดตามใจกิเลส แต่คิดโดยดูหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านสอนไว้อย่างไร ดูตรงนั้น แล้วก็จุดสำคัญ หัดสังเกตตัวเอง สังเกตใจไว้ แล้วก็มีโอกาสถามครูบาอาจารย์ ตรงนี้เสี่ยงมากเลย บางทีเราภาวนาดี เราไปเจอครูบาอาจารย์เก๊ ไปถามเขาแก้ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีเรียนกับที่อื่นมา แล้วมาฟังกับหลวงพ่อ เราก็แก้ให้ กลับไปหาอาจารย์ อาจารย์แก้กลับไปอย่างเดิมอีก อย่างกับตีปิงปอง ตีกลับไปกลับมา สุดท้ายหลวงพ่อตบทีเดียว กระเด็นออกนอกโต๊ะไปเลย ไม่เอาด้วยแล้ว ฉะนั้นวัดใจตัวเองให้ได้ดีที่สุด แล้วเครื่องมือในการวัด โยนิโสมนสิการ วัดด้วยตัวนี้ ฉะนั้นอย่าได้โง่งมงาย ทุกวันนี้คนออกมาสอนมากมายเหลือเกิน เราภาวนาชำนิชำนาญ เราฟังปุ๊บเราก็รู้แล้วนี่ธรรมะระดับไหน ธรรมะระดับคิดเอาหรือว่ามีประสบการณ์ตรง ประสบการณ์นั้นตรงถูกหรือไม่ถูก ไปอีกหลายระดับ ค่อยๆ ดูเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ทำไมไม่สอนวิธีปฏิบัติ สอนไปเยอะแล้ว วันนี้สอนการตรวจการบ้านตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาถามหลวงพ่อบ่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10943</id>
		<title>《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10943"/>
		<updated>2025-04-11T11:26:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
心念生灭轮回&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ มาฟังธรรมดี ดีกว่าตอนบ่ายๆ บ่ายๆ นั่งฟังส่วนใหญ่ก็หลับ เช้าๆ เพิ่งจะหลับเสร็จมา ธรรมะพยายามเรียนไว้ เป็นของดีของวิเศษ ในโลกไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนในโลกก็หลงต่อสู้แย่งชิงกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน เบียดเบียนกัน อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมไปอย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาจริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา ได้มาก็ได้มาชั่วคราว ไม่นานเราก็ต้องคืนเจ้าของ ร่างกายเราก็ต้องคืนไปสู่ความเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตก็เป็นธาตุอันหนึ่ง เป็นวิญญาณธาตุ ก็เกิดดับหมุนเวียนไป จิตดวงใหม่ก็ไม่ใช่ดวงเดิม อย่างพวกคนจำนวนมากก็คิดว่าพวกเรามีจิตวิญญาณอยู่ พอเราตายแล้วจิตใจของเราดวงนี้ ออกจากร่างนี้ไปเข้าร่างใหม่ อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าจิตนี่เที่ยงจิตเป็นอมตะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้หรือกว่าจิตเองเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราภาวนายังไม่ละเอียดพอ เราก็เห็นว่าจิตมีดวงเดียว จิตอยู่กับตัวเรา เดี๋ยวก็วิ่งไปที่ตาแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่หูแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย แล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปคิดแล้วก็วิ่งกลับมา เราคิดว่าจิตมีดวงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้เพราะสติปัญญาของเรายังไม่แก่กล้าพอ ต้องฝึกอีก ถ้าฝึกแล้วเราจะเห็นเลย จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตนั้นเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูก็ดับที่หู เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้น จิตที่เกิดที่ตากับจิตที่เกิดที่หูก็คนละดวงกัน ทำหน้าที่ได้แตกต่างกัน จิตที่เกิดที่ตาก็ทำหน้าที่เห็นรูป จิตที่เกิดที่หูทำหน้าที่ฟังเสียง เราจะเอาหูไปเห็นรูป มันทำไม่ได้ จิตมันเกิดดับทางโน้นทางนี้ในทวารทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนจำนวนมากตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พวกหนึ่งก็คิดว่าตายแล้วสูญไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ อีกพวกหนึ่งคิดว่าตายเฉพาะร่างกายแต่จิตวิญญาณไม่ตาย เดี๋ยวก็จะกลับมาเกิด เหมือนเคยเห็นปูเสฉวนไหม ตัวมันโตขึ้นก็เปลี่ยนเปลือก ไปหาเปลือกหอยอันใหม่เข้าไปอยู่ แล้วคิดว่าตัวเดิมแต่ย้ายบ้าน ก็คิดว่าจิตนี้ก็ดวงเดิมแต่ย้ายบ้าน คือย้ายที่อยู่ย้ายร่างกายใหม่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วท่านพบว่า การคิดว่าตายแล้วสูญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วเกิด ตัวเก่าไปเกิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านภาวนาท่านก็รู้แจ้งแทงตลอดว่าจริงๆ แล้ว ขันธ์ 5 มันเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตเองก็เกิดดับ แล้วก็เกิดดับรวดเร็วมาก รวดเร็ว อย่างเวลาเราเห็นรูปบางอย่าง แล้วกว่าเราจะคิดได้ว่านี่เป็นรูปอะไร รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปหมา รูปดอกไม้ แล้วก็กว่าใจเราจะยินดียินร้ายขึ้นมา มีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องกันจำนวนมาก จิตเกิดดับๆ ต่อเนื่องกันจำนวนหลายดวงเลย เริ่มแต่จิตไปเห็นรูป ตามันมองเห็น จิตอาศัยตาไปดูรูป จิตที่เห็นรูปเกิดแล้วดับทันที ชั่วขณะเดียวเท่านั้นดับพรึ่บไป มีจิตอีกดวงหนึ่งเป็นแมสเซนเจอร์ รับข้อมูลจากภาพที่เห็นส่งเข้ามาสู่จิตส่วนกลาง คนละดวงกัน จิตมันรับข้อมูลเข้ามา มีการประมวลข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูลกว่าจะรู้ว่านี่คือรูปอะไร พอรู้ว่ารูปอะไรแล้ว ก็มีจิตมาตัดสินอีกว่าต่อไปนี้จิตจะเกิดกุศลหรือเกิดอกุศล เลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างแค่ตาเราเห็นรูปมีจิตเกิดดับสืบเนื่องตั้งเยอะ กว่าจิตเราจะเกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายอะไรขึ้นมา เกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้จบแค่นั้น ก็ยังมีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องไปอีก ก่อนที่มันจะตกภวังค์ มันจะลงจากวิถีที่ขึ้นมารับอารมณ์ทางตาต่อเข้ามาที่ใจ ก่อนที่มันจะตกภวังค์ลงไป มันมีการเซฟข้อมูลคล้ายๆ คอมพิวเตอร์เลย ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์มันคล้ายๆ จิตมากกว่า เพราะจิตมันเกิดก่อนคอมพิวเตอร์ อย่างเวลาเราชัตดาวน์ เครื่อง มันไม่ได้ดับทันที มันต้องเซฟข้อมูลลงไปก่อน แล้วมันถึงจะปิดเครื่องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตพอมันขึ้นมาเสวยอารมณ์จะเป็นกุศลอกุศลก็ตามเถอะ ก่อนที่มันจะลงภวังค์จบกิจกรรมอันนี้ มันมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ บุญหรือบาปที่เราทำไม่ได้สูญหายไป ถูกเก็บบันทึกลงไปในภวังคจิต แล้วก็ถัดจากนั้นเวลากระทบอารมณ์ครั้งใหม่ จิตก็ขึ้นจากภวังค์ จิตขึ้นจากภวังค์ แล้วขึ้นมารับอารมณ์ อย่างเวลาเรานอนหลับลึกๆ จิตอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้อะไรข้างนอก อย่างมากก็มีอารมณ์เก่าๆ ฝันอะไรต่ออะไรตามอารมณ์เก่าๆ ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี่พอจิต สมมติว่าเรานอนหลับสนิทอยู่ แล้วมีสิ่งบางสิ่งมากระตุ้นให้ตื่น สังเกตดูให้ดีตอนที่จิตมันขึ้นจากภวังค์ มันยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้มันตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตื่นเป็นเสียงแปลกๆ หรือเป็นกลิ่นแปลกๆ อย่างบางคนตื่นขึ้นมา ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเมื่อกี้ตื่นขึ้นมาเพราะมันมีเสียงคล้ายๆ ผู้ร้ายปีนบ้านเราแล้ว มันค่อยๆ ขึ้นมา ทำงานเป็นช็อตๆๆ ขึ้นมา ทีนี้พอแปลความหมายได้แล้ว ผู้ร้ายขึ้นบ้านใช่ไหม ใจก็กลัว ค่อยทำงานต่อเนื่องกันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอใจกลัวสะสมโมหะเอาไว้ เอ้ย ใจกลัวนี่เป็นโทสะ ใจไม่สบาย เครียด ก็สะสมความเคยชิน คนไหนเคยขี้กลัวจะยิ่งขี้กลัวมากขึ้นๆ คนไหนขี้โลภแล้วตามใจกิเลสเรื่อยๆ ก็จะขี้โลภมากขึ้น คนไหนขี้โกรธ ตามใจโกรธแล้วก็ตามใจตัวเองเรื่อยๆ ก็จะโกรธเก่งขึ้นเรื่อยๆ สะสม นี่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสะสมเอาไว้ในภวังคจิต ภวังคจิตก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง เหมือนจิตที่ไปรู้รูป จิตที่ไปได้ยินเสียงอะไรพวกนี้ หรือจิตที่คิดนึกปรุงแต่งว่าอันนี้ชั่วอันนี้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจิตมีสารพัดจิต มีมากมายทำงานต่อเนื่องกันเป็นช็อตๆๆๆ ไป อย่างหลวงพ่อตอนหัดภาวนาตอนที่เห็นสภาวะอันนี้ทีแรก นอนหลับอยู่แล้วตอนตื่น จิตมันขึ้นจากภวังค์ เรารู้สึกเลยจิตมันผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมาจากความว่างๆ ผุดปุ๊บขึ้นมาทีแรกเหมือนรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร แล้วต่อมาจิตมันขยายความรับรู้ออกมา อ๋อ มันรู้ความรู้สึกนึกคิด แล้วมันขยายความรับรู้ออกไปอีก รู้ร่างกาย เห็นร่างกายนอนท่านั้นท่านี้ เห็นมันทำงานเป็นช็อตๆๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึก แล้วเราจะรู้ว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่จิตมีทีละดวง ทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราเห็นตรงนี้เราจะรู้เลยว่ามันไม่มีตัวเราที่แท้จริง สิ่งที่เราคิดว่าตัวเราๆ มันผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาตั้งช่วงหนึ่งแล้ว ถึงจะมาสรุปว่านี่ตัวเรา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี มีแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่จะเป็นตัวตนถาวรอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังดูยาก ที่จริงไม่ได้ยาก แค่ละเอียดเท่านั้นเอง เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้สติของเราเร็วขึ้นๆ ถ้าสติเราเร็วเราก็จะเห็นกระบวนการเหล่านี้ได้ ถ้าสติเราอืดอาดล่าช้า กว่าสติจะเกิด โอ้ย เนิ่นนาน เราก็จะหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว แล้วจิตดวงนี้วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปทางตาแล้วก็วิ่งกลับมา เคยเห็นแมงมุมไหม แมงมุมชักใย เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้าย เดี๋ยวก็วิ่งไปทางขวา แล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลางทุกที เราก็คิดว่าจิตนี่วิ่งไปวิ่งมาแล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกๆ ที่หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อเห็นจิตมันวิ่งไปวิ่งมา แล้วจิตมันก็รู้ว่าจิตมันไม่ใช่เรา มันทำงานของมันได้เอง คิดนึกปรุงแต่งของมันได้เอง ภาวนามาเรื่อยๆๆๆ ก็เห็นจิตมันไปทางโน้นทางนี้ เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ เกิดที่จิตแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ เกิดที่ไหนดับที่นั่น ก็สงสัย เกิดความสงสัย เราจะภาวนา เราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหน เอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหนดี ตอนนั้นก็นึกว่าเอาตั้งไว้กลางหน้าอกนี่กระมัง เพราะเราเห็นกิเลสผุดขึ้นจากกลางหน้าอกนี่ กุศลก็ผุดขึ้นจากกลางหน้าอก ผุดขึ้นตรงนี้ อะไรๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากกลางหน้าอกนี่ล่ะ ก็เลยคิดว่าเราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอดีได้เจอหลวงปู่ดูลย์ เข้าไปถามท่าน หลวงปู่ครับจิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คำตอบในใจเราคือตั้งอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ตอบชัดเจน จิตไม่มีที่ตั้ง จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น อ้าว แล้วเวลาเราภาวนาเราจะทำอย่างไร เราก็รู้อย่างที่รู้ได้ ไม่ต้องไปตั้งเอาไว้ก่อนแล้วไปรอดู ถ้าเราเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้ แล้วรอดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่ผิดแล้ว ดูจิตผิดแล้ว ดูจิตที่ถูกต้องก็คือ จิตมันเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปรอดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รอให้ความสุขผุดขึ้นมาแล้วก็รู้ว่ามีความสุข ความทุกข์ผุดขึ้นมาแล้วรู้ว่ามันทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ผุดขึ้นมาก็รู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ กุศลผุดขึ้นมารู้ว่าเป็นกุศล โลภโกรธหลงผุดขึ้นมาก็รู้ว่ามันโลภมันโกรธหรือมันหลง นี่รู้ไปทีละช็อต ทีละช็อต รู้ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ถ้าเราคอยดูอย่างนี้เรื่อยๆ เราไม่เอาจิตไปตั้งรอดู หลายคนภาวนาที่หลวงพ่อเห็น พอคิดจะดูจิตมันก็จ้องเลย รอดู พยายามจ้อง บางคนไม่รู้จะจ้องที่ไหน ก็ส่ายไปส่ายมา สแกนไปเรื่อย มีไหม ใครทำ ตรงไหนดี ดูตรงไหนดี ดู เอาละตรงนี้ เอาตรงนี้ ก็จ้องเฝ้าไว้ นี่เป็นการดูจิตที่ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดูจิตนี่ข้อแรกเลยก็คือ อย่าดักดู อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา หรือให้จิตทำงานไปก่อนแล้วค่อยรู้เอา อย่างให้มีความสุขผุดขึ้นมาแล้วค่อยรู้เอา ไม่ต้องไปรอดูว่าต่อไปนี้อะไรจะโผล่ขึ้นมา หลายคนที่ภาวนาแล้วดูจิตๆ แล้วดูไม่ได้เรื่องเลย ก็เพราะว่าไปดักดู เพราะฉะนั้นกฏของการดูจิตข้อแรก อย่าดักดู จิตเป็นอย่างไรก็รู้อย่างที่เท่าที่รู้ได้ ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปบังคับจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎข้อที่ 2 ก็คือ เมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว เวลาดู ดูแบบคนวงนอก อย่าถลำลงไปดู หลายคนถลำลงไปดู หลวงพ่อก็เคยเป็น ที่หลวงพ่อมาพูดให้พวกเราฟังนี่ พูดอย่างองอาจกล้าหาญมั่นใจเพราะเคยผิดมาแล้ว ไม่ใช่เก่ง แต่เพราะเคยโง่มาแล้ว เคยทำผิดมาแล้ว ถึงมาพูดได้เต็มปากว่าอย่างนี้ไม่ถูกหรอก เวลาอย่างหลวงพ่อเป็นคนขี้โมโห สมัยก่อนมันผุดความโกรธผุดขึ้นมานี่ หลวงพ่อไปดูที่ความโกรธแล้วจิตมันเคลื่อนเข้าไปในความโกรธ ความโกรธก็หนี เคลื่อนหนีออกไปอยู่ข้างนอก แล้วเสร็จแล้วความโกรธดับปั๊บลงไป มันก็ดับพร้อมกับจิตที่โกรธนั่นล่ะ คือจิตมันไม่ตั้งมั่นแล้ว เวลาที่มันถลำไปดู จิตมันออกนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ถลำไปดูมันออกนอก ไม่ว่าจะดูรูป ดูเสียง ดูกลิ่น ดูรส ดูสิ่งที่สัมผัสร่างกาย หรือกระทั่งดูนามธรรมที่เกิดในใจเรา อย่างโกรธแล้วเราไปดูที่โกรธ แล้วเราถลำไปจ้องที่โกรธ อันนี้หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตส่งออกนอกแล้ว หรือขณะดูร่างกายเรานี่เห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆๆ จิตไหลไปจ้องที่หัวใจ อันนี้ก็ส่งจิตออกนอกเรียบร้อยแล้ว คำว่า “ส่งจิตออกนอก” ไม่ใช่ส่งออกไปนอกร่างกาย แต่ออกไปจากฐานของจิต ออกไปจากสภาวะที่ตั้งมั่นของมัน มันจะเคลื่อนออกไป ตรงนี้จริงๆ แล้วจิตไม่ได้เคลื่อนออกไป แต่จิตที่ตั้งมั่นนั้นมันดับ มันเกิดจิตที่ฟุ้งซ่านออกไปหาอารมณ์ คนละดวงกันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ไปหัดดูทีแรกเห็นความโกรธ จิตมันไปจ้องที่ความโกรธ มันไปมองความโกรธ จิตส่งออกนอกแล้ว พอความโกรธดับปั๊บ จิตดวงนั้นก็ดับไปด้วย แล้วจิตก็ไปว่างสว่าง เกิดจิตดวงใหม่ว่างๆ อยู่ แต่ว่างอยู่ข้างนอก ฉะนั้นจิตมันเกิดดับๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฏข้อแรกให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ อย่าไปดักดู กฎข้อที่สอง เวลาดู ดูแบบคนวงนอกไม่มีส่วนได้เสีย อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าลงไปเพ่ง ดูกายก็เหมือนกัน บางคนขยับมืออย่างนี้ ขยับมือแล้วไปเพ่งใส่มือ อันนี้ก็จิตออกนอกแล้ว จิตไปอยู่ที่มือ ดูท้องพองยุบแล้วจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง อันนี้ก็ส่งออกนอกแล้ว จิตมันเคลื่อนไปแล้ว จิตที่ไม่เคลื่อนก็คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับเช่นเดียวกับจิตชนิดอื่นนั่นล่ะ ทีนี้เราต้องฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
ถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิไม่ใช่แปลว่าสงบ อย่ามักง่าย พวกเราชอบแปลสมาธิว่าสงบ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น ความตั้งมั่นก็ไม่โคลงเคลงคลอนแคลน ไม่วิ่งไปวิ่งมา หลงไปทางโน้นที หลงไปทางนี้ที แต่มันตั้งมั่นมันรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เป็นสภาวะที่จิตตื่นขึ้นอย่างแท้จริง เราต้องฝึกตัวนี้ แล้วต่อไปเวลาเราภาวนาเราเห็นสภาวะนี่ จิตเรามีความตั้งมั่น มันจะไม่ถลำลงไปดู ไม่ถลำลงไปเพ่ง ฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่นถึงสำคัญมาก แล้วพอเราเห็นสภาวะแล้ว สภาวะอยู่ห่างๆ จิตอยู่ต่างหาก จิตกับสภาวะที่ถูกรู้มันแยกออกจากกัน อย่างจิตมันรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นแค่คนเห็นมัน เมื่อจิตกับร่างกายแยกออกจากกันมันจะเกิดปัญญา เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นของที่ถูกรู้ถูกดูเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานหลวงพ่อยังทำนิ้วมือให้ที่วัดเขาดู เรามีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณคือจิต เวลาที่เราจะเจริญปัญญานี่ เรามีจิตไปรู้รูป เรามีจิตไปรู้เวทนา เรามีจิตไปรู้สัญญา เรามีจิตไปรู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว ขาดจิตตัวเดียวไม่มีการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นการแยกขันธ์เราไม่ต้องแยก 5 ขันธ์ก็ได้เวลาเดินปัญญาจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราดูรูป ใครเป็นคนดูรูป จิตเป็นคนดูรูป ต้องอย่างนี้ เราเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู ร่างกายยืนเดินนั่งนอน จิตเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง จิตเป็นคนดู ต้องมีจิตเป็นคนดู เวลาเราจะรู้เวทนา ทำนิ้วยากหน่อย ตัวนี้นิ้วแข็งแล้ว แก่ นิ้วนี้ อย่าเห็นนิ้วอื่นเห็นนิ้วเดียว แล้วก็จิตอยู่นี่ เวทนาเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าเราสามารถแยกได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา มันแยกออกมาต่างหาก มันไม่ลงไปคลุกวงใน ไม่รวมเข้าไปกับขันธ์ 5 ไม่รวมกับขันธ์ที่เหลือนี่ มันจะแยกตัวออกมา พอจิตมันแยกตัวออกมาด้วยความตั้งมั่นมีสัมมาสมาธินี่ ขันธ์อื่นๆ มันจะกระจายตัวออกไป มันจะไม่ใช่จิต ร่างกายไม่ใช่จิต สุขทุกข์ไม่ใช่จิต ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่จิต ดีชั่วไม่ใช่จิต สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ว่ามันจะไปเข้าคู่กับรูป เวทนา สัญญา หรือสังขารก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นต้องดูห่างๆ ถ้ารวมเป็นก้อนอย่างนี้ ไม่รู้เรื่องแล้วอย่างนี้ พวกเราปุถุชนทั้งหลายเป็นมะเหงกเลย ไม่ใช่ก้อนอย่างเดียว ไม่ใช่ก้อนอย่างนี้มันก้อนอย่างนี้เลย เพราะมันแยกขันธ์ไม่ได้ ที่แยกขันธ์ไม่ได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเรื่องจิตตั้งมั่นเป็นเรื่องใหญ่ ตอนหลวงพ่อภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ภาวนาอยู่ 7 เดือน หลวงปู่บอกว่าเข้าใจการปฏิบัติแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว ต่อไปไม่ต้องมาเรียนกับท่านก็ไปได้ด้วยตัวเอง ท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็เที่ยวไปดูที่โน้นที่นี่ สำนักโน้นสำนักนี้ เราไปหาประสบการณ์ ไปดูว่าเขาภาวนากันอย่างไร หลวงพ่อพบว่าปัญหาใหญ่ก็คือไม่มีตัวนี้ ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกหนึ่งไม่เอาสมาธิเลย คิดพิจารณาร่างกายอย่างเดียวเลย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อันนั้นสมาธิออกนอก สิ่งที่ได้คือสมถะเหมือนกัน แต่สงบเฉยๆ สงบสบายมีความสุขไป แต่จิตไม่ได้ตั้งมั่น มันไม่ได้เห็นอย่างแท้จริงว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่มันเห็นด้วยการคิด เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่น ปัญญาที่เกิดอย่างมากก็เป็นปัญญาจากการคิด ไม่ใช่ปัญญาจากการเห็น ไม่ใช่ปัญญาจากการรู้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกให้ได้ตัวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปดูสำนักต่างๆ บางที่เขาไม่เอาสมาธิเลย เขาไม่ฝึกเลย ไปบางที่ฝึกสมาธิแต่เป็นสมาธิที่เพ่งจ้อง จ้องๆๆ มุดลงไปเรื่อยๆ จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตเคร่งเครียดไปหมดเลย จิตที่เคร่งเครียดเป็นอกุศลจิต เพราะมหากุศลจิตจะมีลักษณะเบา รู้สึกไหมเวลาใจเราเป็นบุญเป็นกุศล ใจเราเบา มันถึงลอยขึ้นสวรรค์ได้ ใจบาปหยาบช้ามันหนัก มันลงข้างล่าง หนัก จิตที่เป็นกุศลมันเบา มันอ่อนโยนนุ่มนวล ถ้าแข็งกระด้างจิตเป็นอกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่วิธีดูง่ายๆ เลย ถ้าวันนี้ใจเราแข็งกระด้างมากเลย นี่ใจเราเป็นอกุศล หรือวันนี้ใจเราหนักมากเลย ทั้งๆ ที่นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่หนักมากเลย นี่ก็อกุศล ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลจะเบา อ่อนโยน นุ่มนวล แล้วก็ไม่เซื่องซึม ถ้านั่งแล้วก็ ไม่ใช่ ต้องไม่เซื่องซึม คล่องแคล่วว่องไว แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ขยันที่จะเรียนรู้รูปรู้นาม แล้วก็เวลารู้รูปรู้นามก็รู้ซื่อๆ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง นี่ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเป็นจิตที่เป็นกุศลชั้นเลิศเลย เป็นจิตที่สามารถเอาไปเจริญปัญญาทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิไม่ต้องพูดเรื่องการเจริญปัญญา เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ไปคิด คิดธรรมะจะไม่ได้เข้าใจธรรมะหรอก ฉะนั้นที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญพวกเรานักหนา เฮ้ย หลงไปแล้ว นี่เพ่งไปแล้ว เพื่อจะตบเรา ตบซ้ายทีตบขวาที มันจะได้เข้าทางสายกลาง ทางแห่งความรู้ตื่นเบิกบาน ทางที่จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ให้เราอาศัยสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ฉะนั้นเราคอยฝึกถ้าจิตเราหลงไปดูรู้ทัน จิตหลงไปฟังรู้ทัน จิตหลงไปคิดรู้ทัน หัดรู้ไปเรื่อยๆ จิตหลงเมื่อไรก็รู้ไปๆ หัดรู้ไป หรือจะช่วยด้วยการทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้ อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธอย่างนี้ แต่ไม่ได้มุ่งให้สงบ มุ่งให้สงบเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมการหายใจ ลืมพุทโธแล้ว รู้ว่าจิตหนีไป นี่รู้ว่าจิตหลงไปคิดแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตหลงไปคิด จิตที่หลงคิดจะดับ แล้วจิตที่รู้ตื่นเบิกบานจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ หรือจิตหลงไปฟัง จิตหลงไปดมกลิ่น ถ้าเรามีสติรู้ทัน เมื่อไรมันไม่หลงเมื่อนั้นก็ตื่นนั่นล่ะ มันก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ไม่ได้จงใจให้มันตั้งมั่น ถ้าจงใจให้ตั้งมั่น ใจจะแน่นๆ จิตจะเป็นอกุศลเลย มันอึดอัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอาศัยสติคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมานี่ล่ะดี ยังไม่ต้องกังวลว่าจิตมีกี่ดวง อันนั้นละเอียดขึ้นมาถึงจะเห็นว่าคนละดวงกัน จิตที่ไปดูก็ดวงหนึ่งแล้ว จิตที่ส่งสัญญาณกลับมาเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่แปลความหมายเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่ให้ค่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ชอบไม่ชอบ เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วจิตที่เสพอารมณ์เป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่เซฟข้อมูลก่อนจะลงภวังค์ก็เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วมีจิตที่ลงภวังค์ ไม่ต้องเรียนอย่างนั้นก็ได้ ยังไม่เห็นหรอก เอาเท่าที่เห็นได้ เราก็จะเห็น อ้าว จิตหลงไปคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีที่ง่าย ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วเมื่อไรจิตเราหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานที่เราทำอยู่ ให้รู้ว่าหลงแล้ว อย่าหลงยาว หลงได้แต่อย่าหลงยาว หรือจิตเราทำกรรมฐานอยู่ เราดูท้องพองท้องยุบอย่างนี้ จิตเราไหลลงไปอยู่ที่ท้อง ให้รู้ทันว่าจิตไหลไปอยู่ที่ท้องแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไปแล้ว จิตที่ไหลจะดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่น เกิดสัมมาสมาธิขึ้นทันทีเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา กรรมฐานอะไรก็ใช้ได้เหมือนกันหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างขยับมืออย่างนี้ บางคนขยับมือสายหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนก็ดี ลูกศิษย์เก่งๆ ท่านก็มีอย่างหลวงพ่อคำเขียน หลังจากนั้นหลวงพ่อไม่รู้จักแล้ว รู้จักแค่หลวงพ่อคำเขียน ท่านก็ภาวนาเก่ง ขยับแล้วรู้สึกตัว ส่วนพวกขยับไม่เป็น ขยับแล้วก็ไปเพ่ง เพ่งใส่มือ จ้องเอาเป็นเอาตาย พวกหนึ่งก็นั่งคิด ท่านี้ต่อไปท่าไหน อ๋อ ท่านี้ ท่านี้แล้วต่อไปท่าไหน ท่านี้ อันนี้ก็ไม่ได้ภาวนา นั่งคิดเอา ฟุ้งซ่าน จิตกำลังฟุ้งซ่าน อีกพวกหนึ่งนั่งเพ่งมือ อีกพวกหนึ่งใจลอยหนีออกไปนอกวัด พวกนี้ไม่มีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวอย่างนี้ จิตเราไหลไปที่มือเรารู้ทัน จิตเราจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตเราลืมมือหนีไปคิดเรื่องอื่นเรารู้ทัน จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา จับหลักตัวนี้ให้แม่น ดูท้องพองยุบจิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น จิตถลำไปเพ่งท้องรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น ยากไหม ก็ยังยากอยู่ดี จิตมันถลำมันดูหน้าตามันเป็นอย่างไร จิตที่ไหลไปไหลมาดูได้อย่างไร นี่เรียนถึงขั้นประถมแล้ว ลดลงมาเรื่อยๆๆๆ ทีแรกเรียนขั้นมหาวิทยาลัย เห็นจิตเกิดดับทีละดวง นี่เอาใจตลาด หลวงพ่อลดลงมา ลงมาจิตตั้งมั่นนี่ระดับกลางๆ แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ก็บอกแล้วว่าทำไม่ได้ ก็รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วมันตั้งมั่นเอง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันไม่ตั้งมั่น นี่ปัญหามากจังเลย ฝึก มีวิธีฝึก ทำใจสบายก่อน ไม่ต้องแกล้งสบาย ใจขณะนี้สบายอยู่แล้ว ไม่ต้อง สบาย นั่นเพี้ยนแล้ว ไม่ต้องแกล้งทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองนึกถึงหูข้างขวาของตัวเองสิ คงมีหูทุกคนแต่บางคนอาจจะหูแหว่ง ลองนึกถึงหูข้างขวา รู้สึกไหมใจเรา Concentrate ไปที่หู ใจเราจดจ่ออยู่ที่หู นึกออกไหม เห็นสภาวะตรงนี้ไหมว่าเรากำลังจดจ่อไปที่หู ย้ายไปหูซ้ายสิ เมื่อกี้อยู่หูข้างขวา ตอนนี้ย้ายไปข้างซ้าย แค่รู้สึก เอาความรู้สึกไปไว้ที่หู ลองย้ายต่อไปอีก ลองย้ายความรู้สึกของเรามาอยู่ที่หัวแม่มือข้างขวาสิ ไม่ยากขนาดนั้นหรอกหนู ไม่ขนาดนั้น รู้สึกด้วยใจปกตินี่ล่ะ แค่รู้สึกๆ ความรู้สึกของเราไปอยู่ตรงนี้ รู้สึก แค่รู้สึก ลองย้ายสิ ย้ายไปอยู่นิ้วข้างซ้าย ย้ายไปรู้สึกข้างซ้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมเวลาเราย้ายความรู้สึกไป ความรู้สึกเรามันย้ายที่ได้ บางทีก็รู้สึกอันนี้ บางทีก็รู้สึกที่รูป บางทีรู้สึกที่เสียง บางทีรู้สึกที่กลิ่น บางทีรู้สึกที่รส บางทีรู้สึกที่ร่างกายมีอะไรมาสัมผัส บางทีก็รู้สึกทางใจ ความรู้สึกมันย้ายที่ได้ ตัวความรู้สึกนั่นล่ะ จิต อย่างนั้นไปคิดแล้วรู้ไหม เห็นไหมมันไปรู้อะไร มันไปรู้เรื่องที่คิด ไปคิด ให้คอยฝึก ลองไปฝึกดู ย้ายไปย้ายมานี่ล่ะ ย้ายความรู้สึกของเราไปตรงนั้นตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปพอเราชำนาญขึ้น แล้วจิตขยับไปทางไหน เรารู้เองเลย ไม่ต้องเจตนาจะรู้ เพราะเราเคยฝึกแล้ว จิตไปอยู่ที่ผมก็รู้ อยู่ที่ขนอย่างขนคิ้วอย่างนี้เราก็รู้ อยู่ที่ตา อยู่ที่จมูก อยู่ที่ปาก อยู่ที่มือ อยู่ที่เท้า อยู่ที่ท้อง รู้สึกไล่ๆๆ ไป ฝึกซ้อมไปซ้อมเข้า ย้ายความรู้สึกของตัวเองไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ขอเน้นว่าเอาในร่างกายก่อน ที่จริงย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าย้ายไปข้างนอกเดี๋ยวมันเตลิด อย่างไปเห็นสาวสวย เอาจิตไปไว้ที่เขาอย่างนี้ เดี๋ยวก็เสร็จเท่านั้นเอง ลืม มองไม่เห็นแล้วว่าจิตไปอยู่ที่เขา เห็นแต่เขา นี่ลองฝึก ฝึกบ่อยๆ จิตเราไปอยู่ตรงไหนเรารู้ จิตเราไปอยู่ที่ไหนเรารู้ แล้วต่อไปพอจิตมันเคลื่อนนิดหนึ่งเราก็จะเห็นแล้ว จิตมันขยับนิดหนึ่งเราก็เห็นแล้ว ขยับไปคิดปุ๊บก็รู้ทันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างความสงสัยกับความคิดอะไรเกิดก่อนกัน ลองภูมิ ไม่เฉลย เฉลยข้อสอบก็กลายเป็นติวเตอร์หน้ารามอย่างเมื่อก่อน นักเรียนก็ท่องๆ เอาไว้ ไม่เก่งจริง ต้องไปหัดดูเอาเอง เพราะฉะนั้นให้การบ้าน ไปคอยรู้ ไปฝึกซ้อมที่จะเคลื่อนความรู้สึกหรือจิตใจของเราไปอยู่ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ต่อไปพอชำนาญมันเคลื่อนกริบเดียว เคลื่อน ไม่ว่าจะเคลื่อนไปไหนมันรู้เองเลย แล้วทันทีที่รู้ว่าเคลื่อนปั๊บ สภาวะที่จิตมันเคลื่อนจะดับทันที จิตจะตั้งมั่นขึ้นทันทีเลย จิตเราจะรู้ จะตื่น จะเบิกบานในฉับพลันนั้นเลย สมาธิเกิดโดยไม่ต้องนั่งก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำลังตีกอล์ฟอยู่ สมมติตีกอล์ฟอยู่สมาธิก็เกิดได้ ก็เห็นร่างกายมันตีกอล์ฟ ใจเป็นคนดู ตีแล้วสู้เขาไม่ได้ชักโมโห อ่านใจตัวเองออก ใจมันโกรธแล้ว ฉะนั้นทำอะไรๆ ยกเว้นแต่ทำชั่ว อย่าทำชั่วก็แล้วกัน ทำชั่วจิตเศร้าหมอง สมาธิเสื่อมหมด ทำอะไรก็ได้ที่มันไม่เลว ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็อ่านใจตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างพอเราอ่านใจตัวเองออก เราจะรู้สภาวะที่จิตมันถลำลงไปเพ่งไปจ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้ด้วยความเป็นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติร้อยละร้อยจิตถลำลงไปเพ่งทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเรารู้ทันจิตที่เคลื่อนได้ เราก็จะไม่เพ่งแล้ว ที่สอนให้รู้การเคลื่อน จะได้เลิกเพ่งเสียที น่าเบื่อ เพ่งเอาเป็นเอาตาย ก็เพ่งกันจนตายนั่นล่ะ ไม่ได้อะไรขึ้นมา ได้แต่ความลำบาก ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ระหว่างรู้อย่าถลำลงไป ให้จิตเราตั้งมั่นไม่ไหลเข้าไป ถ้าไหลเข้าไปรู้ทัน มันจะตั้งมั่นขึ้นมา เมื่อรู้แล้วจบลงแค่นั้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข อย่างเราเห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข ทำอย่างไรจะหายโกรธอะไรอย่างนี้ ไม่หายหรอก ไม่ต้องแก้มัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเห็นจิตทุกชนิดเกิดแล้วก็ดับ ไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปแก้ไขมัน รู้แล้วจบลงที่รู้เลย รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ไปยินดีกับมัน ไม่ไปยินร้ายกับมัน ถ้าสภาวะอะไรถูกอกถูกใจเราก็ยินดีกับมัน เราก็อยากรักษาเอาไว้ อย่างมีความสุขเกิดขึ้นอย่างนี้ เราพอใจ มีความสงบเกิดขึ้น เราพอใจ เราอยากรักษาเอาไว้ อันนั้นไม่ใช่นักดูจิตที่ดี นักดูจิตที่ดีก็คือ จิตใจสงบก็รู้ จิตใจมีความสุขก็รู้ ไม่ต้องรักษามัน แล้วมันจะสอนธรรมะเรา สอนว่าอะไร สอนว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมา ก็รู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องหาทางละ รู้อย่างที่มันเป็น เราก็จะเห็นอกุศลทั้งหลายก็สอนธรรมะเราเช่นเดียวกับกุศลนั่นล่ะ คือสอนว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนเหมือนกัน สอนสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นกุศลอกุศลอะไรก็เป็นธรรมะด้วยกันทั้งคู่ เห็นไหมอกุศลยังเรียกอกุศลธรรมเลย ก็คือธรรมะอกุศล อย่าไปเกลียดมัน แต่อย่าให้มันครอบงำใจเราจนเราทำผิดศีล 5 ข้อ แค่นั้นพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใจเราโกรธ ใจเราไปด่าเขาในใจ อันนี้มโนกรรม แต่มันห้ามยาก ก็ไม่ต้องห้าม ก็รู้ว่ากำลังโกรธเขา เราก็ดูไปสิ ความโกรธนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็สอนธรรมะเรา ความโกรธก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง อย่างอยากฟังเทศน์นี้ ตอนเช้าก็อยากเยอะหน่อย ฟังไปนานๆ อยากไปที่อื่นแล้ว เห็นไหมมันก็ไม่เที่ยงกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพยายามฝึกตัวเองทุกวันๆ ถือศีล 5 ไว้ ทำในรูปแบบทุกวัน ถ้าใจเราฟุ้งซ่านเวลาทำในรูปแบบก็น้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง บางทีเราก็ใช้อารมณ์ตรงข้าม อย่างโทสะเกิดเราก็เจริญเมตตา เราทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน มีน้ำกรดเกิดขึ้นเราเอาด่างไปใส่ ก็เป็นกลางขึ้นมา มีราคะเกิดขึ้นเราก็แก้ด้วยการพิจารณาอสุภะ ใจชอบคิดนับถือพระพุทธเจ้ามาก ก็คิดพิจารณาคุณของพระพุทธเจ้า นี่ใช้สิ่งเหล่านี้ เราต้องการให้จิตสงบ เราก็เอาไปคิดบางเรื่องเราสงบได้ มีการดัดแปลงแก้ไขจิต นี่การทำสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นวันไหนที่จิตเราฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบเข้าไป อย่างหลวงพ่อจะทำความสงบไม่ยาก หลวงพ่อก็หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป หายใจ 1 – 2 ทีก็สงบแล้วเวลาฟุ้งสมัยเป็นโยม แล้ววันไหนจิตเรามีแรงพอ เราก็พัฒนาตัวเองอีก เวลาทำในรูปแบบเราสามารถเห็นสภาวะที่จิตเคลื่อนไปมาได้ เราก็ดูไปเลย พอเรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปทางนี้ พอรู้ปุ๊บจิตมันจะตั้งมั่น เราจะได้สมาธิอีกชนิดหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นในรูปแบบบางทีวันไหนฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบ ได้สมาธิสงบ วันไหนจิตเราสงบแล้วมีแรงดีแล้ว เราก็ฝึกให้จิตตั้งมั่นด้วยการรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไหลไปไหลมา ทีนี้พอเราชำนิชำนาญ จิตเราขยับเขยื้อนอะไรเราเห็นหมดเลย มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจเราเห็นได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้เราถึงพร้อมในบทเรียนบทที่ 3 ซึ่งยากที่สุด คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยากยิ่งกว่าการนั่งสมาธิอีก เวลานั่งสมาธิเราใช้อายตนะแค่กายกับใจ 2 อัน อยู่ในชีวิตประจำวันเราใช้ 6 อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ทุกอายตนะ แต่กระทบทีละอายตนะ ไม่ใช่ทีละ 6 เพราะว่ากระทบทีละ 6 มันก็กลายเป็นจิตเกิดพร้อมกัน 6 ดวง จิตเกิดทีละดวง เกิดที่ตา หรือที่หู หรือที่ใจ ทีละดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราฝึกในชีวิตประจำวัน ตาเราเห็นรูป ความรู้สึกเราเปลี่ยนเรารู้ทัน หรือตาเห็นรูป จิตไหลไปที่รูปเรารู้ทัน หูได้ยินเสียง จิตไหลไปที่เสียงรู้ทัน หรือได้ยินเสียงแล้วจิตเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตรู้ทัน รู้อย่างนี้ก็ได้ รู้ทันจิตที่ไหลไปก็ได้ รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็ได้ ฝึกไปเรื่อยๆ หรือนั่งอยู่ นั่งพุทโธๆ แต่ใจหนีไปคิด ก็รู้ว่าใจหนีไปคิด อยู่ในชีวิตประจำวันเคยไหม เดินอยู่ริมถนนแล้วเหม่อ เหม่อมันเกิดอะไรขึ้น ใจมันหนีไปเที่ยว หนีไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรามีสติรู้ ใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็น ต่อไปปัญญาจะเกิด จะเห็นว่าจิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่ว่าจิตจะดีวิเศษแค่ไหน กระทั่งจิตผู้รู้เองก็ไม่เที่ยง แล้วจิตทุกดวงเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ค่อยๆ ดูไป ค่อยดูไป ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10942</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10942"/>
		<updated>2025-04-11T11:24:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10941</id>
		<title>《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10941"/>
		<updated>2025-04-11T11:24:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้》-隆波帕默尊者-2024年11月3日至《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะสิ้นปีแล้ว ลมหนาวมาแล้วที่นี้ มาเมื่อวาน ตอนเช้า มาพร้อมขี้ฝุ่น ถึงเทศกาลเผาทุ่งเผาป่ากันอีกแล้ว เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ ชอบหน้าหนาว พอโตขึ้นมา เห็นความจริงของชีวิต ก็รู้ชีวิตมันมีความทุกข์ทุกฤดู ปัญหามันมีอยู่ทุกฤดูกาล ไม่ใช่มีแต่หน้าร้อน ฤดูร้อนใช่ไหม ไม่ค่อยสบายหงุดหงิดง่ายอะไรอย่างนี้ โมโหง่าย ทะเลาะกันง่าย ฤดูฝนก็น่าเบื่อน่ารำคาญสำหรับคนในเมือง คนต่างจังหวัดอาศัยน้ำฝน ฝนไม่ตกก็กลุ้มใจ ฝนตกมากก็กลุ้มใจ ถึงฤดูหนาว มลพิษเยอะแยะไปหมด รวมความ แล้วชีวิตมนุษย์มันไม่ได้มีความสุขสักฤดูเดียว ปัญหามันเกิดขึ้นตลอดเวลา จบเรื่องนี้ก็มีเรื่องนั้น อย่างพออากาศหนาวๆ เราก็อยากให้ร้อน พอร้อนๆ ก็เบื่อ อยากให้ฝนตก ฝนตกไม่เลิกกลุ้มใจอีกแล้วเมื่อไรจะถึงหน้าหนาว ชีวิตไม่เคยมีความสุข ไม่เคยมีความอิ่มความเต็มอะไร วุ่นวายตลอดเวลา อันนี้แค่ฤดูกาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจริงๆ เราไม่ได้มีปัญหาเฉพาะฤดูกาล เรื่องอื่นๆ ก็มีปัญหาสารพัดจะมี เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัว เรื่องหาอยู่หากิน เรื่องทางสังคม บางคนมีอยู่มีกิน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คนเขาเกลียดอะไรอย่างนี้ ไม่ได้มีความสุขอีกแล้ว อยากให้คนชอบเพราะไม่มีใครเขาชอบ เขาเกลียดตลอดอะไรอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่อยู่กับโลกเพ้อฝัน ก็มองโลกที่มันมีจริงๆ ที่มันเป็นจริงๆ เราจะรู้ว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหา ไม่น่ารื่นรมย์อะไรนักหนาหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างตอนเด็กก็มีปัญหาแบบเด็ก วัยรุ่นก็มีปัญหาแบบวัยรุ่น เมื่อโตขึ้นมาก็มีปัญหา แต่ละรุ่นๆ แต่ละชั้น แก่แล้วก็มีปัญหาอีก แบบคนแก่ ทุกฤดูกาลก็มีแต่ปัญหา ทุกช่วงวัยก็มีแต่ปัญหา โลกนี้ไม่น่าเอร็ดอร่อยอะไรหรอก โลกนี้สนุกสนานสำหรับคนหลงเท่านั้น คนเห็นโลกตามความเป็นจริงมันจะเบื่อ ใจมันก็จะอยาก ทำอย่างไรเราจะพ้นความวนเวียนวุ่นวายอย่างนี้ ทำอย่างไรจะพ้นไปได้สักที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม&lt;br /&gt;
ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีทางพ้นไป บางคำสอนเขาก็สอนให้ยอมจำนน ถือว่าปัญหาทั้งหลายทุกข์ทั้งหลายอะไรถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้ว เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม เกิดมาใช้กรรมไม่ใช่ชาวพุทธ นั่นลัทธิยอมจำนน ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ จนวันหนึ่งอยู่เหนือกรรม ฉะนั้นได้ยินเกิดมาใช้กรรม ถ้าคิดอย่างนี้ เวลาชีวิตมีปัญหาก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าของเรา สบายใจ ก็หลอกตัวเองไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางทีก็สอน เทวดาลองใจพระเจ้าลองใจว่าเราจะศรัทธาจริงไหม เลยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมากมาย ถ้าคิดว่าเราถูกลองใจ เราต้องทำให้ดีแล้ววันหนึ่งเทวดาจะเห็นใจอะไรอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจไปอีกแบบหนึ่ง คือแต่ละคนก็มีทางออกเพราะชีวิตมันมีปัญหามากมีความทุกข์มาก ก็หาทางออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคน พวกที่เชื่อว่าเกิดมาใช้กรรม ก็พยายามใช้กรรมให้เร็วขึ้น อย่างพยายามทรมานตัวเอง พวกลัทธิทรมานกาย กะว่าเป็นการใช้กรรม ใช้หมดแล้วก็เข้าถึงนิพพานได้สบาย เคยมีพวกปฏิบัติแล้วบอกใช้กรรมเก่า พอถูกถามว่าใช้ไปแล้วเท่าไร เหลืออยู่เท่าไร ตอบไม่ถูกเพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เชื่องมงายไปอย่างนั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนั้น ไม่ได้สอนให้เรายอมจำนน แต่สอนให้เราเรียนรู้ความจริง ถ้าเราเห็นความจริงว่าชีวิตนี้ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ใจมันจะไม่ค่อยดิ้นรน ค่อยๆ คลายออกๆ ไม่ได้เกลียดทุกข์ แต่ให้รู้ทุกข์ เรียนรู้มันไปเรื่อย ร่างกายนี้มีอะไร ร่างกายก็มีแต่ทุกข์ จิตใจกระทบอารมณ์ทีไรก็กระเพื่อมหวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อก็ดูลงไป มีสติรู้สึกเราในร่างกาย ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่เราจะทิ้งมันได้อย่างไร ไปไหนมันก็มีร่างกายไปด้วย ทิ้งมันก็ไม่ได้ อยู่กับมันก็ไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์ หันมาดูจิตดูใจ ตอนทำสมาธิจิตสงบลงไปก็มีความสุขหรอก พอจิตถอนออกจากสมาธิ พอมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น ตาเห็นรูป จิตก็ไหว หูได้ยินเสียง จิตก็ไหว จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด จิตก็ไหวกระเพื่อมตลอดเวลา สติก็ระลึกรู้ลงไปเห็นความกระเพื่อมไหว มันไหวอยู่กลางหน้าอกนี่ล่ะ ไหวๆๆ ทั้งวันทั้งคืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเห็นมากเข้าๆ เราจะรู้เลยไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจากทุกข์ จิตนั้นมันมีภาระตลอดเวลาพอกระทบอารมณ์แล้วมันก็กระเทือน มันสั่น มันสะเทือน มันไหว ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทีแรกเราเห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ แล้วมันกระเทือนขึ้นมา มันทุกข์ พอมันกระทบอารมณ์ละเอียด อย่างเราเข้าสมาธิ กระทบอารมณ์ละเอียด เรารู้สึกมีความสุข พอภาวนามากขึ้นๆ ไม่ได้เห็นอย่างนั้น เห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ ก็มีความทุกข์รุนแรงขึ้นมา กระทบอารมณ์ละเอียด จิตก็ไหวๆๆ ขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไหว จิตทำงาน จิตกระเพื่อมขึ้นมาทีไร ถ้าสติเราละเอียดพอ สมาธิเรามากพอ ปัญญามันจะหยั่งรู้เลย ทุกคราวที่กระเทือนขึ้นมา ทุกข์ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นเวลาสภาวธรรมใดๆ ผุดขึ้นจากหทย ผุดขึ้นมา ตำราเขาบอกอยู่ในหัวใจ แต่เราภาวนา เราเห็นมันอยู่ที่กลางอก มันผุดขึ้นมาจากกลางอก ถ้ากระทบอารมณ์เบาๆ มันก็ไหวๆๆ อยู่ ไม่แปลออกมาไม่ผุดขึ้นมาว่าอันนี้สุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่ว หรืออันนี้มันไหวเรื่องอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีนั่งเฉยๆ ไม่มีอะไรมากระทบ อาศัยอารมณ์เก่าๆ อตีตารมณ์ มันก็ยังไหวขึ้นมาได้อีก แล้วเวลามันไหวขึ้นมา เราจะรู้เป็นภาระจริงๆ มันคล้ายๆ เราอยู่บนพื้นซึ่งมันสะเทือนตลอดเวลา อย่างเวลาคนเขาเจาะถนนเคยเห็นไหม เขาเจาะถนน มีเครื่องเจาะทิ่มลงไป แผ่นดินก็กระเทือน ตึ๊บๆ ตึ๊บๆ อย่างนั้น เราเห็นจิตเราไหวเหมือนเราไปยืนอยู่บนที่เขาเจาะถนนอย่างนั้น มันมีความสุขตรงไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทั่งความไหวอย่างละเอียดที่ผุดขึ้นมาแล้วเป็นกุศล ผุดขึ้นมาแล้วเป็นความสุขอะไรอย่างนี้ มันก็ยังเป็นความแปลกปลอม เป็นความสั่นสะเทือน รู้เลยโลกนี้สุดท้ายโลกนี้ไม่มีอะไร เป็นแค่ความสั่นสะเทือน เป็นแค่คลื่น โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล เป็นแค่คลื่น เป็นแค่ความสั่นสะเทือนเท่านั้นเอง พอเราภาวนาเราจะรู้เลย มันทุกข์ทั้งนั้น ไหวแรงก็ทุกข์ ไหวเบาๆ ก็ทุกข์ พยายามจะไม่ไหว ตรงที่พยายามเกิดเจตนาจะไม่ให้มันไหว ก็ทุกข์อีกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพ้นทุกข์อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนามากๆ เข้า เราจะเห็น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป เราเฝ้ารู้กาย เราก็จะเห็นกายก็มีแต่ทุกข์ตั้งแต่ตื่นจนหลับ หลับแล้วก็ยังทุกข์อีก นอนหลับนี่ยังดิ้นไปดิ้นมา จิตใจก็มีแต่ทุกข์ เวลาจิตเกิดความรู้สึกทุกข์ มันก็ทุกข์ จิตมีความสุขมันก็ทุกข์ มันทุกข์นิ่มๆ เวลาจิตเป็นอกุศล มันทุกข์เร่าร้อน จิตเป็นกุศล มันทุกข์ร่มเย็น มันก็สะเทือนเหมือนกันล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะเห็นชีวิตนี้ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรมมีแต่ความสั่นไหว มีแต่ความกระทบกระเทือน โลกทั้งโลกก็เป็นแค่ความสั่นไหว เป็นแค่คลื่น หาสาระแก่นสารไม่ได้ ภาวนาเรื่อยๆ รู้เลยความสุขก็ไม่ใช่ที่พึ่งอาศัย บุญกุศลเป็นกำลังส่งให้เราภาวนา แต่ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยที่แท้จริง สมาธิส่งผลให้เราภาวนาได้ ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย ปัญญา ความรู้ถูกความเข้าใจถูก ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย มันมันรู้ถูกได้ มันก็ยังทำงานอยู่ ก็ยังทุกข์อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา เราเห็นความปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นทีไร ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที จะเข้าใจคำว่าสังขารทั้งหลายสงบเสียได้เป็นสุข ความปรุงแต่งทั้งหลายสงบลงไป ระงับลงไป สงบระงับนั้นโดยตัวของมัน ร่างกายอะไรต่ออะไรมันเป็นของโลก จิตใจมันก็เป็นของโลก ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน เราภาวนา เมื่อไรที่เราเห็นแจ่มแจ้ง กายนี้ทุกข์ จิตมันก็วางกาย ถ้าเห็นจิตนี้มันทุกข์ มันกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จิตมันก็วางจิต ความพ้นทุกข์ก็อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ก็คือตัวความปรุงแต่งทั้งรูปธรรมนามธรรมนั้นล่ะ จิตจะพ้นจากขันธ์ได้ก็ต้องเห็นทุกข์ ขันธ์นี้ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ เห็นอย่างนี้ได้จิตถึงจะวางขันธ์ จิตจะเข้าถึงความสงบร่มเย็น ไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหว หลวงปู่ดูลย์ท่านอธิบายบอกว่ามันว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต อย่างความไหวนั้นยังเป็นกิริยาของจิต ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่างที่จะเอาไว้เกาะเกี่ยวยึดถือ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาวะที่มันพ้นจากทุกข์ไป มันก็พ้นจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป ไม่มีพระอาทิตย์ไม่มีพระจันทร์ ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน เสถียร มันเป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเสียดแทง ความสุขของโลกเป็นความสุขที่มีความเสียดแทงตลอดเวลา ถ้าเรามีสติมีปัญญา พยายามขวนขวายเข้า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะยั่งยืนหรอก เป็นศาสนาของคนซึ่งมีบุญจริงๆ มีบารมีจริงๆ ถึงจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาอีก สะสมเรียนรู้ชีวิตต่อไป จนกระทั่งเห็นว่านอกจากทุกข์ไม่มีอะไร นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป เห็นอย่างนั้น จิตถึงจะพ้นจากขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต่อไปความทุกข์เกิดขึ้น อย่าไปเกลียดมัน ในร่างกายเราอย่างนี้ มันเจ็บป่วย อย่าเสียอกเสียใจ อย่าไปเกลียดชังร่างกายด้วย อย่าไปรัก อย่าไปหวงแหนมันด้วย ดูอย่างที่มันเป็น ร่างกายจริงๆ มันเป็นอะไร ก็เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ดิน น้ำ ไฟ ลม มันมีมาตั้งแต่ก่อนเราจะเกิดแล้ว มันเป็นสมบัติของโลก เรามายืมเขาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว ดูลงไปอย่างนี้ เวลามันเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน ดูลงไปเลยร่างกายนี้มันของโลก ไม่ใช่ของเราหรอก เจ้าของเขาส่งคำเตือนมาด้วยความเจ็บป่วย ด้วยความแก่ ด้วยความเจ็บ นี่เป็นคําเตือนจากธรรมชาติ จากเจ้าของร่างกายนี้ ว่าเขาจะเอาคืนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรายังหวงแหนสมบัติที่ยืมเขามาใช้ เราก็จะทุกข์มาก ความทุกข์จะอัพเกรดจากความทุกข์ทางร่างกายมาสู่ความทุกข์ทางจิตใจ ถ้าเรียนรู้ลงในกายให้มากพอแล้วกายมันก็แค่วัตถุ ใจมันยอมรับได้ เจ้าของเขาจะทวงแล้ว เขาส่งสัญญาณเตือนแล้วด้วยความเจ็บ ด้วยความแก่ ก็ยอมรับสภาพ เขาทวงแล้ว คืนเขาไป ใจก็ไม่หวั่นไหว ในด้านจิตใจ ทีแรกเราว่าจิตมันเป็นตัวเราเป็นของเรา ยิ่งจิตสงบทรงฌานทรงสมาธิ โอ๊ย มีความสุข ภาวนาเรื่อยๆ เราจะเห็น จิตมันไม่มีอะไร มันกระเพื่อมหวั่นไหว เกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รู้ไปจนแจ่มแจ้ง จิตนั่นก็คือตัวทุกข์นั่นล่ะ ก็จะวาง ทีแรกก็ดูยากหน่อย ค่อยๆ ฝึกไป หัดสังเกต หัดรู้หัดดูไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้าก็มีทีมงานคนหนึ่ง เป็นทิดเก่า ส่งการบ้าน น่าฟัง เขาเห็นจิตเขาเป็นผู้รู้ มีจิตผู้รู้ แล้วจิตผู้รู้นั้นมันก็ค่อยๆ เลือนๆๆ ค่อยๆ เฟดลงไปแล้วก็ไหลออกไป บอกเห็นไหมกระทั่งจิตผู้รู้เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เวลาเราภาวนา เราไม่ต้องรู้อะไรมากมาย ถ้าเราสามารถเห็นกระทั่งว่าจิตผู้รู้เอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป เห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเอา แค่นี้ก็พอแล้ว การปฏิบัติสำหรับคนๆ หนึ่ง ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเห็น เราจะพบว่าไม่ว่าจิตจะดีจะวิเศษแค่ไหน มันก็ยังเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ ฉะนั้นจิตทั้งหลายก็ยังเป็นขันธ์อยู่ เป็นสังขารอยู่ เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยอะไรไม่ได้จริง มีแต่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับไป พอรู้ถ่องแท้ จิตมันวาง คราวนี้จิตมันแปรสภาพกลายเป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ขึ้นมา ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรปนเปื้อนได้ ความสุขเข้ามาก็ไม่ปนเปื้อน ความทุกข์เข้ามา ความทุกข์ก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน กุศลหรืออกุศลก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน จิตมันเข้าถึงความสุขความสงบ เข้าถึงสันติภาพสันติสุขอย่างแท้จริง เพราะว่ามันพ้นความปรุงแต่งสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นเส้นทางของเราชาวพุทธ ตั้งอกตั้งใจศึกษา ทำอย่างไรมันจะมาถึงจุดที่หลวงพ่อบอกได้ เจริญไตรสิกขาไว้ หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขานั่นล่ะ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ถ้าเราไม่ทิ้งการศึกษา 3 ข้อนี้ ศึกษาว่าทำอย่างไรศีลจะเกิด ทำอย่างไรศีลที่เกิดแล้วจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่คลอนแคลน ไม่ใช่ศีลกลับกลอก ทำอย่างไรจิตเราจะสงบมีกำลัง ทำอย่างไรจิตเราจะตั้งมั่น ทำอย่างไรจิตที่ตั้งมั่นแล้วจะเรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็รู้อย่างหยาบ ต่อมาก็รู้อย่างละเอียด พอถึงขั้นละเอียด มันไม่มีอะไรหรอก มันเหลือแต่คลื่น อย่างกระทั่งร่างกายหรือวัตถุ แล้วจิตเราทรงสมาธิจริงๆ ดูเข้าไป ธาตุมันแตกออก ดินส่วนดิน น้ำส่วนน้ำ ลมส่วนลม ไฟส่วนไฟ สุดท้ายก็สลายเป็นคลื่นไปหมดเลย จิตใจก็ไหวกระเพื่อม มีเป็นคลื่นอยู่ภายใน เรียนรู้ไป จนมันวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่จะทำให้เกิดปัญญา อธิปัญญาสิกขา จะไม่ทิ้งหลักของวิปัสสนากรรมฐาน อธิจิตตสิกขานั้นจะเป็นเรื่องของการทำสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานทำแล้วจะได้ 2 อย่าง หนึ่ง จิตได้พักผ่อนมีกำลัง โดยการฝึกจิตให้สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง อีกอันหนึ่งคือฝึกให้จิตมันตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมาโดยที่ไม่ได้เจตนา ทรงตัวอยู่โดยไม่ได้เจตนา อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าจิตมันมีสมาธิ ทำสมาธิเป็นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังต้องคอยประคับประคองก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องฝึกอีก ใครเคยขี่จักรยานไหม เด็กเดี๋ยวนี้ขี่หรือเปล่าไม่รู้ แต่เด็กรุ่นหลวงพ่อไปหัดขี่จักรยานที่สนามหลวง ไปเช่าจักรยานขี่ ก็ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็ขี่เป็น เราภาวนาก็เหมือนกัน ล้มลุกคลุกคลาน เรื่องปกติ อดทน จิตเรา เหมือนเราขี่จักรยาน หัดทีแรกไม่เป็น พอเริ่มเคลื่อนที่ก็ล้มเลย เหมือนฝึกสมาธิ ทีแรกจิตเรายังไม่มีกำลัง ไม่มีสมาธิ ลงมือปฏิบัติ แป๊บเดียวหลงไปแล้ว เผลอไปแล้ว เพ่งไปแล้ว คล้ายๆ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ ก็ต้องอดทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกสมาธิก็คล้ายๆ เราฝึกขี่จักรยาน ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นไร ล้มลงไปแล้วก็ลุกขึ้นมา จูงจักรยานขึ้นมาขี่อีก ทำสมาธิก็เหมือนกัน แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลานทุกคนล่ะ แล้วต่อไปพอมันภาวนาเป็นแล้ว จิตมันมีสมาธิอัตโนมัติ เราไม่ต้องจงใจมีสมาธิ ไม่ต้องจงใจรักษาเลย คล้ายๆ เราขี่จักรยานเก่งแล้ว เราไม่ต้องคอยระวังว่ามันจะล้มไม่ล้ม ขี่ไปยังดูโน่นดูนี่ได้ บางทีปล่อยมือจักรยานยังไม่ล้มเลย นี่เพราะเราขี่เป็นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็คล้ายๆ ฝึกสมาธิ แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา ทำต่อไป ใช้กรรมฐานที่เราถนัดของเราไป สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง ล้มแล้วต้องลุกให้ได้เท่านั้นล่ะ ไม่ยอมแพ้ บางคนขี้ขลาด ขี่จักรยานล้มทีเดียว หัวเข่าถลอก มือถลอก เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว ชาตินี้ไม่ฝึกแล้ว อันนี้มันก็ไม่เป็นตลอดไป หรือเราหัดว่ายน้ำ ทีแรกมันก็สำลักน้ำบ้างล่ะ ก็เหมือนกัน คือต่อไปสบายมากเลย ว่ายน้ำ มันสามารถหายใจได้โดยที่ไม่ได้เจตนา อย่างเราว่ายฟรีสไตล์ ตอนที่ตัวเอียงเราก็หายใจได้แล้วพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว ไม่ได้เจตนาว่าตอนนี้จะหายใจ ตอนนี้จะก้มหน้าลงไปในน้ำ มันเป็นอัตโนมัติไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิ ถ้าเราฝึกไปทุกวันๆ ให้จิตอยู่ในอารมณ์กรรมฐานของเราไป แล้วจิตมันไม่วอกแวกไปโดยที่เราไม่ได้เจตนา อันนี้ถือว่าใช้ได้แล้ว แล้วเราก็พัฒนาสมาธิของเราขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ให้มันเป็นสมาธิชนิดตั้งมั่นขึ้นมาให้ได้ สมาธิสงบไม่ยากอะไร ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่สมาธิตั้งมั่นไม่มี ไม่ได้มี ของคนอื่นเขามีสมาธิ แต่ในศาสนาพุทธเรามีสัมมาสมาธิ คนอื่นเขารู้จักสมาธิสงบ เรารู้สมาธิตั้งมั่น ไม่เหมือนกัน 2 อันนี้ อย่างตอนเจ้าชายสิทธัตถะเด็กๆ ไปนั่งใต้ต้นหว้าอะไร จำไม่ได้ต้นอะไร น่าจะต้นหว้าล่ะกระมัง แล้วก็อยู่คนเดียว ท่านก็นั่งทำสมาธิหายใจไป แล้วจิตท่านเข้าปฐมฌาน ในตำราก็พูดไว้แค่นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านไปเรียนกับฤๅษี ตอนนั้นเป็นหนุ่มแล้วออกจากวังมาบวช เป็นนักบวชแล้ว ไม่ใช่เจ้าชายแล้ว ก็มาหัดนั่งสมาธิ ก็ทำฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8 ถึงฌานที่แปดเลย ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จะได้ฌาน 8 มันก็ผ่านฌาน 1 มานั่นล่ะ ท่านกลับพบว่ามันไม่ใช่ทาง สมาธิอย่างนี้ไม่ใช่ทาง สมาธิมันมีทั้งที่เป็นสมาธิกับที่เป็นสัมมาสมาธิ มันคนละอันกัน เสร็จแล้วเจ้าชายสิทธัตถะท่านนึกถึงสมาธิที่ท่านได้ตอนเด็กๆ ได้มาโดยไม่ได้เจตนา มันเป็นบุญเป็นบารมีที่ท่านสะสมข้ามภพชาติมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านระลึกถึงสมาธิดั้งเดิมของท่านได้ ท่านก็ลงมือทำสมาธิของท่าน ใช้อานาปานสติ ด้วยความมีสติกำกับอยู่ตลอดสายของการปฏิบัติ ไม่ได้มุ่งที่สงบ แต่มุ่งที่ความรู้สึกตัว ถ้าทำสมาธิแล้วมุ่งไปที่สงบ โอกาสจะไปเป็นมิจฉาสมาธิมันสูง ถ้าทำสมาธิแล้วเน้นที่ความรู้สึกตัวไม่ขาดสติ จิตจะได้สัมมาสมาธิ มีสติรู้สึกตัว เรียกมีสัมมาสติ สติไประลึกรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอย่างอื่น ไม่ใช่รูปธรรมนามธรรมอย่างนี้ อันนั้นก็เป็นสติธรรมดา ถ้าเป็นสติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม เขาเรียกว่าสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรามีสติระลึกรู้ อย่างร่างกายมันหายใจอยู่ ระลึกรู้อยู่ ใจมันตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะได้สัมมาสมาธิ ฉะนั้นสัมมาสติก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ถ้าไม่มีสติ อย่าพูดเรื่องสัมมาสมาธิ อันนี้เป็นสมาธิพื้นๆ แมวจะจับหนู แมวก็มีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิ แมวก็จับหนูไม่ได้ ฆาตกรจะไปดักยิงคน มันก็ต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิมันก็ยิงผิด จะยิงหูเข้าไปถูกหัว เอ๊ย จะยิงหัว ไปโดนหูมัน สมาธิมันไม่พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมาธิมันเกิดร่วมกับจิตทุกดวง ทั้งดีและชั่ว แต่สัมมาสมาธิไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ มีสติเฉยๆ สติแล้วกำหนดไปเรื่อย กำหนดลงไปเรื่อย มันก็ไม่เกิดสัมมาสมาธิ เพราะตรงที่กำหนดนั้น จิตยังเจือด้วยโลภะอยู่ ไม่ใช่สติที่แท้จริง กำหนดมือ กำหนดเท้า กำหนดท้องอะไรอย่างนี้ ยังจงใจกำหนดอยู่ ยังมีโลภเจตนาอยู่ มันก็ไม่ใช่สติที่แท้จริง ไม่ใช่สัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติทำหน้าที่แค่ระลึกรู้ ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจออก ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจเข้า ระลึกรู้ความสุขความทุกข์ในร่างกาย ระลึกรู้ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ในจิตใจ ระลึกรู้กุศลอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ ระลึกรู้ความเกิดดับของตัวจิต เราจะเห็นจิตเกิดดับได้ต้องมีจิตผู้รู้ ถ้าไม่มีจิตผู้รู้ เรามีแต่จิตผู้หลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วมันจะไปรู้ได้อย่างไรว่ามันหลง เพราะว่ามันหลงมาตลอด เมื่อไรมีจิตผู้รู้ เราถึงจะรู้จักจิตผู้หลง แล้วทําอย่างไรจะเกิดจิตผู้รู้ มีสติรู้ทันจิตผู้หลงแล้วมันจะเกิดจิตผู้รู้ เอาสิแปลกดีไหม มีสติรู้ทันจิตผู้หลง จิตผู้หลงดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ พอเรามีจิตผู้รู้แล้ว ต่อไปนี้จิตผู้หลงเกิดขึ้นมันจะรู้ทันทีเลย ฉะนั้นเราคอยหัดสังเกตเวลาจิตเราหลง หัดสังเกตเรื่อยๆ จิตผู้รู้มันจะเกิดเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึก รีบตั้งอกตั้งใจ ฟังแล้วอย่าฟังเฉยๆ เอาไปตั้งใจทำไว้ อย่าทิ้งหลักของไตรสิกขา เบื้องต้นถือศีลแบบจงใจ ตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศล 5 อย่าง บางคนมันรู้มาก ท่องตำรามา ไม่ได้ธรรมะ ไม่เข้าใจ เอาแต่ศีล ไม่มีเอาธรรม อย่างบอกมุสาวาท พูดหยาบคายไม่ได้เป็นมุสาวาท เพราะมันอยู่ในอกุศลกรรมบท ไม่ได้อยู่ในศีล ถ้าศีลไม่ครอบคลุมที่จะล้างอกุศลกรรมบท มันจะเป็นศีลได้อย่างไร อันนี้แบบตีความตามใจกิเลสไปเรื่อยๆ ตีความเอาแพ้เอาชนะกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพูดส่อเสียดให้เขาตีกัน พูดคำหยาบ อย่าว่าแต่พูดคำหยาบเลย แค่พูดเพ้อเจ้อ ศีลยังด่างพร้อยเลย ด่างพร้อย ถ้าศีลด่างพร้อย สมาธิมันจะเกิดไหม ไม่เกิดหรอกสัมมาสมาธิไม่เกิด สมาธิพื้นๆ เกิดได้ ฉะนั้นเบื้องต้น ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ให้สะอาดให้หมดจดจนเราไม่สามารถตำหนิตัวเองได้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่ตำหนิเรา ตั้งใจ เบื้องต้นตั้งใจไว้ก่อน เรียกว่ามีเจตนาวิรัช เจตนางดเว้นการทำบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา 5 ประการนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถัดจากนั้นให้เราฝึกสติให้ดี ถือศีลแล้วก็รีบมาฝึกสติไว้ วิธีฝึกสติมีอารมณ์กรรมฐานอันหนึ่งแล้วก็เรียนรู้มันไป ร่างกาย อย่างเราใช้กายเป็นเครื่องมือฝึกสติอย่างนี้ ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายเปลี่ยนอิริยาบถ รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก หัดรู้สึกๆๆ ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป อย่างเราโกรธคน เราขยับจะชกหน้าเขา ร่างกายเราไหวตัวปุ๊บ สติมันเกิด มันรู้ว่านี่ขยับแล้ว ขยับด้วยอำนาจโทสะ จะไปชกเขาแล้ว ศีลมันจะเกิดอัตโนมัติ มันไม่ไปชกเขาแล้ว เพราะสติมันเกิดแล้ว โทสะมันจะดับ ก็ไม่รู้จะชกทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราหัดมีสติ อ่านจิตอ่านใจให้ตัวเองให้ชำนาญ ร่างกายยังไม่ทันขยับเลย แต่ใจโมโหขึ้นมาแล้ว อยากฆ่าเขาแล้ว แค่ใจมันคิดเท่านั้น สติก็รู้ทัน มโนกรรมของเราดับ กรรมชั่วทางใจก็ดับทันทีเลย มันก็ไม่ล้นออกมาทางกาย ทางวาจา ศีลมันสมบูรณ์ขึ้นมาโดยการที่เรามีสติ สำรวมดูแลจิตใจตัวเองไว้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์ เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในจิต มีสติรู้ทันไว้ แล้วเราจะได้ศีลอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังดูจิตใจไม่ทัน เบื้องต้นจะมาดูกายก่อนก็ได้ อยากจะต่อยเขาเต็มทีแล้ว ร่างกายชักขยับแล้ว รู้สึก สติเกิด รู้กาย สติมันรู้กายก็ได้ รู้เวทนา รู้จิตอะไรได้ทั้งนั้น ในรูปธรรมนามธรรมของเรานี้ จิตมันก็ไม่ถูกความโกรธครอบงำ ก็ไม่ไปต่อยเขา แต่ถ้าชำนาญจริง ดูเข้ามาที่จิต ไม่ต้องรอให้กายเคลื่อนไหวก่อน แค่จิตมันไหวขึ้นมาก็เห็นแล้ว หัดอ่านไปเรื่อยๆ มีสติดูแลรักษาจิตของเราไปเรื่อยๆ จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีจิตชั่วก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปควบคุมมัน ไม่ต้องเอาดี แล้วสติเราจะเข้มแข็ง ศีลอัตโนมัติจะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่เรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา จิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างหลงไปคิด หลงทางใจ เรามีสติรู้ทันจิตที่หลง จิตที่หลงแส่ส่ายแสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเต็มที่แล้ว เห็นไหมอาศัยสติ เราก็จะได้จิตที่ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ได้จิตที่มีศีลขึ้นมา พอจิตมันมีสัมมาสมาธิแล้วก็เรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพอจิตเราตั้งมั่น ร่างกายเราขยับ สติระลึกรู้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้า จิตเป็นคนดู ต่อไปปัญญามันก็จะเกิด ร่างกายนี้เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วมาฝึกไปเรื่อย ก็จะเห็นความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วสุดท้ายเข้ามาที่จิต จิตนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน แต่ตัวนี้จะทำได้ต้องมีจิตผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามีแต่จิตผู้หลงๆ หลงๆๆ มันดูไม่ออกหรอก คล้ายๆ คนกำลังหลงเมาหมัดอยู่ ชกไม่ถูกแล้ว เป็นนักมวยขึ้นไปชก ชกแล้วเมาหมัด เห็นอะไรไหวๆ อยู่ ชกโครมไป ไปชกกรรมการหงายท้องไปแล้ว ทำอะไรไม่ถูก เพราะฉะนั้นจิตเราต้องตั้งมั่น เป็นจิตผู้รู้ให้ได้ก่อน พอมีจิตผู้รู้แล้ว เมื่อไรจิตผู้รู้มันดับ มันเกิดจิตผู้คิด เราก็จะรู้ เออ จิตผู้รู้ไม่เที่ยง แล้วมันก็ไม่ได้เจตนาให้เกิดจิตผู้คิด หรือจิตผู้ดูรูป หรือจิตผู้ฟังเสียง ไม่ได้เจตนา มันเกิดของมันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้าดูไปเรื่อย เห็นจิตมันก็เกิดดับ สุดท้ายเห็นจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราฉะนั้นในขันธ์ 5 ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้แล้ว ตัดตรงเข้ามาเลย ถ้ายังตัดตรงเข้ามาไม่ได้ ก็ไล่ลงไป ดูตั้งแต่กาย บางคนดูกายแล้วพาสก้าวกระโดดเข้ามาเห็นจิตเลย บางคนดูกายแล้วก็ยังไม่เห็นจิต ดูมานานๆ ดูต่อไปที่เวทนา บางคนดูถึงเวทนาแล้วก็เข้ามาเห็นจิต บางคนดูเวทนาแล้วยังไม่เห็นจิตอีก จากเวทนา จิตก็พัฒนาไปเป็นกุศลอกุศล ไปเห็นกุศลอกุศลแล้วถึงจะเข้ามาเห็นจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคนซึ่งสติ สมาธิ ปัญญาแข็งแรงพอ ไม่ต้องไปเริ่มที่กาย เวทนา หรือกุศลอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น รู้เข้ามาที่จิตเลย จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ก็รู้ จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ อันนี้จะอยู่ในจิตตานุปัสสนาที่สูงขึ้นมา มันไม่ใช่จิตตานุปัสสนาท่อนแรก ท่อนแรก จิตมีราคะก็รู้ ไม่มีราคะก็รู้ มีโทสะก็รู้ ไม่มีโทสะก็รู้ มีโมหะก็รู้ ไม่มีโมหะก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ อันนี้ช่วงแรกๆ แต่พอเราภาวนาชำนิชำนาญ เราจะเห็นเลย จิตเป็นผู้รู้ เราก็รู้ จิตไม่ใช่ผู้รู้ เราก็รู้ แต่ตรงนี้สมาธิเราต้องแข็งแรงพอ สติเราต้องไวพอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ก่อนจะถึงตรงนี้ ก็ฝึกมาอย่างที่ว่าล่ะ เริ่มจากกายเลยก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ เริ่มจากจิตตานุปัสสนา จิตที่เป็นกุศลอกุศล เริ่มจากตรงไหนก็ได้ หรือจะเล่นตามลำดับให้เต็มภูมิเลยก็ได้ ดูจากกาย ก้าวไปเวทนา ก้าวไปสู่จิต ขึ้นไปสู่ธัมมานุปัสสนา พระพุทธเจ้าสอนการปฏิบัติไว้อันหนึ่ง น่าทึ่งมากเลย คืออานาปานสติ 16 ขั้น อานาปานสติ 16 ขั้นครอบคลุมการเจริญสติปัฏฐาน 4 ทั้งหมดเลย ครอบคลุมทั้งหมด ทำยากมาก ของเรา 4 ขั้นแรกก็ไม่ค่อยผ่านแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรทั้งหลาย ท่านไม่ได้เน้นให้ขึ้นมาถึง 16 ขั้น เพราะคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ท่านเอาแค่ 4 ขั้น ทำความสงบ พอจิตเป็นอุเบกขาแล้วก็โน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เอาจิตที่ตั้งมั่น จิตผู้รู้นั่นล่ะเป็นจิตที่มีกําลังมากมันตั้งมั่นขึ้นมา แล้วจิตผู้รู้มันยังมี 2 ระดับ อันหนึ่งมีความสุข อันหนึ่งเป็นอุเบกขา แต่ว่าทั้ง 2 อันมันตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นนี่ล่ะ เอาไว้ทำกรรมฐานในขั้นละเอียดได้ เราจะเห็นว่าจิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ รักษาไว้ไม่ได้ สั่งให้เกิดก็ไม่ได้ จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีก สั่งไม่ได้รักษาไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปเรื่อย ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุดเลย ครูบาอาจารย์นับแต่หลวงปู่มั่นมาและครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วยหลายองค์เลย อย่างหลวงปู่สุวัจน์ท่านก็บอก หลวงปู่มั่นบอก ดูจิตมันเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดแล้ว หลวงปู่ดูลย์ก็สอนอย่างนั้น ให้ดูจิต มันลัดสั้น ฉะนั้นถ้าเราดูจิตได้ ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ ดูกายไปก่อน ใช้หลักอย่างนี้เอา ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าดูจิตได้ ไม่นานเราก็จะเห็นจิตไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ตัวเราเพราะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับอะไรไม่ได้ ถ้าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 จะไม่ใช่เราเลย เพราะจิตไม่เป็นเราแล้ว ขันธ์ 5 มันก็อาศัยจิตเกิดขึ้นมา วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณก็คือจิตนั่นล่ะ ทำให้เกิดขันธ์ 5 ขึ้นมา ถ้าเราเห็นว่าตัวต้นตอคือจิตไม่ใช่ตัวเรา ผลผลิตของจิตมันก็ไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ 5 มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตรรกะอันนี้ ต้องเห็นจริงๆ คิดเอาไม่ได้หรอก คิดเอาก็ถูกอภิสังขารมารหลอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเมื่อไรเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ก็จะไม่ใช่เรา โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลก็ไม่ใช่เรา แล้วถ้าวันใดที่ภาวนาจนเห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ เห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 ก็คือทุกข์ โลกก็คือทุกข์ จักรวาลทั้งหมดก็คือทุกข์ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเลย จิตก็จะวางจิต วางจิตได้ก็คือวางขันธ์ได้ วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้ ฉะนั้นหลุดพ้นที่จิตที่เดียวนี้เอง ก็จะหลุดพ้นจากขันธ์ 5 ทั้งหมดได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการปฏิบัติมันแตกหักลงที่จิตนี่ล่ะ ปล่อยวางจิตได้เพราะปัญญาอันยิ่ง เห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์แล้วมันวางลงไป มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์เพราะความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เพราะถูกบีบคั้น เป็นทุกข์เพราะควบคุมไม่ได้ อย่างการที่เราเห็นจิตมันไหวๆๆ กระเทือนตลอดเวลา นี่มันทุกข์ทั้งไม่เที่ยง ทั้งถูกบีบคั้น มันถูกบีบคั้นตลอดเวลาเลยจิต มันไหวมันสะเทือนอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดูลงไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับเลย จิตรู้แจ้งเห็นจริง จิตก็สลัดคืนจิตให้โลก การสลัดคืนเรียกว่าปฏินิสสัคคะ สลัดคืน เห็นไหมคืนไป มันไม่ใช่ของเรา ยืมเขามาทั้งหมดขันธ์ 5 เป็นของที่ปรุงแต่งหลอกลวงให้สัตว์หลงอยู่ สอนให้อันนี้วันนี้เรายังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฟังเอาไว้ก่อนอย่างน้อย ครั้งหนึ่งได้เคยฟัง แล้ววันที่เราภาวนาเข้ามาถึงตรงนี้ สิ่งที่เราเคยฟังมันจะกลับมาหาเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเรียนกับหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนหลวงพ่อบอกว่า “พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” หลวงพ่อไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่นานก็ลืมธรรมะอันนี้ไป ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ ภาวนามานานเลย ธรรมะอันนี้ที่ท่านสอนทิ้งให้มันก็กลับมา เราได้ใช้ประโยชน์แล้ว ที่หลวงพ่อสอนวันนี้ เมื่อก่อนบางทีครูบาอาจารย์บางองค์ท่านก็แย้งหลวงพ่อ บอกว่าหลวงพ่อสอนละเอียดเกินไป โยมทำไม่ได้หรอก ว่าอย่างนี้ เราก็ไม่ได้คิดว่าโยมจะทำได้ในวันนี้ แต่โยมที่รักดีมันคงไม่โง่ตลอดกาลหรอก ตั้งอกตั้งใจฝึกไป วันหนึ่งก็จะเข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเข้าใจก็จะสามารถเป็นพยานได้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อบอกไม่ได้โกหกเลย ไม่ได้มุสา ไม่ได้จินตนาการ เรียนมาจากครูบาอาจารย์อย่างนี้ล่ะ ก็เลยเอามาบอกต่อให้ มิฉะนั้นธรรมะแบบนี้มันจะสูญหายไป จะเหลือแต่ธรรมะที่ร้อน สังเกตไหมว่าคนที่รักศาสนาพุทธร้อน บอกว่าปกป้องศาสนาอะไรใจเร่าร้อน ไม่ได้ลิ้มรสของธรรมะ น่าสงสาร แล้วก็พาคนอื่นร้อนไปด้วย ศาสนาพุทธอยู่ได้ไม่นานหรอก เรียนแล้วก็ลงมือปฏิบัติเข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10940</id>
		<title>《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10940"/>
		<updated>2025-04-11T11:24:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日至《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรุ่งนี้หลวงพ่อไปเทศน์ที่บ้านจิตสบาย ช่วงนี้ไปบ้านจิตสบายบ่อย ตามแผนงานปกติจะไปบ้านจิตสบาย 3 เดือนครั้งหนึ่ง แล้วก็จะไปงานของมูลนิธิสื่อธรรม สลับกัน มูลนิธิสื่อธรรมฯ 3 ครั้ง บ้านจิตสบายครั้งหนึ่ง ตกลงกันไว้ว่าถ้า มสธ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ห้องประชุมไม่ว่าง หลวงพ่อจะไปที่บ้านจิตสบายแทน ฉะนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ เทศน์เดือนละครั้ง คนที่ไม่สะดวกที่จะมาที่นี่ ก็ไปฟังในกรุงเทพฯ เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อก็ทำแบบนั้น คอยดูข่าวครูบาอาจารย์จะไปเทศน์ที่ไหน ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนเขาจัดกันหลายที่ คึกคักมาก เวลาครูบาอาจารย์ไปเทศน์ คนเต็มศาลาเลยเป็นร้อยๆ ก็จะคอยดู ยุคโน้นครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านยังอยู่ มีหลายองค์ หลวงปู่สิมคนชอบนิมนต์ท่าน หลวงพ่อพุธ ส่วนใหญ่ก็ได้ครูบาอาจารย์ดีๆ บางทีนานๆ เขาก็หลงนิมนต์ของปลอมไป ก็มีเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราคนในเมือง ทำมาหากิน บางทีอย่างถ้าเป็นลูกจ้างเขา เป็นข้าราชการ มันลาหยุดได้ไม่เยอะ เลยใช้วิธีไปดักฟังธรรมของครูบาอาจารย์ เวลาท่านเข้ากรุงเทพฯ หลวงพ่อก็เลยใช้อันนี้ เข้าไปให้เดือนละครั้ง ที่จริงฟังธรรมเดือนละครั้งก็พอแล้ว ขอให้ทำเท่านั้นล่ะ ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ ฟังทุกวันก็ไม่ได้เรื่อง กิเลสไม่กลัวคนฟังธรรมมาก กิเลสกลัวคนปฏิบัติเยอะ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ กิเลสมันกลัว อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก กิเลสยิ้มหวาน ไม่กระเทือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก บางทีเป็นเครื่องมือของกิเลสเสียอีก มารชื่ออภิสังขารมาร ความปรุงของเราเอง หลอกลวง ยิ่งห่างไกลธรรมะออกไปอีก จุดสำคัญที่สุดต้องถือศีลให้ได้ รักษาศีล 5 ไว้ แล้วถัดจากนั้นฝึกเจริญสติ ทำไมจะฝึกเจริญสติ ต้องไปรักษาศีล 5 ไว้ก่อน เพราะแรกๆ ที่เราฝึก เรายังสู้กิเลสไม่ไหว บางทีกิเลสมันเล่นงานเรายับเยิน ให้ทำกรรมชั่ว เราก็อาศัยศีลมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง ว่านี่มันไม่ถูกแล้ว จะผิดศีลแล้ว แต่ถ้าเราภาวนาจนสติ สมาธิ ปัญญาอัตโนมัติแล้ว ศีลไม่ต้องพูดถึงเลย ศีลอัตโนมัติมันเกิด ไม่ต้องตั้งใจรักษา มันไม่ทำผิดศีลหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสมันครอบงำจิต เราฝึกสติของเราดี กิเลสเกิดปุ๊บเห็นปั๊บ กิเลสครอบงำไม่ได้ รับรองไม่ผิดศีล แต่ในเบื้องต้นที่สติเรายังไม่ไวพอ ฉะนั้นต้องตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ก่อน เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจาของเรา ก็ไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย เบียดเบียนตัวเอง ที่สำคัญก็ศีลข้อ 5 นั่นล่ะ เบียดเบียนตัวเอง ร้ายกาจที่สุดเลย คือกินเหล้าเมายา ติดยาเสพติด มันทำลายสติสัมปชัญญะของเรา ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องพูดเรื่องการปฏิบัติแล้ว ทำไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเบื้องต้นตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ให้ดี แล้วก็มาพัฒนาสติ สติเป็นตัวระลึกได้ ระลึกถึงรูปธรรมนามธรรม สติที่ระลึกรูปธรรมนามธรรม เรียกว่าสติปัฏฐาน สติทั่วๆ ไปก็จะระลึกในอารมณ์ที่เป็นกุศล นี่สติ เรียกกุศลทั่วๆ ไป อันนี้ดีไหม ดี อย่างเราอยากทำบุญ ใส่บาตร อยากฟังธรรม จิตเราเป็นกุศล เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก อยากช่วยเหลือเขา อันนี้จิตมันเป็นกุศล แต่เป็นกุศลธรรมดา แต่กุศลที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นการฝึกสติปัฏฐาน เป็นสติที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติปัฏฐาน เป็นสติที่ระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม รู้กายรู้ใจของเรา จะต้องฝึก ทีแรกสติมันยังไม่เกิด อย่างเราจะรู้สึกกาย แทนที่เราจะรู้สึก เรากลับไปเพ่งกาย นั่งเพ่งกาย จ้องกาย เอาเป็นเอาตาย ใจเคร่งเครียด จิตเป็นอกุศล อย่างเดินจงกรม ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเพ่งจนเครียดไปหมด อันนั้นจิตเป็นอกุศล จิตหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ ใช้ไม่ได้ เรายังไม่รู้จักสติที่แท้จริง มีฝรั่งคนหนึ่งเคยบวชกับหลวงพ่อชา ตอนนี้อายุเยอะแล้ว เคยมาส่งการบ้าน แล้วเคยไปส่งการบ้านกับพระอาจารย์อ๊า อาจารย์อ๊าสอนเรื่องให้มีสติที่แท้จริง ฝรั่งนี่เขาก็บอก ไม่รู้จักสติที่แท้จริงเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติที่แท้จริง ความหมายอันนี้คือสัมมาสติ ไม่ใช่สติธรรมดา สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน ไม่มีวิธีอื่น ขั้นแรกเลยเราต้องมีวิหารธรรม วิหารธรรมแปลว่าเครื่องอยู่ของจิต ไม่ต้องหาว่าอันไหนเป็นวิหารธรรม ไม่ต้องคิดเอง พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ให้แล้ว สอนไว้ให้แล้ว ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็มี ในสติปัฏฐานสูตรอื่นๆ ก็มี นี้พวกเราได้ยินคำว่า “มหาสติปัฏฐาน” ก็เลยคิดว่าเป็นมหาสติ คนละเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน เป็นชื่อพระสูตร สติปัฏฐานมีหลายสูตร ก็มีสติปัฏฐานย่อยๆ สติปัฏฐานเต็มภูมิเลยก็เรียกมหาสติปัฏฐาน วิธีฝึก เราจะต้องมีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องกาย อันที่สองเรื่องเวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ อันที่สามเรื่องจิต อันนี้จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหลาย อีกอันหนึ่งคือธัมมานุปัสสนา อันนี้กว้างขวางมากเลย ยังไม่ต้องเรียนก็ได้ เบื้องต้นเอาของง่ายๆ เรียนเรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่องจิต พวกนี้ง่าย ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลารู้กาย ท่านสอนละเอียดลงไปอีก อย่างพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ฌาน ท่านสอนให้รู้ง่ายๆ อย่างหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ รู้อะไร รู้ร่างกายที่หายใจออก รู้ร่างกายที่หายใจเข้า รู้ได้ไหมว่าตอนนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ยากเกินไปไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ที่มันรู้ไม่ได้เพราะใจมันลอย มันหลง โมหะครอบงำ ความฟุ้งซ่านครอบงำ พาจิตเราหนีไปที่อื่น ลืมร่างกายตัวเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราจะหัดเจริญสติปัฏฐาน อย่างถ้าเราจะเริ่มต้นใช้อานาปานสติ ไม่ได้ทำไปเพื่อความสงบ ไม่ได้ทำเพื่อความสงบ แต่ทำเพื่อให้มีสติ คนละแบบกัน ถ้าทำให้สงบก็ไปทางฌาน ถ้าทำให้มีสติก็คือคอยรู้สึกตัวไว้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ หายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ก็คอยรู้อย่างที่มันเป็น ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า รู้ได้ไหม ยากไหมที่จะรู้ว่า ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า ไม่ยากที่จะรู้ แต่ละเลยที่จะรู้ เพราะมัวสนใจแต่อย่างอื่น ไม่สนใจการหายใจของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอยากฝึกสติปัฏฐาน ถ้าเราใช้วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกที่ท่านสอนคือเรื่องหายใจ “ภิกษุทั้งหลายให้เธอคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว รู้ว่าหายใจเข้ายาว” ตอนที่เราหัดใหม่ๆ ใจเรายังฟุ้งๆ อยู่ เราค่อยสังเกตลม เราเห็นลมมันยาวลงไป บางคนก็ลมไปถึงหน้าอก อันนี้ลมยังตื้นไป หายใจด้วยใจที่ผ่อนคลาย มันจะรู้สึกว่าลมลงไปอยู่ถึงท้องน้อย ลม รู้สึก ลมจริงๆ ไปถึงหรือเปล่าไม่สำคัญ อันนี้เป็นความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอหายใจไปเรื่อยๆ ใจเริ่มสงบ ลมมันจะค่อยๆ ตื้นขึ้นๆ จนมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูกนี้ ฉะนั้นลมมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูก เหมือนกับแทบจะไม่หายใจ มันหายใจเล็กๆ นิดเดียว หายใจสั้นๆ หายใจนิดเดียว ท่านบอกหายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ส่วนใหญ่เวลาหัดอานาปานสติ ตั้งใจหายใจอย่างรุนแรง อย่างนี้ หายใจไม่กี่ทีก็เบื่อแล้ว มันเหนื่อย หายใจมาตั้งแต่เกิดไม่เหนื่อย พอจงใจจะทำอานาปานสติ หายใจ จะขาดใจตายแล้ว มันหายใจผิดธรรมชาติ หายใจไปธรรมดา หายใจอย่างธรรมดา ไม่ต้องวางฟอร์มหายใจเฮือกๆ ไม่ได้เรื่องหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้หายใจอยู่แล้ว ก็แค่รู้สึกว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่ ไม่ต้องไปเพ่งลมหายใจ ถ้าเพ่งลมหายใจมันจะไปทางกสิณ ฉะนั้นอย่างทำอานาปานสติ มันกว้างมาก ทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำอภิญญา ทำกสิณอะไรก็ได้ อภิญญามันมาจากกสิณนั่นล่ะ หรือจะทำวิปัสสนาก็ได้ มันเป็นกรรมฐานที่ครอบคลุมกว้างขวาง แล้วถ้าทำเต็มภูมิ อานาปานสติตัวเดียวนี้ ครอบคลุมสติปัฏฐาน 4 กายก็ได้ เวทนา จิต ธรรม เรียงลำดับเข้าไปเลย แต่เราไม่ต้องเรียนยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า นึกออกไหม ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า รู้สึกไหม หายใจธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าหายใจแล้วรู้สึกแน่นๆ ที่กลางอก แสดงว่าหายใจไม่ธรรมดาแล้ว จงใจ ถ้าจงใจเมื่อไร มันจะแน่นๆ หายใจธรรมดา ร่างกายก็ปลอดโปร่ง กายก็เบา ใจก็เบา สบาย เพราะฉะนั้นหายใจไปธรรมดา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของวิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องอานาปานสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนไม่ชอบอานาปานสติ ท่านก็สอนอย่างอื่น เรื่องกาย ให้รู้อิริยาบถ 4 พวกเรารู้สึกไหม ขณะนี้เรานั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ถ้ายาก โรคจิตแล้ว นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ไม่เห็นมันจะยากตรงไหนเลย เรานั่งอยู่ เราก็รู้สึก เราเดินเราก็รู้สึก เรายืนก็รู้สึก เรานอนก็รู้สึก หลวงพ่อเวลานอนจะพลิกซ้ายพลิกขวา รู้สึกทั้งคืนเลย เพราะสติเรารวดเร็ว นอนจะพลิกตัวจะอะไรรู้หมด ฉะนั้นกระทั่งตอนนอน ก็ไม่ได้นอนทื่อๆ อยู่ ก็ยังมีความเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแรกๆ จะดูร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน พอดูละเอียดเข้าไป เราจะเห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ร่างกายที่นั่งก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ สังเกตไหม มีความเคลื่อนไหวในร่างกาย อย่างเราหายใจเข้า หายใจออก ร่างกายมันก็เคลื่อนไหว นั่งไปแล้วมันปวดมันเมื่อยเราก็ขยับ ร่างกายก็เคลื่อนไหว เราคอยรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นบทเรียนที่สาม เป็นวิหารธรรมอันที่สามในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไล่ดูไปเรื่อยๆ เรียกสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญบรรพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึกไป ไม่ยากหรอก ถนัดเห็นร่างกายหายใจ ก็รู้ไปเรื่อยๆ หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก พอรู้บ่อยๆ ต่อไปไม่ได้เจตนารู้สึก มันก็รู้สึกได้เอง ตรงที่ไม่ได้เจตนารู้สึก แล้วมันรู้สึกได้เอง นั่นล่ะสติของเราเกิด เกิดอัตโนมัติขึ้นมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ได้เจตนาจะรู้ว่ายืน เดิน นั่ง นอน มันก็รู้ สติอัตโนมัติมันเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างนั่งอยู่แล้วจะลุกขึ้นยืน เห็นร่างกายมันลุกขึ้นมา มันจะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เวลาร่างกายมันนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้าสติเราดี สมาธิเราดี จะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เห็นวัตถุ เห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งมันนั่งอยู่ เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันลุกขึ้น เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันเดิน ให้ดูเหมือนดูคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ดูยืน เดิน นั่ง นอน บางคนบอก แหม มันหยาบไป ก็ดูที่ละเอียดขึ้น ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก หันซ้าย หันขวา รู้สึก ก้าวไป รู้สึก ถอยหลัง รู้สึก หมุนซ้าย หมุนขวา รู้สึกไป คอยรู้สึกเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคนมาถามหลวงพ่อ ว่ารำไทเก็กแล้วเจริญสติได้ไหม ถ้าเจริญสติเป็นแล้วไปรำไทเก็ก ได้ แต่ถ้ายังเจริญสติไม่เป็น ไปรำไท้เก๊ก เดี๋ยวก็เคลิ้มไป มันจะเคลิ้มๆ เผลอๆ ไป ฉะนั้นเราทำเท่าที่พระพุทธเจ้าสอนก็พอแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ไม่ต้องร่ายรำ ทำใจเคลิ้มๆ ให้จิตใต้สำนึกทำงาน ไม่ใช่ ของเราจะปลุกจิตให้ตื่น ไม่ใช่ทำจิตให้เคลิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะหาวิหารธรรมที่ถนัด อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กมา หลวงพ่อฝึกอานาปานสติ แต่ฝึกแบบสมถะ แล้วพอทำวิปัสสนา หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงพ่อใช้จิตเป็นเครื่องอยู่ ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างเราใช้กายเป็นวิหารธรรม สิ่งที่เราได้คือสติและสมาธิ ถ้าใช้จิตเป็นวิหารธรรม สิ่งที่ได้ก็คือสติกับสมาธิเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะใช้กาย ก็ได้ผลเช่นเดียวกับใช้เวทนา ได้ผลเช่นเดียวกับใช้จิต เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากตัวไหน สุดท้ายเราจะมีสติอัตโนมัติ และก็สมาธิอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิตัวนี้แปลก คนส่วนใหญ่คิดถึงสมาธิ ก็ต้องไปนั่งหลับตา นั่งทำใจให้เคลิ้มๆ ลืมเนื้อลืมตัวไป อันนั้นมิจฉาสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปเคลิ้มๆ ที่ไหนเลย รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นี่ล่ะ จิตมีสมาธิ สมาธิตัวนี้เกิดจากสติที่ถูกต้อง สติทั่วๆ ไปก็ได้สมาธิธรรมดา สัมมาสติคือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ ก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ คือสภาวะแห่งความตั้งมั่น จิตมันจะตั้งมั่น รู้ตื่นเบิกบานขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราทำจิตตานุปัสสนาอย่างที่หลวงพ่อทำ หลวงพ่อทำอานาปานสติเป็นสมถะ แล้วมาเจริญวิปัสสนาด้วยจิตตานุปัสสนา ควบกับเวทนานุปัสสนาทางใจ ดูจิตมันไม่ได้เห็นแต่กุศลอกุศล บางทีก็จิตมันไปเห็น สติมันไปเห็นเวทนา มันสุข มันทุกข์ มันไม่สุขไม่ทุกข์ ฉะนั้นเวลาที่หลวงพ่อปฏิบัติจริง หลวงพ่อเลย 2 อันควบเลย เวทนานุปัสสนากับจิตตานุปัสสนา ทำไมทำได้ เพราะเราเรียนอยู่ที่จิต แล้วเวทนาตัวนี้ มุ่งไปที่เวทนาทางใจ ไม่ได้เวทนาทางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนมีทางของตัวเอง&lt;br /&gt;
ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ารู้กาย มันจะเห็นเวทนาทางกายได้ ต่อเข้ามาเวทนาทางกาย ถ้าดูจิตมันจะต่อเข้าเวทนาทางจิตได้ นี้หลวงพ่อทีแรกก็เห็นจิตมีโทสะ เพราะเป็นคนขี้โมโห ก็เห็นโทสะมันผุดขึ้นมา มันผุดจากกลางอก มันผุดขึ้นมา ตำราบอกหทย หทยวัตถุ เป็นที่เกิดของนามธรรม มันผุดขึ้นมา แต่ตำรารุ่นหลังๆ ไปเขียนบอกว่า มันอยู่ เป็นน้ำเลี้ยงหัวใจสีนั้นสีนี้ ซึ่งเวลาภาวนา ไม่มีใครไปเห็นกิเลสผุดขึ้นจากหัวใจหรอก มันผุดขึ้นจากกลางอก หทยตัวนี้ ใจ หลวงปู่เทสก์สอนดี คำว่า “ใจ” นี้แปลว่ากลาง เคยได้ยินคำว่า “ใจกลาง” ไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นที่ผุดขึ้นมาจากใจเรา ผุดขึ้นมาจากตรงกลางขึ้นมา หลวงพ่อเห็นโทสะมันผุดขึ้นมา ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วเห็นว่า เอ๊ะ เราไม่ได้เจตนาให้มันเกิดเลย พอมันกระทบอารมณ์ แล้วมีการแปลความหมาย ว่าอารมณ์นี้ไม่ดี ไม่ถูกใจ โทสะมันก็ผุดขึ้นมา เห็นไหมเราไม่ได้สั่งให้เกิด แล้วถ้ามันกระทบอารมณ์ไม่ดี จิตใจเรามีอนุสัยขี้โมโห เราจะบอกโทสะอย่าเกิด เราก็ห้ามไม่ได้ โทสะจะเกิด หรือโทสะจะไม่เกิด สั่งไม่ได้ นี่คืออนัตตา โทสะเกิดแล้วสั่งให้ดับก็ไม่ได้ หมดเหตุมันก็ดับ มีเหตุมันก็เกิดขึ้นมา เหตุยังดำรงอยู่ มันก็ดำรงอยู่ หมดเหตุมันก็ดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามอ่านจิตตัวเองไปเรื่อยๆ เริ่มต้นเห็นโทสะนี่ล่ะ พอเห็นโทสะชำนาญ ต่อไปเห็นกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นคือราคะ พอราคะ อย่างความยินดีพอใจ วันนี้นั่งสมาธิสงบดี ยินดีพอใจ นี้ราคะ เพราะฉะนั้นวันไหนภาวนาดี แล้วก็ภูมิอกภูมิใจ ปลื้ม ให้รู้ตัว โดนราคะเล่นงานแล้ว หลงยินดีแล้ว วันนี้นั่งสมาธิแล้วไม่สงบเลย หงุดหงิด นี่ยินร้ายแล้ว นี่โทสะ หลวงพ่อก็อ่าน ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างพวกเราบางคน ใช้กายเป็นวิหารธรรมก็ได้ ใช้เวทนาเป็นวิหารธรรมก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวทนาทางกาย คนที่จะใช้ได้ เป็นวิหารธรรมได้ ควรจะทรงสมาธิ ถ้าไม่ได้ทำฌานมาก่อน ไปดูเวทนาทางกาย เดี๋ยวสติแตก เพราะมันทนไม่ไหว มันเจ็บ แต่เวทนาทางใจ ไม่ต้องใช้สมาธิเยอะ ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย มันก็เหมือนขณะนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ขณะนี้นั่งอยู่รู้สึกไหม ไม่เห็นจะยากเลย เห็นไหม ขณะนี้เคลื่อนไหว ขณะนี้หยุดนิ่ง ไม่เห็นจะยาก ขณะนี้จิตใจมีความสุข ขณะนี้จิตใจมีความทุกข์ ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้อย่างจิตใจสงสัย สงสัยแล้วเที่ยวไปคิดๆๆ ใหญ่ เราก็รู้ทัน ตัวสงสัยนี้ตัวโมหะ แต่ละเอียดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ตัวราคะ มันจะดึงอารมณ์เข้ามาหาตัวเอง ตัวโทสะ มันจะผลักอารมณ์ออกไป ตัวโมหะ มันจับอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน อย่างเวลาเราฟุ้งซ่าน มันจับอารมณ์โน้น จับอารมณ์นี้ ไม่ชัดเจน เวลาเรางงๆ สงสัย คิดใหญ่เลย ฟุ้งซ่าน ก็จะเป็นตัวโมหะ อย่างถ้าเราดูจิตตานุปัสสนา เราก็จะเห็นจิตมีโทสะ จิตมีราคะ จิตมีโมหะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยดูไปเรื่อยๆ ต่อไปมีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นในจิต ยังไม่ทันรู้เลยว่ามันคืออะไร แค่มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นมา ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้ว่าคืออะไร บางทีไม่ได้ผุดสูงเลย ไหวๆ ขึ้นมากลางอกนี้ สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว สติระลึกลงไป ขาดสะบั้นลงไปอีก เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิด ไม่รู้อะไรดับ เรารู้แค่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป ทุกสิ่งที่เกิดดับทั้งสิ้น เห็นไหวอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เราเดินปัญญาในขั้นที่ละเอียดมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาดูจิต ทีแรกเราก็เห็นจิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตสุข จิตทุกข์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นอย่างนี้ แต่พอมันละเอียดเข้าไป มันจะเห็นความไหวๆ ขึ้นมาที่กลางอกนี้เท่านั้นเอง ยังไม่ทันรู้เลยว่าที่ไหวๆ นี้ มันจะผุดขึ้นมาเป็นอะไร เหมือนเราเห็นเมล็ดพืชอันหนึ่ง มันตกอยู่ที่พื้น มันยังไม่ทันงอกเลย แล้วเราไปเห็น แล้วจับมาบี้ๆ แล้วสลายไปหมดแล้ว ถ้าดูไม่ทัน มันก็จะงอกขึ้นมาเป็นความสุข เป็นความทุกข์ เป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นกุศล เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง แล้วแต่มันจะผุดขึ้นมา เราเลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้คืออนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนา ทีแรกก็จะเห็นของหยาบ พอภาวนาไปเรื่อยๆ มันจะละเอียดๆๆ เข้าไป ละเอียดถึงขีดสุด เราจะเห็นว่า สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป โดยที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยังไม่มีสัญญาเข้าไปแปลความหมายด้วยซ้ำไป สัญญามันไปมองเห็นไตรลักษณ์เข้า ยากไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ไปรักษาศีล 5 ให้ดี ตั้งใจรักษาไว้ ทีแรกก็รักษากระพร่องกระแพร่ง เป็นธรรมดา สติเรายังสู้กิเลสไม่ไหว ก็ตั้งใจไว้ ทุกวันสมาทานศีล ไม่ต้องมาขอที่พระ สมาทานศีล ตั้งใจกับตัวเองก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่บ้านมีพระพุทธรูป ไปตั้งใจไว้กับพระพุทธรูปก็ได้ บางคนบอกอย่าไปนับถือพระพุทธรูป นี้เข้าใจอะไรไม่ถูกเลย อะไรก็ได้ ถ้าเป็นสัญลักษณ์ ทำให้เราคิดถึงคุณงามความดี คิดถึงพระพุทธเจ้า อันนั้นดีทั้งนั้นล่ะ อย่างคนโบราณ ยุคแรกไม่มีพระพุทธรูป พระพุทธรูปมาเกิดรุ่นหลังแล้ว รุ่นแรกเขาก็ทำธรรมจักร เป็นรูปธรรมจักร ไปไหว้แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงธรรมะ จิตเป็นกุศล ตายไปก็มีสุคติเป็นที่ไป ถ้าจิตเป็นกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือรอยพระบาท รอยพระบาทสังเกตไหม เขาทำอันใหญ่ๆ ไปเห็นแล้วก็คิดถึงพระพุทธเจ้า ท่านทิ้งรอยเท้าเอาไว้ให้ ตัวท่านนิพพานไปแล้ว ท่านยังทิ้งรอยพระบาทไว้ให้ รอยพระบาทนี้ก็คือธรรมวินัยนั่นเอง ศีลธรรมที่ท่านสอน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเดินตามรอยเท้าของท่าน เวลาไหว้พระบาท ต้องตั้งใจอย่างนี้ เราจะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ตามรอยพระอรหันต์ไป ไหว้อย่างนี้เป็นกุศลหรืออกุศล บางคนบอกพระบาทปลอม คนอะไรเท้าใหญ่เป็นเมตรๆ ไม่มีหรอก พระพุทธเจ้าก็ตัวเท่าคนธรรมดานี้เอง ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ ไฉนมาออกเรื่องนี้ได้ สงสัยเก็บกด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมจิตใจมีความสุข รู้สึกไหม ทั้งห้องเลย ยกเว้นเบอร์ 8 ทำไมไม่มีความสุข เพ่งเอาเป็นเอาตายอยู่ ไม่มีความสุข ใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข ยากไหม ไม่ยากแต่ละเลยที่จะรู้ จำไว้เลย การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หลวงปู่ดูลย์สอนประโยคแรก ที่สอนหลวงพ่อเลย “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” ประโยคที่สอง “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ไม่ใช่ทุกคนที่หลวงปู่ดูลย์จะสอน แล้วให้อ่านจิตตนเอง ลูกศิษย์ท่านบางคนท่านก็ให้พุทโธ ให้หายใจ ให้ดูกระดูก เป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ให้พิจารณาผมเส้นเดียว เรื่องของสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วการเจริญวิปัสสนา บางท่านก็ดูกาย บางท่านก็ดูจิต ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศอย่างนั้น ไม่ได้สอน มีหลักสูตรอยู่อันเดียว ก็สอนทุกคนเหมือนกัน ไม่ใช่ ท่านสอนคนตามจริตนิสัย เป็นความเก่งของครูบาอาจารย์ อย่างพระพุทธเจ้าสอนคน ก็สอนตามจริตนิสัย ไม่ได้สอนทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ใช่ทุกคน เอ้า เริ่มต้นนั่งสมาธิ หายใจไป ไม่ได้สอนอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ แต่ละคนมีทางของตัวเอง ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สึกกาย แล้วสติเกิดบ่อยๆ รู้สึกกายไป ผลที่ได้ก็อันเดียวกัน ได้สัมมาสติ ได้สัมมาสมาธิ ถนัดรู้เวทนาก็รู้ไป ผลที่ได้ก็คือสัมมาสติกับสัมมาสมาธิ ถนัดดูจิตที่เป็นกุศลอกุศล ก็ดูไป สิ่งที่ได้ก็อันเดียวกัน สัมมาสติกับสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นที่เรามีรูปแบบ มีวิธีการ มีอารมณ์กรรมฐานที่แตกต่างกันนั้น ไม่มีนัยยะสำคัญ ทางใครทางมันเลย ถ้าทำถูกแล้ว เราจะเข้ามาที่เดียวกัน มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติ เป็นสติที่ระลึกรู้รูปนาม ที่กำลังมีกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่รูปนามในอดีต อันนั้นสัญญาจำเอา ไม่ใช่รูปนามในอนาคต อันนั้นวิตก คิดเอา แต่รู้สึกอยู่กับปัจจุบันนี้ รู้รูปรู้นามในปัจจุบัน ขณะนี้รูปมันนั่งอยู่ ขณะนี้รูปมันหายใจอยู่ เราทำสติปัฏฐานอยู่ หรือขณะนี้จิตเราหลงไปคิด ตรงที่รู้ว่าจิตหลงคิดปุ๊บ จิตที่หลงคิดจะดับทันที แล้วจิตรู้จะเกิดทันทีเลย จิตที่รู้นั้นคือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ที่หลวงพ่อเรียกว่าจิตผู้รู้ ที่จริงไม่ใช่หลวงพ่อเรียก ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อท่านเรียกว่า “จิตผู้รู้” เรียกอย่างนี้ทุกองค์เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยเมื่อ 30 – 40 ปีก่อน หลวงพ่อเข้าไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เข้าไปหาองค์ไหน ท่านก็สอนแต่เรื่องจิตผู้รู้ ท่านไม่ได้มาสอนหลวงพ่อ ให้พุทโธพิจารณากายสักองค์เลย กระทั่งหลวงตามหาบัว ว่าหลวงตาชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงพ่อไปเรียนกับท่าน ท่านสอนให้ดูจิต แล้วบอกเราด้วย เราดูจิตผิดแล้ว ดูไม่ถึงจิตแล้ว แล้วท่านเรียกจิตผู้รู้ จิตผู้รู้คืออะไร คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต เกิดจากกำลังของสติ เกิดจากสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าสติทั่วๆ ไป สมาธิก็เป็นสมาธิทั่วๆ ไป ถ้าเป็นสัมมาสติ สติระลึกรู้กายรู้ใจ สัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นเป็นความตั้งมั่น แล้วก็ขันธ์มันจะแยก พอจิตเราตั้งมั่นปุ๊บ เราจะเห็นเลย ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนเห็น เป็นอีกส่วนหนึ่ง คนละ แยกกัน แยกกันเป็นคนละส่วนกัน หรือความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย จิตเป็นคนเห็น แล้วความสุขความทุกข์ก็ไม่ใช่ร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเรานั่งอยู่ ทีแรกสบายๆ ไม่ปวดไม่เมื่อย นั่งนานๆ ปวดเมื่อยขึ้นมา อันนี้แสดงว่าปวดเมื่อยกับร่างกายนี้ เป็นคนละอันกัน ร่างกายมันตั้งอยู่นี้ แล้วความปวดความเมื่อยมันมาแทรกเข้ามา ฉะนั้นปวดเมื่อยในร่างกาย ก็เป็นคนละอันกับร่างกาย ร่างกายเป็นวัตถุ มันเป็นวัตถุ มันไม่ได้รับรู้ความปวดความเมื่อย ตัวที่รับรู้คือจิต นี้พอจิตมันมีความรักใคร่ผูกพันในร่างกายมาก พอมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในร่างกาย จิตมันก็หลงผิด หมายรู้ผิดว่า โอ๊ย ร่างกายของเราเจ็บปวด จิตใจก็กลุ้มใจไปด้วย จิตใจเลยปวดไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเรามีจิตตั้งมั่น เราจะเห็นเลยร่างกายก็อันหนึ่ง ความปวดเมื่อย ความเจ็บก็อีกอันหนึ่ง คนละอันกัน แต่ละอันมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นเวทนาทางใจ สุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจเกิดขึ้น เราก็เห็นสุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจ เป็นของถูกรู้ถูกดู เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่จิต จิตเป็นคนไปเห็นเข้า กุศลอกุศลที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมันโกรธ มันไม่รู้ว่าตัวเองโกรธ มันโลภไม่รู้ว่าตัวเองโลก มันหลง ไม่รู้ว่าตัวเองหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ ทีแรกยังรู้ผิดว่าเราโกรธ ตอนนี้เราโกรธแล้ว ตอนนี้เราโลภแล้ว พอภาวนาละเอียดเข้า เราก็จะเห็นความโกรธกับจิต มันคนละอันกัน เรารู้สึกว่าจิตคือตัวเรา ความโกรธมันเป็นของถูกรู้ ความโกรธไม่ใช่เราแล้ว ค่อยๆ แยกๆๆ ไป แล้วสุดท้ายเราจะเข้ามาที่จิต แล้วเราจะรู้เลยว่า จิตเองก็ไม่ใช่เรา แต่ว่ามันหมายรู้ผิด มันก็เลยคิดว่าเป็นเรา เลยเชื่อว่าเป็นเรา มันเกิดจากหมายรู้ผิดๆ นี่สัญญาวิปลาส หมายรู้ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก ธรรมะ การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หายใจอยู่ รู้สึกไหม ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกไหม เคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึกไหม สุข ทุกข์ รู้สึกไหม แนะนำให้รู้สึกสุขทุกข์ทางใจ ทางกายพวกเราไม่ได้เล่นฌาน เดี๋ยวสติแตก ทนไม่ไหว มันเจ็บมาก เวลาถ้าเราชำนาญในสมาธิ แล้วร่างกายเราเจ็บตรงนี้ เราย้ายที่ได้ ไม่ได้ย้ายความเจ็บ แต่ว่าย้ายจิต อย่างเวลาเราไปทำฟัน ทำแล้ว โอ้ มันเจ็บ เราก็ทำได้หลายแบบ อันหนึ่งดูไปเรื่อยๆ นั่งแยกขันธ์ไป แต่ถ้าเราเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจดูแล้ว เราก็ย้ายเอาจิตไปไว้ที่หัวแม่เท้า หมอฟันไม่เคยไปยุ่งกับหัวแม่เท้าเราใช่ไหม มันยุ่งอยู่นี่ จิตเราไปอยู่ตรงโน้น เราไม่เจ็บแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของสมาธิ เรื่องของสมาธิก็เป็นอจินไตยอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าสอน อย่างเรื่องของคนได้ฌานสมาบัติ มันเป็นอจินไตย คิดเอาไม่ออก อย่างตอนนี้ก็มีคนคิดว่าหูทิพย์ ตาทิพย์อะไรนี้ เป็นของนอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ในอภิญญา 6 มีเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ มีเรื่องเจโตปริยญาณ มีเรื่องอิทธิวิธี ในวิชชา 3 ก็มีเรื่องระลึกชาติ มีเรื่องรู้ว่าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน สิ่งเหล่านี้มี คนไม่ได้ทรงฌาน ประเมินไม่ถูกก็บอกไม่มี เพราะตัวเองไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าอยู่ๆ ตั้งใจจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ อันนี้ไม่เข้าท่าเลย ไม่แนะนำ ฝึกสิ่งเหล่านี้ จะฝึกแล้วได้จริงๆ ต้องทรงฌาน ที่นั่งๆ แล้วเคลิ้มๆ เห็นโน่นเห็นนี่ มโนเอา ไร้สาระ ไม่มีสาระแก่นสาร อย่างถ้ามีสมาธิ แล้วก็เห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ ในศาสนาพุทธมีไหม มี โอปปาติกะมีไหม โอปปาติกะ อย่างเทวดา พรหม ผีอะไรพวกนี้ สัตว์นรกเป็นโอปปาติกะ เปรต อสุรกาย โอปปาติกะก็มี แต่ว่าพอมองไม่เห็นก็บอกไม่มี ทำไมเชื่อว่าเชื้อโรคมี ใครมองเห็นเชื้อโรคบ้าง ก็เชื่อเอา เพราะหมอเขาบอกว่าเชื้อโรคมี เขาเอากล้องส่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้องที่จะส่องโอปปาติกะก็มี ไม่ใช่ไม่มี คือทิพยจักษุ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องฝึกหรอก เสียเวลา เอาของจริง อันนี้ของเล่น อย่างเราภาวนา เจริญสติไป ได้มรรคได้ผลขึ้นมา ของเล่นเก่าๆ ที่เคยฝึกไว้ มันจะกลับมาเอง ไม่ต้องฝึก ถ้าลงมือฝึก ยังไม่เคยฝึกเลย ฝึกกันเป็นร้อยๆ ชาติกว่าจะได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฝึกหรอก ทำวิปัสสนาไป แล้วถ้าได้มรรคได้ผล แล้วของเก่าเราเคยมี มันจะกลับมา แล้วแต่ละระดับของจิต ก็รู้ได้ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน อย่างพระโสดาบันก็รู้ได้ระดับหนึ่ง พระสกทาคามีรู้ได้อีกระดับหนึ่ง พระอนาคามีรู้อีกระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพระอรหันต์ที่ท่านมีอภิญญา จิตท่านไม่มีกิเลส ไม่มี Bias เหลืออยู่ ความรู้นี้จะเที่ยงตรง แต่อย่างพวกเราปุถุชนเต็มร้อย เราจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ จะดูโน่นดูนี่ กิเลสพาไปหมด ฉะนั้นบางท่าน ท่านก็หวังดี ท่านก็บอก “อย่าไปเล่นเลย อย่าไปฝึกเลย เอาของจริงดีกว่า” คือฝึกสติปัฏฐาน แต่ว่าถามว่าพวกนั้นมีไหม มี หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์ ได้เห็น ได้เห็นอยู่เนืองๆ แล้วเราใกล้ชิดท่าน แล้วเราภาวนา ตั้งอกตั้งใจจริงๆ เราได้เห็นว่าอภิญญาอะไรพวกนี้มีจริง มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์ โห เหลือรับประทาน ไม่ใช่ทางไม่ดี หมายถึงสยดสยองเลย เข้าใกล้ท่าน รู้หมด ไปทำอะไรมา รู้หมด หลวงพ่อไม่รู้ ไม่ต้องมากลัวหลวงพ่อ พวกเราเข้าใกล้หลวงพ่อแล้วเกร็ง หลวงพ่อไม่รู้ด้วยหรอก เพราะหลวงพ่อไม่อยากรู้ ไม่รู้จะรู้ไปทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป รักษาศีล 5 ไว้แล้วก็ต้องลงมือเจริญสติปัฏฐาน มีสติระลึกรู้กาย มีสติระลึกรู้เวทนา มีสติระลึกรู้จิตที่เป็นกุศลอกุศล รู้เรื่อยๆ แล้วต่อไปไม่ได้เจตนาจะรู้ มันรู้ได้เอง ตรงนั้นสติจริงๆ มันเกิดแล้ว แล้วพอสติตัวจริงเกิด สมาธิตัวจริงจะเกิดร่วมด้วยเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจิตเราหลงไปอย่างนี้ แล้วเรารู้ว่าจิตหลงปุ๊บ จิตหลงดับ จิตตั้งมั่นเลย จิตทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย เพราะฉะนั้นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันก็เกิดด้วยกัน ขอให้มันได้สัมมาสติจริงๆ เถอะ พอมีสัมมาสมาธิแล้ว เอาไปเจริญปัญญา ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ ไปเจริญปัญญาไม่ได้จริงหรอก มันจะเจือความคิดเอา เจือกิเลสตัวเองลงไป แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่น ไม่มีอคติ 4 เราเจริญปัญญาได้ เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของจิตใจ เรียกว่ามีสัมมาญาณะ มีความหยั่งรู้ที่ถูกต้อง เมื่อหยั่งรู้อย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว สัมมาวิมุตติ คือมรรคผลจะเกิดเอง ไม่มีใครสั่งให้เกิด เพราะฉะนั้นตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี ทำสติปัฏฐานไว้ แต่ก่อนอื่นรักษาศีล 5 ให้ดี เอาละ สรุปแค่นี้พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10939</id>
		<title>《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10939"/>
		<updated>2025-04-11T11:23:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日至《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข โลกข้างนอกเราแก้มันไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างนี้ ธรรมดาของโลก เรามาฝึกจิตใจของเราเอง ให้อยู่กับโลกได้โดยที่เราไม่ร้อนตามมันไปด้วย ธรรมะเป็นของร่มเย็น เสียดายชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นพุทธแต่ชื่อ ไม่เคยลิ้มรสเลยว่ารสของธรรมะนั้นวิเศษแค่ไหน เราไปตามวัดตามอะไรอย่างนี้ เห็นพากันไหว้พวกเทวรูปพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพระพุทธศาสนา ไหว้ต้นตะเคียนไหว้อะไรอย่างนี้ตามวัดเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่สอนกรรมฐานจริงๆ คนก็ไม่ค่อยเข้า คนก็ชอบเข้าวัดแบบนั้น มันพอดีกัน พอดีกับสภาพจิตใจ คนที่จะสนใจธรรมะก็ต้องมีบุญมีบารมีสะสมมามากพอ คนส่วนใหญ่อินทรีย์ก็ยังอ่อน เขาก็ต้องการที่พึ่งแบบโลกๆ ไป ทำแล้วเฮง ทำแล้วรวย ทำแล้วได้ผลประโยชน์ มุ่งไปที่ตรงนั้น ถามว่ามันมีประโยชน์ไหม มันก็มีนะ แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่พระพุทธศาสนาจะให้ได้ คนกลับไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
ต้องหัดอ่านใจตัวเองให้ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องลงมือศึกษาปฏิบัติให้จริงจัง อย่าทำเป็นเล่น เวลาของแต่ละคนมีไม่มาก เวลาของเราหมดไปทุกวันๆ ครูบาอาจารย์ก็ร่อยหรอลงทุกทีแล้ว เมื่อ 40 กว่าปี 50 ปีก่อน สมัยหลวงพ่อออกศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ยังมีเยอะ ยิ่งทางอีสานมีครูบาอาจารย์ดีๆ เต็มไปหมดเลย ถนนสายเดียวนี่วิ่งไปสักพักหนึ่งก็เจอ วัดนี้องค์นี้อยู่ วัดนี้องค์นี้อยู่ เดี๋ยวนี้พอผ่านไป วัดนี้องค์นี้เคยอยู่ ที่วัดนี้องค์นี้ก็เคยอยู่ มีแต่คำว่าเคยอยู่ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยก่อนหลวงพ่อเลยชอบวันหยุด จะออกไปทางอีสานหรือไม่ก็ขึ้นไปทางเหนือ ไปหาครูบาอาจารย์ทางเชียงใหม่เชียงราย ส่วนใหญ่จะไปทางอีสานครูบาอาจารย์เยอะ ไปแล้วมันมีความสุข ไปกินข้าววัด ไปภาวนาอยู่ในวัด ไปนอนอยู่ในวัด อาหารที่กินก็อาหารชาวบ้านธรรมดา น้ำพริกกับผักอะไรอย่างนี้ กินอาหารอย่างนั้นจริงๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย เราคนเมือง แต่เราไปอยู่อย่างนั้นเรารู้สึกมันไม่มีภาระทางใจ ใจมันสบาย นอนมีกุฏิก็นอน ไม่มีก็ไปผูกกลดอยู่ใต้ต้นไม้ ผ่านเวลากลางคืนออกมาเดินจงกรมใต้แสงเดือนแสงดาว สงบวิเวก มีป่ามีเขา กลางคืนก็มีสัตว์ร้อง มีนกมีแมลงร้อง มันไม่ยั่วกิเลสเรา เราก็ภาวนาร่มเย็นเป็นสุข นี่ฝึกตัวเองมาทุกวัน อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย แล้วเวลาส่วนใหญ่เอาไว้เจริญสติ ถึงเวลาก็นั่งสมาธิเดินจงกรมไหว้พระสวดมนต์ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญมากเลย หลวงปู่มั่นท่านเคยสอน หลวงพ่อไม่ทันท่าน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านเคยเล่าให้ฟัง อย่างท่านสอนบอกว่าทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน หัวใจอยู่ตรงนี้ เก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิตอนเดินจงกรมไม่ได้กินหรอก วันหนึ่งจะนั่งเท่าไรจะเดินเท่าไร เวลาส่วนใหญ่ถ้าภาวนาไม่เป็น โอกาสจะได้มรรคผลนิพพานยากเหลือเกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาเจริญสติเป็นหลักเลย บางช่วงยังพลาดพลั้งไม่ยอมทำสมาธิ รู้สึกเสียเวลา ขี้เกียจทำสมาธิ พอหลายๆ วันเข้ากำลังสมาธิไม่พอ เดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องทำ เวลาส่วนใหญ่ของหลวงพ่อใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อมาให้อ่านจิตตนเอง การเจริญสติในชีวิตประจำวันกับการอ่านจิตตนเอง มันมารวมเข้าด้วยกันได้ เราสามารถปฏิบัติในชีวิตธรรมดานี่ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตาเห็นรูปเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจเรา ทีแรกใจเราเฉยๆ พอตาเราเห็นดอกไม้สวยงาม ใจเราเกิดความชอบขึ้นมา ใจเรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรามีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจเรา เวลาหูเราได้ยินเสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจเรา อย่างมีเสียงคนมาด่าเรา จิตใจเราเกิดโทสะขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน จมูกได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมใจเราชอบ หรือบางทีได้กลิ่นหอมแล้วใจเราเกิดสงสัย นี่กลิ่นอะไร กลิ่นดอกไม้อะไร พอความสงสัยเกิดขึ้นหลวงพ่อไม่ได้ไปดูดอกไม้ หลวงพ่อดูลงไปที่จิตใจตัวเอง จิตสงสัย เราก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป บางทีได้กลิ่นอย่างนี้เหม็น ใจรำคาญ ใจไม่ชอบ รู้ลงไปที่ใจที่ไม่ชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักการง่ายๆ มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึกไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้าม ใจเราจะคิดดีคิดร้ายอะไร ห้ามได้ที่ไหน จิตมันเป็นอนัตตา บางทีเราอยากคิดแต่เรื่องดีๆ อ้าว มันกลายไปคิดเรื่องชั่วๆ คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไร ทีนี้พอใจมันคิดไปในทางไม่ดี อกุศลเกิด จิตเรามีน้ำหนักขึ้นมา จิตเราเศร้าหมองอึดอัดขัดข้อง เรามีสติรู้ทันจิต โอ้ ตอนนี้จิตเราเศร้าหมองแล้ว หรือเวลาที่จิตเราเป็นกุศล เรามีสติรู้ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาเห็นครูบาอาจารย์ บางทีจิตเรามีปีติ ดีใจได้เห็นครูบาอาจารย์มีปีติ เราแทนที่จะไปดูแค่ครูบาอาจารย์ เราก็เห็นจิตใจมีปีติขึ้นมา จิตใจฟังธรรมไป จิตใจเรามีความสุข ไม่ได้มัวแต่นั่งฟังเพลินๆ ไป จิตใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข นี่การปฏิบัติจริงๆ สำคัญมากเลยนะตรงนี้ แล้วส่วนใหญ่ก็ละเลยกัน ไม่สนใจ แล้วกำหนดอะไรต่ออะไรสอนอะไรกันแปลกๆ ไป ละเลยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกหัวใจของการปฏิบัติเลย การมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราอยากมีสติในชีวิตประจำวัน เราต้องฝึกตัวเอง หัดอ่านใจตัวเองให้ออก ตาเราเห็นรูปเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ อย่างเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้เรามีสติรู้ อย่างเราเห็นผู้หญิงสวยๆ จิตเรามีราคะขึ้นมา ให้มีสติรู้ ไม่ใช่จำเป็นว่าต้องทำเฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็กดจิตไว้ เพ่งๆๆ ลงไป ไม่ให้มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นไม่ใช่การเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเพ่ง เพ่งอยู่ในชีวิตจริงๆ เลย เพ่งมากๆ ใจก็จะแข็งทื่อๆ ไป เหมือนอย่างพระองค์นี้ ใจก็ทื่อๆ ไป ไปเพ่งเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจเราเป็นอย่างไร คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องฝึกหัดอ่านความรู้สึกตัวเอง ตากระทบรูป เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้มีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน เกิดที่ไหน เกิดที่ใจเรา ถ้าจิตเราคิด เราเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน มันยากไหมที่จะรู้ ไม่ยาก แต่ละเลยที่จะรู้ อย่างเราขับรถอยู่คนมาปาดหน้าเรา ขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไปมองรถที่ปาดเรา เดี๋ยวจะไปเอาคืน ส่วนเรานักปฏิบัติเจริญสติในชีวิตประจำวัน คนเขาขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้นที่จิตใจเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ลำพังคนปาดหน้าเราแล้วเราก็ไปมองเขาเรียกว่าหลง หลงไปดู เกิดพยาบาทวิตก คิดจะเอาคืน นี่พยาบาทวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนาจะว่ายาก มันไม่ยากเลย เราไม่ได้บังคับตัวเอง กดข่มตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย แต่จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย เพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้ใจตัวเอง มันยากเพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้เท่านั้นล่ะ ถ้าหัดฝึกจนเคยชินที่จะรู้ การจะอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อไม่ได้ฝึกอะไรมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ทำสมาธิก็ได้แต่ความสงบ ก็ออกรู้โน้นรู้นี้ไปเรื่อยๆ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ มาเจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้อ่านจิตตัวเอง หลวงพ่อก็ตามรู้ตามเห็นจิตใจ นี่วิธีอ่านจิตตัวเอง ทำอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ใช่ไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต นั่งเฝ้าจิตดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเรา นั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ ใช้ไม่ได้เลย เมื่อไรเราจงใจไปนั่งเฝ้าเอา จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ แข็งๆ ไป ไม่มีอะไรให้ดูหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่าไปดักดู ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยรู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร อย่าไปดักดูไว้ก่อน ถ้าไปดักดูไปรอดู มันจะนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก อันนั้นไม่ใช่การอ่านจิตตนเองแล้ว แต่เป็นการบังคับจิตตนเองให้มันนิ่งๆ ไป ต้องฝึกนะต้องฝึก ถ้าอ่านจิตตัวเองจนชำนาญ เราจะรู้เลยการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะเราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติแล้ว คือเรารู้จักจิตตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการฝึกจิตนั่นล่ะ ไม่ได้ฝึกกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจะเดินจงกรม บางคนฝึกกายต้องเดินท่านั้นต้องเดินท่านี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอก เราไม่ได้ฝึกโยธวาทิต จะเดินอย่างนั้นอย่างนี้ให้สวยงาม ไม่จำเป็นหรอก เคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นล่ะ แต่ว่าจุดสำคัญหัวใจจริงๆ คือจิตของเรานั่นเอง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่นท่านก็สอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรมะหรอก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ธรรมะเกิดที่จิต ธรรมะมีอะไรบ้าง อกุศลธรรม รู้จักเคยได้ยินไหม เกิดที่ไหน เกิดที่มือที่เท้าที่ท้องหรือเปล่า ไม่ได้เกิด อกุศลธรรมเกิดที่จิต กุศลธรรมล่ะเกิดที่ไหน ไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ท้อง ไม่ได้เกิดที่ลมหายใจ เกิดที่จิต มรรคผลล่ะ มรรคผลก็เกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้ที่ภูเขาที่แม่น้ำหรือที่ร่างกาย มรรคผลก็เกิดขึ้นที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป รักษาจิต มีสติรักษาจิต ดูจิตไป ดูแลจิตไป จิตเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ แต่รู้อย่างที่มันเป็นให้ได้เท่านั้นล่ะ แล้วเราจะพบว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เวลาตาเราเห็นรูปความรู้สึกก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยนในจิตใจนี้ สังเกตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าต้องดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาให้เห็นความจริงว่า&lt;br /&gt;
จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชั่วหรือดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยพูด ชั่วหรือดีก็อัปรีย์พอกัน อัปรีย์ไม่ใช่คำหยาบคาย อัปรีย์ตัวนี้เป็นภาษาบาลี “อัปปิยะ” คือไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เหมือนๆ กันล่ะ ความชั่วเกิดขึ้นก็อย่าไปรักมัน ความดีเกิดขึ้นก็อย่าไปหลงมัน นี่ท่านสอนถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าอันนี้เป็นคำสอนในขั้นการเจริญปัญญา ในขั้นจริยธรรมชั่วกับดีไม่เท่ากัน ชั่วนะอัปรีย์จริง ดีไม่อัปรีย์ ดีๆ ดีก็ปิยะ น่ารัก แต่ในขั้นเจริญปัญญาเราไม่ได้ภาวนาเอาดี เพราะดีก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เพราะความสงบไม่เที่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนาให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเรานี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล ตกอยู่ใต้คำว่าไตรลักษณ์ตลอดเวลา เวลาเราดูจิตดูใจนี่สามัญลักษณะคือลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง หรือเรียกว่าไตรลักษณ์นี่จริงๆ ชื่อจริงๆ ของมันคือสามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม มี 3 อย่าง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็คือของเคยมีแล้วมันไม่มี ของไม่มีแล้วมันก็มี มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือมันถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา อย่างความสุขเกิดขึ้น ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย บางทีหลายคนเจอหลวงพ่อ คุยกับหลวงพ่อเลยเกิดปีติ ปีติถ้าเรามีสติรู้ลงไป เราก็เห็นปีติถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ค่อยๆ กร่อนๆๆ ลงไปแล้วก็หายไป แล้วมันก็เป็นอนัตตา จิตเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ นี่คือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ก็คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่พ้นจากไตรลักษณ์ไปคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีความเกิด เมื่อนิพพานไม่มีความเกิด นิพพานก็ไม่มีความเก่า ไม่มีความตาย ไม่มีความดับ ของนอกนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีสติตามอ่านความเป็นจริงในจิตในใจของเราเรื่อยๆ ไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไป นี่ดูไปเรื่อยๆ หลวงพ่อใช้เวลาตรงนี้ หลวงปู่ดูลย์บอกให้อ่านจิตตนเอง หลวงพ่อใช้เวลา 7 เดือนในการอ่านจิตตนเอง แต่ 7 เดือนนี้อ่านผิดไป 3 เดือน อ่านผิดอย่างไร ก็พยายามบังคับจิตให้นิ่ง ไม่ให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำสมาธิไป จิตก็ว่างๆ นิ่งๆ สบาย แล้วไปหาหลวงปู่บอกผมดูจิตได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถามจิตเป็นอย่างไร บอก โอ้ย จิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดเลย แต่ผมสามารถทำให้มันสงบไม่ปรุงแต่ง ว่างๆ อยู่อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่าให้ไปอ่านจิต ไม่ใช่ให้ไปปรุงแต่งจิต ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ นี่ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมาทำใหม่ ก็คือมาอ่านจิตตนเองจริงๆ อ่านอย่างไร ก็อ่านอย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ไม่ได้อ่านแบบพิสดารอะไรทั้งสิ้นเลย อ่านซื่อๆ อ่านสบายๆ นี่ล่ะ อย่างขณะนี้พวกเราฟังหลวงพ่อเทศน์ ลองนึกซิใจเราสุขหรือทุกข์ รู้ไหม รู้ได้ไหมว่าตอนนี้ใจสุขหรือทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างร่างกายถ้าบางคนดูกาย รู้ไหมร่างกายกำลังนั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ร่างกายกำลังนั่งอยู่ ถ้ายากก็เพี้ยนแล้ว ไปหาจิตแพทย์ได้เลย นี่ธรรมะจริงๆ เปิดเผยเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดเลย ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้ารู้ได้ไหม ต้องทำจิตให้นิ่งก่อนแล้วถึงจะรู้ไหม ไม่ต้อง รู้เฉยๆ การรู้จิตรู้ใจก็รู้แบบเดียวกัน รู้เหมือนที่รู้ร่างกายมันยืนเดินนั่งนอน ร่างกายหายใจออกหายใจเข้านี่ล่ะ รู้เฉยๆ รู้อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจเราสุขหรือทุกข์รู้ได้ไหม ตอนนี้ใจเรางงไหม บางคนงง เอะ มันสุขหรือมันทุกข์ หลายคนนะ บางคนบอกไม่งง แต่ว่าอ่านใจไม่ออก ขณะที่บอกไม่งงเลย กำลังหลงอยู่ หลงไปที่อื่นแล้ว ไม่ได้อ่านใจตัวเองแล้ว จิตใจเป็นของละเอียด เป็นของที่ว่องไวที่สุดเลย เราต้องพัฒนาสติของเราให้ไวขึ้นมาเพื่อจะอ่านมันให้ท่าน ไม่ใช่ไปหน่วงความรู้สึกทางใจให้ช้าลง เพื่อสติที่ช้าๆ จะได้อ่านทัน อย่าไปดัดแปลงมัน เหมือนอย่างบางคนเดินจงกรมเดินให้ช้าๆ สติจะได้ตามทัน เดินช้าๆ จิตหนีไปสร้างภพสร้างชาติสร้างทุกข์ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว กว่าจะเดินได้แถวตลอดแนวนี่ เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ช้าด้วยหรอก ถึงเราแกล้งเดินให้ช้ากิเลสมันไม่ช้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปแกล้งทำให้ช้าๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ เงียบๆ อะไรอย่างนี้ กิเลสมันไม่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรรู้อย่างที่มันเป็นให้ได้ หลวงพ่อฝึกดูอ่านจิตตัวเองได้จริงๆ 4 เดือนเท่านั้น หลวงพ่อก็เข้าใจจิตแล้ว จิตมีธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันไป คราวนี้ไปส่งการบ้านกับหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่าอย่างนี้ช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่ไหนแล้ว เรียนที่จิตใจตัวเองนี่ไปได้เอาตัวรอดแล้ว ท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีพระมาถามหลวงพ่อ อันนี้อีกวัดหนึ่งอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน พระอุปัฏฐากท่านได้ยินหลวงพ่อส่งการบ้านกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แล้วหลวงพ่อออกจากหลวงปู่มา หลวงปู่ก็ชมหลวงพ่อใหญ่ พระอุปัฏฐากท่านก็ฟัง ตอนเย็นไปเจอท่าน ท่านก็มาถามหลวงพ่อว่าโยมๆ เป็นฆราวาสแท้ๆ เลย โยมภาวนาอย่างไร โยมทำปีหนึ่ง พระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างนี้เลย ท่านถามซื่อๆ เลย บอกพระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างที่โยมทำปีหนึ่ง หลวงพ่อก็บอกท่านผมทำทั้งวัน ท่านก็งง ทำทั้งวันแล้วไม่ทำมาหากินหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นรับราชการ แล้วทำอย่างไรทำทั้งวัน เจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นล่ะ เวลาเรามีหน้าที่การงานเราต้องทำงาน สติจดจ่ออยู่กับงาน สมาธิจดจ่ออยู่กับงาน ปัญญาคิดเรื่องงาน อันนั้นไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาทำงาน เวลานอกเหนือจากเวลาที่ทำงานกับเวลาทำงานที่ใช้ความคิด แต่ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายปฏิบัติได้ตลอดเลย อย่างที่สุรินทร์เมื่อก่อนเห็นมีสามล้อถีบเยอะเลย คนถีบสามล้อเข้าใจธรรมะก็มี เขาเก่ง เขาถีบสามล้อไปเขาก็อ่านจิตใจตัวเองไปอ่านร่างกายตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่ค้าขายผักอยู่ในตลาดก็ภาวนาดี หน้าใสปิ๊งเลย สว่างสดใส รู้เนื้อรู้ตัว จิตใจกิเลสเบาบาง นี่เขาภาวนาได้อย่างไร เขาไม่มีเวลามานั่งสมาธิทั้งวันหรอก ไม่มีเวลามาเดินจงกรม นั่งขายผัก เขาทำด้วยการเจริญสติ มีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจตัวเองไป นั่งขายผักคนมาซื้อ ดีใจรู้ว่าดีใจ ขายตั้งนานแล้วไม่มีใครมาซื้อเลย ผักชักจะเหี่ยวแล้ว เมืองสุรินทร์หน้าร้อนๆ ร้อนจัดเลย ผักนี้ชักจะเหี่ยวพอๆ กับคนขายแล้ว คนขายแก่งั่ก แต่คนขายผ่องใส ผักก็เหี่ยวไปแต่คนขายผักผ่องใส เขาก็เห็นผักมันเหี่ยวก็เรื่องธรรมชาติ ใจของเขากังวลว่าขายไม่ออกเดี๋ยววันนี้ขาดทุน เขาเห็นว่าใจกังวล ใจของเขาก็ได้ทรัพย์สมบัติที่วิเศษไป ได้อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกไม่ค่อยมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนสุรินทร์ยุคก่อนสมัยหลายสิบปีก่อนจนมาก จนแต่เขามีอริยทรัพย์กัน เขามีทาน เขามีศีล เขามีสติ เขามีสมาธิ เขาขยันศึกษาทางธรรม สงสัยเขาไต่ถามครูบาอาจารย์ ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ เขาภาวนาดี แต่รุ่นหลังนี่หมดแล้ว ไปดู ก็กลายเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯหมดแล้ว พวกหลงโลกทั้งนั้นล่ะ ไปไหนก็เจอแต่พวกหลงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาก็ทำอย่างนี้ล่ะ ตกเย็นตกค่ำก็นั่งสมาธินิดหน่อย เดินจงกรมไม่ค่อยได้เดิน เพราะที่บ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินดังเอี๊ยดๆๆ หนวกหูคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขารำคาญ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนั่งเอา ฝึกตัวเอง ที่จะฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะนอนก็กินน้ำเยอะๆ กินน้ำมากๆ เพื่ออะไร ปวดฉี่จะได้ตื่น พอตื่นมา มาฉี่เสร็จแล้วก็กินน้ำอีกละ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ถ้าจิตยังมืดมัวอยู่จะไม่นอน ถ้านั่งแล้วจิตไม่ผ่องใสมัวๆ ถูกโมหะครอบ จะไม่นอนต่อ ฝึกตัวเองเข้มงวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปๆ จนกระทั่งกิเลสมันก็ฉลาด พอเราตื่นปุ๊บ สว่าง ใจเราสว่างผ่องใส อ้าว นอนได้แล้ว กิเลสมันเก่งนะ แหม่มันหลอกเราได้สารพัด กว่าจะรู้ทันมัน เออ สว่างก็ดีแล้วนี่ นั่งต่อเลย นี่ฝึกตัวเองอย่างนี้ ฝึกไป อยากได้ของดีก็ต้องอดทน แต่ต้องอดทนให้ถูกทางถูกหลัก อดทนไม่ถูกหลักก็เหนื่อยเปล่า นักปฏิบัติที่ทำผิดมี 2 อัน กามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคก็หลง หลงตามกิเลสไป อัตตกิลมถานุโยคก็คือทำตัวเองให้ลำบาก บังคับกายบังคับใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนอย่างพระองค์นี้ท่านสงสัย ท่านจะมาถามหลวงพ่อ อยากถามหลวงพ่อภาวนาตั้งนาน ทำไมไม่เจริญ ท่านติดเพ่งอยู่ ให้ใจนิ่งๆ แต่ตอนนี้ใจท่านไม่เหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว ตอนนั่งฟังใหม่ๆ ใจท่านแน่นอึ้ด แต่ตอนนี้ใจท่านคลายออกแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา อย่างนี้ถึงจะภาวนาได้ ถ้านั่งเพ่งอยู่ กี่ปีมันก็อยู่แค่นั้นล่ะ ไม่มีความเจริญหรอก ฉะนั้นหัดอ่านใจตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะได้ๆ ของดี ของดีก็คือธรรมะนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะไม่ตีกับใคร เราจะไม่ทะเลาะกับใคร เอาธรรมะไปเถียงกันอะไรอย่างนี้ ไม่ทำหรอก ธรรมะเป็นของสูงเป็นของร่มเย็น ไม่ได้เรียนเอาไว้ทะเลาะกัน อันนั้นเรียนแล้วกิเลสแรงกว่าเก่า อย่างน้อยเรียนแล้วกูเก่ง กูรู้เยอะกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้ นี่กิเลสทั้งนั้นเลย แล้วพูดธรรมะฉอดๆๆๆ แต่ไม่เห็นกิเลส ใช้ไม่ได้หรอก อ่านจิตตัวเองไม่ออก ฉะนั้นพวกเราหัดอ่านจิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรอก มันละเลยที่จะอ่าน วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา เนื้อหาสาระที่ควรจะบอกๆ หมดแล้ว เอาไปทำเอานะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตไหมพอหลวงพ่อบอกว่าเทศน์เสร็จแล้ว ใจของเราเปลี่ยนทันทีเลย รู้สึกไหม เฮ้อ แหม มันออกหน้าออกตามากไป ไม่รู้จักเกรงใจเลย นี่รู้สึกไหมใจขำ เห็นไหมความรู้สึกขำเกิดขึ้น รู้สึกนี่ขำแล้วเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เหมือนเด็กทารก เหมือนพระพุทธเจ้าบอกนะอย่างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันอาการของเด็กทารก ไม่รู้เรื่องไม่มีสติ อย่างที่วัดหลวงพ่อคอยดูพระเรื่อยๆ คุยกันเสียงดังหลวงพ่อยังดุเลย อย่างหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย ถ้าคุยเสียงดังเดี๋ยวว่างๆ แล้วจะเรียกมาดุ แต่ถ้าหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย เพราะว่านักปฏิบัติไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังมีการเว้นวรรค&lt;br /&gt;
การปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนุกได้ไหม ความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นได้ไหม ได้ แต่อย่าให้ขาดสติ มีความสุขได้ไหม มีความสุขได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ฉะนั้นกูต้องทุกข์อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่นะ คำว่ารู้ทุกข์ก็คือรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ความสุขก็อยู่ในกองทุกข์ ความสุขก็เป็นตัวทุกข์ชนิดหนึ่ง ตัวเวทนาเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ตามรู้ตามเห็น ไม่อยากหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะก็ประณีตเป็นลำดับๆ ไป เบื้องต้นนี่อ่านใจตัวเองให้ออก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนธรรมะสอนสั้นๆ ไม่สอนยาวอย่างหลวงพ่อหรอก ถ้าหลวงพ่อเอาอย่างหลวงปู่ดูลย์สอนสั้นๆ พวกเราไม่รู้เรื่อง เพราะอินทรีย์พวกเราอ่อน ขี้เกียจด้วย ใครยังรู้สึกตัวว่าขี้เกียจบ้าง ไม่ต้องยกๆ ของมันเห็นๆ กันอยู่ ไม่ต้องยกหรอก ถ้ายังมีการเว้นวรรคการปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป ตอนนี้ขอเล่นเกมสักชั่วโมงหนึ่งก่อนอะไรอย่างนี้ นี่ประมาทนะ ระหว่างเล่นเกมอาจจะช็อกตายก็ได้ ดีใจชนะเกม นี่ประมาท ฉะนั้นอย่าให้มีช่องโหว่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่องโหว่เล็กนิดเดียวกิเลสลุยทันที กิเลสมันเก่งนะไม่ใช่มันไม่เก่ง ต้องฝึก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนสั้นๆ อย่างถ้าท่านจะสอนให้จิตเรามีสมาธิตั้งมั่นนี่ ท่านพูดประโยคเดียว “อย่าส่งจิตออกนอก” จิตออกนอกคือจิตไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ บอกอย่าส่งไป แต่ถ้าจิตมันส่งไปเอง ห้ามมันไม่ได้นะ แต่เราอย่าส่งไป ส่งไปก็คืออุ้ยสนุกจังเลย ดูละครสัตว์นี่สนุกจังเลย ส่งจิตไปดู ไปดูหมูเด้ง มันเด้งบ้างไม่เด้งบ้าง ส่วนใหญ่มันนอน ก็อุตส่าห์ไปดูกัน ไปดู เวลาไปดูหมูเด้ง เห็นไหมใจไปอยู่ที่หมูเด้ง ถ้าตายไปเราจะต้องแย่งกันไปเป็นฮิปโป แล้วคราวนี้คนอื่นเขาจะมาดูเราเด้งบ้างแล้ว นี่ใจมันไหลออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าส่งจิตออกนอกก็คืออย่ามีโลภะเจตนา เที่ยวแสวงหากามคุณอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย แต่ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เห็นไหมจิตมันโดยตัวมันชอบส่งออกนอก ไม่ห้าม ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วให้มีสติรู้ทัน ตรงนี้สำคัญนะ นี่คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ประโยคเดียว แต่พอกระจายออกมา โห มันเป็นหลักการปฏิบัติที่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตเราไม่ส่งออกนอก จิตเราจะเป็นอย่างไร จิตเราจะตั้งมั่น จิตเราจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ฉะนั้นเวลาหลวงปู่สอน หลวงปู่ไม่มาบอกหลวงพ่อว่าอย่าส่งจิตออกนอก หลวงปู่ต่อยอดให้เลย “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” ท่านสอนตรงนี้ จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เวลาตาเราเห็นรูปเราจงใจเห็นไหม หลับตาซิ ทุกคนหลับตา แล้วลองหันหน้าไปให้มันเปลี่ยนทิศทาง แล้วลืมตา เราเจตนาเห็นไหม ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป อันแรกเลยไม่ได้เจตนา มีรูปอย่างไรก็เห็นมันไปอย่างนั้น หันไปแล้วไปเจอสาวสวยก็รู้ รู้รูป หันไปแล้วไปเจอหมาขี้เรือนวิ่งเข้ามาหรือเสือกำลังวิ่งเข้ามาก็รู้ รู้ทัน เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกนี่ เราเลือกได้ไหมว่าจะเห็นรูปอะไร เราเลือกไม่ได้ ตาจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เราเลือกไม่ได้ การดูจิตเขาบอก จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกอารมณ์ของจิต อย่างตาก็ไม่เลือกอารมณ์ของตา มีรูปอะไรก็เห็นไปอย่างนั้น จิตนี่เราก็ไม่เลือกอารมณ์ อารมณ์ที่ดีมาเราก็รู้ อารมณ์ที่ไม่ดีมาเราก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีญาณเห็น ญาณแปลว่าความหยั่งรู้ เป็นลักษณะของปัญญา ฉะนั้นไม่ใช่รู้โง่ๆ ไม่ใช่รู้เอ๋อๆ น้ำลายยืดๆ รู้ ไม่ใช่ รู้ต้องมีปัญญา มีใจที่ตั้งมั่นปัญญาถึงเกิด มันผ่านบทเรียนที่ชื่อว่าอย่าส่งจิตออกนอกมาแล้ว ใจมันตั้งมั่นแล้ว พอใจมันตั้งมั่นแล้วมันถึงจะมีญาณเห็นจิตได้ ญาณเป็นปัญญา ปัญญามีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ฉะนั้นที่หลวงพ่อจะจ้ำจี้จำไชพวกเรา เฮ้ย จิตต้องตั้งมั่นนะ จิตต้องถึงฐานนะ เพื่อจะเอาไว้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป หมายถึงว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป รู้เห็นอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วไม่ได้รู้โง่ๆ รู้แบบมีปัญญา อันแรกเลยมีสติรู้ว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต เช่นความสุขความทุกข์กุศลอกุศลเกิดขึ้นกับจิต รู้ทัน อันที่สองมีปัญญาซ้ำลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลอกุศลก็ไม่เที่ยง หัดดูอย่างนี้ คำว่า “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” คืออย่างนี้ ไม่ใช่นั่งจ้องอยู่ที่จิต ถ้าไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต ไม่ใช่แล้ว มันก็คล้ายๆ เราเข้าห้องปิดประตู แล้วก็จุดเทียนไว้อันหนึ่ง แล้วก็มองอยู่ที่เทียน ไม่ให้มองอันอื่นเลย ตาก็ต้องเห็นแต่เทียนนี่ล่ะ เห็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ใช่นะ มีตาก็เห็นอย่างที่มันจะต้องเห็น จิตของเราจะมีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ให้มันรู้สึกไปอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็ตามเห็นไป ตอนนี้จิตสุข ตอนนี้จิตทุกข์ ตอนนี้จิตเป็นกุศล ตอนนี้จิตเป็นอกุศล ตามรู้ตามเห็นไป พอตามรู้ตามเห็นไปมากพอ มันจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม่ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำไมไม่ใช้ว่าโลภโกรธหลงสุขทุกข์ดีชั่วอะไร ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหมายถึง Everything ที่เกิด ทั้งหมดนั่นล่ะต้องดับ ฉะนั้นไม่ใช้คำว่าสุขเกิดแล้วสุขดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ดับ กุศลเกิดแล้วก็ดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วก็ดับ อย่างตอนที่เราหัดดูใหม่ๆ ใช่ไหม เราก็จะเห็นสุขเกิดแล้วดับ ทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลเกิดแล้วดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วดับ เราดูแต่ละอันเกิดแล้วดับ แต่ละอันเกิดแล้วดับ ตรงที่ปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้วนี่ มันไม่มานั่งดูทีละอัน มันสรุปรวบยอด ปัญญาในอริยมรรคนี่มันสรุปรวบยอดเลยว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา Everything เกิดแล้วดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้เราจะเข้าใจธรรมะ ก็ได้โสดาบันตรงนี้ ถัดจากนั้นก็ภาวนาของเราแบบเดิมนั่นล่ะ แต่ศีลของเราเต็มที่อยู่แล้วล่ะ สมาธิก็จะแก่กล้าขึ้น แล้วก็เจริญปัญญาไป พระสกทาคาพระโสดาบันศีลบริบูรณ์ สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อยคือใจเราวอกแวกๆ ไม่ได้ต่างกับชาวบ้านธรรมดาหรอก พระโสดาบันปัญญาเล็กน้อย เห็นไตรลักษณ์เป็นคราวๆ ไม่ได้เห็นได้ตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสกทาคามีศีลบริบูรณ์ อันนี้บริบูรณ์ตั้งแต่โสดาบันแล้ว สมาธิปานกลาง ปัญญาเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อยก็ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจอะไร ปัญญาเล็กน้อยก็แค่สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ แต่จิตมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น สมาธิปานกลาง สมาธิปานกลางก็คือถ้าจะหลง หลงแวบเดียว ฟุ้งไปก็ฟุ้งสั้นๆ ไม่ฟุ้งยาว ถ้าฟุ้งเป็นชั่วโมงไม่ใช่แล้วล่ะ แสดงว่าสมาธิอ่อนเหลือเกิน แล้วถ้าภาวนาต่อไป รู้แจ้งแทงตลอดในตัวร่างกายในรูปนี่ ว่าไม่ใช่อย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้จิตมันวางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันวางร่างกาย มันก็จะวางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็จะพลอยวางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ตัวที่ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านก็คือกามนั่นล่ะ พอเป็นพระอนาคามีมันวางตาหูจมูกลิ้นกายลงไปได้ แล้วก็วางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ความยินดีพอใจในรูปไม่มี ความยินร้ายในรูปไม่มี ใจก็ไม่วิ่งแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย นี่สมาธิมันบริบูรณ์เพราะเหตุนี้ เพราะว่าจิตไม่ไหลตามกามออกไป ไม่ไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่กับตัวเองนี่ ถึงบอกพระอนาคามีมีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสดาบัน สกทาคามี เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป ไม่มีตัวเรา พระอนาคามีมีปัญญาปานกลาง คือเห็นว่ารูปทั้งหลายร่างกายนี่ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่เป็นปัญญาปานกลาง แต่ทำไมปัญญานี้ยังไม่สิ้นสุด พระอนาคามียังหลงผิดอยู่ว่าตัวจิตที่ฝึกดีแล้วนี่มีความสุข ฉะนั้นจะมุ่งไปหาความสุขของสมาธิ จะไปติดในรูปราคะอรูปราคะ ทีนี้ภาวนาไปเรื่อยก็จะรู้เลย รูปราคะอรูปราคะ จิตเข้าไปติดไปยึดจิตก็ทุกข์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ มันจะแตกหัก วัฏจักรจะล่มลงก็ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างที่เคยเห็นแล้ว ตัวนี้คือปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทล้างอวิชชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อวิชชาคืออะไร คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่สามารถรู้ทุกข์ได้ ไม่สามารถละสมุทัย ไม่สามารถแจ้งนิโรธ ไม่สามารถเจริญอริยมรรคได้ แต่ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ นี่คือขันธ์ตัวสุดท้ายที่เราจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือตัวทุกข์ ตัวกายดูง่ายว่าเป็นตัวทุกข์ แต่พอถึงตัวจิตจะให้ดูว่ากระทั่งจิตที่ทรงฌานก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ง่าย อันนี้เลยเป็นปัญญาอย่างยิ่ง รู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจนั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นของการสู้ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นล่ะ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม จิตจะได้มีกำลัง หัวใจของการปฏิบัตินั้นคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทำอย่างนี้ได้มรรคผลไม่ใช่เรื่องไกล ถ้าเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิยังอีกไกล เพราะอยู่ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เพราะฉะนั้นฝึกนะที่หลวงพ่อบอกให้วันนี้ เป็นแก่นสารสาระในการฝึกกรรมฐานเลย เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอก ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10938</id>
		<title>《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10938"/>
		<updated>2025-04-11T11:23:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日至《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามศึกษาธรรมะเอาไว้ ดูพระไตรปิฎกได้ก็ดู ดูฉบับเต็มไม่ได้ดูฉบับย่อก็ได้ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นเบื้องต้น สนใจรายละเอียดตรงไหนก็ไปอ่านฉบับเต็มเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหลวงพ่อจะเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อพยายามแสวงหาหนทางปฏิบัติ ตั้งแต่เด็กๆ ทำแต่สมาธิ ทำอานาปานสติสงบเฉยๆ คิดว่าศาสนาพุทธมีอะไรมากกว่าความสงบ ก็พยายามช่วยตัวเอง ตอนนั้นไม่มีครูบาอาจารย์ ยังทำงานอยู่ อ่านพระไตรปิฎก อ่านหลายรอบ ได้เห็นธรรมะดีๆ มากมายในพระไตรปิฎก แต่ว่าเราไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร หลักของการปฏิบัติมีมากมายเหลือเกินที่พระพุทธเจ้าสอนไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคล็ดคำว่า “เห็นตามความเป็นจริง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้หลวงพ่ออ่านจิตตัวเอง พื้นฐานเราเคยอ่านตำรับตำรา มา หลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ท่านทราบว่าอ่านมามาก แล้วท่านก็แนะนำให้อ่านจิตตนเอง ก็พยายามมาอ่านจิตตัวเองมาเรื่อยๆ ทีแรกอ่านไม่เป็นก็ไปแทรกแซงจิต ไปฝึกจิตให้ว่างๆ ยังติดคำว่าว่างอยู่ อ่านหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาสมีคำว่า ว่างๆ เยอะ อ่านหนังสือเซนก็มีแต่คำว่าว่างเยอะแยะเลย เลยไปทำจิตว่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ทำอยู่ 3 เดือนแล้วขึ้นไปกราบท่านอีกที ท่านบอกทำผิดแล้วล่ะ ให้ไปอ่านจิตไม่ได้ให้ไปแต่งจิต ให้มันนิ่งๆ ว่างๆ นี้เป็นการปรุงแต่งเอาเอง ให้อ่านเอาท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็มาเริ่มอ่าน เวลาเราอ่านหนังสือ คิดถึงการอ่านหนังสือ เราไม่ใช่นักประพันธ์เราไม่ใช่คนแต่งหนังสือ เราเป็นแค่คนอ่าน เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนอ่าน เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านจิตตัวเอง ก็อ่านเหมือนเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูเหมือนดูละคร เวลาเราดูละครเราไม่ใช่คนแต่งบทละคร เราไม่ใช่ผู้กำกับ เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กว่าจะจับเคล็ดคำว่า “ดู” ได้ คำว่า “เห็นตามความเป็นจริง” ได้ ใช้เวลาเหมือนกัน ทำผิดอยู่ 3 เดือน พยายามไปปรุงแต่งจิตเป็นนักประพันธ์แต่งให้จิตมันดี เวลามันไม่ดีเราก็เป็นนักวิจารณ์บอกตอนนี้มันไม่ดี ไม่ใช่นักดู ไม่ใช่นักอ่าน พอมาอ่านทำอย่างไร ก็ดูไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันจิตใจเรามีความสุข บางวันจิตใจเรามีความทุกข์ บางวันจิตเราเป็นกุศลเยอะ บางวันเป็นอกุศลเยอะ บางวันสงบ บางวันฟุ้งซ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาแล้วเห็นแต่ละวันจิตเราไม่เคยเหมือนกันเลย เราก็ภาวนาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมเหมือนกันทุกวัน แต่จิตเราไม่เหมือนกัน เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน อย่างหลวงพ่อเวลาอยู่ที่บ้าน จะไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ ไม่ได้เดิน เพราะบ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินแล้วมันร้องเอี๊ยดๆ หนวกหูคนอื่นเขา แต่เวลาออกมาจากบ้าน ทุกก้าวที่เดินรู้สึกไปเรื่อยๆ ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ พอมาอ่านเราก็จะเห็นเลย แต่ละวันจิตเราไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่ภาวนาเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาดูได้ละเอียดมากขึ้น ไม่ได้ดูเป็นวันๆ หรอกดูเป็นช่วงเวลา ตอนเช้าตอนตื่นนอนจิตใจเราเป็นแบบนี้ ตอนสายๆ หน่อยเป็นอย่างนี้ ตอนเที่ยงจิตใจเราเป็นอย่างนี้ ตอนบ่ายจิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนเย็นๆ จิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนค่ำๆ ตอนดึกๆ จิตใจไม่เหมือนกันสักที ทั้งๆ ที่เป็นวันเดียวกัน ก่อนจะมาเห็นตรงนี้ได้ก็เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน พอภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าแต่ละห้วงเวลาไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้าตื่นมาแล้วเช้าแต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช้าวันจันทร์ตอนนั้นรับราชการ เช้าวันจันทร์เบื่อ ขี้เกียจ เช้าวันอังคารก็เบื่อมาก เช้าวันพุธชักจะอุเบกขาแล้ว เฉยๆ แล้ว เช้าวันพฤหัสเริ่มสดชื่น พอเช้าวันศุกร์นี้กระดี๊กระด๊า แต่ละวันไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่เป็นห้วงเวลาเดียวกัน แต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก ตอนสายๆ แต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน ตอนเที่ยงก็ไม่เหมือนกัน สังเกตไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเย็นๆ หลวงพ่อสังเกตตัวเอง จิตหลวงพ่อจะมีกำลังมาก ตอนเป็นโยมจิตจะมีกำลังมากตอนสัก 4 โมงเย็นไปแล้ว คล้ายๆ ทำงานใกล้จะเลิกงานแล้ว จิตใจเริ่มสดชื่น ตอนทำงานก็เครียดไม่ใช่ไม่เครียดเพราะงานที่ทำนี้ งานที่เครียดมากๆ เลย งานอยู่สภาความมั่นคง วันๆ ก็เป็นเรื่องหาข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล หาทางออกในการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง เรื่องปวดหัวทั้งนั้นล่ะ พอได้เวลาจะเลิกงานใจเริ่มผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาสังเกตตัวเอง ตอนเย็นๆ ตอนเลิกงานจิตจะมีกำลัง จิตจะสดชื่นเกิดสมาธิโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิ ฉะนั้นตรงนี้เป็นนาทีทองสำหรับหลวงพ่อ พวกเราก็ต้องไปดูตัวเอง เวลาช่วงไหนในแต่ละวันเป็นช่วงที่สติของเราดีสมาธิของเราดี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลานาทีทองของวันนั้น เราควรจะสงวนควรจะรักษาช่วงเวลานี้เอาไว้ภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อพอเลิกงานแล้วไม่ทำอะไรหรอก กลับบ้าน ไม่เอานาทีทองตัวนี้ไปทำลายทิ้ง ไปเที่ยว คนเขาก็ชวนไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์อะไรอย่างนี้ ไม่ไป บอกไม่ชอบ แล้วจริงๆ ก็คือไม่ชอบไม่ได้โกหก เคยหลุดเข้าไปในบาร์หรือในผับอะไรทีหนึ่ง นี่มันนรกชัดๆ เลย เสียงก็ดัง ไฟก็วูบๆ วาบๆ คนก็หลง แล้วก็ดื่มน้ำทองแดงกัน เข้าไปเห็นครั้งเดียวเข็ดเลย หนีตลอด ไม่ยอม ใครชวนอย่างไรก็ไม่ไป เรื่องอะไรอยู่ดีๆ เป็นมนุษย์ดีๆ ไปตกนรกเล่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพอเลิกงานตกเย็นตกค่ำหลวงพ่อภาวนา ขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ภาวนา ตอนเช้าขึ้นรถเมล์ไปทำงานก็ภาวนา ตอนจะกินข้าวก็ภาวนา ภาวนาไม่ใช่ไปนั่งพุทโธๆ อะไรหรอก มีสติอ่านจิตใจตัวเองไปไม่หยุด จิตใจเรามีความสุขก็รู้ จิตใจเราทุกข์ก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ ต่อมาสติแข็งแรงมากขึ้นๆ สมาธิดีขึ้น คราวนี้ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตตามห้วงเวลาแล้ว ถ้าอ่อนที่สุดก็เห็นว่าแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าพัฒนาขึ้นมาแล้วเห็นว่าแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาละเอียดเข้าๆ&lt;br /&gt;
เราจะเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอสติเราเร็วจริงๆ สมาธิเราดีจริงๆ เราจะเห็นว่าแต่ละขณะไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้านี้จิตเราเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แค่ช่วงเช้าแป๊บเดียวนั้น ค่อยๆ สังเกตเอา อย่างออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้าน ตอนเช้าจะไปทำงานพยายามจะขับถ่ายกลัวไปปวดท้องกลางทาง วันนี้ขับถ่ายสะดวก จิตใจสบายรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้ท้องผูกไม่ยอมถ่ายกลุ้มใจ ไม่ได้รู้แค่ว่าถ่ายได้ไม่ได้ รู้เข้ามาถึงจิตถึงใจเลย จิตใจยินดีพอใจหรือจิตใจกลุ้มใจ นี่คือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าปฏิบัติเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมถือว่ายังอ่อนหัดมากเลย ต้องฝึกให้ได้ มีสติอยู่ทุกขณะ คำว่า “ทุกขณะ” ไม่ถึงขณะตามตำราอภิธรรม ตำราอภิธรรมบอกว่าลัดนิ้วมือหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ ลัดนิ้วมือ ดีดนิ้วทีหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ อันนั้นตำรา ทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามันมีช่วงเวลากว่าที่จิตจะขึ้นมารับอารมณ์แต่ละครั้ง แล้วรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ใช้เวลา แต่ไม่ถึงวินาทีผุดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว เราก็ดูจากความเป็นจริงที่เราเห็น ไม่ได้ดูจากตำรา ตำราก็อาจจะถูกก็ได้ แต่สติเราไม่ละเอียดพอที่จะเห็น ต้องตีความอย่างนี้ไว้ก่อน ไม่ใช่ทำได้ไม่เหมือนตำราบอกตำราผิด อันนั้นเซลฟ์จัดเกินไปแล้ว เราดูเท่าที่เราดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ขณะอะไรไม่ใช่ขณะจิตหรอก ขณะที่ตาเห็นรูปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่หูได้ยินเสียงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จมูกได้กลิ่นลิ้นกระทบรสกายกระทบสัมผัสก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จิตมันคิด จิตมันคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลง คิดเรื่องนี้เกิดสุข คิดเรื่องนี้เกิดทุกข์ คิดเรื่องนี้เกิดราคะ คิดเรื่องนี้เกิดโทสะ อยู่เฉยๆ จะมีโทสะได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องตามหลังความคิดเรียกพยาบาทวิตกมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ๆ จะเกิดราคารุนแรงอะไรได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีกามวิตกมาก่อน แล้วทั้งหมดต้องหลง ทีแรกเราไม่เห็นขนาดนั้น เราภาวนาเราเห็นว่าจิตเราเปลี่ยนทุกขณะ ขณะที่กระทบอารมณ์นั่นล่ะ ไม่ใช่ขณะจิตหรอก ตาเห็นรูป ทีแรกบอกเห็นรูปใจก็โกรธขึ้นมาอะไรอย่างนี้ ดูละเอียดลงไปอีก ไม่ต้องตั้งใจดู แต่เราฝึกสติของเราไปเรื่อยๆ ฝึกสมาธิของเราไปเรื่อยๆ มันจะเห็นได้ละเอียดๆๆ เข้าไปอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ตาเห็นรูป จิตไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตเฉยๆ ขณะที่ตามองเห็น จะเกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศลอกุศลมาเกิดทีหลัง พอตาเห็นรูปปุ๊บมันจะมีการแปล เราจะเห็นการแปลความหมายของรูป รูปนี้คืออะไร แล้วอนุสัยความคุ้นเคยมันก็ให้ค่าออกมา พอใจรูปนี้สวยงาม เห็นดอกไม้สวย ตรงที่ตาเห็นดอกไม้สวยไม่มีคำว่าสวยหรอก ตาเห็นรูปเฉยๆ ตาไม่เห็นของสวยหรอก ตาเห็นแล้วก็จิตมันแปลว่านี่ดอกไม้นี่ดอกกุหลาบ สวยเชียว ดอกก็โตสวย พอมีการให้ค่าขึ้นมา ใจก็ยินดีพอใจ ราคะก็เกิดตามหลังความคิดมา ความคิดที่เป็นกามวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการมันจะค่อยยิ่งภาวนามันยิ่งละเอียดๆๆ เข้าไป เราจะรู้เลยว่าขณะที่ตามองเห็นไม่มีกิเลส แล้วจิตก็เป็นอุเบกขา ขณะหูได้ยินเสียงก็ไม่มีกิเลส ขณะที่จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสก็ยังไม่มีกิเลส ตรงที่ใจมันกระทบความคิดแล้วความคิดมันนำไป กิเลสมันก็ทำงานขึ้นมาได้ คอยรู้คอยดูค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เข้าใจหรอก สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วสิ่งนั้นไม่ดับ ไม่มีเลย เราภาวนาเรื่อยๆ เราก็เห็นสุขเกิดแล้วสุขก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ก็ดับ กุศลเกิดแล้วกุศลก็ดับ อกุศล โลภ โกรธ หลงเกิดแล้วมันก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ ตรงนี้ละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ละเอียดกว่าที่จะรู้จิตสุขจิตทุกข์จิตดีจิตชั่ว คือเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดที่ตาดับที่ตา จิตเกิดที่หูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่ร่างกายดับที่กาย จิตเกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว หัดภาวนาทีแรกเรารู้สึกจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยวร่อนเร่ไปทางทวารทั้ง 6 คิดว่าจิตมีดวงเดียว ดวงนี้หลงไปดูพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมา มันหลงไปฟังพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมาเข้าฐาน เห็นจิตเหมือนตัวแมงมุม เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้ายเดี๋ยวก็วิ่งไปข้างขวา เดี๋ยวขึ้นข้างบนเดี๋ยวลงข้างล่าง แมงมุมมีตัวเดียววิ่งไปวิ่งมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเราภาวนาละเอียดเข้าๆ เราเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตเสวยอารมณ์อันไหนก็ดับพร้อมอารมณ์อันนั้น เกิดดับไปด้วยกัน มันถี่ยิบขึ้นมา จะเห็น ทีแรกเรายังไม่เห็นหรอก เราต้องฝึกให้มีจิตที่เป็นผู้รู้ก่อน จิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาเป็นมหากุศลจิตประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจ ต้องเป็นจิตชนิดนี้ถึงจะมีกำลังมากพอที่จะเดินปัญญาได้จริง ไม่อย่างนั้นยังเป็นปัญญาพื้นๆ คิดๆ เอา แต่ถ้าจะขึ้นวิปัสสนาปัญญาจิตต้องตั้งมั่นอัตโนมัติมีกำลัง ของฟรีไม่มีก็ต้องฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นทำอะไรดี ทำได้ 2 วิธี หนึ่ง ฝึกเข้าฌานที่ประกอบด้วยสติ อันที่สอง อาศัยสัมมาสติหรือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ พอสติเราระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นเจริญสัมมาสติให้มากแล้วสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย เกิดด้วยกันกับสัมมาสติ ขาดสตินี่ สัมมาสัมมาทั้งหลายหายหมดเลยไม่เหลือเลย ฉะนั้นต้องฝึกสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกสติอยู่ในหลักสูตรชื่อการเจริญสติปัฏฐาน มี 4 อย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม ถนัดอันไหนเอาอันนั้น แล้วได้ทุกอัน สุดท้ายได้ทั้งหมดล่ะ อย่างเราหัดรู้สึกร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไปเรื่อยๆ ต่อมาจิตเราหลงไป ร่างกายเราขยับปุ๊บเรารู้เลยว่าจิตหลงไปแล้ว มันก็เข้ามารู้จิตได้ สติปัฏฐาน 4 มันก็เหมือนโต๊ะตัวเดียวกันนี้ล่ะ แต่มันมี 4 มุม แข็งแรงหน่อยก็ยกมุมใดมุมหนึ่งมันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ได้หมดล่ะ ไม่ยาก ชาวพุทธเราอย่าทิ้งการเจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีการเจริญสติปัฏฐานอยู่ การบรรลุมรรคผลนิพพานยังมีความเป็นไปได้ ไม่เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางบรรลุมรรคผลอะไรหรอก วิชาสติปัฏฐานเป็นวิชาที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดรัจฉานวิชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนวิชาที่จะอยู่กับโลกเขาเรียก เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ด่าเดรัจฉานวิชา อย่าเข้าใจผิด ตัวอย่างเดรัจฉานวิชาคืออะไร แพทยศาสตร์นี้เดรัจฉานวิชา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เดรัจฉานวิชาทั้งนั้นเลย วิชาหมอนวดก็เดรัจฉานวิชา คำว่าเดรัจฉานวิชาไม่ได้แปลว่า วิชาของสัตว์เดรัจฉาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิรัจฉาน ตัวนี้แบบไปทางขวางไปทางนี้ ขวาง สัตว์เดรัจฉาน สังเกตไหม กระดูกสันหลังมักจะขวาง คือขนานกับโลก เดรัจฉานวิชาคือวิชาที่จะอยู่กับโลก จำเป็นต้องมีไหม จำเป็น ถ้าขืนไม่มีเดรัจฉานวิชาทำมาหากินไม่เป็น รู้วิธีเลี้ยงเด็กก็เดรัจฉานวิชา รู้วิธีเลี้ยงเสือ ตอนนี้หมูเด้งจืดแล้ว ตอนนี้มีเสือชื่ออะไร น้องเอวา คนเลี้ยงเสือได้เขาก็มีวิชาของเขา ให้เราไปเลี้ยง เสือเอาไปกิน ฉะนั้นเดรัจฉานวิชาไม่ใช่วิชาต่ำต้อย เป็นวิชาที่ต้องเอาไว้อยู่กับโลก สิ่งที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานวิชาคือวิชาทางตั้ง แนวตั้ง เดรัจฉานวิชามันแนวขนาน ขนานไปกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวตั้งคือการปฏิบัติธรรมนั่นล่ะ พัฒนาไตรสิกขาศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา แล้วลงท้ายไปเจริญสติปัฏฐานให้ได้ ในที่สุดก็จะพ้นโลก เหมือนยิงจรวด ยิงจรวดขึ้นไปอย่างนี้ ถ้าเครื่องบินมันขนานกับโลกมันก็ไปอย่างนี้ ไปจากที่หนึ่งของโลกไปอีกที่หนึ่งของโลก ถ้าเป็นทางจิตใจก็คือจากภพนี้ก็ย้ายไปอีกภพหนึ่ง ก็เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ แต่วิชาโลกุตตระ วิชาแนวตั้ง เหมือนจรวดลอยขึ้นไปพ้นจากโลก อยู่เหนือโลกก็คือคำว่า โลกุตตระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนยุคนี้ไม่เรียนธรรมะ ก็ชอบวิจารณ์ตัดสินพระบ้าง ตัดสินฆราวาสบ้างว่าทำไม่ถูกอะไร อย่างนี้ อย่างวิชาหมอดูเป็นเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านห้ามมีอันเดียว ห้ามพระประกอบอาชีพทางเดรัจฉานวิชา ท่านห้ามตัวนี้ต่างหากล่ะ ท่านไม่ได้ห้ามฆราวาส อย่ามั่ว ถ้าพระไปรักษาโรค พระสมัยโบราณจะรักษาโรค คนไม่สบายไม่รู้จะไปไหน โรงพยาบาลไม่มี หามกันไปหาพระ กระดูกหักให้พระต่อให้ พระทำเดรัจฉานวิชาไหม ทำ อาบัติไหมไม่อาบัติ เพราะไม่ได้เอาไว้ทำมาหากิน ทำเพื่อสงเคราะห์โลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีความละเอียดรอบคอบไม่เข้าใจเรื่องธรรมวินัยแล้วชอบตัดสิน พระทำอย่างนี้ไม่ถูก อันนี้ก็ไม่ถูก นั่นก็ไม่ถูก พระดีๆ ก็คือพระพุทธรูป ห้ามกระดุกกระดิกทำอะไรไม่ได้เลย พอไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาแล้วก็ชอบมั่วชอบตีความชอบตัดสิน มั่วมาก ทำให้พระธรรมวินัยศาสนาอยู่ยาก อยู่ลำบาก ธรรมะจริงๆ สูญหายไป สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นมาแทนที่ บางทีพูดแล้วโก้เก๋ดี พูดแล้วแหมดูดีจังเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่พูดแล้วดูดีที่มีชื่อเสียงที่สุดเลยคือเทวทัต เทวทัตเป็นคนเสนอพระพุทธเจ้า บอกต่อไปนี้พระต้องมักน้อยสันโดษ ต้องดำรงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตเท่านั้น ต้องใช้ผ้าบังสุกุลจีวรเท่านั้น ต้องไม่มีกุฏิไม่มีอะไร ไม่สร้างวัดสร้างวาอะไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา ต้องกินมังสวิรัติ ฟังแล้วดี พวกคนไม่ฉลาดก็เคลิ้ม เทวทัตเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้าอีก ส่วนหนึ่งพวกพระก็ยังตามไปเลย ตามเทวทัตไปเป็นร้อยๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อมาพระโมคคัลลานะ สารีบุตร ท่านไปอธิบายธรรมะให้ฟัง ตอนที่ท่านเข้าไปสำนักของเทวทัต เทวทัตกำลังเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังอยู่ พอเห็นพระโมคคัลลานะ สารีบุตรเข้าไปก็ดีใจ นึกว่าแปรพักตร์จากพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกของเทวทัตแล้ว เทวทัตก็บอกว่าช่วยเทศน์แทนหน่อยเมื่อยแล้วจะไปนอน พอตื่นมาลูกศิษย์หายไปหมดแล้ว มาฟังเทศน์พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร รู้ผิดชอบชั่วดีถอยออกมาเลย เหลือที่ไม่ถอยออกมาไม่มาก พวกที่ถอยออกมาก็มาภาวนา จำไม่ได้ว่าออกมาแล้วภาวนาแล้วผลเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มีเรื่องเล่าอันหนึ่ง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง สำนวนนี้เคยคุ้นๆ ไหม ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยรู้จักพระองค์หนึ่งตอนหลวงพ่อยังไม่บวช ท่านพิการมือนิ้วท่านติดกันอย่างนี้ ติดกันหมดเลย แล้วท่านบอกท่านพิการมาแต่เด็กเลย สงสัยบาปกรรมอะไรทำให้พิการอย่างนี้ ท่านก็ระลึกๆ ไป จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ท่านเล่าพิสูจน์ไม่ได้ ท่านบอกท่านเคยเป็นลูกศิษย์เทวทัตแต่กลับใจแล้ว กลับใจแล้ว ตอนเป็นลูกศิษย์เทวทัตก็ประกาศว่าต่อไปนี้จะไม่ไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว แล้วต่อมาก็เปลี่ยนใจกลับเข้ามา บอกว่าอกุศลนี่ นิ้วของท่านเป็นแบบนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ทำได้แค่นี้ จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้เรื่องของกรรมเป็นเรื่องอจินไตย แต่การกระทำทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีผลแน่นอน ลูกศิษย์เทวทัตปรามาสพระพุทธเจ้า ปรามาสพระสาวกก็ต้องรับวิบาก เทวทัตก็ต้องรับวิบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินใครเขาเสนอวาทะคมคายดูดีเหลือเกินเลย ต้องทบทวนว่ามันตรงกับพระไตรปิฎกหรือเปล่า บางทีการเสนออะไรที่เข้มมากๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ท่านบอกเดี๋ยวศาสนาจะอยู่ยาก ศาสนาจะอันตรธานเร็ว อย่างเป็นพระบอกต้องฉันเจอย่างเดียว ชาวบ้านเขาไม่ได้กินเจ ใครเขาจะมาหาอาหารเจให้ทุกวันๆ สุดท้ายพระอาหารไม่พอแล้วก็อยู่ไม่ได้ ศาสนาก็หายไป พระหายไปไม่มีใครสืบทอด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะไม่สุดโต่งๆ ศาสนาถึงได้ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมความก็คือต้องเจริญสติปัฏฐาน หลวงพ่อสอนอยู่ทุกวี่ทุกวันก็เรื่องนี้ล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้ บทเรียนของเราต้องครบ ไตรสิกขา ศีลต้องรักษา ตั้งใจไว้ก่อนจะรักษาศีล 5 ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องรักษาศีลก็เคยมีคนถามหลวงปู่เทสก์กระมัง บอกว่า ถ้าท่านเดินไปแล้วเห็นผู้หญิงตกน้ำ พระจะกระโดดลงไปช่วย อาบัติไหมไปจับตัวผู้หญิง ไม่ช่วยจิตจะเศร้าหมองไหม ถ้าจิตเศร้าหมองแสดงว่าตรงนั้นเราต้องทำชั่วอะไรสักอย่างแล้ว อย่างเราเห็นผู้หญิงตกน้ำ แล้วเราก็อุเบกขา จริงๆ แล้วจิตจะไม่ดีเลย จิตจะกระด้าง เห็นสัตว์ลำบากแล้วเฉยเมย คิดว่าความเฉยเมยคืออุเบกขา ไม่ใช่ เป็นความใจไม้ไส้ระกำ ท่านบอกว่าท่านก็ใช้วิธีนี้สิ ท่านกระโดดลงไปในน้ำไปอยู่ใกล้ๆ เขา เดี๋ยวเขาก็เกาะท่านท่านก็ว่ายเข้าฝั่ง ท่านว่าอย่างนี้ แต่หลวงพ่อคงไม่เอา ขืนมาเกาะเราก็พากันจมแน่เลย หาไม้หาอะไรโยนให้ ให้เกาะ ก็ต้องช่วย จำเป็นจริงๆ ก็ลงไปลากขึ้นมาแล้วมาปลงอาบัติเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีก็ต้องคิดต้องพิจารณา ถือศีลเคร่งๆ ไปเลยแบบงมงายก็ใช้ไม่ได้ ศีลรักษาไปเพื่อให้จิตใจเป็นปกติ เพื่อให้หมู่สงฆ์สงบสุข เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้วมีความมั่นคงในพระศาสนา เลื่อมใสมั่นคง ศีลไม่ได้ถือเอาไว้ทรมานตัวเอง ศีลไม่ได้ถือไว้ใจร้ายกับคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้จักอะไรควรอะไรไม่ควร เห็นมีพระมีข่าวเรื่อยเลย ดูแลแม่ เช็ดอึเช็ดฉี่อาบน้ำให้อะไรให้ ถามว่าถูก ไม่ถูก ก็ไม่ถูก ถ้าไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำ อาบัติร้ายแรงไหม อาบัติไม่ร้ายแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาบัติที่ร้ายแรงคือภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ไม่ได้มีความกำหนัดมีแต่ความเมตตา ดีกรีมันมี ว่ามันผิดร้ายแรงแค่ไหน ไม่ใช่เห็นอะไรก็บอกจับสึกๆ ทุกวันนี้ง่ายเหลือเกินเจอพระไม่ชอบใจ บอกจับสึก เพราะฉะนั้นต้องเรียน ขอแนะนำ อ่านพระไตรปิฎกดีที่สุดเลยหัดอ่านไป พระวินัย พระสูตรพวกนี้ อ่าน อภิธรรมอ่านไม่รู้เรื่องต้องไปเรียนอภิธัมมัตถสังคหะอะไรพวกนั้นก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องฝึก ทุกวันแบ่งเวลาไว้เลย ถึงเวลาจะต้องปฏิบัติในรูปแบบ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คำว่าถึงเวลาให้ไปนั่งสมาธิให้ไปเดินจงกรม เพราะว่าแต่ละคนรูปแบบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกวาดพื้นอยู่เป็นเครื่องอยู่ นั่นคือการทำในรูปแบบของเขา ตอนหลวงพ่อบวชครั้งแรกที่วัดชลประทาน หลวงพ่อปัญญาเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระผู้เฒ่าองค์หนึ่งกุฏิอยู่ติดๆ กัน ท่านกวาดวัด ฉันข้าวเสร็จตอนเช้าก็กวาดวัดไป กวาดจากหน้าวัดไปท้ายวัด ท้ายวัดกวาดมาหน้าวัด กวาดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน หลวงพ่อตอนนั้นโง่ ก็ไปบอกท่านบอกหลวงพ่อทำไมไม่นั่งสมาธิไม่เดินจงกรม ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมช่วยกวาด เราไปนั่งสมาธิกันดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านก็ยิ้มหวานหลวงพ่อยังจำรอยยิ้มของท่านได้ ท่านบอกคุณบวชสั้นๆ คุณไปนั่งสมาธิเดินจงกรม เดี๋ยวผมกวาดเอง นี่ความโง่ของเรา ที่จริงท่านภาวนาทั้งวันเลย ร่างกายท่านเคลื่อนไหวท่านกวาดใบไม้กวาดถนนกวาดใบไม้กวาดไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ เราภาวนาเป็นแล้วเราถึงนึกถึงท่านได้ โอ๊ยตายแล้ว เราไปบอกท่านด้วยความโง่ของเราแท้ๆ แต่ประกอบด้วยเมตตา ความโง่นั้นไม่ได้ประกอบด้วยดูถูกว่าท่านไม่ยอมไปนั่งภาวนา เรามีความเมตตาอยากให้ท่านได้ภาวนาบ้างมีเวลาบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจะใช้คำว่าทำในรูปแบบ รูปแบบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่กวาดวัดก็เป็นการปฏิบัติในรูปแบบแล้ว ได้เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ อย่างบางคนหลวงพ่อไปที่บ้านจิตสบายเห็นมีคนหนึ่งส่งการบ้าน หลวงพ่อดูแล้วคนนี้ไม่เคยช่วยเมียทำงานบ้านเลย เมียก็ชักโมโห บอกไปช่วยเมียทำงาน ช่วยเมียซักผ้า ถูบ้าน เขาเชื่อเขาไปทำ แล้วจิตใจเขาก็สบาย สบายเพราะอะไร เพราะเมียไม่ด่า เมียไม่บ่นแล้วสบายใจ ก็รู้เนื้อรู้ตัว ทำงานไปรู้เนื้อรู้ตัวไป ในครอบครัวก็ดีจิตใจตัวเองก็ดี นี่ทำในรูปแบบ ไม่ใช่ทำในรูปแบบต้องนั่งสมาธิท่านี้ต้องเดินท่านี้ บางทีเดินจงกรมต้องกำหนดโน้นกำหนดนี้ มีเท่านั้นจังหวะเท่านี้จังหวะ ทำแล้วเครียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำแล้วเครียดไม่ใช่การปฏิบัติหรอก ทำอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำอกุศลที่เกิดแล้วให้แรงขึ้น อย่างทำแบบเครียดๆ ไปเรื่อยๆ อกุศลอะไรจะแรง กูเก่ง กูดีกว่าคนอื่น อกุศลพวกนี้จะเด่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงเวลาไปทำในรูปแบบ ถนัดกรรมฐานอะไรเอานั้นล่ะ มีต้นไม้เยอะก็ไปรดต้นไม้ อย่างที่นี่ตกเย็นพระต้องไปรดต้นไม้ ต้นไม้มี 2 ส่วน ต้นไม้รอบๆ กุฏิอันนี้เช้าๆ เขาก็รดกันแล้ว ทางเดินก็แบ่งกันกวาดทั่ววัด แต่ฤดูนี้พอกวาดเสร็จคล้อยหลังลมพัดทีเดียวใบไม้ลงมาเต็มเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกวาดซ้ำแล้ว เพราะถ้ากวาดก็คือไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว อย่างน้อยก็รักษาข้อวัตร กวาดแล้ว ตั้งใจกวาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเช้าก็รดต้นไม้รอบๆ กุฏิ ตอนเย็นไปรดต้นไม้ฝั่งโน้น ไปปลูกป่ากันไว้ร่วมร้อยไร่ แบกน้ำตักน้ำใส่ถังเอาไปรดต้นไม้ รดทีละต้นทีละต้น ฝั่งโน้นไม่รู้ต้นไม้กี่พันต้น ฝั่งโน้น ถามว่าเสียเวลาภาวนาไหม ไม่เสีย เวลาตักน้ำรู้สึกตัวหิ้วน้ำไปรู้สึกตัว ถ้าไม่รู้สึกทำอะไร ไม่รู้สึกตัวก็ทำน้ำหกหรือเดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาเคล็ด บางองค์ขาเส้นเอ็นพลิกเดินเผลอไปหน่อย นี่คือการปฏิบัติ ไปรดต้นไม้ ทุกวันทำอย่างนี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มรรคผลไม่ไกลถ้าทำ 3 อย่างนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมต้องมีรักษาศีล ต้องทำในรูปแบบทุกวันๆ แล้วก็ต้องเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างที่บอก 3 อย่างนี้มรรคผลไม่ไกลหรอก การเจริญสติในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นล่ะ อย่างเรามีสติเห็นร่างกายหายใจออกมีสติเห็นร่างกายหายใจเข้า แล้ววันไหนจิตใจเราฟุ้งซ่าน เราเห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้าสักพักหนึ่ง จิตมันจะรวมลงไป จะพักผ่อนหายฟุ้งซ่าน วันไหนจิตเรามีกำลังอยู่แล้วหายใจออกรู้สึกหายใจเข้ารู้สึก เราก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจเป็นคนละอันกับจิต ร่างกายกับจิตแยกออกจากกัน ขึ้นเจริญปัญญาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแค่เราหายใจมันมีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา อย่างเวลาจะทำสมาธิเราก็หายใจไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพักผ่อนมันจะรวมสงบลงไป รวมเองไม่ต้องสั่งให้รวมเลย ยกเว้นมีวสีชำนาญแล้ว นึกอยากรวมเมื่อไรก็รวมได้ทันที แต่ถ้ายังรวมไม่ได้ก็อย่าไปตกใจ ถึงเวลาเราก็ทำกรรมฐานไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพัก มันรวมเองมันเข้าเอง ตอนที่เกิดอริยมรรคอริยผลจิตก็รวมเอง ถ้าตั้งใจรวมไม่ค่อยได้เรื่องหรอก ยังเจือโลภเจตนาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจไป หายใจไป วันนี้จิตเรามีกำลังแล้ว มันไม่รวม ไม่เคลิ้ม ตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมา สติระลึกรู้กายก็เห็นไตรลักษณ์ของกาย ใครเป็นคนรู้กาย จิตเป็นคนรู้กายแล้วก็เห็นไตรลักษณ์ของจิต เวทนาเกิดขึ้นในกายเรา ก็เห็นว่าเวทนาในกายกับกายก็คนละอันกัน แล้วเป็นคนละอันกับจิต เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตที่รู้เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เราเห็นสังขาร จิตสังขาร จิตที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ทีแรกเราก็เห็นว่าจิตเราโลภจิตเราโกรธ พอเราภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงกับจิตเป็นคนละอันกัน ความโลภกับจิตคนละอันกัน ความโกรธกับจิตเป็นคนละอันกัน เป็นองค์ธรรมคนละชนิดกัน ตัวโลภตัวโกรธตัวหลงเป็นสังขาร เรียกว่าสังขารขันธ์ อยู่ในสังขารขันธ์ จิตเป็นอีกขันธ์หนึ่งอยู่ในวิญญาณขันธ์ เป็นคนละอันกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทั่วไปบอกเราโกรธ อันนี้โง่ที่สุดแต่ไม่โง่มากไม่ถึงที่สุด โง่ที่สุดคือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ ไปอาละวาดใส่คนอื่นแล้ว ดีขึ้นมาหน่อยเห็นว่าเรากำลังโกรธ ดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธกับจิตคนละอันกัน มันแยกออกจากกัน แล้วดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็เดินปัญญาละเอียดๆๆ เข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เข้ามาที่จิตก็เห็นจิตนั้นเกิดดับ จิตเกิดที่ไหนจิตก็ดับที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเห็นตรงนี้ทีแรก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับที่หูแล้วก็ดับ เลยเกิดสงสัยแล้วเราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี ก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ครับ จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คิดว่ามันตั้งอยู่กลางอก คิดว่ามันอยู่ตรงนี้ แล้วมันเกิดที่ตา ตัวนี้หายไป เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ แล้วเข้ามาตรงนี้ เห็นตัวนี้มันไหวๆๆ อยู่ ก็เลยนึกว่าจิตมันอยู่ตรงนี้กระมัง แต่ไหนๆ เจอหลวงปู่แล้วถามหลวงปู่สักหน่อย หลวงปู่ครับจิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน หลวงปู่บอกจิตไม่มีที่ตั้ง บอกแค่นี้เราก็เข้าใจแล้ว เราไม่ต้องเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนหรอก จิตตั้งอยู่กับอารมณ์ เกิดพร้อมกับอารมณ์ ดับพร้อมกับอารมณ์ จิตเกิดที่ไหน เกิดออกไปรู้อารมณ์ทางตาแล้วก็ดับพร้อมกับการรู้อารมณ์ทางตา ออกไปฟังเสียงแล้วก็ดับพร้อมกับเสียง พร้อมกับการฟังเสียง นี่มันเกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาพอละเอียดๆ มันเข้ามาที่จิตนี่ล่ะ แล้วเห็นจิตมันสร้างภพสร้างชาติตลอดเวลาเลย แล้วภาวนาถ้าเราเข้าใจธรรมะประณีตขึ้น ประณีตขึ้น การปฏิบัติมันบีบวงมาที่จิต บางทีเราก็เห็นจิต บางทีเราก็ไม่เห็นจิต จิตตัวนี้คือจิตผู้รู้ อะไรทำให้เรามองจิตผู้รู้ไม่ออก อาสวกิเลสทั้ง 4 อาสวกิเลสเกิดเมื่อไร หาจิตผู้รู้ไม่เจอแล้ว อาสวะที่ดูง่ายๆ อย่างตัวภพดูง่าย จิตสร้างภพเมื่อไรจิตก็หลุดเข้าไปอยู่ไปเกิดในภพนั้น ถ้ารู้ทันปุ๊บจิตหลุดออกจากภพ ภพดับ จิตผู้รู้ก็เด่นดวงขึ้นมา มันจะเข้ามารู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ พอรู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ สิ่งที่ปิดกั้นทำให้เรารู้จิตผู้รู้ไม่ได้ก็คืออาสวกิเลสทั้ง 4 ตัวนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามาสวะเข้ามามาดึงจิตเราไป ดึงดูดจิตเราไปหากามคุณอารมณ์ ภวาสวะจิตไปสร้างภพแล้วหลงอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะมันไม่รู้แจ้งอริยสัจ ทิฏฐาสวะ เวลาเราติดในความคิดความเห็น ถูกความคิดความเห็นย้อมเมื่อไรตัวจิตผู้รู้เราก็สูญหายไป พอไม่ถูกอาสวะทั้ง 4 ย้อม สติสมาธิเราดี อาสวะเข้ามาย้อมไม่ได้ จิตผู้รู้เด่นดวงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้นั่นล่ะก็คือตัวทุกข์ แล้วคือหัวโจกของตัวทุกข์ ดูยากที่สุดเลยว่าคือตัวทุกข์ เพราะว่าถ้าเราภาวนาเรามีจิตผู้รู้ เรารู้สึกตัวนี้บรมสุข ถ้าเมื่อไรไม่ถูกอาสวะย้อม เห็นมันบ่อยๆ เนืองๆ รู้แจ้งแทงตลอด จิตผู้รู้นั่นล่ะคือตัวบรมทุกข์ ทุกข์ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเลย พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หมดความรักใคร่ยินดี หมดความอยาก หมดความยึดถือ เพราะฉะนั้นพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยคือตัณหาอุปาทานอะไรพวกนี้ก็ถูกทำลายทันที ดับอัตโนมัติ เราไม่ต้องดับตัณหา รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรตัณหาดับเอง ดับอัตโนมัติ สิ้นตัณหาเมื่อไร นิโรธคือนิพพานปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา นิโรธคือสภาวะที่สิ้นตัณหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยภาวนาผิด กำหนดจิตลงไปแล้วว่างลงไป คิดว่าฝึกเข้านิโรธไปแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ท่านมาเจอ ท่านด่าเอา นิพพานอะไรมีเข้ามีออก เลยรู้เลยไม่ใช่แล้ว ถ้ายังกำหนดจิตอย่างโน้นกำหนดจิตอย่างนี้ไม่ใช่ของจริงแล้ว ของจริงก็คือต้องรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งว่ามันคือตัวทุกข์ จิตก็หมดความอยากหมดความยึดถือในตัวจิต สิ้นอยากเมื่อไรก็คือนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา แล้วขณะนั้นอริยมรรคเกิดขึ้น นี่เส้นทาง เราทำไป เดินไปเรื่อยๆ มาตรงนี้ได้ด้วยการรักษาศีล ฝึกในรูปแบบให้จิตมีสมาธิขึ้นมา แล้วก็เอาจิตที่ตั้งมั่นมีสมาธิแล้วมาเดินปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์แยกรูปแยกนามไป ทำสติปัฏฐาน 4 นั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ สติปัฏฐานนั้นเป็นของวิเศษอีกอย่าง ในเบื้องต้นที่เราฝึกทำให้สติเราดีขึ้น ในเบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10937</id>
		<title>《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10937"/>
		<updated>2025-04-11T11:22:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日至《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีตรวจการบ้านตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไม่ถึงเวลาภาวนาไป เดี๋ยวคนรอดูที่บ้านเขาดูไม่ทัน ฝึกตัวเองให้เคยชินให้เป็นนิสัยไว้ มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้ง ภาวนาไปเลย เอาให้เคยชิน เก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อยๆ พอจิตมันคุ้นเคยที่จะปฏิบัติ มันจะขยันภาวนา จิตใจที่ไม่อยากภาวนา ทำบ้างไม่ทำบ้าง จิตมันติดโลก ติดกาม เมื่อเช้ามีทิดเก่าคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกว่าสังเกตดูว่าเวลาถือศีล 8 สติเกิดน้อยกว่าตอนถือศีล 5 ฉะนั้นศีล 5 ดีกว่า เขาว่าอย่างนี้ บอกไปสังเกตให้ดี จิตมันติดกาม ติดความสุขความสบาย พอไปบังคับตัวเองถือศีล 8 มันก็เครียด พอเครียดสติก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่ว่าศีลไม่ดี แต่ใจตัวเองมันไม่ถึง ใจยังอ่อนแออยู่ ถ้าเรารู้จุดอ่อนของตัวเอง ใจมันอ่อนแอมันติดโลก ก็ต้องเข้มแข็งสู้มัน ไม่หาข้ออ้างที่จะทำให้การปฏิบัติย่อหย่อนลง อย่างบอกว่าศีล 5 ดีกว่าศีล 8 อะไรอย่างนี้ สำหรับคนนี้ บางคนศีล 5 ดีกว่าจริงๆ ถ้าเอามาเป็นข้ออ้างสนองกิเลสตัวเอง โอกาสพัฒนามันก็ยาก อยากจะพ้นทุกข์อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง อ่อนแอไปไม่รอดหรอก ต้องอดทน คนรุ่นหลังๆ นี่ความอดทนน้อยลงไปเยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้ายังเล่าให้พวกทิดมาส่งการบ้าน บอกคนรุ่นนี้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ รักสุขรักสบายเหลือเกิน คนรุ่นหลวงพ่อเรียกรุ่นเบบี้บูม บ้านเมืองเพิ่งผ่านสงครามโลกมาใหม่ๆ บอบช้ำ ตอนที่หลวงพ่อเกิดสงครามโลกเพิ่งจบไปไม่ถึง 10 ปี บ้านเมืองทรุดโทรม เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนลำบาก เราเกิดในยุคนั้น เราก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องสู้ต้องอดทน ฉะนั้นคนรุ่นนั้นจะอดทน แต่คนรุ่นนั้นเทียบกับรุ่นครูบาอาจารย์ยังเทียบไม่ติด รุ่นครูบาอาจารย์ลำบากมากๆ เลย อย่างไปปฏิบัติอยู่ในป่า เป็นไข้ป่าก็ตายแล้ว รอดบ้างตายบ้าง บางองค์อดอาหารเป็นประจำ อาหารไม่พออะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่มาพอพ้นยุคยากลำบาก หลัง 2500 อะไรอย่างนี้ ร่างกายท่านทรุดโทรมมาก เพราะช่วงก่อนหน้านั้นสู้หนักมาก ก็สิ้นไปอย่างรวดเร็วก็มี สังเกตดูคนที่เคยผ่านความยากลำบาก ใจมันต่อสู้มากกว่าคนที่เกิดมาก็สบาย รุ่นหลังๆ นี่พ่อแม่เคยลำบากมา ไม่อยากให้ลูกลำบาก เลี้ยงลูกประคบประหงมเอาอกเอาใจจนกระทั่งอ่อนแอมาก ดูแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ดูอื่นดูไกล ดูจากพระนี่ล่ะ พระรุ่นก่อนๆ เข้มแข็ง สู้ คนไหนไม่แข็งแรงไม่เข้มแข็งก็ออกไป พวกที่เหลืออยู่นี่แกร่งจริงๆ หลังๆ นี่ดูป้อแป้ๆ กลัวลำบาก จะไปอยู่กับโลกก็กลัวลำบากกลัวเหนื่อย มาบวชจะภาวนาก็กลัวลำบากอีก คนชนิดนี้อยู่ที่ไหนไม่เจริญหรอก ไม่สู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราอยากได้ดี จิตใจต้องกล้าหาญต้องเข็มแข็งต้องต่อสู้ เหยาะแหยะไม่ได้เรื่องหรอก หาข้ออ้างเพื่อปกป้องกิเลส ฉลาดในการหาข้ออ้าง แต่ไม่ฉลาดในจิตของตนเอง ต้องเข็มแข็งจริงๆ เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอก เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี่ต้องสู้จริงๆ ประเภทนั่งสมาธิก็กลัวปวดหลัง กลัวเมื่อย ก็อ้างนั่งสมาธิมากๆ เนิ่นช้า เอาคำหลวงปู่มั่นมาพูดอีก นั่งสมาธิมากเนิ่นช้า ไม่ได้แปลว่านั่งหลายชั่วโมงแล้วทำให้เนิ่นช้า หมายถึงเอาแต่นั่งสมาธิไม่ยอมเดินปัญญามันก็เลยเนิ่นช้า ทำสมาธิแล้วก็สงบสบายเพลินๆ ไป ผ่านวันผ่านเวลาไปมากมาย บางทีเอาธรรมะมาอ้างเพื่อปกป้องความขี้เกียจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เจอพวกอ่อนแอหลายคนทั้งพระทั้งโยม ธรรมะก็เลยดุนิดหนึ่ง นี่นิดเดียว ถ้าเจอรุ่นครูบาอาจารย์หนักกว่านี้เยอะเลย ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อยังเหลืออีกองค์ หลวงปู่ทองท่านเป็นกรรมวาจาจารย์ อยู่ที่ลำปลายมาศ ใครไปถามกรรมฐานท่านบอกอยากได้มรรคผลนิพพาน ท่านบอกแค่ศีลเอ็งก็รักษาไม่ได้แล้ว อย่ามาคุยอวดเลยจะไปเอานิพพาน หรือเสียสละอะไรเล็กๆ น้อยๆ ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะไปนิพพานได้อย่างไร นิพพานต้องสละโลกได้ ท่านใช้วิธีด่าเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์สมัยก่อนดุจริงๆ แต่ไม่มีประเภทเอากระโถนขว้างอะไร ไม่มี มีแต่นิยายปรัมปราว่าครูบาอาจารย์โมโหแล้วเอากระโถนขว้าง เมื่อก่อนหลวงพ่อก็เชื่ออย่างนั้น ว่าครูบาอาจารย์กรรมฐานนี่ดุ ถ้าเราไม่ถูกใจเอากระโถนขว้าง ตอนไปหาหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกยังกลัวเลย ไม่รู้จักท่าน ไปถึงก็ไปจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้าไปในกุฏิ ไปรอดูหลวงปู่จะออกมาไหม ออกมาเราจะเข้าไปถามกรรมฐาน ทั้งพระทั้งคนในวัดบอกเข้าไปเลย ตอนนี้ท่านกำลังฉันอาหารอยู่ บอกท่านฉันให้ท่านฉันไปก่อนเถอะ ที่จริงไม่ใช่อะไร ที่จริงยังกลัวอยู่ นั่นเป็นครั้งเดียวที่หลวงพ่อกลัวครูบาอาจารย์ เพราะเราไม่คุ้นกับครูบาอาจารย์กรรมฐาน เลยคิดว่าท่านดุ ได้ยินนิทานเล่าว่าถ้าทำไม่ดีแล้วเอากระโถนขว้าง อย่างไรท่านก็ไม่ขว้าง ท่านเสียดายของ ขว้างเดี๋ยวกระโถนแตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดๆ จ้องๆ อยู่ ในที่สุดหลวงปู่ทนไม่ไหว หลวงปู่เดินออกมาหน้ากุฏิเอง เลยเข้าไปกราบท่านได้ หลวงปู่ครับผมอยากปฏิบัติ ท่านก็เงียบๆ ไม่พูด เราก็นึกหลวงปู่อายุ 90 กว่า ฉันข้าวเสร็จแล้วนั่งหลับไปแล้ว ตอนนั้นโง่มากนึกว่าท่านนั่งหลับ ที่จริงท่านกำลังสอบประวัติเราอยู่ ว่าเราเคยภาวนามาแบบไหนอะไรอย่างไร ท่านหลับตาไปสัก 45 นาที 40 นาที ลืมตามาถึงสอน ไม่ใช่เจอหน้าก็สอน หลวงปู่ดูลย์ถ้าใครไปถามอะไรก็ตอบ แต่ถ้าจะเรียนจริงๆ ท่านจะเงียบๆ เราก็ต้องนั่งภาวนาของเราไป รอให้ท่านค่อยพูดเอง นี่กว่าจะได้ธรรมะมาก็ลำบากเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีไปหาที่ภาวนาตามวัด แต่ละวัดก็มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งนั้นล่ะ เรียกผีบ้าน ผีเรือน ผีป่า ผีเขา มีทั้งนั้น ผีนี่หมายถึงคน คนที่ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ตามวัด เข้าไปเราไม่รู้จักใครเลย จะไปกินข้าวที่ไหนเราก็ไม่รู้ เข้าไปทีแรกครูบาอาจารย์ท่านตักอาหารเสร็จแล้ว พระท่านก็ฉันข้าว โยมก็ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเช้า เห็นเขาขนอาหารไปวางข้างล่าง มีโต๊ะยาวๆ อยู่ อาหารไปวางไว้เยอะเลย ก็นึกว่าเดี๋ยวสวดมนต์เสร็จคงได้ไปกินข้าว พอสวดมนต์เสร็จลงมา แต่ละคนเขาหายไปหมดเลย พวกที่นั่งสวดมนต์ แล้วอาหารที่โต๊ะไม่มีเหลือเลย คือแต่ละคนจะมีพรรคพวกมีลูกน้องมีคนรับใช้ ขนเกลี้ยงเลยไม่มีอะไรเหลือเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ เราอยู่วัด เราไม่มีอะไรกินเลย เราจะอยู่อย่างไร ก็ช่างมัน ไม่กินวันสองวันไม่เป็นไรหรอก หลวงพ่อก็เดินกลับขึ้นศาลามา ครูบาอาจารย์ท่านเห็น รู้ว่าเราไม่มีข้าวกิน ท่านกวักมือเรียก เอาบาตรให้ บาตรของท่าน ไม่ได้ให้บาตรอย่างเดียว ในบาตรมีข้าวมีอะไร เรารู้เลยครูบาอาจารย์ความเมตตาสูงมาก สูง แต่ใจเราต้องเข้มแข็งพอ ประเภทห่วงกินห่วงนอนไม่ได้กินไม่ได้ปฏิบัติจริง ไปวัดทีแรกบางทีไม่รู้จักใครเลย จะค้างที่วัดไปขอครูบาอาจารย์ ขอค้างที่วัด ท่านอนุญาต เราก็ไม่รู้เขาพักกันที่ไหน หาที่พักไม่ได้ ไปอยู่โคนต้นไม้ นั่งสมาธิเดินจงกรมไป ผ่านกลางคืนไปมีความสุขมหาศาลเลย ไม่ได้ห่วงเรื่องกินเรื่องนอนอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ไปๆ ฝนตก ฝนตกอยู่กลางแจ้งไม่ไหว ฝนแรงแล้วหนาว ก็ไปหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิ มีกุฏิของใครก็ไม่รู้เป็นส่วนโยม หลบอยู่ใต้ถุน ไม่บ่นสักคำ สู้เอา ถ้าเรื่องแค่นี้เราสู้ไม่ไหว เราจะสู้มารไหวหรือ สู้กิเลสไหวหรือ ฉะนั้นถ้าพวกเราสังเกตให้ดี มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่โอ๋ ไม่เคยประคบประหงมแบบโอ๋ๆ เอาอกเอาใจอะไร ไม่เคย เพราะหลวงพ่อไม่เคยให้ครูบาอาจารย์ต้องมาโอ๋หลวงพ่อ เราสู้เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎกไว้บ้าง&lt;br /&gt;
ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกชอบโอ๋ส่วนใหญ่ก็มีความต้องการแฝงเร้น โอ๋โยมนี่โอ๋คนรวยๆ เขาจะได้ให้เงินเยอะๆ ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วย ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น ตอนนั้นเรารับราชการไปอยู่วัดทีหนึ่งหลายวัน ช่วงวันหยุดนี่ ช่วงต้นธันวามีวันหยุดเยอะ จะลางานบ้างอะไรบ้าง ไปอยู่วัดได้ 10 วัน 11 วัน 9 วัน อะไรอย่างนี้แต่ละปีไม่เท่ากัน ถวายปัจจัยท่านเล็กน้อยเท่านั้นเอง ท่านกลับดูแลเรามาก ดูแลละเอียด เข้าไปกราบ ท่านก็สั่งพระอุปัฏฐากให้ไปจัดกุฏิพระให้หลวงพ่ออยู่ ท่านสั่งอย่างนี้ บอกคนนี้เขาภาวนาจริง ให้ไปอยู่โซนพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนร่ำคนรวยคนใหญ่คนโตไปกราบ ท่านก็ยิ้มๆ ถวายอะไรท่านก็ยิ้มๆ เฉยๆ ตอนเวลาไปเรียนกับครูบาอาจารย์ บางทีคนใหญ่คนโตอะไรมากราบท่าน พระอุปัฏฐากก็ให้พวกนี้กราบๆ ไปแล้วก็ออกไปเลย แล้วก็เปิดโอกาสให้หลวงพ่อส่งการบ้าน นี่เราอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น แต่ไม่ใช่อบอุ่นแบบลูกแหง่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้มาประคบประหงมเรา แต่ดูแลให้เราภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกหลวงพ่อก็เลยนึกว่า โอ้ พระกรรมฐานดีทุกองค์ เพราะเราเข้าไปวัดไหนก็เจอครูบาอาจารย์ ท่านก็ดีทั้งนั้นเลย เลยนึกว่าพระปฏิบัติจะต้องดีทุกองค์ กว่าจะฉลาดก็โง่มาก่อนทั้งนั้นล่ะ ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ฉะนั้นอย่างบางทีพวกเราร่อนเร่ไปที่โน้นที่นี่ มีบุญก็เจอที่ดีๆ อกุศลให้ผลก็เจอที่หลอกๆ ถมเถไป สิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุด เราแยกแยะยากว่าครูบาอาจารย์องค์ไหนดีหรือไม่ดี อย่างจะมาเชื่อว่าหลวงพ่อดีนี่โง่ รู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่อดี เป็นแค่ความเชื่อของเรา เชื่อตามๆ กัน นั่นเป็นความไม่ฉลาดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือการอ่านตำรับตำราไว้บ้าง อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ จับหลักการปฏิบัติให้แม่นๆ หรืออย่างฟังหลวงพ่อ จับหลักให้แม่นแล้วไปลงมือทำ ไม่ต้องเชื่อแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เวลาเราฟังธรรมะ ถ้าเป็นหลวงพ่อฟัง เราก็จะดูว่าคำสอนนี้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกไหม ถ้าไม่สอดคล้อง เราสังเกตต่อ ไม่สอดคล้องที่ Wording ที่คำพูด อย่างครูบาอาจารย์บางองค์ท่านไม่ได้เรียนปริยัติเลย ท่านก็ใช้ภาษาตามสะดวกของท่าน เราก็ต้องฟังดูว่าเนื้อหาสาระที่ท่านเทศน์นี่ถูกต้องไหม บางทีโดยพยัญชนะโดยภาษาโดยตัวหนังสือไม่ถูก แต่โดยเนื้อหาแล้วถูก อย่างนี้ก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราได้ปฏิบัติด้วย ได้อ่านตำราด้วย จะช่วยให้เราคัดกรอง ก็จะได้ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ ถ้าเราภาวนาไปถึงช่วงหนึ่ง เราจะเข้าใจอันไหนจริงอันไหนไม่จริง มันรู้ด้วยตัวเองได้ บางทีรู้แล้วแต่มันไม่สนองกิเลส บางคนอ่อนแอ อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อย่างนี้ก็มี อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อยู่กับหลวงพ่อไม่ได้ เพราะหลวงพ่อไม่โอ๋ แบบนี้พอเขาทนไม่ไหว เขาก็ต้องไปหาที่เรียนที่อื่นที่มีครูบาอาจารย์คอยโอ๋อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่หลวงพ่อพยายามสอนพวกเราคือ เรียนให้รู้เรื่องฟังให้รู้เรื่องก่อน รู้แนวแล้วเอาไปลงมือทำ ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง ที่เราปฏิบัตินี่เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองไหม มักน้อยสันโดษบ้างไหม คลุกคลีน้อยลงไหม สังเกตตัวเองไป ใฝ่หาความสงบวิเวกบ้างไหม หรือกระดี๊กระด๊าอยู่ตลอดเวลา วัดใจตัวเองวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไป ละเอียดขึ้นมาก็ใจคิดถึงการปฏิบัติบ่อยไหม นานๆ คิดทีอะไรอย่างนี้ไม่ได้กินหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา อย่างฟังหลวงพ่อไปแล้วเจริญสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ในเวลาไม่นานเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เคยโกหกหน้าตาย เวลาจะโกหกแล้วคราวนี้ชักละอายใจแล้ว อย่างนี้ถือว่ามีพัฒนาการ เลวแล้วรู้ว่าเลว มุสาวาทไม่ดีหรอก แล้วเรารู้ว่ามันไม่ดี มันเคยชินที่จะพูดไม่ดี ฉะนั้นเวลาพูดไปแล้ว บางทีมันหลุดปากออกไป มันละอายใจ อย่างนี้ถือว่าก้าวหน้า ชั่วแล้วรู้ว่าชั่ว ก้าวหน้า ก็สังเกตได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางคนบอกทำสมาธิจิตไม่เคยมีสมาธิเลย แต่มามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อยู่ๆ มันมีความสุขผุดขึ้นมาเอง ความสุขผุดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร นั่นล่ะจิตมันมีสมาธิ มีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว มีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ คล้ายๆ เป็นรางวัลปลอบใจให้เราเข้มแข็งในการปฏิบัติต่อไป อย่างช่วงแรกๆ ที่เราภาวนา เรายังไม่เห็นผลที่สำคัญ อย่างเรายังไม่ถึงมรรคถึงผลอะไรอย่างนี้ ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน ยังไม่เห็น มันมีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางที 3 วันผุดขึ้นมาทีหนึ่ง อาทิตย์หนึ่งผุดขึ้นมาทีหนึ่ง มันก็มีกำลังใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีกำลังใจ ธรรมะนี้ดีปฏิบัติแล้วอยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมาได้ ก็จะขยันภาวนา เวลาหลวงพ่อภาวนาแต่ก่อน ความสุขมันมีอยู่แล้วล่ะเพราะนั่งสมาธิมานาน แต่บางครั้งมันเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา พอมีความรู้ความเข้าใจผุดขึ้นมาทีหนึ่ง เราก็มีความสุขหลายวัน แต่ก็ไม่เกิน 7 วัน แล้วพอมีความรู้อย่างนี้ผุดขึ้นมา เราก็มีการบ้านไปส่งครูบาอาจารย์แล้ว ก็จะไปเล่าถวายท่านว่าผมภาวนาแล้วมันมีอาการอย่างนี้ ผมจัดการมันอย่างนี้ๆ ทำอย่างนี้ ที่กระผมทำอยู่นี่ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกครูบาอาจารย์ช่วยบอกด้วย ถ้าถูกแล้วครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติที่ยิ่งๆ กว่านี้ที่ดีกว่านี้อีก ส่วนใหญ่ท่านก็จะบอกว่าที่ทำน่ะถูกแล้ว ให้ทำต่อไป อันนี้เป็นการวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการวัดมี 2 อัน อันหนึ่งวัดใจตัวเอง สติเกิดบ่อยขึ้นไหม ทำผิดศีลได้หน้าตาเฉยหรือว่าละอายใจบ้างหรือยัง สมาธิเกิดขึ้นบ้างไหม นี้เราวัดใจตัวเอง มีโอกาสเจอครูบาอาจารย์บางทีเราก็ต้องถาม ที่ผมทำอยู่นี่ มันถูกไหม ถ้าถูกแล้วทำอย่างไรมันจะดีกว่านี้อีก ท่านก็จะบอกว่าทำต่อไป ถ้าบอกว่าทำต่อไปแสดงว่าทำถูกแล้ว ถ้าทำไม่ถูกเดี๋ยวท่านก็บอกเองล่ะ เห็นไหมไม่มีไปอ้อนเลย “หลวงปู่ครับหลวงปู่” ต้องทำเสียงอ้อนๆ “หลวงปู่ครับอย่างโน้นอย่างนี้ ผมอย่างโน้นผมอย่างนี้ ผมอยากปฏิบัติ แต่ๆๆๆๆ” เต็มไปด้วยคำว่าแต่ เจอหลวงปู่ปราโมทย์โดนเบิ๊ดกะโหลกเลย เงื่อนไขเยอะ ตั้งใจภาวนา สู้เอา แล้วสังเกตตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติมันก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกถือศีล 5 ข้อไว้ก่อน ศีล 8 ถือเป็นครั้งคราว เป็นฆราวาสทำงานหนักๆ อดข้าวเย็นทุกวันเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะ ก็ดูสภาวะของตัวเอง ผู้หญิงบางคนมีสามีแล้วก็ปฏิญาณตนถือศีล 8 ไม่ให้สามีถูกตัว บอกไม่เอาแล้วฉันจะไปนิพพานแล้ว ลูกผัวฉันไม่เอาแล้ว พอสามีไปมีผู้หญิงอื่น คราวนี้นิพพานไม่เอาแล้ว อาละวาดแล้ว ร้องห่มร้องไห้ คุณแม่จะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อย คนชอบมาร้องห่มร้องไห้ นี่ถือศีลเกินฐานะ เป็นฆราวาส แหม อยากถือศีล 8 อะไรอย่างนี้ พอสามีไม่ยอมด้วย ทนไม่ได้ กรรมฐานที่ฝึกไว้ล่มเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถือศีลให้พอดีกับตัว ให้พอดี ถือศีลนี่เอาแบบลำบากนิดๆ ข่มใจนิดๆ ไม่ต้องข่มใจแบบหักดิบ มันจะไม่ไหว พอไม่ไหวนี่ต่อไปใจมันฝ่อ อย่างตั้งใจว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทำไม่ได้ใจมันฝ่อ แต่ตั้งใจว่าไม่ไปผิดลูกผิดเมียใครเขาอย่างนี้ เห็นเมียคนอื่นสวย ข่มใจตัวเองนิดหน่อย อย่างนี้ดี ใจมันจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ หลวงพ่อเคยพลาด พลาดหลายครั้งเรื่องไม่อยากทำสมาธิ เพราะทำมาแต่เด็ก ทำแล้วก็รู้สึกมันไม่ได้อะไร ได้แต่ความสงบ ก็ขี้เกียจทำแล้ว มาเจริญปัญญารู้สึก แหม ดีๆ พอสมาธิเรากำลังไม่พอเมื่อไร การเจริญปัญญาจะผิดทันทีเลย วิปัสสนูปกิเลสจะเกิด เคยเกิดวิปัสสนูหลายแบบ ประเภทว่างอย่างนี้ พวกเราจะเจอบ่อย ดูจิตๆ แล้วมันว่างไป แล้วก็ยินดีพอใจในความว่าง แล้วติดอยู่ในความว่าง ตัวนี้ก็ไปไม่รอดก็อยู่แค่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยเจออีก 2 – 3 แบบ แบบหนึ่งสติเข้มแข็งมากเลย เข้มแข็งถึงขนาดมันแยกสภาวะ แยกรูปธรรมนามธรรมได้ละเอียดยิบเลย มองอากาศข้างหน้าสติมันแข็งแรงมาก เห็นอากาศนี่จริงๆ แล้วเป็นเม็ดๆ เห็นอย่างนั้น หรือบางทีเกิดปัญญามาก ภาวนาแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรขึ้นมา แล้วก็พยายามจำไว้ โอ้ ธรรมะอันนี้ดี พอภาวนาไปอีก อ้าว เกิดความรู้อีกแล้ว ก็จำเอาไว้อีก แค่อาทิตย์เดียวมีสภาวะเหมือนคนบ้า ไม่ได้บ้าจริงหมายถึงเทียบให้ฟัง เหมือนคนบ้าชนิดที่ว่าไปไหนก็เดินแบกตู้พระไตรปิฎกไป คนดีที่ไหนจะไปทำอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ๊ เราต้องผิดที่ไหนสักที่หนึ่ง ทำไมภาวนาแล้วแทนที่ใจจะโปร่งโล่งเบาคลายความยึดถือ นี่เรากลับไปยึดถือปัญญามากมาย เห็นเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก มีปัญญาขึ้นมาแล้วเสียดาย เก็บๆๆ ใส่สมองไว้เต็มไปหมดเลย อันนั้นก็รู้อันนี้ก็รู้ นี่ก็เป็นวิปัสนูอย่างหนึ่ง รู้เยอะไป เหมือนปัญญามากมาย ก็ใช้ไม่ได้ ภาวนาแล้วก็ยิ่งหนักขึ้นๆ แสดงว่าผิดแล้วล่ะ ภาวนาแล้วมันต้องปล่อยวางได้ ไม่ใช่ภาวนาแล้วยิ่งยึดถือ แล้วปล่อยวางต้องให้จิตมันปล่อยวางด้วยปัญญา ไม่ใช่แกล้งปล่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยอ่านหนังสือของเซน อ่านแล้วใจเราโล่งๆ ว่างๆ รู้สึกอย่างนี้ดี ก็น้อมจิตไปอยู่กับใจที่ว่างๆ โล่ง เห็นโลกนี้ว่างไปหมด อะไรๆ ก็ว่าง คิดว่าดี เสร็จแล้วก็พบว่าไม่ใช่หรอก นี่เราปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นเวลาเราภาวนาก็ต้องค่อยสังเกตไป อะไรที่ภาวนาไปแล้วมันขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สภาวะอะไรเกิดขึ้นนี่เป็นไปเพื่อความปล่อยวางหรือเพื่อความยึดถือ สภาวะทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ไหม ถ้าภาวนาแล้วไม่เข้าหลักไตรลักษณ์ ผิดแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่เราปฏิบัติอยู่นี่เป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนาต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกเราก็หลงทำสมถะอยู่ แล้วเราก็คิดฟุ้งซ่านไป แล้วบอกเราเกิดปัญญา อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ หรือบางทีเดินปัญญามากสมาธิไม่พอ อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ ต้องสังเกตตัวเอง ไม่ต้องรอถามครูบาอาจารย์ นานๆ จะมีโอกาสถามครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่ง แต่สติปัญญามันอยู่กับตัวเราทุกวัน อาศัยสิ่งที่อยู่กับตัวเรานี่ล่ะ คอยสังเกตสิ่งที่เราทำอยู่นี่ ทำให้อกุศลลดลงไหม ทำให้อกุศลเกิดยากขึ้นไหม ทำให้กุศลเกิดบ่อยไหม เกิดแล้วถี่ขึ้นๆ ไหม หรือนานๆ เกิดที นี่วัดใจตัวเอง สังเกตไป ดูไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสังเกตกิเลสเป็นเรื่องสำคัญ ภาวนาแล้วสังเกตกิเลสออกนี่ดีมากๆ เลย ในเบื้องต้นจิตใจเรามีกิเลสอะไร เราคอยรู้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ ต่อไปพอเราเข้าใจธรรมะ ตรงที่เราคิดว่าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะวัดว่าบรรลุจริงหรือไม่จริง วัดที่ไหน วัดที่กิเลส อย่างเราภาวนาแล้วจิตเรารวมวูบลงไป ถอยออกมา หลายคนรีบสรุปเลย ได้โสดาบัน จะได้หรือไม่ได้ วิญญูชนต้องสังเกตเอา ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก เพราะบอกแล้วมันอันตราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่กิเลสของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีเขาก็หลอกเอา ไปภาวนา เฮ้ย ได้โสดาบันแล้ว เขาให้ตำแหน่งก็ดีใจ มีเงินมีทองก็ยกให้เขาอะไรอย่างนี้ หรือเลื่อมใสศรัทธางมงายไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วเราคิดว่าเราได้โสดาบัน หรือภาวนาแล้วมีใครมารับรองเราว่าได้โสดาบัน ทั้ง 2 นัยยะ คิดเอง หรือมีใครมาบอกก็ตาม ให้สังเกตที่กิเลส พระโสดาบันละกิเลสบางอย่างได้เด็ดขาดแล้ว ละสักกายทิฏฐิคือละความเห็นว่าตัวเรามีอยู่จริง มีตัวมีตน แล้วสังเกตลงไปว่ามีไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางทีภาวนาจิตมันว่างๆ ไป แล้วบอกว่าตัวเราไม่มีแล้ว บอกใจเย็นๆ ดูไปหลายๆ วัน ตอนที่สมาธิเสื่อมลง จิตใจเป็นคนธรรมดานั่นล่ะ ดูสิมันจะมีตัวเราอีกไหม บางทีพอจิตมันทรงสมาธิอยู่ ก็มองตัวเราไม่เห็น มันสบาย มันว่างๆ พอสมาธิเสื่อมก็ไม่มีตัวเรา มีแต่ตัวกู หนักกว่าตัวเราอีก นี่สังเกตเอามันละได้จริงหรือเปล่า บางคนก็ภาวนาเขานึกว่าได้โสดาบัน หรือมีคนรับรองว่าได้โสดาบัน ก็ดูลงไปที่ตัวเอง ละสักกายทิฏฐิได้ไหม ศีล 5 ของเราดีไหม ถ้าศีล 5 ยังด่างพร้อยอยู่ ยังไม่ใช่หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นวัดตรงนี้ วัดที่กิเลสของเรานี่ ถ้ากิเลสยังหยาบๆ จนทำผิดศีลได้ ไม่ใช่หรอก ค่อยๆ สังเกตเอา พวกที่ชอบพยายามมาถามหลวงพ่อว่าได้โสดาบันหรือยัง บางคนหนักกว่านั้น มาบอกว่าได้โสดาบันแล้ว เคยเจอหนักที่สุดเป็นพระ บอกได้พระอรหันต์แล้ว หลวงพ่อบอกยังไม่ได้หรอก จิตใจเศร้าหมองเลย มัว ขุ่นมัว เศร้าหมองไปหมด บอกเห็นไหมจิตมีโทสะแล้ว เห็น ไม่ใช่พระอนาคามีหรอก วัดกันด้วยกิเลสอย่างนี้ ไล่ๆๆๆ ต้อนลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นใครบอกเราได้โน้นได้นี่ อย่าเพิ่งเชื่อ หรือเราภาวนาแล้วเราเชื่อของเราเอง ก็อย่าเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์สังเกตกิเลสไปนานๆ เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมนี่ภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาจีน เป็นคนสุรินทร์ หลวงพ่อกิมบอกว่าไปภาวนานี่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วคิดว่าบรรลุอะไรแล้วนี่ ให้ดู 3 เดือน ดูไปเรื่อยๆ 3 เดือนนี้กิเลสจะกลับมาไหม กระทั่งคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ดูไป 3 เดือนเดี๋ยวก็เจอ แต่ถ้าตั้งใจว่าเราเป็นไปแล้ว เชื่อไปแล้ว คราวนี้ไม่ยอมดูแล้ว ไม่กล้าดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนภาวนาได้ใบเซอร์ฯมาจากที่อื่น บอกไม่กล้าดูแล้ว เพราะว่ากลัวจะไม่ได้เป็นโสดาบัน ไปเรียนสะเปะสะปะ อันตราย รู้ปริยัติไว้บ้างก็ดี เอาไว้ตรวจสอบตัวเอง เคยได้ยินคำว่าโยนิโสมนสิการไหม โยนิโสมนสิการ การพิจารณาโดยแยบคาย คำว่าแยบคายไม่ใช่เจ้าเล่ห์แสนกล แยบคายนี่ก็คือดูว่าอันนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายไหม แยบคายตรงนี้คือดูว่ามันสอดคล้องไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้สอนวิธีตรวจสอบตัวเอง เราจะได้ไม่งมงาย ไม่ต้องฟังใคร หลวงพ่อภาวนาหลวงพ่อไม่เคยสงสัยตัวเองเลย ภาวนาอย่างไร เพราะเราตรวจสอบตัวเองเสมอ บางทีเข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชมว่าฉลาดๆ คอยรู้ทันจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าได้โสดาบัน สกทาคามี ศีลของเราต้องบริบูรณ์ สมาธิยังเล็กน้อย แต่ว่าละกิเลสไปอีกกลุ่มหนึ่ง ละความเห็นผิดว่าในขันธ์ 5 นี่มีตัวเราอยู่ หรือมีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 เป็นอย่างไรตัวเรานอกขันธ์ 5 บางคนนั่งสมาธิ ถอดจิตออกไปอยู่ข้างบน ย้อนมาดู ขันธ์ 5 มันอยู่ข้างล่าง นี่มีตัวเราอยู่นอกขันธ์ 5 อีก มีตัวเรา ขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ตัวเราเป็นขันธ์ 5 อะไรอย่างนี้ ถ้าได้จริงจะไม่มี มันจะรู้เลยขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 ก็ไม่มี ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยจะไม่มี ถ้าเราได้โสดาบัน เราจะไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่นำเราพ้นทุกข์ได้จริงไหม จะไม่สงสัยในตัวพระพุทธเจ้าเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กยุคนี้บอกพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก คิดอย่างนั้นเลย พูดไปทั้งๆ ที่ไม่ได้พิสูจน์ พูดด้วยความเห็น แล้วความเห็นตัวนั้นเป็นความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ แต่พอถ้าภาวนาได้ธรรมะแล้ว จะรู้พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านมีจริง พาพ้นทุกข์ได้จริง พระธรรมมีจริงไหม มี พระธรรมนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ มีจริงๆ พระสงฆ์มีไหม มี เราอาจจะไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระสงฆ์ แต่ตัวเองเป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ยังนุ่งกางเกง ใส่ผ้านุ่งผ้าถุงอะไรอย่างนี้ ก็เป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว มันจะรู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง ไม่สงสัย รู้ว่าการปฏิบัติที่ถูกเป็นอย่างไร ละสีลัพพตปรามาส การถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคนบำเพ็ญพรตงมงาย เช่น คิดว่ากินเจแล้วบรรลุได้เร็วกว่า ถ้ากินเจถึงจะบรรลุได้ วัวควายกินหญ้ามาตลอดคงบรรลุหมดแล้วล่ะ หรือบางคนคิดว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วจะบรรลุเร็ว ถ้าอย่างนั้นปลาในแม่น้ำคงคาก็บรรลุหมดแล้วล่ะ อย่างนี้ที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส งมงาย เราจะละความงมงาย เราจะรู้เลยสิ่งที่ทำให้เราบรรลุพระโสดาบันคือไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา เดินอยู่ในหลักของสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ตามใจกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลงมือทำสติปัฏฐาน ในเบื้องต้นทำให้เกิดสติ พอมีสติแล้วศีล สมาธิ ปัญญาก็จะค่อยๆ แก่รอบขึ้น เราจะรู้ว่าเส้นทางที่ไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น สุดท้ายหนีไม่พ้นเรื่องสติปัฏฐานหรอก สติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ฉะนั้นวัดที่ตัวเอง หลายคนบางทีเขียนจดหมายมา มาเล่าหลวงพ่อบอกว่าได้โสดาบันแล้ว บางคนบอกว่าเห็นจิตกับสภาพธรรมที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันแล้ว มันเห็นด้วยกำลังสมาธิเป็นครั้งคราวหรอก เดี๋ยวก็ไม่เห็น มันยังไม่ใช่ของแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต้องค่อยๆ สังเกตตัวเองให้ดี อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วเคล็ดลับสำคัญในการสังเกตจิตตนเอง ต้องดูจิตตนเองในภาวะปกติ อย่าไปทรงสมาธิอยู่ อย่างถ้าเราไปทรงฌานอยู่ แล้วเราบอกว่า เราไม่มีราคะแล้ว ไม่มีโทสะแล้ว ไม่มีกามราคะ ไม่มีโทสะ เป็นพระอนาคามีแล้ว ออกจากสมาธิมา อ้าว กิเลสกลับมาอีกแล้ว ราคะก็แรงยิ่งกว่าเก่า โทสะก็ยิ่งแรงยิ่งกว่าเก่าอีก พวกนั่งสมาธิหลุดออกมาจากสมาธิแล้ว กิเลสแรง กิเลสมันคิดดอกเบี้ย มันถูกเก็บกดอยู่ช่วงหนึ่ง มีโอกาสมันซัดเราหงายท้องเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาเวลาเราจะสังเกตกิเลสตัวเอง สังเกตในภาวะปกติในใจที่เป็นปกติอย่างนี้ ไม่ใช่ใจที่ทรงสมาธิอยู่ บางคนเพ่งเอาไว้อย่างนี้ แล้วบอกว่าไม่มีกิเลสแล้ว หลวงพ่อพยายามทำหน้าให้ดู จิตก็เป็น ทำทั้งหน้าทั้งใจ เพ่งอยู่อย่างนี้ แล้วบอกไม่มีกิเลส ใครด่าก็ไม่โกรธ ใครชมก็เฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ เดินโป๊ๆ ก็เฉยๆ ทำไมมันเฉย จิตมันติดสมาธิอยู่ มันก็ข่มกามราคะได้ มันข่ม มันไม่ได้ละ มันข่มไว้ชั่วคราว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราภาวนาแล้วเรานึกว่าเราได้โน้นได้นี้ เราวัดกิเลสตัวเอง วัดในภาวะที่จิตใจเป็นปกติ อย่าไปน้อมจิตให้นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่ แล้วก็มาวัดตอนที่มันนิ่งๆ ทื่อๆ อันนั้นจะวัดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นคนปกติอย่างเวลานั่งสมาธิจิตรวมอยู่อย่างนี้ คนมาด่าก็เฉย เวลาออกจากสมาธิคนยังไม่ทันด่า มันมองหน้าโดดถีบมันแล้ว นี่มันจะต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องวัดตัวจริง ไม่ถูกฌานสมาบัติอะไรมาห่อหุ้มเอาไว้ ฉะนั้นเวลาวัดกิเลส วัดตอนที่ใจเราเป็นปกตินี่ล่ะถึงจะเห็นชัด พอได้หลักไหมในการที่จะไปตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง เราตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง ใช้โยนิโสมนสิการเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรู้โยนิโสมนสิการได้ต้องมีสุตตะ มีการเรียนรู้ สุตตะไม่ใช่พระสูตรเฉยๆ สุตตะ การฟังๆ การอ่านก็ใช้ได้ อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ อ่านให้รอบคอบ อ่านแล้วก็จับประเด็นผิดๆ ถูกๆ อะไรอย่างนี้ อันตรายเหมือนกัน อ่านต้องรอบคอบ อย่างบอกว่าถ้าพระไปรักษาโรคให้คน พระหมอนี่ทำผิดศีล เป็นเดรัจฉานวิชา วิชาแพทย์ พระไปทำเดรัจฉานวิชา อาบัติ นี่พูดเอาเอง ที่จริงพระหากินด้วยเดรัจฉานวิชา อาบัติ แต่พระใช้เดรัจฉานวิชาช่วยเหลือสงเคราะห์โลกอะไรอย่างนี้ เป็นความเมตตากรุณาต่างหาก พอตีความผิดก็ใส่ร้ายพระไปทั่ว องค์โน้นผิดองค์นี้ผิด ผิดอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องเรียนต้องอ่านบ้าง แต่อ่านแล้วก็เอาแขวนขึ้นหิ้งไว้ก่อน ตอนที่ลงมือภาวนา ลืมไปก่อน แล้วภาวนาเสร็จแล้วลองมาเทียบดูกับตำรา ถ้าภาวนาถูกต้องตรงกัน ต้องตรงกัน ฉะนั้นโยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่คิดตามใจกิเลส แต่คิดโดยดูหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านสอนไว้อย่างไร ดูตรงนั้น แล้วก็จุดสำคัญ หัดสังเกตตัวเอง สังเกตใจไว้ แล้วก็มีโอกาสถามครูบาอาจารย์ ตรงนี้เสี่ยงมากเลย บางทีเราภาวนาดี เราไปเจอครูบาอาจารย์เก๊ ไปถามเขาแก้ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีเรียนกับที่อื่นมา แล้วมาฟังกับหลวงพ่อ เราก็แก้ให้ กลับไปหาอาจารย์ อาจารย์แก้กลับไปอย่างเดิมอีก อย่างกับตีปิงปอง ตีกลับไปกลับมา สุดท้ายหลวงพ่อตบทีเดียว กระเด็นออกนอกโต๊ะไปเลย ไม่เอาด้วยแล้ว ฉะนั้นวัดใจตัวเองให้ได้ดีที่สุด แล้วเครื่องมือในการวัด โยนิโสมนสิการ วัดด้วยตัวนี้ ฉะนั้นอย่าได้โง่งมงาย ทุกวันนี้คนออกมาสอนมากมายเหลือเกิน เราภาวนาชำนิชำนาญ เราฟังปุ๊บเราก็รู้แล้วนี่ธรรมะระดับไหน ธรรมะระดับคิดเอาหรือว่ามีประสบการณ์ตรง ประสบการณ์นั้นตรงถูกหรือไม่ถูก ไปอีกหลายระดับ ค่อยๆ ดูเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ทำไมไม่สอนวิธีปฏิบัติ สอนไปเยอะแล้ว วันนี้สอนการตรวจการบ้านตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาถามหลวงพ่อบ่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10936</id>
		<title>《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10936"/>
		<updated>2025-04-11T11:21:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日至《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ มาฟังธรรมดี ดีกว่าตอนบ่ายๆ บ่ายๆ นั่งฟังส่วนใหญ่ก็หลับ เช้าๆ เพิ่งจะหลับเสร็จมา ธรรมะพยายามเรียนไว้ เป็นของดีของวิเศษ ในโลกไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนในโลกก็หลงต่อสู้แย่งชิงกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน เบียดเบียนกัน อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมไปอย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาจริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา ได้มาก็ได้มาชั่วคราว ไม่นานเราก็ต้องคืนเจ้าของ ร่างกายเราก็ต้องคืนไปสู่ความเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตก็เป็นธาตุอันหนึ่ง เป็นวิญญาณธาตุ ก็เกิดดับหมุนเวียนไป จิตดวงใหม่ก็ไม่ใช่ดวงเดิม อย่างพวกคนจำนวนมากก็คิดว่าพวกเรามีจิตวิญญาณอยู่ พอเราตายแล้วจิตใจของเราดวงนี้ ออกจากร่างนี้ไปเข้าร่างใหม่ อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าจิตนี่เที่ยงจิตเป็นอมตะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้หรือกว่าจิตเองเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราภาวนายังไม่ละเอียดพอ เราก็เห็นว่าจิตมีดวงเดียว จิตอยู่กับตัวเรา เดี๋ยวก็วิ่งไปที่ตาแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่หูแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย แล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปคิดแล้วก็วิ่งกลับมา เราคิดว่าจิตมีดวงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้เพราะสติปัญญาของเรายังไม่แก่กล้าพอ ต้องฝึกอีก ถ้าฝึกแล้วเราจะเห็นเลย จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตนั้นเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูก็ดับที่หู เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้น จิตที่เกิดที่ตากับจิตที่เกิดที่หูก็คนละดวงกัน ทำหน้าที่ได้แตกต่างกัน จิตที่เกิดที่ตาก็ทำหน้าที่เห็นรูป จิตที่เกิดที่หูทำหน้าที่ฟังเสียง เราจะเอาหูไปเห็นรูป มันทำไม่ได้ จิตมันเกิดดับทางโน้นทางนี้ในทวารทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนจำนวนมากตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พวกหนึ่งก็คิดว่าตายแล้วสูญไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ อีกพวกหนึ่งคิดว่าตายเฉพาะร่างกายแต่จิตวิญญาณไม่ตาย เดี๋ยวก็จะกลับมาเกิด เหมือนเคยเห็นปูเสฉวนไหม ตัวมันโตขึ้นก็เปลี่ยนเปลือก ไปหาเปลือกหอยอันใหม่เข้าไปอยู่ แล้วคิดว่าตัวเดิมแต่ย้ายบ้าน ก็คิดว่าจิตนี้ก็ดวงเดิมแต่ย้ายบ้าน คือย้ายที่อยู่ย้ายร่างกายใหม่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วท่านพบว่า การคิดว่าตายแล้วสูญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วเกิด ตัวเก่าไปเกิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านภาวนาท่านก็รู้แจ้งแทงตลอดว่าจริงๆ แล้ว ขันธ์ 5 มันเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตเองก็เกิดดับ แล้วก็เกิดดับรวดเร็วมาก รวดเร็ว อย่างเวลาเราเห็นรูปบางอย่าง แล้วกว่าเราจะคิดได้ว่านี่เป็นรูปอะไร รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปหมา รูปดอกไม้ แล้วก็กว่าใจเราจะยินดียินร้ายขึ้นมา มีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องกันจำนวนมาก จิตเกิดดับๆ ต่อเนื่องกันจำนวนหลายดวงเลย เริ่มแต่จิตไปเห็นรูป ตามันมองเห็น จิตอาศัยตาไปดูรูป จิตที่เห็นรูปเกิดแล้วดับทันที ชั่วขณะเดียวเท่านั้นดับพรึ่บไป มีจิตอีกดวงหนึ่งเป็นแมสเซนเจอร์ รับข้อมูลจากภาพที่เห็นส่งเข้ามาสู่จิตส่วนกลาง คนละดวงกัน จิตมันรับข้อมูลเข้ามา มีการประมวลข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูลกว่าจะรู้ว่านี่คือรูปอะไร พอรู้ว่ารูปอะไรแล้ว ก็มีจิตมาตัดสินอีกว่าต่อไปนี้จิตจะเกิดกุศลหรือเกิดอกุศล เลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างแค่ตาเราเห็นรูปมีจิตเกิดดับสืบเนื่องตั้งเยอะ กว่าจิตเราจะเกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายอะไรขึ้นมา เกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้จบแค่นั้น ก็ยังมีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องไปอีก ก่อนที่มันจะตกภวังค์ มันจะลงจากวิถีที่ขึ้นมารับอารมณ์ทางตาต่อเข้ามาที่ใจ ก่อนที่มันจะตกภวังค์ลงไป มันมีการเซฟข้อมูลคล้ายๆ คอมพิวเตอร์เลย ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์มันคล้ายๆ จิตมากกว่า เพราะจิตมันเกิดก่อนคอมพิวเตอร์ อย่างเวลาเราชัตดาวน์ เครื่อง มันไม่ได้ดับทันที มันต้องเซฟข้อมูลลงไปก่อน แล้วมันถึงจะปิดเครื่องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตพอมันขึ้นมาเสวยอารมณ์จะเป็นกุศลอกุศลก็ตามเถอะ ก่อนที่มันจะลงภวังค์จบกิจกรรมอันนี้ มันมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ บุญหรือบาปที่เราทำไม่ได้สูญหายไป ถูกเก็บบันทึกลงไปในภวังคจิต แล้วก็ถัดจากนั้นเวลากระทบอารมณ์ครั้งใหม่ จิตก็ขึ้นจากภวังค์ จิตขึ้นจากภวังค์ แล้วขึ้นมารับอารมณ์ อย่างเวลาเรานอนหลับลึกๆ จิตอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้อะไรข้างนอก อย่างมากก็มีอารมณ์เก่าๆ ฝันอะไรต่ออะไรตามอารมณ์เก่าๆ ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี่พอจิต สมมติว่าเรานอนหลับสนิทอยู่ แล้วมีสิ่งบางสิ่งมากระตุ้นให้ตื่น สังเกตดูให้ดีตอนที่จิตมันขึ้นจากภวังค์ มันยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้มันตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตื่นเป็นเสียงแปลกๆ หรือเป็นกลิ่นแปลกๆ อย่างบางคนตื่นขึ้นมา ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเมื่อกี้ตื่นขึ้นมาเพราะมันมีเสียงคล้ายๆ ผู้ร้ายปีนบ้านเราแล้ว มันค่อยๆ ขึ้นมา ทำงานเป็นช็อตๆๆ ขึ้นมา ทีนี้พอแปลความหมายได้แล้ว ผู้ร้ายขึ้นบ้านใช่ไหม ใจก็กลัว ค่อยทำงานต่อเนื่องกันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอใจกลัวสะสมโมหะเอาไว้ เอ้ย ใจกลัวนี่เป็นโทสะ ใจไม่สบาย เครียด ก็สะสมความเคยชิน คนไหนเคยขี้กลัวจะยิ่งขี้กลัวมากขึ้นๆ คนไหนขี้โลภแล้วตามใจกิเลสเรื่อยๆ ก็จะขี้โลภมากขึ้น คนไหนขี้โกรธ ตามใจโกรธแล้วก็ตามใจตัวเองเรื่อยๆ ก็จะโกรธเก่งขึ้นเรื่อยๆ สะสม นี่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสะสมเอาไว้ในภวังคจิต ภวังคจิตก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง เหมือนจิตที่ไปรู้รูป จิตที่ไปได้ยินเสียงอะไรพวกนี้ หรือจิตที่คิดนึกปรุงแต่งว่าอันนี้ชั่วอันนี้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจิตมีสารพัดจิต มีมากมายทำงานต่อเนื่องกันเป็นช็อตๆๆๆ ไป อย่างหลวงพ่อตอนหัดภาวนาตอนที่เห็นสภาวะอันนี้ทีแรก นอนหลับอยู่แล้วตอนตื่น จิตมันขึ้นจากภวังค์ เรารู้สึกเลยจิตมันผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมาจากความว่างๆ ผุดปุ๊บขึ้นมาทีแรกเหมือนรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร แล้วต่อมาจิตมันขยายความรับรู้ออกมา อ๋อ มันรู้ความรู้สึกนึกคิด แล้วมันขยายความรับรู้ออกไปอีก รู้ร่างกาย เห็นร่างกายนอนท่านั้นท่านี้ เห็นมันทำงานเป็นช็อตๆๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึก แล้วเราจะรู้ว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่จิตมีทีละดวง ทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราเห็นตรงนี้เราจะรู้เลยว่ามันไม่มีตัวเราที่แท้จริง สิ่งที่เราคิดว่าตัวเราๆ มันผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาตั้งช่วงหนึ่งแล้ว ถึงจะมาสรุปว่านี่ตัวเรา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี มีแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่จะเป็นตัวตนถาวรอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังดูยาก ที่จริงไม่ได้ยาก แค่ละเอียดเท่านั้นเอง เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้สติของเราเร็วขึ้นๆ ถ้าสติเราเร็วเราก็จะเห็นกระบวนการเหล่านี้ได้ ถ้าสติเราอืดอาดล่าช้า กว่าสติจะเกิด โอ้ย เนิ่นนาน เราก็จะหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว แล้วจิตดวงนี้วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปทางตาแล้วก็วิ่งกลับมา เคยเห็นแมงมุมไหม แมงมุมชักใย เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้าย เดี๋ยวก็วิ่งไปทางขวา แล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลางทุกที เราก็คิดว่าจิตนี่วิ่งไปวิ่งมาแล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกๆ ที่หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อเห็นจิตมันวิ่งไปวิ่งมา แล้วจิตมันก็รู้ว่าจิตมันไม่ใช่เรา มันทำงานของมันได้เอง คิดนึกปรุงแต่งของมันได้เอง ภาวนามาเรื่อยๆๆๆ ก็เห็นจิตมันไปทางโน้นทางนี้ เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ เกิดที่จิตแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ เกิดที่ไหนดับที่นั่น ก็สงสัย เกิดความสงสัย เราจะภาวนา เราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหน เอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหนดี ตอนนั้นก็นึกว่าเอาตั้งไว้กลางหน้าอกนี่กระมัง เพราะเราเห็นกิเลสผุดขึ้นจากกลางหน้าอกนี่ กุศลก็ผุดขึ้นจากกลางหน้าอก ผุดขึ้นตรงนี้ อะไรๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากกลางหน้าอกนี่ล่ะ ก็เลยคิดว่าเราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอดีได้เจอหลวงปู่ดูลย์ เข้าไปถามท่าน หลวงปู่ครับจิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คำตอบในใจเราคือตั้งอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ตอบชัดเจน จิตไม่มีที่ตั้ง จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น อ้าว แล้วเวลาเราภาวนาเราจะทำอย่างไร เราก็รู้อย่างที่รู้ได้ ไม่ต้องไปตั้งเอาไว้ก่อนแล้วไปรอดู ถ้าเราเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้ แล้วรอดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่ผิดแล้ว ดูจิตผิดแล้ว ดูจิตที่ถูกต้องก็คือ จิตมันเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปรอดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รอให้ความสุขผุดขึ้นมาแล้วก็รู้ว่ามีความสุข ความทุกข์ผุดขึ้นมาแล้วรู้ว่ามันทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ผุดขึ้นมาก็รู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ กุศลผุดขึ้นมารู้ว่าเป็นกุศล โลภโกรธหลงผุดขึ้นมาก็รู้ว่ามันโลภมันโกรธหรือมันหลง นี่รู้ไปทีละช็อต ทีละช็อต รู้ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ถ้าเราคอยดูอย่างนี้เรื่อยๆ เราไม่เอาจิตไปตั้งรอดู หลายคนภาวนาที่หลวงพ่อเห็น พอคิดจะดูจิตมันก็จ้องเลย รอดู พยายามจ้อง บางคนไม่รู้จะจ้องที่ไหน ก็ส่ายไปส่ายมา สแกนไปเรื่อย มีไหม ใครทำ ตรงไหนดี ดูตรงไหนดี ดู เอาละตรงนี้ เอาตรงนี้ ก็จ้องเฝ้าไว้ นี่เป็นการดูจิตที่ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดูจิตนี่ข้อแรกเลยก็คือ อย่าดักดู อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา หรือให้จิตทำงานไปก่อนแล้วค่อยรู้เอา อย่างให้มีความสุขผุดขึ้นมาแล้วค่อยรู้เอา ไม่ต้องไปรอดูว่าต่อไปนี้อะไรจะโผล่ขึ้นมา หลายคนที่ภาวนาแล้วดูจิตๆ แล้วดูไม่ได้เรื่องเลย ก็เพราะว่าไปดักดู เพราะฉะนั้นกฏของการดูจิตข้อแรก อย่าดักดู จิตเป็นอย่างไรก็รู้อย่างที่เท่าที่รู้ได้ ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปบังคับจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎข้อที่ 2 ก็คือ เมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว เวลาดู ดูแบบคนวงนอก อย่าถลำลงไปดู หลายคนถลำลงไปดู หลวงพ่อก็เคยเป็น ที่หลวงพ่อมาพูดให้พวกเราฟังนี่ พูดอย่างองอาจกล้าหาญมั่นใจเพราะเคยผิดมาแล้ว ไม่ใช่เก่ง แต่เพราะเคยโง่มาแล้ว เคยทำผิดมาแล้ว ถึงมาพูดได้เต็มปากว่าอย่างนี้ไม่ถูกหรอก เวลาอย่างหลวงพ่อเป็นคนขี้โมโห สมัยก่อนมันผุดความโกรธผุดขึ้นมานี่ หลวงพ่อไปดูที่ความโกรธแล้วจิตมันเคลื่อนเข้าไปในความโกรธ ความโกรธก็หนี เคลื่อนหนีออกไปอยู่ข้างนอก แล้วเสร็จแล้วความโกรธดับปั๊บลงไป มันก็ดับพร้อมกับจิตที่โกรธนั่นล่ะ คือจิตมันไม่ตั้งมั่นแล้ว เวลาที่มันถลำไปดู จิตมันออกนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ถลำไปดูมันออกนอก ไม่ว่าจะดูรูป ดูเสียง ดูกลิ่น ดูรส ดูสิ่งที่สัมผัสร่างกาย หรือกระทั่งดูนามธรรมที่เกิดในใจเรา อย่างโกรธแล้วเราไปดูที่โกรธ แล้วเราถลำไปจ้องที่โกรธ อันนี้หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตส่งออกนอกแล้ว หรือขณะดูร่างกายเรานี่เห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆๆ จิตไหลไปจ้องที่หัวใจ อันนี้ก็ส่งจิตออกนอกเรียบร้อยแล้ว คำว่า “ส่งจิตออกนอก” ไม่ใช่ส่งออกไปนอกร่างกาย แต่ออกไปจากฐานของจิต ออกไปจากสภาวะที่ตั้งมั่นของมัน มันจะเคลื่อนออกไป ตรงนี้จริงๆ แล้วจิตไม่ได้เคลื่อนออกไป แต่จิตที่ตั้งมั่นนั้นมันดับ มันเกิดจิตที่ฟุ้งซ่านออกไปหาอารมณ์ คนละดวงกันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ไปหัดดูทีแรกเห็นความโกรธ จิตมันไปจ้องที่ความโกรธ มันไปมองความโกรธ จิตส่งออกนอกแล้ว พอความโกรธดับปั๊บ จิตดวงนั้นก็ดับไปด้วย แล้วจิตก็ไปว่างสว่าง เกิดจิตดวงใหม่ว่างๆ อยู่ แต่ว่างอยู่ข้างนอก ฉะนั้นจิตมันเกิดดับๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฏข้อแรกให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ อย่าไปดักดู กฎข้อที่สอง เวลาดู ดูแบบคนวงนอกไม่มีส่วนได้เสีย อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าลงไปเพ่ง ดูกายก็เหมือนกัน บางคนขยับมืออย่างนี้ ขยับมือแล้วไปเพ่งใส่มือ อันนี้ก็จิตออกนอกแล้ว จิตไปอยู่ที่มือ ดูท้องพองยุบแล้วจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง อันนี้ก็ส่งออกนอกแล้ว จิตมันเคลื่อนไปแล้ว จิตที่ไม่เคลื่อนก็คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับเช่นเดียวกับจิตชนิดอื่นนั่นล่ะ ทีนี้เราต้องฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
ถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิไม่ใช่แปลว่าสงบ อย่ามักง่าย พวกเราชอบแปลสมาธิว่าสงบ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น ความตั้งมั่นก็ไม่โคลงเคลงคลอนแคลน ไม่วิ่งไปวิ่งมา หลงไปทางโน้นที หลงไปทางนี้ที แต่มันตั้งมั่นมันรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เป็นสภาวะที่จิตตื่นขึ้นอย่างแท้จริง เราต้องฝึกตัวนี้ แล้วต่อไปเวลาเราภาวนาเราเห็นสภาวะนี่ จิตเรามีความตั้งมั่น มันจะไม่ถลำลงไปดู ไม่ถลำลงไปเพ่ง ฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่นถึงสำคัญมาก แล้วพอเราเห็นสภาวะแล้ว สภาวะอยู่ห่างๆ จิตอยู่ต่างหาก จิตกับสภาวะที่ถูกรู้มันแยกออกจากกัน อย่างจิตมันรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นแค่คนเห็นมัน เมื่อจิตกับร่างกายแยกออกจากกันมันจะเกิดปัญญา เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นของที่ถูกรู้ถูกดูเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานหลวงพ่อยังทำนิ้วมือให้ที่วัดเขาดู เรามีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณคือจิต เวลาที่เราจะเจริญปัญญานี่ เรามีจิตไปรู้รูป เรามีจิตไปรู้เวทนา เรามีจิตไปรู้สัญญา เรามีจิตไปรู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว ขาดจิตตัวเดียวไม่มีการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นการแยกขันธ์เราไม่ต้องแยก 5 ขันธ์ก็ได้เวลาเดินปัญญาจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราดูรูป ใครเป็นคนดูรูป จิตเป็นคนดูรูป ต้องอย่างนี้ เราเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู ร่างกายยืนเดินนั่งนอน จิตเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง จิตเป็นคนดู ต้องมีจิตเป็นคนดู เวลาเราจะรู้เวทนา ทำนิ้วยากหน่อย ตัวนี้นิ้วแข็งแล้ว แก่ นิ้วนี้ อย่าเห็นนิ้วอื่นเห็นนิ้วเดียว แล้วก็จิตอยู่นี่ เวทนาเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าเราสามารถแยกได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา มันแยกออกมาต่างหาก มันไม่ลงไปคลุกวงใน ไม่รวมเข้าไปกับขันธ์ 5 ไม่รวมกับขันธ์ที่เหลือนี่ มันจะแยกตัวออกมา พอจิตมันแยกตัวออกมาด้วยความตั้งมั่นมีสัมมาสมาธินี่ ขันธ์อื่นๆ มันจะกระจายตัวออกไป มันจะไม่ใช่จิต ร่างกายไม่ใช่จิต สุขทุกข์ไม่ใช่จิต ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่จิต ดีชั่วไม่ใช่จิต สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ว่ามันจะไปเข้าคู่กับรูป เวทนา สัญญา หรือสังขารก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นต้องดูห่างๆ ถ้ารวมเป็นก้อนอย่างนี้ ไม่รู้เรื่องแล้วอย่างนี้ พวกเราปุถุชนทั้งหลายเป็นมะเหงกเลย ไม่ใช่ก้อนอย่างเดียว ไม่ใช่ก้อนอย่างนี้มันก้อนอย่างนี้เลย เพราะมันแยกขันธ์ไม่ได้ ที่แยกขันธ์ไม่ได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเรื่องจิตตั้งมั่นเป็นเรื่องใหญ่ ตอนหลวงพ่อภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ภาวนาอยู่ 7 เดือน หลวงปู่บอกว่าเข้าใจการปฏิบัติแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว ต่อไปไม่ต้องมาเรียนกับท่านก็ไปได้ด้วยตัวเอง ท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็เที่ยวไปดูที่โน้นที่นี่ สำนักโน้นสำนักนี้ เราไปหาประสบการณ์ ไปดูว่าเขาภาวนากันอย่างไร หลวงพ่อพบว่าปัญหาใหญ่ก็คือไม่มีตัวนี้ ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกหนึ่งไม่เอาสมาธิเลย คิดพิจารณาร่างกายอย่างเดียวเลย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อันนั้นสมาธิออกนอก สิ่งที่ได้คือสมถะเหมือนกัน แต่สงบเฉยๆ สงบสบายมีความสุขไป แต่จิตไม่ได้ตั้งมั่น มันไม่ได้เห็นอย่างแท้จริงว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่มันเห็นด้วยการคิด เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่น ปัญญาที่เกิดอย่างมากก็เป็นปัญญาจากการคิด ไม่ใช่ปัญญาจากการเห็น ไม่ใช่ปัญญาจากการรู้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกให้ได้ตัวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปดูสำนักต่างๆ บางที่เขาไม่เอาสมาธิเลย เขาไม่ฝึกเลย ไปบางที่ฝึกสมาธิแต่เป็นสมาธิที่เพ่งจ้อง จ้องๆๆ มุดลงไปเรื่อยๆ จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตเคร่งเครียดไปหมดเลย จิตที่เคร่งเครียดเป็นอกุศลจิต เพราะมหากุศลจิตจะมีลักษณะเบา รู้สึกไหมเวลาใจเราเป็นบุญเป็นกุศล ใจเราเบา มันถึงลอยขึ้นสวรรค์ได้ ใจบาปหยาบช้ามันหนัก มันลงข้างล่าง หนัก จิตที่เป็นกุศลมันเบา มันอ่อนโยนนุ่มนวล ถ้าแข็งกระด้างจิตเป็นอกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่วิธีดูง่ายๆ เลย ถ้าวันนี้ใจเราแข็งกระด้างมากเลย นี่ใจเราเป็นอกุศล หรือวันนี้ใจเราหนักมากเลย ทั้งๆ ที่นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่หนักมากเลย นี่ก็อกุศล ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลจะเบา อ่อนโยน นุ่มนวล แล้วก็ไม่เซื่องซึม ถ้านั่งแล้วก็ ไม่ใช่ ต้องไม่เซื่องซึม คล่องแคล่วว่องไว แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ขยันที่จะเรียนรู้รูปรู้นาม แล้วก็เวลารู้รูปรู้นามก็รู้ซื่อๆ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง นี่ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเป็นจิตที่เป็นกุศลชั้นเลิศเลย เป็นจิตที่สามารถเอาไปเจริญปัญญาทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิไม่ต้องพูดเรื่องการเจริญปัญญา เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ไปคิด คิดธรรมะจะไม่ได้เข้าใจธรรมะหรอก ฉะนั้นที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญพวกเรานักหนา เฮ้ย หลงไปแล้ว นี่เพ่งไปแล้ว เพื่อจะตบเรา ตบซ้ายทีตบขวาที มันจะได้เข้าทางสายกลาง ทางแห่งความรู้ตื่นเบิกบาน ทางที่จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ให้เราอาศัยสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ฉะนั้นเราคอยฝึกถ้าจิตเราหลงไปดูรู้ทัน จิตหลงไปฟังรู้ทัน จิตหลงไปคิดรู้ทัน หัดรู้ไปเรื่อยๆ จิตหลงเมื่อไรก็รู้ไปๆ หัดรู้ไป หรือจะช่วยด้วยการทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้ อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธอย่างนี้ แต่ไม่ได้มุ่งให้สงบ มุ่งให้สงบเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมการหายใจ ลืมพุทโธแล้ว รู้ว่าจิตหนีไป นี่รู้ว่าจิตหลงไปคิดแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตหลงไปคิด จิตที่หลงคิดจะดับ แล้วจิตที่รู้ตื่นเบิกบานจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ หรือจิตหลงไปฟัง จิตหลงไปดมกลิ่น ถ้าเรามีสติรู้ทัน เมื่อไรมันไม่หลงเมื่อนั้นก็ตื่นนั่นล่ะ มันก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ไม่ได้จงใจให้มันตั้งมั่น ถ้าจงใจให้ตั้งมั่น ใจจะแน่นๆ จิตจะเป็นอกุศลเลย มันอึดอัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอาศัยสติคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมานี่ล่ะดี ยังไม่ต้องกังวลว่าจิตมีกี่ดวง อันนั้นละเอียดขึ้นมาถึงจะเห็นว่าคนละดวงกัน จิตที่ไปดูก็ดวงหนึ่งแล้ว จิตที่ส่งสัญญาณกลับมาเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่แปลความหมายเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่ให้ค่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ชอบไม่ชอบ เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วจิตที่เสพอารมณ์เป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่เซฟข้อมูลก่อนจะลงภวังค์ก็เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วมีจิตที่ลงภวังค์ ไม่ต้องเรียนอย่างนั้นก็ได้ ยังไม่เห็นหรอก เอาเท่าที่เห็นได้ เราก็จะเห็น อ้าว จิตหลงไปคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีที่ง่าย ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วเมื่อไรจิตเราหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานที่เราทำอยู่ ให้รู้ว่าหลงแล้ว อย่าหลงยาว หลงได้แต่อย่าหลงยาว หรือจิตเราทำกรรมฐานอยู่ เราดูท้องพองท้องยุบอย่างนี้ จิตเราไหลลงไปอยู่ที่ท้อง ให้รู้ทันว่าจิตไหลไปอยู่ที่ท้องแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไปแล้ว จิตที่ไหลจะดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่น เกิดสัมมาสมาธิขึ้นทันทีเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา กรรมฐานอะไรก็ใช้ได้เหมือนกันหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างขยับมืออย่างนี้ บางคนขยับมือสายหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนก็ดี ลูกศิษย์เก่งๆ ท่านก็มีอย่างหลวงพ่อคำเขียน หลังจากนั้นหลวงพ่อไม่รู้จักแล้ว รู้จักแค่หลวงพ่อคำเขียน ท่านก็ภาวนาเก่ง ขยับแล้วรู้สึกตัว ส่วนพวกขยับไม่เป็น ขยับแล้วก็ไปเพ่ง เพ่งใส่มือ จ้องเอาเป็นเอาตาย พวกหนึ่งก็นั่งคิด ท่านี้ต่อไปท่าไหน อ๋อ ท่านี้ ท่านี้แล้วต่อไปท่าไหน ท่านี้ อันนี้ก็ไม่ได้ภาวนา นั่งคิดเอา ฟุ้งซ่าน จิตกำลังฟุ้งซ่าน อีกพวกหนึ่งนั่งเพ่งมือ อีกพวกหนึ่งใจลอยหนีออกไปนอกวัด พวกนี้ไม่มีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวอย่างนี้ จิตเราไหลไปที่มือเรารู้ทัน จิตเราจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตเราลืมมือหนีไปคิดเรื่องอื่นเรารู้ทัน จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา จับหลักตัวนี้ให้แม่น ดูท้องพองยุบจิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น จิตถลำไปเพ่งท้องรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น ยากไหม ก็ยังยากอยู่ดี จิตมันถลำมันดูหน้าตามันเป็นอย่างไร จิตที่ไหลไปไหลมาดูได้อย่างไร นี่เรียนถึงขั้นประถมแล้ว ลดลงมาเรื่อยๆๆๆ ทีแรกเรียนขั้นมหาวิทยาลัย เห็นจิตเกิดดับทีละดวง นี่เอาใจตลาด หลวงพ่อลดลงมา ลงมาจิตตั้งมั่นนี่ระดับกลางๆ แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ก็บอกแล้วว่าทำไม่ได้ ก็รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วมันตั้งมั่นเอง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันไม่ตั้งมั่น นี่ปัญหามากจังเลย ฝึก มีวิธีฝึก ทำใจสบายก่อน ไม่ต้องแกล้งสบาย ใจขณะนี้สบายอยู่แล้ว ไม่ต้อง สบาย นั่นเพี้ยนแล้ว ไม่ต้องแกล้งทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองนึกถึงหูข้างขวาของตัวเองสิ คงมีหูทุกคนแต่บางคนอาจจะหูแหว่ง ลองนึกถึงหูข้างขวา รู้สึกไหมใจเรา Concentrate ไปที่หู ใจเราจดจ่ออยู่ที่หู นึกออกไหม เห็นสภาวะตรงนี้ไหมว่าเรากำลังจดจ่อไปที่หู ย้ายไปหูซ้ายสิ เมื่อกี้อยู่หูข้างขวา ตอนนี้ย้ายไปข้างซ้าย แค่รู้สึก เอาความรู้สึกไปไว้ที่หู ลองย้ายต่อไปอีก ลองย้ายความรู้สึกของเรามาอยู่ที่หัวแม่มือข้างขวาสิ ไม่ยากขนาดนั้นหรอกหนู ไม่ขนาดนั้น รู้สึกด้วยใจปกตินี่ล่ะ แค่รู้สึกๆ ความรู้สึกของเราไปอยู่ตรงนี้ รู้สึก แค่รู้สึก ลองย้ายสิ ย้ายไปอยู่นิ้วข้างซ้าย ย้ายไปรู้สึกข้างซ้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมเวลาเราย้ายความรู้สึกไป ความรู้สึกเรามันย้ายที่ได้ บางทีก็รู้สึกอันนี้ บางทีก็รู้สึกที่รูป บางทีรู้สึกที่เสียง บางทีรู้สึกที่กลิ่น บางทีรู้สึกที่รส บางทีรู้สึกที่ร่างกายมีอะไรมาสัมผัส บางทีก็รู้สึกทางใจ ความรู้สึกมันย้ายที่ได้ ตัวความรู้สึกนั่นล่ะ จิต อย่างนั้นไปคิดแล้วรู้ไหม เห็นไหมมันไปรู้อะไร มันไปรู้เรื่องที่คิด ไปคิด ให้คอยฝึก ลองไปฝึกดู ย้ายไปย้ายมานี่ล่ะ ย้ายความรู้สึกของเราไปตรงนั้นตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปพอเราชำนาญขึ้น แล้วจิตขยับไปทางไหน เรารู้เองเลย ไม่ต้องเจตนาจะรู้ เพราะเราเคยฝึกแล้ว จิตไปอยู่ที่ผมก็รู้ อยู่ที่ขนอย่างขนคิ้วอย่างนี้เราก็รู้ อยู่ที่ตา อยู่ที่จมูก อยู่ที่ปาก อยู่ที่มือ อยู่ที่เท้า อยู่ที่ท้อง รู้สึกไล่ๆๆ ไป ฝึกซ้อมไปซ้อมเข้า ย้ายความรู้สึกของตัวเองไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ขอเน้นว่าเอาในร่างกายก่อน ที่จริงย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าย้ายไปข้างนอกเดี๋ยวมันเตลิด อย่างไปเห็นสาวสวย เอาจิตไปไว้ที่เขาอย่างนี้ เดี๋ยวก็เสร็จเท่านั้นเอง ลืม มองไม่เห็นแล้วว่าจิตไปอยู่ที่เขา เห็นแต่เขา นี่ลองฝึก ฝึกบ่อยๆ จิตเราไปอยู่ตรงไหนเรารู้ จิตเราไปอยู่ที่ไหนเรารู้ แล้วต่อไปพอจิตมันเคลื่อนนิดหนึ่งเราก็จะเห็นแล้ว จิตมันขยับนิดหนึ่งเราก็เห็นแล้ว ขยับไปคิดปุ๊บก็รู้ทันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างความสงสัยกับความคิดอะไรเกิดก่อนกัน ลองภูมิ ไม่เฉลย เฉลยข้อสอบก็กลายเป็นติวเตอร์หน้ารามอย่างเมื่อก่อน นักเรียนก็ท่องๆ เอาไว้ ไม่เก่งจริง ต้องไปหัดดูเอาเอง เพราะฉะนั้นให้การบ้าน ไปคอยรู้ ไปฝึกซ้อมที่จะเคลื่อนความรู้สึกหรือจิตใจของเราไปอยู่ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ต่อไปพอชำนาญมันเคลื่อนกริบเดียว เคลื่อน ไม่ว่าจะเคลื่อนไปไหนมันรู้เองเลย แล้วทันทีที่รู้ว่าเคลื่อนปั๊บ สภาวะที่จิตมันเคลื่อนจะดับทันที จิตจะตั้งมั่นขึ้นทันทีเลย จิตเราจะรู้ จะตื่น จะเบิกบานในฉับพลันนั้นเลย สมาธิเกิดโดยไม่ต้องนั่งก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำลังตีกอล์ฟอยู่ สมมติตีกอล์ฟอยู่สมาธิก็เกิดได้ ก็เห็นร่างกายมันตีกอล์ฟ ใจเป็นคนดู ตีแล้วสู้เขาไม่ได้ชักโมโห อ่านใจตัวเองออก ใจมันโกรธแล้ว ฉะนั้นทำอะไรๆ ยกเว้นแต่ทำชั่ว อย่าทำชั่วก็แล้วกัน ทำชั่วจิตเศร้าหมอง สมาธิเสื่อมหมด ทำอะไรก็ได้ที่มันไม่เลว ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็อ่านใจตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างพอเราอ่านใจตัวเองออก เราจะรู้สภาวะที่จิตมันถลำลงไปเพ่งไปจ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้ด้วยความเป็นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติร้อยละร้อยจิตถลำลงไปเพ่งทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเรารู้ทันจิตที่เคลื่อนได้ เราก็จะไม่เพ่งแล้ว ที่สอนให้รู้การเคลื่อน จะได้เลิกเพ่งเสียที น่าเบื่อ เพ่งเอาเป็นเอาตาย ก็เพ่งกันจนตายนั่นล่ะ ไม่ได้อะไรขึ้นมา ได้แต่ความลำบาก ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ระหว่างรู้อย่าถลำลงไป ให้จิตเราตั้งมั่นไม่ไหลเข้าไป ถ้าไหลเข้าไปรู้ทัน มันจะตั้งมั่นขึ้นมา เมื่อรู้แล้วจบลงแค่นั้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข อย่างเราเห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข ทำอย่างไรจะหายโกรธอะไรอย่างนี้ ไม่หายหรอก ไม่ต้องแก้มัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเห็นจิตทุกชนิดเกิดแล้วก็ดับ ไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปแก้ไขมัน รู้แล้วจบลงที่รู้เลย รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ไปยินดีกับมัน ไม่ไปยินร้ายกับมัน ถ้าสภาวะอะไรถูกอกถูกใจเราก็ยินดีกับมัน เราก็อยากรักษาเอาไว้ อย่างมีความสุขเกิดขึ้นอย่างนี้ เราพอใจ มีความสงบเกิดขึ้น เราพอใจ เราอยากรักษาเอาไว้ อันนั้นไม่ใช่นักดูจิตที่ดี นักดูจิตที่ดีก็คือ จิตใจสงบก็รู้ จิตใจมีความสุขก็รู้ ไม่ต้องรักษามัน แล้วมันจะสอนธรรมะเรา สอนว่าอะไร สอนว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมา ก็รู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องหาทางละ รู้อย่างที่มันเป็น เราก็จะเห็นอกุศลทั้งหลายก็สอนธรรมะเราเช่นเดียวกับกุศลนั่นล่ะ คือสอนว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนเหมือนกัน สอนสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นกุศลอกุศลอะไรก็เป็นธรรมะด้วยกันทั้งคู่ เห็นไหมอกุศลยังเรียกอกุศลธรรมเลย ก็คือธรรมะอกุศล อย่าไปเกลียดมัน แต่อย่าให้มันครอบงำใจเราจนเราทำผิดศีล 5 ข้อ แค่นั้นพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใจเราโกรธ ใจเราไปด่าเขาในใจ อันนี้มโนกรรม แต่มันห้ามยาก ก็ไม่ต้องห้าม ก็รู้ว่ากำลังโกรธเขา เราก็ดูไปสิ ความโกรธนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็สอนธรรมะเรา ความโกรธก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง อย่างอยากฟังเทศน์นี้ ตอนเช้าก็อยากเยอะหน่อย ฟังไปนานๆ อยากไปที่อื่นแล้ว เห็นไหมมันก็ไม่เที่ยงกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพยายามฝึกตัวเองทุกวันๆ ถือศีล 5 ไว้ ทำในรูปแบบทุกวัน ถ้าใจเราฟุ้งซ่านเวลาทำในรูปแบบก็น้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง บางทีเราก็ใช้อารมณ์ตรงข้าม อย่างโทสะเกิดเราก็เจริญเมตตา เราทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน มีน้ำกรดเกิดขึ้นเราเอาด่างไปใส่ ก็เป็นกลางขึ้นมา มีราคะเกิดขึ้นเราก็แก้ด้วยการพิจารณาอสุภะ ใจชอบคิดนับถือพระพุทธเจ้ามาก ก็คิดพิจารณาคุณของพระพุทธเจ้า นี่ใช้สิ่งเหล่านี้ เราต้องการให้จิตสงบ เราก็เอาไปคิดบางเรื่องเราสงบได้ มีการดัดแปลงแก้ไขจิต นี่การทำสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นวันไหนที่จิตเราฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบเข้าไป อย่างหลวงพ่อจะทำความสงบไม่ยาก หลวงพ่อก็หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป หายใจ 1 – 2 ทีก็สงบแล้วเวลาฟุ้งสมัยเป็นโยม แล้ววันไหนจิตเรามีแรงพอ เราก็พัฒนาตัวเองอีก เวลาทำในรูปแบบเราสามารถเห็นสภาวะที่จิตเคลื่อนไปมาได้ เราก็ดูไปเลย พอเรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปทางนี้ พอรู้ปุ๊บจิตมันจะตั้งมั่น เราจะได้สมาธิอีกชนิดหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นในรูปแบบบางทีวันไหนฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบ ได้สมาธิสงบ วันไหนจิตเราสงบแล้วมีแรงดีแล้ว เราก็ฝึกให้จิตตั้งมั่นด้วยการรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไหลไปไหลมา ทีนี้พอเราชำนิชำนาญ จิตเราขยับเขยื้อนอะไรเราเห็นหมดเลย มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจเราเห็นได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้เราถึงพร้อมในบทเรียนบทที่ 3 ซึ่งยากที่สุด คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยากยิ่งกว่าการนั่งสมาธิอีก เวลานั่งสมาธิเราใช้อายตนะแค่กายกับใจ 2 อัน อยู่ในชีวิตประจำวันเราใช้ 6 อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ทุกอายตนะ แต่กระทบทีละอายตนะ ไม่ใช่ทีละ 6 เพราะว่ากระทบทีละ 6 มันก็กลายเป็นจิตเกิดพร้อมกัน 6 ดวง จิตเกิดทีละดวง เกิดที่ตา หรือที่หู หรือที่ใจ ทีละดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราฝึกในชีวิตประจำวัน ตาเราเห็นรูป ความรู้สึกเราเปลี่ยนเรารู้ทัน หรือตาเห็นรูป จิตไหลไปที่รูปเรารู้ทัน หูได้ยินเสียง จิตไหลไปที่เสียงรู้ทัน หรือได้ยินเสียงแล้วจิตเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตรู้ทัน รู้อย่างนี้ก็ได้ รู้ทันจิตที่ไหลไปก็ได้ รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็ได้ ฝึกไปเรื่อยๆ หรือนั่งอยู่ นั่งพุทโธๆ แต่ใจหนีไปคิด ก็รู้ว่าใจหนีไปคิด อยู่ในชีวิตประจำวันเคยไหม เดินอยู่ริมถนนแล้วเหม่อ เหม่อมันเกิดอะไรขึ้น ใจมันหนีไปเที่ยว หนีไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรามีสติรู้ ใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็น ต่อไปปัญญาจะเกิด จะเห็นว่าจิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่ว่าจิตจะดีวิเศษแค่ไหน กระทั่งจิตผู้รู้เองก็ไม่เที่ยง แล้วจิตทุกดวงเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ค่อยๆ ดูไป ค่อยดูไป ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10935</id>
		<title>《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10935"/>
		<updated>2025-04-11T11:19:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
人可以通过智慧达到纯净无染&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ที่วัดก็เริ่มหนาวหน่อย เย็นๆ กลางคืนก็ 19 องศา สบายๆ สำหรับคนที่มีเสื้อหนาวใส่ สบาย พระก็ลำบากหน่อย พระก็มีอยู่แค่นี้ มีอังสะไหมพรมอีกตัวหนึ่ง โลกข้างนอกมันร้อน นานๆ เราเจออากาศเย็นที เราก็พออกพอใจ มีความสุข คนยากคนจน คนบ้านนอก หนาวๆ ไม่มีความสุขหรอก คนในเมือง คนมีเงินมีเสื้อผ้า ไปเที่ยวกันสนุก คนต่างจังหวัดหน้าหนาวลำบาก น้ำจะใช้ น้ำจะกินอะไรก็อัตคัด อาหาร พวกผักพวกอะไร ปลูกไม่ได้ ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเผาป่าเผาไร่กัน ฝุ่นตลบอบอวลเลย ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ก็ยังแก้ไม่ตกเรื่องเผา เผาไร่ รณรงค์ว่าอย่าเผาๆ เขาก็เผา มันไม่มีวิธีกำจัดวัชพืช วิธีอื่นไม่มี ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไรก็เผา บางคนก็เผาป่า เผาป่าสัตว์จะได้วิ่งมา เราจะได้ยิง บางที่ไม่มีสัตว์ ทางเหนือหลวงพ่อเคยไป ถึงปีก็แอบไปเผาป่า เสร็จแล้วเห็ดมันจะขึ้น จะเอาเห็ด เอาป่าไปแลกเห็ด วิถีชีวิตจริงๆ มันยังเป็นอย่างนั้น ถ้าคนในเมือง มันไม่รู้หรอก หน้าหนาวสบาย แต่งตัวสวยงาม ไปเที่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงถ้าเราภาวนา ความร่มเย็นข้างนอกนี้ มันเป็นของที่ไม่ยั่งยืนอะไร ยิ่งเมืองไทยมันหนาวแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ร้อนแล้ว บางทีเช้าๆ เย็นๆ อากาศเย็นตอนเช้า สายๆ ก็ร้อนแล้ว บ่ายๆ ก็ร้อนจัดแล้ว ก็ไม่ค่อยมั่นคงอะไร ทางจิตใจเราสามารถทำให้เกิดความร่มเย็นได้ตลอดเวลา ทางร่างกายเราควบคุมไม่ได้ อากาศภายนอกมันแปรปรวน โลกมันร้อนมากขึ้น ดินฟ้าอากาศรุนแรง พายุก็แรง ฝนเวลาตก ตกแรง ตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระจาย ผู้คนก็ตั้งหลักยาก โลกมันแปรปรวน มันเย็นประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันร้อนอีกแล้ว ฝึกจิตใจของเราให้มันเย็นดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของร่มเย็น ถ้าใครอยู่ในแวดวงธรรมะแล้วเร่าร้อน แสดงว่าผิดแล้ว ไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะเท่าที่ควรแล้ว จำนวนมากเลยเรียนธรรมะแล้วเอาไปทะเลาะกัน เถียงเอาเป็นเอาตาย มุ่งไปชนะคนอื่น ไม่ได้มุ่งชนะตัวเอง แขวนป้ายว่าเป็นชาวพุทธ รักศาสนาพุทธ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอก ไม่ได้ชำระล้างจิตใจตัวเอง ไม่เอาชนะใจตัวเอง ไปเอาชนะผู้อื่นกันก็วุ่นวาย ผู้ชนะก็ก่อเวร ผู้แพ้ก็เจ็บแค้น นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราเรียนธรรมะ เราเรียนสู้กับกิเลสตัวเอง ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทอะไรกับใคร เสียเวลา เอาชนะคนอื่นได้ กิเลสเราจะยิ่งตัวใหญ่ขึ้น ถ้าชนะใจตัวเองได้ กิเลสมันก็หดตัวลง เพราะฉะนั้นภาวนา โลกข้างนอกมันยุ่งอย่างไรช่างมันเถอะ จำเป็นต้องอยู่กับมันก็อยู่ไป แต่ว่าโลกภายในของเรา ดูแลให้ดี มีสติไว้ อ่านใจตัวเองไป จิตใจมีความสุขก็รู้ จิตใจมีความทุกข์ก็รู้ไป จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ไป จิตใจเป็นกุศลก็รู้ จิตใจเป็นอกุศล มันโลภ มันโกรธ มันหลงอะไรขึ้นมา ก็คอยรู้ไป ให้ตามรู้ตามเห็นอย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ พอรู้จริงก็จะเห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด&lt;br /&gt;
ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกรู้เฉยๆ ยังรู้ไม่จริง ก็เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม เห็นสภาวะอะไรต่ออะไรไป เห็นตัวรูปธรรมนามธรรม อันนั้นรู้เหมือนกัน แต่ยังรู้ไม่ลึกพอ หัดรู้หัดดูเรื่อยๆ ต่อไป ก็เห็นลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่ง อย่างพอเราเห็นรูปธรรม เห็นร่างกายเรา สัญญาก็เข้าไปหมายรู้ มันเป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึกอยู่ในร่างกายนี้ ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่ถ้าจิตเรามีราคะมาก ก็ดูปฏิกูลอสุภะเข้าไปด้วย การหมายรู้ร่างกายว่ามันไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การหมายรู้อันนี้เป็นการหมายรู้ถูก เป็นสัญญาที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาที่ผิดก็คือหมายรู้ผิดนั่นล่ะ หมายรู้ของไม่สวยไม่งาม ว่าสวยว่างาม อย่างเห็นผู้หญิงสักคน นางงามทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เห็นมีนางงามหลายอย่าง ประกวดกันมากมาย เมื่อก่อนมี 2 อันเอง นางสาวไทยกับนางงามจักรวาล เดี๋ยวนี้มีอะไรต่ออะไรไม่รู้เยอะแยะเลย พอเราเห็นคนสวยคนงาม เรามาดูให้ดี อย่ามัวแต่หลงเปลือก อะไรเป็นเปลือกของเขา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นเปลือก มันปกปิดซ่อนเร้นความสกปรกไว้ภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางงามขี้หอมหรือขี้เหม็น นางงามก็เหมือนคนอื่นนั่นล่ะ เหงื่อออกมาสกปรกไหม ก็สกปรก ทำไมต้องพอกแป้งหนาๆ เอาไว้กลบ กลบเกลื่อนสิ่งที่มันไม่สวยไม่งาม พอเราเห็นถ่องแท้ ราคะมันก็ระงับไป นี้การเห็นร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่เราได้ก็คือความสงบ ใจไม่ดิ้นไปด้วยอำนาจของราคะแล้ว แต่ถ้าเราอยากให้ใจเกิดปัญญาอย่างแท้จริง แล้วปล่อยวางได้จริง ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ จะเกิดวิปัสสนาปัญญาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำพังเห็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่ได้ก็คือได้ทำสมถะ ใจก็สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว แต่ถ้าลึกซึ้งลงไป เราหมายรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เรียกว่าเราทำวิปัสสนากรรมฐาน แล้วมันจะปล่อยวางได้จริง อย่างลำพังดูไม่สวยไม่งาม สกปรก กิเลสเรายังแรง ราคะมันสงบชั่วคราว แต่เดี๋ยวเดียวกิเลสมันก็สอนเรา ยังไม่สะอาด ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเสียก็สะอาดแล้ว ก็เอามากกมากอดอะไรได้เต็มใจ มันไม่ละกิเลสจริง มันข่มกิเลสได้ชั่วคราวเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมถกรรมฐานมันข่มกิเลสชั่วคราว ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน มีใจที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติระลึกรู้ลงไปในร่างกาย มีสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของร่างกาย ไตรลักษณ์ของร่างกายดูอย่างไรดี อย่างร่างกายเราที่มันกำลังนั่งอยู่ ดูมันไป เห็นไหมมันไม่คงที่หรอก เดี๋ยวมันก็หายใจเข้า เดี๋ยวมันก็หายใจออก สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่งนานๆ เมื่อย ก็ต้องขยับไปขยับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่างกายนิ่งๆ ไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็ต้องขยับตัวเพราะมันทุกข์ ขยับหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ บางทีก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ อิริยาบถก็มี 2 อัน อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อย อิริยาบถใหญ่ก็ยืน เดิน นั่ง นอน ทั้งวันเราก็มีแต่ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถปลีกย่อย อย่างกระโดดก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่มันก็แค่ยืน เดิน นั่ง นอน เราก็มีสติรู้ลงไป ร่างกายที่ยืนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่เดินก็ไม่เที่ยง หมายรู้ลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจะดูให้เป็นทุกข์ดูอย่างไร ก็สังเกตลงไป นั่งนานๆ มันทุกข์ไหม นั่งนานๆ มันก็ทุกข์ โอ้ ร่างกายนั่งทีแรกก็สบาย ซื้อเก้าอี้ตัวละ 100,000 บาทมานั่ง นึกว่าจะสบาย มันสบายเดี๋ยวเดียว เก้าอี้ก็ยังเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือร่างกายเรา มันถูกความทุกข์บีบคั้น นั่งนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็ทุกข์ นอนนานๆ ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา มีสติรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ จะเห็นร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วเราต้องเคลื่อนไหวเพื่อจะหนีความทุกข์ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจเข้า หายใจเรื่อยๆ เข้าไปเรื่อยมันก็ทุกข์ เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถย่อยๆ คือหายใจออก หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจออกนานๆ มันก็ทุกข์ ก็ต้องหายใจเข้าเพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หรือการเปลี่ยนอิริยาบถก็เพื่อแก้ทุกข์ การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง อันนี้บางทีก็ใช้ร่างกายทำงาน มันก็จำเป็น แต่สมมติเรานั่งเฉยๆ มันคันตรงโน้นตรงนี้ เราก็ต้องเกา สังเกตไปเรื่อยๆ มีแต่ทุกข์ แล้วดูอย่างไรให้เห็นร่างกายเป็นอนัตตา ถ้าจิตเราทรงสมาธิจริงๆ มองลงไปในร่างกาย เราจะเห็นร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุก้อนหนึ่ง เหมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าจิตเรามีกำลังสมาธิมากพอ มองลงมาในกายนี้ มันจะแยกเป็นธาตุเลย แยกเป็นธาตุได้ อย่างที่หลวงพ่อเคยเล่าให้พวกเราฟัง แค่ขี้หมากองเดียว ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ครบเลย ถ้าจิตมันทรงสมาธิจริงๆ สติจ่อลงไปในกองขี้หมา จิตมีกำลังสมาธิมากพอ มันจะแยกธาตุได้ ธาตุน้ำที่เห็นเปียกๆ มันก็แยกออกไป กลิ่นของมันตามลมมา มันก็สลายไป ลมพัดผ่านมาผ่านไป อุณหภูมิมันก็เปลี่ยนไป ถ่ายใหม่ๆ มันก็ร้อน ถ่ายนานๆ มันก็เท่าอุณหภูมิห้อง ธาตุไฟก็ไม่ยั่งยืน แยกๆๆ ไปก็เหลือแต่ธาตุดิน เป็นก้อนแห้งๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดู ดูในร่างกายก็เหมือนกัน ดูความเป็นธาตุในร่างกาย ถ้าดูแบบพระสูตร ก็ไม่ยาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ถือเป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำลาย ก็เป็นธาตุน้ำ ในอาการ 32 เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ละเอียดลงไปก็มีไฟ ธาตุไฟ ธาตุไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ธาตุไฟที่ย่อยอาหาร อย่างเวลากระเพาะย่อยอาหาร มันจะร้อนขึ้นมา จะรู้สึกที่กระเพาะ นี้การดูเป็นธาตุ ดูแบบพระสูตรยังง่าย ถ้าดูแบบอภิธรรมต้องทรงฌาน จิตต้องทรงฌาน มันถึงจะแยกธาตุออกไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามในพระสูตร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำลายอะไรพวกนี้ เป็นธาตุน้ำ แต่ตามนัยยะแห่งอภิธรรม ในผมเส้นเดียวมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมครบเลย ในแค่ผมเส้นเดียว เห็นไหมจะแยกผมเส้นเดียว ให้เห็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ทรงฌานจริงๆ ไม่เห็นหรอก เพราะฉะนั้นแยกตามนัยยะพระสูตรก็แล้วกัน มันทำได้ เพราะพระสูตรเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกท่านสอนคนธรรมดานี่ล่ะ ส่วนพระอภิธรรมพระพุทธเจ้าท่านเอาไปสอนเทวดา สอนในดาวดึงส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวดา สมาธิเขาก็ดี สติเขาก็ดี ใจเขาเป็นกุศล ก็เรียนธรรมะที่ประณีต แล้วท่านเทศน์ให้เทวดาฟัง เป็นอภิธรรมอย่างกว้างขวาง พิสดาร ละเอียด แล้วถึงเวลาพระสารีบุตรก็ขึ้นไปเฝ้า ท่านก็จะเทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง จะเทศน์อภิธรรมแบบย่อ เพราะพระสารีบุตรปัญญามาก มากกว่าเทวดา เทศน์ให้เทวดาฟัง ท่านเทศน์อภิธรรมแบบละเอียด เทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง เป็นอภิธรรมอย่างย่อ แล้วพระสารีบุตรก็เอามาสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้สอนโยมหรอก ส่วนใหญ่ก็จะสอนลูกศิษย์ของท่าน ก็จะเป็นอภิธรรมแบบปานกลาง ไม่ละเอียดเกินไป แล้วก็ไม่หยาบเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกษาปริยัติบ้าง เวลาภาวนาจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พวกเราเรียนๆ กัน จะเป็นตำราพวกนี้ ไม่ได้ละเอียดมาก แต่แค่นี้ก็แย่แล้ว แล้วจะเรียนแล้วเอามาเห็นธาตุ เห็นสภาวะอะไรจริงๆ ยากมากเลย ถ้าไม่ทรงฌานจริงๆ ดูไม่ออก เพราะฉะนั้นเราเรียนเท่าที่เรียนได้ ถ้าจะดูร่างกายก็ดูตามนัยยะของพระสูตร ธาตุดินก็มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ลองไปดูในอาการ 32 ก็จะเป็นเรื่องของธาตุ แยกธาตุ ถ้าแยกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็แยกๆๆ ไป ถ้ายังเป็นการคิดพิจารณาอยู่ก็ได้สมถะ การแยกร่างกายเรียกกายคตาสติ ถ้าเรายังคิดพิจารณาแยกอยู่ มันเป็นสมถะ แต่ถ้าจิตมันทรงพลัง แล้วมันแยกลงไปจริงๆ ด้วยตัวของมันเอง มันเดินปัญญา เจริญปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเขามาเล่า เขาดูลงไปร่างกาย เห็นเป็นก้อนธาตุ แล้วสุดท้ายก็สลายไปหมดเลย เหลือแต่จิตดวงเดียว คนไหนภาวนาจนร่างกายสลาย มันสลายด้วยกำลังของสมาธิ ไม่ใช่วิปัสสนา แล้วจิตรวมลงที่จิต แล้วพอจิตถอนออกจากสมาธิ กลับมามีร่างกาย มันจะรู้สึกอย่างสมบูรณ์แบบ ว่าร่างกายกับจิตคนละอันกัน นับแต่นั้นขันธ์จะแยกอัตโนมัติ ขันธ์ 5 มันจะแยกกระจายตัวออกไป โดยที่เราไม่ต้องพยายามอีกแล้ว จะเห็นเลยกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในกายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในจิตก็อีกส่วนหนึ่ง สัญญาอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สังขารอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วตัวจิตเองก็เกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนา มันไม่ได้มากมายอย่างที่หลวงพ่อเล่า ที่เล่าให้ฟังย่อๆ เป็นตัวอย่าง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้มากมาย ในสติปัฏฐานลองไปหาอ่าน เป็นชาวพุทธที่ดีต้องอ่านสติปัฏฐาน ต้องอ่านเรื่องอริยสัจ เรื่องสติปัฏฐาน เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องขันธ์ 5 อายตนะ 6 อะไรพวกนี้ ศึกษาเป็นพื้นฐานไว้ เวลาภาวนามันจะได้ไม่พลาด ถ้าไม่ศึกษาปริยัติเลย ปริยัติอาจจะไม่ต้องไปเข้าโรงเรียนอะไรหรอก ไปอ่านเอา อ่านเรื่องหลักๆ ที่หลวงพ่อบอกนี่ล่ะ แล้วเวลาภาวนามันจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราชำนิชำนาญเรื่องไตรลักษณ์ เราภาวนาแล้วจิตเราว่างเฉยๆ อยู่ เราก็ต้องรู้เลย โอ้ นี่มันไม่เป็นไตรลักษณ์แล้ว แสดงว่าทำผิดแล้ว ถ้าภาวนาแล้วไม่เหมือนพระไตรปิฎก ต้องรู้เลยว่าเราทำผิด เพราะพระไตรปิฎกไม่ใช่ของธรรมดา เป็นของจากพระพุทธเจ้า จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก มีพระอรหันต์มาชุมนุมกันสังคายนาตั้ง 500 องค์ ครั้งที่สอง 700 องค์ ครั้งที่สาม 1,000 องค์ พระอรหันต์ช่วยกันพัฒนาพระไตรปิฎกขึ้นมา รวบรวมประมวลขึ้นมา ไม่ใช่ของเล่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วไม่ตรง อย่านึกว่าเราเก่งกว่าพระอรหันต์เป็นพันๆ องค์ เราต้องผิด ไม่ใช่พระไตรปิฎกผิด เราไม่เข้าใจเอง อย่างหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก หลวงพ่อก็ไม่รู้ทั่วถึงพระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎกอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านได้แต่พระวินัย พระสูตร แล้วอ่านทีแรกก็ได้แค่ทรงจำไว้ ตอนก่อนสมัยหนุ่มๆ จำแม่น เป๊ะๆๆ เลย พระสูตรนี้ชื่อนี้ อย่างนี้ๆ อ่านพระสูตรแล้วก็ดูอรรถกถาเทียบไปเรื่อย ขยายความแต่ละช่วงๆ ก็พยายามทำไปเรื่อยๆ ความรู้ก็กว้างขวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอมาภาวนา หลวงพ่อวางความรู้จากการศึกษาปริยัติ เรามาเรียนของจริงในกายในใจของเรานี้ พอเรียนของจริงในกายในใจแล้วค่อยไปดู มันก็ตรงกัน รู้สึกนับถือพระปริยัติเลย พระปริยัติส่วนใหญ่ไม่ได้ภาวนา ท่านสามารถรักษาพระไตรปิฎกเอาไว้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างถ้าเราต้องท่องอะไร ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง มันจำยาก ถ้าเราท่องอะไรที่เรารู้เรื่องก็จำง่าย ท่านท่องมา ท่านไม่ได้เห็นสภาวะจริงๆ บางที ยังอุตส่าห์ทรงจำเอาไว้ได้ รักษาเอาไว้ได้ คัดลอกกันเอาไว้ได้ ต้องเคารพนับถือเลยล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ค่อยๆ เรียนรู้ไป เรียนรู้ ถ้าเรามีสติรู้ลงในร่างกาย แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็ได้สมถะ มีสติรู้ลงไปที่จิต แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นสมถะ อย่างเราดูจิตแล้วมันก็ว่าง แล้วเราก็อยู่กับว่าง อันนี้เป็นสมถะชื่ออากิญจัญญายตนะ ค่อยๆ ดู แต่ถ้าสติระลึกลงไป แล้วสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น บางท่านท่านก็เห็นว่าสัญญากับปัญญา มันมีคำว่าญาเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เลยบอกว่าสัญญามันปิดกั้นปัญญา อันนั้นท่านแปลความเคลื่อนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาไม่ใช่แปลว่าคิดเอา สัญญาเป็นการหมายรู้เอา เป็นมุมมองที่จิตมันมอง มองถูกหรือมองผิด ปัญญาเป็นความรู้ถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีสัญญาจะทำวิปัสสนาไม่ได้ ท่านพระสารีบุตรท่านเคยบอก กระทั่งเราเข้าฌานที่ 8 ชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าฌานที่ 8 ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เพราะยังเหลือสัญญาอยู่นิดหนึ่ง สัญญายังไม่ดับ สัญญาดับนั้นก็เป็นภูมิของพรหมลูกฟัก สัญญาดับ จิตดับ พอจิตดับสัญญาก็ดับ เวทนามันก็ดับ ในเนวสัญญาฯ ในฌานที่ 8 ยังมีจิตอยู่ ก็ยังมีสัญญาอยู่ แต่มันเบา มันบาง มันแผ่ว ไม่สามารถจงใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจะเดินวิปัสสนาในเนวสัญญาฯ จะต้องมีคุณสมบัติหลายข้อเลย อันแรกต้องชำนาญในฌานจริงๆ มีวสีจริงๆ อันที่ 2 ต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ เพราะไม่มีกายให้ดูหรอก เหลือแต่จิต ตรงนี้มันยากไป สำหรับพวกเราในยุคนี้ ซึ่งเข้าฌานไม่ค่อยจะได้ แค่ปฐมฌานเราก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว ที่บอกเข้าฌานๆ ส่วนมากไปนั่งเพ่งเอา แล้วก็มโนเอาว่าเป็นฌาน นั่งแล้วเครียด เคร่งเครียดจะเป็นฌานอะไร ไม่ใช่ฌานหรอก บังคับใจตัวเองมากไป บังคับ ไม่มีแรงบังคับเมื่อไร ก็บ้าเลย ก็เหลวไหล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนในรุ่นเราเป็นพวกสมาธิสั้น เราก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี กับทรัพย์สมบัติที่เรามี คือสมาธิซึ่งมันสั้น ก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอดีกับของตัวเอง อย่างแค่คอยรู้สึกในร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถย่อย ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถใหญ่ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก คอยรู้สึกไป รู้บ้าง หลงบ้าง ไม่เป็นไร หัดรู้เนืองๆ ทีแรกก็รู้สึกร่างกาย ต่อไปก็หมายรู้ร่างกาย ไม่สวยไม่งาม เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็จงใจคิด จงใจคิดนำก่อน ก็ไม่เป็นไร คิดนำได้ ถ้าใจมันเฉยๆ มันไปดูร่างกายแล้วก็เฉยๆ อยู่ คิดพิจารณาลงไป ความเป็นไตรลักษณ์อะไร คิดลงไปเลย เลยคิดอสุภะไปเลย นี้พอจิตมันคุ้นเคยที่จะหมายรู้ถูก หมายรู้ถูกคือเห็นปฏิกูลอสุภะ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คราวนี้เราไม่ต้องเจตนา จิตมันจะหมายรู้เอง อย่างพอมันระลึกร่างกายปุ๊บ มันหมายรู้เลย ถ้าอย่างหลวงพ่อฝึก หลวงพ่อจะเห็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคน อย่างหลวงพ่อถ้ารู้สึกอยู่ในกาย จะรู้สึกเลยกายไม่ใช่เรา กายนี้ว่าง ไม่มีอะไร หรืออย่างมากก็เห็น กายนี้เป็นแค่เป็นธาตุที่ไหลเข้าไหลออก ไม่ใช่เรา อย่างเวลาดูกายหายใจ ก็เห็นลมหายใจไหลเข้าไป ไหลออกมา กินอาหารเข้าไป แล้วก็ขับถ่ายออกมา เห็นธาตุมันหมุนเวียน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นอนัตตา ดูไปเรื่อยๆ จะเห็นอะไรก็ได้ หมายรู้ให้ถูกก็แล้วกัน ทีแรกจิตไม่ยอมหมายรู้ จิตจะเฉยๆ ก็ช่วยมันคิดพิจารณาลงไป พิจารณาลงไปซ้ำๆๆ จนจิตมันเคยชิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างแต่เดิมพอเห็นผู้หญิงสวย ก็ โอ้ มันสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ผมมันก็สวย ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสวยไปหมดเลย เราก็มาหมายรู้ใหม่ หัดหมายรู้ สวยตรงไหน มันสวยแต่เปลือก ข้างในสกปรก แค่ลอกหนังออกก็ดูไม่ได้แล้ว เป็นผู้หญิงสวยงาม เกิดเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมๆ มันสวยไหม มันก็ไม่สวยแล้ว อันนี้ช่วยมันคิด หรือตาหวานหยาดเยิ้ม อยู่ๆ ตาเหล่ ตาปลิ้นถลนออกมา ไม่เห็นจะสวยเลย ทีแรกอาจจะคิดนำ คิดนำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านเคยมี อันนี้หลวงพ่อไม่เคยเจอองค์ท่านนะองค์นี้ ท่านเครื่องบินตกตายไปก่อน มรณภาพไม่ใช่ตาย เครื่องบินตก ตอนท่านหนุ่มๆ ท่านก็ไปชอบสาวคนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งท่านไปเห็นสาวนี้ไปอึ คนโบราณไปอึในท้องนา ในทุ่ง มีกอไม้มีอะไรบังๆ หน่อย นั่งอึกัน ท่านไปเห็น โอ้ ผู้หญิงแสนสวย ที่เราว่าดีวิเศษ มันอึออกมา น่าเกลียดที่สุด ใจของท่านก็คลายจากราคะ หมดความรักในรูปจอมปลอม เคยนึกว่ามันสวย ที่แท้ข้างในมันสกปรก ของดี อาหารอย่างดีใส่เข้าไปในปาก ตอนมันออกมาแล้ว มันก็ดูไม่ได้เหมือนหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวที่แปรอาหารอย่างดี ของสวยของงามให้เป็นของสกปรก ก็คือร่างกายนี่เอง เหมือนโรงงานชั้นเลว มีผลผลิตออกมาเป็นของที่ไม่ดีเลย ใจท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านออกบวช มุ่งทำที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อปี 2523 กระมัง ท่านก็รับนิมนต์มากรุงเทพฯ กัน 5 องค์ ครูบาอาจารย์รุ่นนั้น ตอนจะขึ้นเครื่องบินจากอุดรฯ ท่านก็พูดกันว่า มีนิมิตไม่ดี เครื่องบินลำนี้ไม่ถึงกรุงเทพฯ เราจะไปไหม องค์หนึ่งท่านก็บอก เป็นพระกรรมฐานตายก็ตายสิ รับนิมนต์ไว้แล้ว ตายก็ยอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 5 องค์ก็เลยตกลงขึ้นเครื่องบิน แต่ท่านไล่พระติดตาม ไล่ลูกศิษย์ไม่ให้ขึ้น ให้กลับวัดไปให้หมดเลย แล้วท่านก็มากันเอง เครื่องบินมาตกที่ทุ่งรังสิต มรณภาพไป จิตของท่านเหล่านี้ ท่านเข้มแข็ง ก็อาศัยภาวนากัน พุทโธๆ บางองค์ก็พุทโธแล้วก็หายใจด้วย แล้วพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนหมดความรักในร่างกาย ก็ไม่ยึดถืออะไร สุดท้ายก็มาปล่อยวางที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่จิตปล่อยวางจิต หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายจิต เป็นสำนวนท่านเท่านั้น หลวงพ่อพุธท่านเคยบอกว่า อย่าไปทำลายจริงๆ อยู่ๆ ไปทำลายจิตก็เป็นบ้าเลย ทำลายจิตก็คือ เห็นจิตมันเป็นไตรลักษณ์ไป แล้วทำลายความยึดถือจิต ที่เรียกว่าทำลายจิต ไม่ได้ทำลายตัวจิตหรอก ทำลายความยึดถือจิต ตัวจิตผู้รู้มันจะแตกสลายไป กลายเป็นจิตที่ไม่ได้มีการกำหนด ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องรักษา ถามว่าเป็นจิตไหม มันก็เป็นจิต เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดนำร่องให้จิตหัดดูไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามฝึก รู้สึกร่างกายไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ร่างกายกินอาหาร ร่างกายขับถ่าย รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันรู้สึก แล้วใจมันเข้าไปนิ่งเฉยๆ อยู่ ก็ช่วยมันพิจารณา คิดมันเข้าไป คิดนำ หลวงพ่อพุธท่านใช้คำว่า “นำร่อง” คิดนำร่องให้จิตมันหัดดูไตรลักษณ์ แล้วพอมันเคยดูไตรลักษณ์แล้ว ต่อไปมันดูเอง ตรงที่มันเห็นไตรลักษณ์ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็นนั้น ของจริงมันเกิดแล้ว เป็นการทำวิปัสสนาจริงๆ วิปัสสนาคือเห็นอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดอย่างถูกต้อง ไม่เจือความคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยฝึก ค่อยทำ ฉะนั้นเริ่มต้น จะเริ่มจากกายก็ได้ หลวงพ่อเวลาทำสมถะ หลวงพ่อใช้อานาปานสติกับพุทโธ แล้วเวลาเจริญปัญญาหลวงพ่อดูจิตเอา เวลาดูจิตมันก็ดูได้หลายอย่าง ถ้าดูจิตให้เป็นสมถะ ก็น้อมจิตให้นิ่งๆ อยู่กับความว่างๆ ดูจิตมันว่างๆ ดูช่องว่าง เรียกอากาสานัญจายตนะ หรือดูตัวผู้รู้ อันนี้ไม่แนะนำ อันตราย ไปดูตัวผู้รู้มันจะกลายเป็นวิญญานัญจายตนะ ไม่มีที่สิ้นสุด ดูไปอย่างนั้นเสียเวลานาน อย่าไปทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าแค่ต้องการให้จิต อย่างเราเป็นคนดูจิต เราจะทำสมถะ ถ้าเราชำนาญการดูจิตจริง ไม่ต้องกลับมาที่ลมหายใจเลย เราดูเข้าไปในช่องว่าง มันมีความว่างๆ อยู่ รู้สึกไหมข้างหน้าเราว่างๆ ดูเข้าไปตรงนั้น แต่ถ้าจิตไหลเข้าไปตรงนั้นต้องรู้ทัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปติดอยู่ในช่องว่าง กลับบ้านไม่ได้ จิตเข้าฐานไม่ได้ ฉะนั้นควรจะฝึกจิตให้ตั้งมั่นเสียก่อน แล้วก็มาดูจิตมันทำงาน แล้วชำนาญสมาธิแล้ว ต้องการพัก ไม่ต้องมาอยู่ที่ลมแล้ว อยู่กับจิตนั้น อยู่กับความว่างอะไรต่ออะไร ก็อยู่ได้ ก็ได้สมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตอย่างไรให้เป็นวิปัสสนา ก็ใช้หลักเดียวกันนั้นล่ะ ก็ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ ดูกาย ก็ดู หัดดูให้เห็นปฏิกูลอสุภะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิตไม่มีปฏิกูลอสุภะ จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ฉะนั้นมันไม่มีอสุภะหรอก มันมีแค่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยเป็นสามัญลักษณะ เป็นลักษณะทั่วไป ลักษณะร่วมของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่เอาอสุภะมาเป็นสามัญลักษณะด้วย เพราะมันอยู่ได้บางที่เท่านั้น แต่ไตรลักษณ์นี้อยู่ได้ทั้งรูปทั้งนาม มีครบหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างเราจะดูจิต ถ้าเราดูจิตไปแล้ว จิตเราเกิดว่างๆ เฉยๆ ติดอยู่ในช่องว่าง เงียบๆ ว่างๆ พอจิตเคลื่อนออกมาจากตรงนั้น สอนมันเข้าไปเลย คิดเลย ใช้หลักเดียวกับที่พิจารณากายนั่นล่ะ พิจารณาจิตเข้าไปเลย จิตเมื่อกี้เฉย ตอนนี้ไม่เฉย นี่จิตมันไม่เที่ยง เมื่อกี้เฉยมันก็ไม่ได้เจตนาจะเฉย มันเฉยได้เอง นี่มันเป็นอนัตตา มันเฉยอยู่แล้ว มันถอนออกมา มันก็ถอนเอง นี่ก็เป็นอนัตตา สอนๆ มันไปก่อนทีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าจิตมันเคยจะเจริญปัญญามาแต่ชาติปางก่อน ไม่ต้องสอน ภาวนาไปแล้วก็เห็นจิตเกิดดับไป จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหมดทั้งปวงเกิดแล้วดับ แล้วพอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นตัวจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ กระทั่งตัวจิตผู้รู้ที่ว่าดีวิเศษ จิตที่เป็นมหากุศลจิต ญาณสัมปยุต อสังขาริกัง ไม่ได้เจตนาให้เกิด มันเกิดแล้วดับหมด ไม่ว่าของดีวิเศษแค่ไหน ก็มีแต่เกิดแล้วก็ดับ สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเดินปัญญา ที่ดูจิตเราก็ดูจิตเกิดดับ ทีแรกกำลังเรายังไม่พอ เราก็เห็นจิตเกิดดับไปพร้อมกับเจตสิก จิตสุขเกิดร่วมกับความสุข จิตมันเกิดร่วมกับความสุข เราก็รู้สึกเป็นจิตสุข เกิดร่วมกับความทุกข์ ก็เป็นจิตทุกข์ เกิดร่วมกับจิตดี ก็เป็นจิตที่เป็นกุศล เกิดร่วมกับความโกรธ ก็เป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง ตัวที่มาประกอบจิต ปริยัติเขาเรียกว่าเจตสิก เกิดร่วมกับจิต จิตทุกดวงต้องมีเจตสิก กระทั่งโลกุตตรจิตก็มีเจตสิก ถือเป็นโลกุตตรเจตสิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตสิก ไม่มีสัญญา อันนั้นก็ไม่มีจิต เป็นพรหมลูกฟักแล้ว ฉะนั้นเวลาเราดูจิต ถ้าจิตมันเฉยก็สอนมันไป สอนมันในแง่ของไตรลักษณ์ ไม่ต้องมีอสุภะ เพราะมันไม่มีร่างกาย สอนไปเรื่อย มันไม่เที่ยงอะไรไป แต่ถ้าเรามีของเก่า พอเรามาดูจิตดูใจ เราเห็นไตรลักษณ์เลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิดนำ แต่ถ้ามันไม่ดูไตรลักษณ์ มันจะดูจิตเฉยว่างๆ ให้คิดนำ จะได้ไม่ติดเฉย ฝึกไปเรื่อย จะเริ่มจากกายก็ได้ จะเริ่มจากที่จิตเลยก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 จะเริ่มจากกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม อะไรก็ได้ สุดท้ายมันก็ไปลงที่เดียวกัน พอรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งใดมันก็วางสิ่งนั้น ไม่ยึดถือ รู้แจ้งในกายก็วางกาย รู้แจ้งในกาม พวกนี้ถ้ารู้แจ้งในกาย ก็จะรู้แจ้งกาม กามราคะ มันก็วางไปด้วยกัน ถ้ารู้แจ้งจิตก็วางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวจิตเอง วางของนอกไม่ยาก แต่วางตัวจิตเองยากที่สุดเลย วาง ไม่ใช่เอาไปวางที่โน่นที่นี่ วางนี้หมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นมัน ฉะนั้นต้องรู้แจ้งเห็นจริง ตัวจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูอย่างไรจะเห็นจิตผู้รู้ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ง่ายๆ เลย ก็ดูจิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตดูรูป จิตดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตผู้รู้ จิตผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตผู้ไปฟังเสียง จิตผู้ฟังเสียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้คิด ได้เห็นจิตมันเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เราไม่ได้อาศัยการดูทางเจตสิกแล้ว อันนี้ละเอียดขึ้นมา เราดูผ่านอายตนะ เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้จะวางจิต มันรู้ว่าจิตไม่ใช่ของดีของวิเศษ เขาเรียก หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะผู้รู้นี้เป็นศัพท์เฉพาะ หมายถึงเป็นจิตที่เราพัฒนามันขึ้นมา เอามาใช้งาน ถึงอย่างไรวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยวาง ถ้าไม่ปล่อยวาง เราก็จะไปเกิดเป็นพระพรหม แล้วสูงสุดของผู้ปฏิบัติ ถ้ายังไม่วางจิต ก็จะไปเป็นพรหม หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาแล้วนักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผีใหญ่ ภาษาท่าน ผีใหญ่คือเป็นพรหม ภาวนาแล้วก็ไปเป็นพระพรหมกัน ต้องเดินปัญญาให้ถ่องแท้ ถึงจะเอาตัวรอดได้ “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยสมาธิ สมาธิเป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์ให้ฟังเท่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็น่าจะยากแล้ว เห็นไหมยกมือไหว้ ตัวอะไรไหว้ ถ้าเราไหว้แสดงว่ายังหมายรู้ผิดอยู่ ถ้าเห็นรูปมันเคลื่อนไหว เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เหมือนเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เออ มันหมายรู้ถูกแล้ว มันไม่ใช่เรา ฉะนั้นมันเคลื่อนไหวได้ มันไม่เที่ยง เมื่อกี้มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ หัดนะ หัด ไม่ใช่ไหว้ ไหว้แบบพญาวานร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10934</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10934"/>
		<updated>2025-04-11T11:18:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10933</id>
		<title>《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10933"/>
		<updated>2025-04-11T11:18:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日至《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ที่วัดก็เริ่มหนาวหน่อย เย็นๆ กลางคืนก็ 19 องศา สบายๆ สำหรับคนที่มีเสื้อหนาวใส่ สบาย พระก็ลำบากหน่อย พระก็มีอยู่แค่นี้ มีอังสะไหมพรมอีกตัวหนึ่ง โลกข้างนอกมันร้อน นานๆ เราเจออากาศเย็นที เราก็พออกพอใจ มีความสุข คนยากคนจน คนบ้านนอก หนาวๆ ไม่มีความสุขหรอก คนในเมือง คนมีเงินมีเสื้อผ้า ไปเที่ยวกันสนุก คนต่างจังหวัดหน้าหนาวลำบาก น้ำจะใช้ น้ำจะกินอะไรก็อัตคัด อาหาร พวกผักพวกอะไร ปลูกไม่ได้ ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเผาป่าเผาไร่กัน ฝุ่นตลบอบอวลเลย ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ก็ยังแก้ไม่ตกเรื่องเผา เผาไร่ รณรงค์ว่าอย่าเผาๆ เขาก็เผา มันไม่มีวิธีกำจัดวัชพืช วิธีอื่นไม่มี ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไรก็เผา บางคนก็เผาป่า เผาป่าสัตว์จะได้วิ่งมา เราจะได้ยิง บางที่ไม่มีสัตว์ ทางเหนือหลวงพ่อเคยไป ถึงปีก็แอบไปเผาป่า เสร็จแล้วเห็ดมันจะขึ้น จะเอาเห็ด เอาป่าไปแลกเห็ด วิถีชีวิตจริงๆ มันยังเป็นอย่างนั้น ถ้าคนในเมือง มันไม่รู้หรอก หน้าหนาวสบาย แต่งตัวสวยงาม ไปเที่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงถ้าเราภาวนา ความร่มเย็นข้างนอกนี้ มันเป็นของที่ไม่ยั่งยืนอะไร ยิ่งเมืองไทยมันหนาวแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ร้อนแล้ว บางทีเช้าๆ เย็นๆ อากาศเย็นตอนเช้า สายๆ ก็ร้อนแล้ว บ่ายๆ ก็ร้อนจัดแล้ว ก็ไม่ค่อยมั่นคงอะไร ทางจิตใจเราสามารถทำให้เกิดความร่มเย็นได้ตลอดเวลา ทางร่างกายเราควบคุมไม่ได้ อากาศภายนอกมันแปรปรวน โลกมันร้อนมากขึ้น ดินฟ้าอากาศรุนแรง พายุก็แรง ฝนเวลาตก ตกแรง ตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระจาย ผู้คนก็ตั้งหลักยาก โลกมันแปรปรวน มันเย็นประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันร้อนอีกแล้ว ฝึกจิตใจของเราให้มันเย็นดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของร่มเย็น ถ้าใครอยู่ในแวดวงธรรมะแล้วเร่าร้อน แสดงว่าผิดแล้ว ไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะเท่าที่ควรแล้ว จำนวนมากเลยเรียนธรรมะแล้วเอาไปทะเลาะกัน เถียงเอาเป็นเอาตาย มุ่งไปชนะคนอื่น ไม่ได้มุ่งชนะตัวเอง แขวนป้ายว่าเป็นชาวพุทธ รักศาสนาพุทธ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอก ไม่ได้ชำระล้างจิตใจตัวเอง ไม่เอาชนะใจตัวเอง ไปเอาชนะผู้อื่นกันก็วุ่นวาย ผู้ชนะก็ก่อเวร ผู้แพ้ก็เจ็บแค้น นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราเรียนธรรมะ เราเรียนสู้กับกิเลสตัวเอง ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทอะไรกับใคร เสียเวลา เอาชนะคนอื่นได้ กิเลสเราจะยิ่งตัวใหญ่ขึ้น ถ้าชนะใจตัวเองได้ กิเลสมันก็หดตัวลง เพราะฉะนั้นภาวนา โลกข้างนอกมันยุ่งอย่างไรช่างมันเถอะ จำเป็นต้องอยู่กับมันก็อยู่ไป แต่ว่าโลกภายในของเรา ดูแลให้ดี มีสติไว้ อ่านใจตัวเองไป จิตใจมีความสุขก็รู้ จิตใจมีความทุกข์ก็รู้ไป จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ไป จิตใจเป็นกุศลก็รู้ จิตใจเป็นอกุศล มันโลภ มันโกรธ มันหลงอะไรขึ้นมา ก็คอยรู้ไป ให้ตามรู้ตามเห็นอย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ พอรู้จริงก็จะเห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด&lt;br /&gt;
ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกรู้เฉยๆ ยังรู้ไม่จริง ก็เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม เห็นสภาวะอะไรต่ออะไรไป เห็นตัวรูปธรรมนามธรรม อันนั้นรู้เหมือนกัน แต่ยังรู้ไม่ลึกพอ หัดรู้หัดดูเรื่อยๆ ต่อไป ก็เห็นลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่ง อย่างพอเราเห็นรูปธรรม เห็นร่างกายเรา สัญญาก็เข้าไปหมายรู้ มันเป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึกอยู่ในร่างกายนี้ ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่ถ้าจิตเรามีราคะมาก ก็ดูปฏิกูลอสุภะเข้าไปด้วย การหมายรู้ร่างกายว่ามันไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การหมายรู้อันนี้เป็นการหมายรู้ถูก เป็นสัญญาที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาที่ผิดก็คือหมายรู้ผิดนั่นล่ะ หมายรู้ของไม่สวยไม่งาม ว่าสวยว่างาม อย่างเห็นผู้หญิงสักคน นางงามทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เห็นมีนางงามหลายอย่าง ประกวดกันมากมาย เมื่อก่อนมี 2 อันเอง นางสาวไทยกับนางงามจักรวาล เดี๋ยวนี้มีอะไรต่ออะไรไม่รู้เยอะแยะเลย พอเราเห็นคนสวยคนงาม เรามาดูให้ดี อย่ามัวแต่หลงเปลือก อะไรเป็นเปลือกของเขา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นเปลือก มันปกปิดซ่อนเร้นความสกปรกไว้ภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางงามขี้หอมหรือขี้เหม็น นางงามก็เหมือนคนอื่นนั่นล่ะ เหงื่อออกมาสกปรกไหม ก็สกปรก ทำไมต้องพอกแป้งหนาๆ เอาไว้กลบ กลบเกลื่อนสิ่งที่มันไม่สวยไม่งาม พอเราเห็นถ่องแท้ ราคะมันก็ระงับไป นี้การเห็นร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่เราได้ก็คือความสงบ ใจไม่ดิ้นไปด้วยอำนาจของราคะแล้ว แต่ถ้าเราอยากให้ใจเกิดปัญญาอย่างแท้จริง แล้วปล่อยวางได้จริง ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ จะเกิดวิปัสสนาปัญญาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำพังเห็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่ได้ก็คือได้ทำสมถะ ใจก็สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว แต่ถ้าลึกซึ้งลงไป เราหมายรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เรียกว่าเราทำวิปัสสนากรรมฐาน แล้วมันจะปล่อยวางได้จริง อย่างลำพังดูไม่สวยไม่งาม สกปรก กิเลสเรายังแรง ราคะมันสงบชั่วคราว แต่เดี๋ยวเดียวกิเลสมันก็สอนเรา ยังไม่สะอาด ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเสียก็สะอาดแล้ว ก็เอามากกมากอดอะไรได้เต็มใจ มันไม่ละกิเลสจริง มันข่มกิเลสได้ชั่วคราวเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมถกรรมฐานมันข่มกิเลสชั่วคราว ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน มีใจที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติระลึกรู้ลงไปในร่างกาย มีสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของร่างกาย ไตรลักษณ์ของร่างกายดูอย่างไรดี อย่างร่างกายเราที่มันกำลังนั่งอยู่ ดูมันไป เห็นไหมมันไม่คงที่หรอก เดี๋ยวมันก็หายใจเข้า เดี๋ยวมันก็หายใจออก สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่งนานๆ เมื่อย ก็ต้องขยับไปขยับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่างกายนิ่งๆ ไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็ต้องขยับตัวเพราะมันทุกข์ ขยับหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ บางทีก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ อิริยาบถก็มี 2 อัน อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อย อิริยาบถใหญ่ก็ยืน เดิน นั่ง นอน ทั้งวันเราก็มีแต่ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถปลีกย่อย อย่างกระโดดก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่มันก็แค่ยืน เดิน นั่ง นอน เราก็มีสติรู้ลงไป ร่างกายที่ยืนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่เดินก็ไม่เที่ยง หมายรู้ลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจะดูให้เป็นทุกข์ดูอย่างไร ก็สังเกตลงไป นั่งนานๆ มันทุกข์ไหม นั่งนานๆ มันก็ทุกข์ โอ้ ร่างกายนั่งทีแรกก็สบาย ซื้อเก้าอี้ตัวละ 100,000 บาทมานั่ง นึกว่าจะสบาย มันสบายเดี๋ยวเดียว เก้าอี้ก็ยังเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือร่างกายเรา มันถูกความทุกข์บีบคั้น นั่งนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็ทุกข์ นอนนานๆ ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา มีสติรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ จะเห็นร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วเราต้องเคลื่อนไหวเพื่อจะหนีความทุกข์ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจเข้า หายใจเรื่อยๆ เข้าไปเรื่อยมันก็ทุกข์ เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถย่อยๆ คือหายใจออก หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจออกนานๆ มันก็ทุกข์ ก็ต้องหายใจเข้าเพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หรือการเปลี่ยนอิริยาบถก็เพื่อแก้ทุกข์ การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง อันนี้บางทีก็ใช้ร่างกายทำงาน มันก็จำเป็น แต่สมมติเรานั่งเฉยๆ มันคันตรงโน้นตรงนี้ เราก็ต้องเกา สังเกตไปเรื่อยๆ มีแต่ทุกข์ แล้วดูอย่างไรให้เห็นร่างกายเป็นอนัตตา ถ้าจิตเราทรงสมาธิจริงๆ มองลงไปในร่างกาย เราจะเห็นร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุก้อนหนึ่ง เหมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าจิตเรามีกำลังสมาธิมากพอ มองลงมาในกายนี้ มันจะแยกเป็นธาตุเลย แยกเป็นธาตุได้ อย่างที่หลวงพ่อเคยเล่าให้พวกเราฟัง แค่ขี้หมากองเดียว ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ครบเลย ถ้าจิตมันทรงสมาธิจริงๆ สติจ่อลงไปในกองขี้หมา จิตมีกำลังสมาธิมากพอ มันจะแยกธาตุได้ ธาตุน้ำที่เห็นเปียกๆ มันก็แยกออกไป กลิ่นของมันตามลมมา มันก็สลายไป ลมพัดผ่านมาผ่านไป อุณหภูมิมันก็เปลี่ยนไป ถ่ายใหม่ๆ มันก็ร้อน ถ่ายนานๆ มันก็เท่าอุณหภูมิห้อง ธาตุไฟก็ไม่ยั่งยืน แยกๆๆ ไปก็เหลือแต่ธาตุดิน เป็นก้อนแห้งๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดู ดูในร่างกายก็เหมือนกัน ดูความเป็นธาตุในร่างกาย ถ้าดูแบบพระสูตร ก็ไม่ยาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ถือเป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำลาย ก็เป็นธาตุน้ำ ในอาการ 32 เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ละเอียดลงไปก็มีไฟ ธาตุไฟ ธาตุไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ธาตุไฟที่ย่อยอาหาร อย่างเวลากระเพาะย่อยอาหาร มันจะร้อนขึ้นมา จะรู้สึกที่กระเพาะ นี้การดูเป็นธาตุ ดูแบบพระสูตรยังง่าย ถ้าดูแบบอภิธรรมต้องทรงฌาน จิตต้องทรงฌาน มันถึงจะแยกธาตุออกไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามในพระสูตร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำลายอะไรพวกนี้ เป็นธาตุน้ำ แต่ตามนัยยะแห่งอภิธรรม ในผมเส้นเดียวมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมครบเลย ในแค่ผมเส้นเดียว เห็นไหมจะแยกผมเส้นเดียว ให้เห็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ทรงฌานจริงๆ ไม่เห็นหรอก เพราะฉะนั้นแยกตามนัยยะพระสูตรก็แล้วกัน มันทำได้ เพราะพระสูตรเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกท่านสอนคนธรรมดานี่ล่ะ ส่วนพระอภิธรรมพระพุทธเจ้าท่านเอาไปสอนเทวดา สอนในดาวดึงส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวดา สมาธิเขาก็ดี สติเขาก็ดี ใจเขาเป็นกุศล ก็เรียนธรรมะที่ประณีต แล้วท่านเทศน์ให้เทวดาฟัง เป็นอภิธรรมอย่างกว้างขวาง พิสดาร ละเอียด แล้วถึงเวลาพระสารีบุตรก็ขึ้นไปเฝ้า ท่านก็จะเทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง จะเทศน์อภิธรรมแบบย่อ เพราะพระสารีบุตรปัญญามาก มากกว่าเทวดา เทศน์ให้เทวดาฟัง ท่านเทศน์อภิธรรมแบบละเอียด เทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง เป็นอภิธรรมอย่างย่อ แล้วพระสารีบุตรก็เอามาสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้สอนโยมหรอก ส่วนใหญ่ก็จะสอนลูกศิษย์ของท่าน ก็จะเป็นอภิธรรมแบบปานกลาง ไม่ละเอียดเกินไป แล้วก็ไม่หยาบเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกษาปริยัติบ้าง เวลาภาวนาจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พวกเราเรียนๆ กัน จะเป็นตำราพวกนี้ ไม่ได้ละเอียดมาก แต่แค่นี้ก็แย่แล้ว แล้วจะเรียนแล้วเอามาเห็นธาตุ เห็นสภาวะอะไรจริงๆ ยากมากเลย ถ้าไม่ทรงฌานจริงๆ ดูไม่ออก เพราะฉะนั้นเราเรียนเท่าที่เรียนได้ ถ้าจะดูร่างกายก็ดูตามนัยยะของพระสูตร ธาตุดินก็มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ลองไปดูในอาการ 32 ก็จะเป็นเรื่องของธาตุ แยกธาตุ ถ้าแยกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็แยกๆๆ ไป ถ้ายังเป็นการคิดพิจารณาอยู่ก็ได้สมถะ การแยกร่างกายเรียกกายคตาสติ ถ้าเรายังคิดพิจารณาแยกอยู่ มันเป็นสมถะ แต่ถ้าจิตมันทรงพลัง แล้วมันแยกลงไปจริงๆ ด้วยตัวของมันเอง มันเดินปัญญา เจริญปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเขามาเล่า เขาดูลงไปร่างกาย เห็นเป็นก้อนธาตุ แล้วสุดท้ายก็สลายไปหมดเลย เหลือแต่จิตดวงเดียว คนไหนภาวนาจนร่างกายสลาย มันสลายด้วยกำลังของสมาธิ ไม่ใช่วิปัสสนา แล้วจิตรวมลงที่จิต แล้วพอจิตถอนออกจากสมาธิ กลับมามีร่างกาย มันจะรู้สึกอย่างสมบูรณ์แบบ ว่าร่างกายกับจิตคนละอันกัน นับแต่นั้นขันธ์จะแยกอัตโนมัติ ขันธ์ 5 มันจะแยกกระจายตัวออกไป โดยที่เราไม่ต้องพยายามอีกแล้ว จะเห็นเลยกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในกายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในจิตก็อีกส่วนหนึ่ง สัญญาอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สังขารอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วตัวจิตเองก็เกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนา มันไม่ได้มากมายอย่างที่หลวงพ่อเล่า ที่เล่าให้ฟังย่อๆ เป็นตัวอย่าง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้มากมาย ในสติปัฏฐานลองไปหาอ่าน เป็นชาวพุทธที่ดีต้องอ่านสติปัฏฐาน ต้องอ่านเรื่องอริยสัจ เรื่องสติปัฏฐาน เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องขันธ์ 5 อายตนะ 6 อะไรพวกนี้ ศึกษาเป็นพื้นฐานไว้ เวลาภาวนามันจะได้ไม่พลาด ถ้าไม่ศึกษาปริยัติเลย ปริยัติอาจจะไม่ต้องไปเข้าโรงเรียนอะไรหรอก ไปอ่านเอา อ่านเรื่องหลักๆ ที่หลวงพ่อบอกนี่ล่ะ แล้วเวลาภาวนามันจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราชำนิชำนาญเรื่องไตรลักษณ์ เราภาวนาแล้วจิตเราว่างเฉยๆ อยู่ เราก็ต้องรู้เลย โอ้ นี่มันไม่เป็นไตรลักษณ์แล้ว แสดงว่าทำผิดแล้ว ถ้าภาวนาแล้วไม่เหมือนพระไตรปิฎก ต้องรู้เลยว่าเราทำผิด เพราะพระไตรปิฎกไม่ใช่ของธรรมดา เป็นของจากพระพุทธเจ้า จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก มีพระอรหันต์มาชุมนุมกันสังคายนาตั้ง 500 องค์ ครั้งที่สอง 700 องค์ ครั้งที่สาม 1,000 องค์ พระอรหันต์ช่วยกันพัฒนาพระไตรปิฎกขึ้นมา รวบรวมประมวลขึ้นมา ไม่ใช่ของเล่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วไม่ตรง อย่านึกว่าเราเก่งกว่าพระอรหันต์เป็นพันๆ องค์ เราต้องผิด ไม่ใช่พระไตรปิฎกผิด เราไม่เข้าใจเอง อย่างหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก หลวงพ่อก็ไม่รู้ทั่วถึงพระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎกอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านได้แต่พระวินัย พระสูตร แล้วอ่านทีแรกก็ได้แค่ทรงจำไว้ ตอนก่อนสมัยหนุ่มๆ จำแม่น เป๊ะๆๆ เลย พระสูตรนี้ชื่อนี้ อย่างนี้ๆ อ่านพระสูตรแล้วก็ดูอรรถกถาเทียบไปเรื่อย ขยายความแต่ละช่วงๆ ก็พยายามทำไปเรื่อยๆ ความรู้ก็กว้างขวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอมาภาวนา หลวงพ่อวางความรู้จากการศึกษาปริยัติ เรามาเรียนของจริงในกายในใจของเรานี้ พอเรียนของจริงในกายในใจแล้วค่อยไปดู มันก็ตรงกัน รู้สึกนับถือพระปริยัติเลย พระปริยัติส่วนใหญ่ไม่ได้ภาวนา ท่านสามารถรักษาพระไตรปิฎกเอาไว้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างถ้าเราต้องท่องอะไร ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง มันจำยาก ถ้าเราท่องอะไรที่เรารู้เรื่องก็จำง่าย ท่านท่องมา ท่านไม่ได้เห็นสภาวะจริงๆ บางที ยังอุตส่าห์ทรงจำเอาไว้ได้ รักษาเอาไว้ได้ คัดลอกกันเอาไว้ได้ ต้องเคารพนับถือเลยล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ค่อยๆ เรียนรู้ไป เรียนรู้ ถ้าเรามีสติรู้ลงในร่างกาย แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็ได้สมถะ มีสติรู้ลงไปที่จิต แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นสมถะ อย่างเราดูจิตแล้วมันก็ว่าง แล้วเราก็อยู่กับว่าง อันนี้เป็นสมถะชื่ออากิญจัญญายตนะ ค่อยๆ ดู แต่ถ้าสติระลึกลงไป แล้วสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น บางท่านท่านก็เห็นว่าสัญญากับปัญญา มันมีคำว่าญาเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เลยบอกว่าสัญญามันปิดกั้นปัญญา อันนั้นท่านแปลความเคลื่อนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาไม่ใช่แปลว่าคิดเอา สัญญาเป็นการหมายรู้เอา เป็นมุมมองที่จิตมันมอง มองถูกหรือมองผิด ปัญญาเป็นความรู้ถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีสัญญาจะทำวิปัสสนาไม่ได้ ท่านพระสารีบุตรท่านเคยบอก กระทั่งเราเข้าฌานที่ 8 ชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าฌานที่ 8 ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เพราะยังเหลือสัญญาอยู่นิดหนึ่ง สัญญายังไม่ดับ สัญญาดับนั้นก็เป็นภูมิของพรหมลูกฟัก สัญญาดับ จิตดับ พอจิตดับสัญญาก็ดับ เวทนามันก็ดับ ในเนวสัญญาฯ ในฌานที่ 8 ยังมีจิตอยู่ ก็ยังมีสัญญาอยู่ แต่มันเบา มันบาง มันแผ่ว ไม่สามารถจงใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจะเดินวิปัสสนาในเนวสัญญาฯ จะต้องมีคุณสมบัติหลายข้อเลย อันแรกต้องชำนาญในฌานจริงๆ มีวสีจริงๆ อันที่ 2 ต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ เพราะไม่มีกายให้ดูหรอก เหลือแต่จิต ตรงนี้มันยากไป สำหรับพวกเราในยุคนี้ ซึ่งเข้าฌานไม่ค่อยจะได้ แค่ปฐมฌานเราก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว ที่บอกเข้าฌานๆ ส่วนมากไปนั่งเพ่งเอา แล้วก็มโนเอาว่าเป็นฌาน นั่งแล้วเครียด เคร่งเครียดจะเป็นฌานอะไร ไม่ใช่ฌานหรอก บังคับใจตัวเองมากไป บังคับ ไม่มีแรงบังคับเมื่อไร ก็บ้าเลย ก็เหลวไหล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนในรุ่นเราเป็นพวกสมาธิสั้น เราก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี กับทรัพย์สมบัติที่เรามี คือสมาธิซึ่งมันสั้น ก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอดีกับของตัวเอง อย่างแค่คอยรู้สึกในร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถย่อย ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถใหญ่ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก คอยรู้สึกไป รู้บ้าง หลงบ้าง ไม่เป็นไร หัดรู้เนืองๆ ทีแรกก็รู้สึกร่างกาย ต่อไปก็หมายรู้ร่างกาย ไม่สวยไม่งาม เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็จงใจคิด จงใจคิดนำก่อน ก็ไม่เป็นไร คิดนำได้ ถ้าใจมันเฉยๆ มันไปดูร่างกายแล้วก็เฉยๆ อยู่ คิดพิจารณาลงไป ความเป็นไตรลักษณ์อะไร คิดลงไปเลย เลยคิดอสุภะไปเลย นี้พอจิตมันคุ้นเคยที่จะหมายรู้ถูก หมายรู้ถูกคือเห็นปฏิกูลอสุภะ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คราวนี้เราไม่ต้องเจตนา จิตมันจะหมายรู้เอง อย่างพอมันระลึกร่างกายปุ๊บ มันหมายรู้เลย ถ้าอย่างหลวงพ่อฝึก หลวงพ่อจะเห็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคน อย่างหลวงพ่อถ้ารู้สึกอยู่ในกาย จะรู้สึกเลยกายไม่ใช่เรา กายนี้ว่าง ไม่มีอะไร หรืออย่างมากก็เห็น กายนี้เป็นแค่เป็นธาตุที่ไหลเข้าไหลออก ไม่ใช่เรา อย่างเวลาดูกายหายใจ ก็เห็นลมหายใจไหลเข้าไป ไหลออกมา กินอาหารเข้าไป แล้วก็ขับถ่ายออกมา เห็นธาตุมันหมุนเวียน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นอนัตตา ดูไปเรื่อยๆ จะเห็นอะไรก็ได้ หมายรู้ให้ถูกก็แล้วกัน ทีแรกจิตไม่ยอมหมายรู้ จิตจะเฉยๆ ก็ช่วยมันคิดพิจารณาลงไป พิจารณาลงไปซ้ำๆๆ จนจิตมันเคยชิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างแต่เดิมพอเห็นผู้หญิงสวย ก็ โอ้ มันสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ผมมันก็สวย ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสวยไปหมดเลย เราก็มาหมายรู้ใหม่ หัดหมายรู้ สวยตรงไหน มันสวยแต่เปลือก ข้างในสกปรก แค่ลอกหนังออกก็ดูไม่ได้แล้ว เป็นผู้หญิงสวยงาม เกิดเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมๆ มันสวยไหม มันก็ไม่สวยแล้ว อันนี้ช่วยมันคิด หรือตาหวานหยาดเยิ้ม อยู่ๆ ตาเหล่ ตาปลิ้นถลนออกมา ไม่เห็นจะสวยเลย ทีแรกอาจจะคิดนำ คิดนำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านเคยมี อันนี้หลวงพ่อไม่เคยเจอองค์ท่านนะองค์นี้ ท่านเครื่องบินตกตายไปก่อน มรณภาพไม่ใช่ตาย เครื่องบินตก ตอนท่านหนุ่มๆ ท่านก็ไปชอบสาวคนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งท่านไปเห็นสาวนี้ไปอึ คนโบราณไปอึในท้องนา ในทุ่ง มีกอไม้มีอะไรบังๆ หน่อย นั่งอึกัน ท่านไปเห็น โอ้ ผู้หญิงแสนสวย ที่เราว่าดีวิเศษ มันอึออกมา น่าเกลียดที่สุด ใจของท่านก็คลายจากราคะ หมดความรักในรูปจอมปลอม เคยนึกว่ามันสวย ที่แท้ข้างในมันสกปรก ของดี อาหารอย่างดีใส่เข้าไปในปาก ตอนมันออกมาแล้ว มันก็ดูไม่ได้เหมือนหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวที่แปรอาหารอย่างดี ของสวยของงามให้เป็นของสกปรก ก็คือร่างกายนี่เอง เหมือนโรงงานชั้นเลว มีผลผลิตออกมาเป็นของที่ไม่ดีเลย ใจท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านออกบวช มุ่งทำที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อปี 2523 กระมัง ท่านก็รับนิมนต์มากรุงเทพฯ กัน 5 องค์ ครูบาอาจารย์รุ่นนั้น ตอนจะขึ้นเครื่องบินจากอุดรฯ ท่านก็พูดกันว่า มีนิมิตไม่ดี เครื่องบินลำนี้ไม่ถึงกรุงเทพฯ เราจะไปไหม องค์หนึ่งท่านก็บอก เป็นพระกรรมฐานตายก็ตายสิ รับนิมนต์ไว้แล้ว ตายก็ยอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 5 องค์ก็เลยตกลงขึ้นเครื่องบิน แต่ท่านไล่พระติดตาม ไล่ลูกศิษย์ไม่ให้ขึ้น ให้กลับวัดไปให้หมดเลย แล้วท่านก็มากันเอง เครื่องบินมาตกที่ทุ่งรังสิต มรณภาพไป จิตของท่านเหล่านี้ ท่านเข้มแข็ง ก็อาศัยภาวนากัน พุทโธๆ บางองค์ก็พุทโธแล้วก็หายใจด้วย แล้วพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนหมดความรักในร่างกาย ก็ไม่ยึดถืออะไร สุดท้ายก็มาปล่อยวางที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่จิตปล่อยวางจิต หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายจิต เป็นสำนวนท่านเท่านั้น หลวงพ่อพุธท่านเคยบอกว่า อย่าไปทำลายจริงๆ อยู่ๆ ไปทำลายจิตก็เป็นบ้าเลย ทำลายจิตก็คือ เห็นจิตมันเป็นไตรลักษณ์ไป แล้วทำลายความยึดถือจิต ที่เรียกว่าทำลายจิต ไม่ได้ทำลายตัวจิตหรอก ทำลายความยึดถือจิต ตัวจิตผู้รู้มันจะแตกสลายไป กลายเป็นจิตที่ไม่ได้มีการกำหนด ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องรักษา ถามว่าเป็นจิตไหม มันก็เป็นจิต เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดนำร่องให้จิตหัดดูไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามฝึก รู้สึกร่างกายไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ร่างกายกินอาหาร ร่างกายขับถ่าย รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันรู้สึก แล้วใจมันเข้าไปนิ่งเฉยๆ อยู่ ก็ช่วยมันพิจารณา คิดมันเข้าไป คิดนำ หลวงพ่อพุธท่านใช้คำว่า “นำร่อง” คิดนำร่องให้จิตมันหัดดูไตรลักษณ์ แล้วพอมันเคยดูไตรลักษณ์แล้ว ต่อไปมันดูเอง ตรงที่มันเห็นไตรลักษณ์ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็นนั้น ของจริงมันเกิดแล้ว เป็นการทำวิปัสสนาจริงๆ วิปัสสนาคือเห็นอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดอย่างถูกต้อง ไม่เจือความคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยฝึก ค่อยทำ ฉะนั้นเริ่มต้น จะเริ่มจากกายก็ได้ หลวงพ่อเวลาทำสมถะ หลวงพ่อใช้อานาปานสติกับพุทโธ แล้วเวลาเจริญปัญญาหลวงพ่อดูจิตเอา เวลาดูจิตมันก็ดูได้หลายอย่าง ถ้าดูจิตให้เป็นสมถะ ก็น้อมจิตให้นิ่งๆ อยู่กับความว่างๆ ดูจิตมันว่างๆ ดูช่องว่าง เรียกอากาสานัญจายตนะ หรือดูตัวผู้รู้ อันนี้ไม่แนะนำ อันตราย ไปดูตัวผู้รู้มันจะกลายเป็นวิญญานัญจายตนะ ไม่มีที่สิ้นสุด ดูไปอย่างนั้นเสียเวลานาน อย่าไปทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าแค่ต้องการให้จิต อย่างเราเป็นคนดูจิต เราจะทำสมถะ ถ้าเราชำนาญการดูจิตจริง ไม่ต้องกลับมาที่ลมหายใจเลย เราดูเข้าไปในช่องว่าง มันมีความว่างๆ อยู่ รู้สึกไหมข้างหน้าเราว่างๆ ดูเข้าไปตรงนั้น แต่ถ้าจิตไหลเข้าไปตรงนั้นต้องรู้ทัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปติดอยู่ในช่องว่าง กลับบ้านไม่ได้ จิตเข้าฐานไม่ได้ ฉะนั้นควรจะฝึกจิตให้ตั้งมั่นเสียก่อน แล้วก็มาดูจิตมันทำงาน แล้วชำนาญสมาธิแล้ว ต้องการพัก ไม่ต้องมาอยู่ที่ลมแล้ว อยู่กับจิตนั้น อยู่กับความว่างอะไรต่ออะไร ก็อยู่ได้ ก็ได้สมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตอย่างไรให้เป็นวิปัสสนา ก็ใช้หลักเดียวกันนั้นล่ะ ก็ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ ดูกาย ก็ดู หัดดูให้เห็นปฏิกูลอสุภะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิตไม่มีปฏิกูลอสุภะ จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ฉะนั้นมันไม่มีอสุภะหรอก มันมีแค่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยเป็นสามัญลักษณะ เป็นลักษณะทั่วไป ลักษณะร่วมของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่เอาอสุภะมาเป็นสามัญลักษณะด้วย เพราะมันอยู่ได้บางที่เท่านั้น แต่ไตรลักษณ์นี้อยู่ได้ทั้งรูปทั้งนาม มีครบหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างเราจะดูจิต ถ้าเราดูจิตไปแล้ว จิตเราเกิดว่างๆ เฉยๆ ติดอยู่ในช่องว่าง เงียบๆ ว่างๆ พอจิตเคลื่อนออกมาจากตรงนั้น สอนมันเข้าไปเลย คิดเลย ใช้หลักเดียวกับที่พิจารณากายนั่นล่ะ พิจารณาจิตเข้าไปเลย จิตเมื่อกี้เฉย ตอนนี้ไม่เฉย นี่จิตมันไม่เที่ยง เมื่อกี้เฉยมันก็ไม่ได้เจตนาจะเฉย มันเฉยได้เอง นี่มันเป็นอนัตตา มันเฉยอยู่แล้ว มันถอนออกมา มันก็ถอนเอง นี่ก็เป็นอนัตตา สอนๆ มันไปก่อนทีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าจิตมันเคยจะเจริญปัญญามาแต่ชาติปางก่อน ไม่ต้องสอน ภาวนาไปแล้วก็เห็นจิตเกิดดับไป จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหมดทั้งปวงเกิดแล้วดับ แล้วพอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นตัวจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ กระทั่งตัวจิตผู้รู้ที่ว่าดีวิเศษ จิตที่เป็นมหากุศลจิต ญาณสัมปยุต อสังขาริกัง ไม่ได้เจตนาให้เกิด มันเกิดแล้วดับหมด ไม่ว่าของดีวิเศษแค่ไหน ก็มีแต่เกิดแล้วก็ดับ สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเดินปัญญา ที่ดูจิตเราก็ดูจิตเกิดดับ ทีแรกกำลังเรายังไม่พอ เราก็เห็นจิตเกิดดับไปพร้อมกับเจตสิก จิตสุขเกิดร่วมกับความสุข จิตมันเกิดร่วมกับความสุข เราก็รู้สึกเป็นจิตสุข เกิดร่วมกับความทุกข์ ก็เป็นจิตทุกข์ เกิดร่วมกับจิตดี ก็เป็นจิตที่เป็นกุศล เกิดร่วมกับความโกรธ ก็เป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง ตัวที่มาประกอบจิต ปริยัติเขาเรียกว่าเจตสิก เกิดร่วมกับจิต จิตทุกดวงต้องมีเจตสิก กระทั่งโลกุตตรจิตก็มีเจตสิก ถือเป็นโลกุตตรเจตสิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตสิก ไม่มีสัญญา อันนั้นก็ไม่มีจิต เป็นพรหมลูกฟักแล้ว ฉะนั้นเวลาเราดูจิต ถ้าจิตมันเฉยก็สอนมันไป สอนมันในแง่ของไตรลักษณ์ ไม่ต้องมีอสุภะ เพราะมันไม่มีร่างกาย สอนไปเรื่อย มันไม่เที่ยงอะไรไป แต่ถ้าเรามีของเก่า พอเรามาดูจิตดูใจ เราเห็นไตรลักษณ์เลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิดนำ แต่ถ้ามันไม่ดูไตรลักษณ์ มันจะดูจิตเฉยว่างๆ ให้คิดนำ จะได้ไม่ติดเฉย ฝึกไปเรื่อย จะเริ่มจากกายก็ได้ จะเริ่มจากที่จิตเลยก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 จะเริ่มจากกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม อะไรก็ได้ สุดท้ายมันก็ไปลงที่เดียวกัน พอรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งใดมันก็วางสิ่งนั้น ไม่ยึดถือ รู้แจ้งในกายก็วางกาย รู้แจ้งในกาม พวกนี้ถ้ารู้แจ้งในกาย ก็จะรู้แจ้งกาม กามราคะ มันก็วางไปด้วยกัน ถ้ารู้แจ้งจิตก็วางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวจิตเอง วางของนอกไม่ยาก แต่วางตัวจิตเองยากที่สุดเลย วาง ไม่ใช่เอาไปวางที่โน่นที่นี่ วางนี้หมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นมัน ฉะนั้นต้องรู้แจ้งเห็นจริง ตัวจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูอย่างไรจะเห็นจิตผู้รู้ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ง่ายๆ เลย ก็ดูจิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตดูรูป จิตดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตผู้รู้ จิตผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตผู้ไปฟังเสียง จิตผู้ฟังเสียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้คิด ได้เห็นจิตมันเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เราไม่ได้อาศัยการดูทางเจตสิกแล้ว อันนี้ละเอียดขึ้นมา เราดูผ่านอายตนะ เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้จะวางจิต มันรู้ว่าจิตไม่ใช่ของดีของวิเศษ เขาเรียก หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะผู้รู้นี้เป็นศัพท์เฉพาะ หมายถึงเป็นจิตที่เราพัฒนามันขึ้นมา เอามาใช้งาน ถึงอย่างไรวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยวาง ถ้าไม่ปล่อยวาง เราก็จะไปเกิดเป็นพระพรหม แล้วสูงสุดของผู้ปฏิบัติ ถ้ายังไม่วางจิต ก็จะไปเป็นพรหม หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาแล้วนักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผีใหญ่ ภาษาท่าน ผีใหญ่คือเป็นพรหม ภาวนาแล้วก็ไปเป็นพระพรหมกัน ต้องเดินปัญญาให้ถ่องแท้ ถึงจะเอาตัวรอดได้ “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยสมาธิ สมาธิเป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์ให้ฟังเท่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็น่าจะยากแล้ว เห็นไหมยกมือไหว้ ตัวอะไรไหว้ ถ้าเราไหว้แสดงว่ายังหมายรู้ผิดอยู่ ถ้าเห็นรูปมันเคลื่อนไหว เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เหมือนเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เออ มันหมายรู้ถูกแล้ว มันไม่ใช่เรา ฉะนั้นมันเคลื่อนไหวได้ มันไม่เที่ยง เมื่อกี้มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ หัดนะ หัด ไม่ใช่ไหว้ ไหว้แบบพญาวานร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10932</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10932"/>
		<updated>2025-04-11T11:18:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
两种极端&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10931</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10931"/>
		<updated>2025-04-11T11:17:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
两种极端&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10930</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10930"/>
		<updated>2025-04-11T11:16:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10929</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10929"/>
		<updated>2025-04-11T10:57:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​Penny移动页面《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日至《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
两种极端&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10928</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10928"/>
		<updated>2025-04-11T10:53:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10927</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10927"/>
		<updated>2025-04-11T01:03:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10926</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10926"/>
		<updated>2025-04-11T00:55:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
两种极端&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10867</id>
		<title>《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้放下五蕴，就是放下世间》-隆波帕默尊者-2024年11月3日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%BA%94%E8%95%B4%EF%BC%8C%E5%B0%B1%E6%98%AF%E6%94%BE%E4%B8%8B%E4%B8%96%E9%97%B4%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%883%E6%97%A5&amp;diff=10867"/>
		<updated>2025-04-09T15:11:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้  จะสิ้นปีแล้ว ลมหนาวมาแล้วที่นี้ มาเมื่อวาน ตอนเช้า มาพร้อมขี้ฝุ่น ถึงเทศกาลเผาทุ่งเผาป่ากันอีกแล้ว เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ ชอบหน…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะสิ้นปีแล้ว ลมหนาวมาแล้วที่นี้ มาเมื่อวาน ตอนเช้า มาพร้อมขี้ฝุ่น ถึงเทศกาลเผาทุ่งเผาป่ากันอีกแล้ว เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ ชอบหน้าหนาว พอโตขึ้นมา เห็นความจริงของชีวิต ก็รู้ชีวิตมันมีความทุกข์ทุกฤดู ปัญหามันมีอยู่ทุกฤดูกาล ไม่ใช่มีแต่หน้าร้อน ฤดูร้อนใช่ไหม ไม่ค่อยสบายหงุดหงิดง่ายอะไรอย่างนี้ โมโหง่าย ทะเลาะกันง่าย ฤดูฝนก็น่าเบื่อน่ารำคาญสำหรับคนในเมือง คนต่างจังหวัดอาศัยน้ำฝน ฝนไม่ตกก็กลุ้มใจ ฝนตกมากก็กลุ้มใจ ถึงฤดูหนาว มลพิษเยอะแยะไปหมด รวมความ แล้วชีวิตมนุษย์มันไม่ได้มีความสุขสักฤดูเดียว ปัญหามันเกิดขึ้นตลอดเวลา จบเรื่องนี้ก็มีเรื่องนั้น อย่างพออากาศหนาวๆ เราก็อยากให้ร้อน พอร้อนๆ ก็เบื่อ อยากให้ฝนตก ฝนตกไม่เลิกกลุ้มใจอีกแล้วเมื่อไรจะถึงหน้าหนาว ชีวิตไม่เคยมีความสุข ไม่เคยมีความอิ่มความเต็มอะไร วุ่นวายตลอดเวลา อันนี้แค่ฤดูกาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจริงๆ เราไม่ได้มีปัญหาเฉพาะฤดูกาล เรื่องอื่นๆ ก็มีปัญหาสารพัดจะมี เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัว เรื่องหาอยู่หากิน เรื่องทางสังคม บางคนมีอยู่มีกิน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คนเขาเกลียดอะไรอย่างนี้ ไม่ได้มีความสุขอีกแล้ว อยากให้คนชอบเพราะไม่มีใครเขาชอบ เขาเกลียดตลอดอะไรอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่อยู่กับโลกเพ้อฝัน ก็มองโลกที่มันมีจริงๆ ที่มันเป็นจริงๆ เราจะรู้ว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหา ไม่น่ารื่นรมย์อะไรนักหนาหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างตอนเด็กก็มีปัญหาแบบเด็ก วัยรุ่นก็มีปัญหาแบบวัยรุ่น เมื่อโตขึ้นมาก็มีปัญหา แต่ละรุ่นๆ แต่ละชั้น แก่แล้วก็มีปัญหาอีก แบบคนแก่ ทุกฤดูกาลก็มีแต่ปัญหา ทุกช่วงวัยก็มีแต่ปัญหา โลกนี้ไม่น่าเอร็ดอร่อยอะไรหรอก โลกนี้สนุกสนานสำหรับคนหลงเท่านั้น คนเห็นโลกตามความเป็นจริงมันจะเบื่อ ใจมันก็จะอยาก ทำอย่างไรเราจะพ้นความวนเวียนวุ่นวายอย่างนี้ ทำอย่างไรจะพ้นไปได้สักที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม&lt;br /&gt;
ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีทางพ้นไป บางคำสอนเขาก็สอนให้ยอมจำนน ถือว่าปัญหาทั้งหลายทุกข์ทั้งหลายอะไรถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้ว เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม เกิดมาใช้กรรมไม่ใช่ชาวพุทธ นั่นลัทธิยอมจำนน ชาวพุทธไม่ได้เกิดมาใช้กรรม ชาวพุทธเกิดมาเพื่อทำกรรมที่ดีขึ้นๆ จนวันหนึ่งอยู่เหนือกรรม ฉะนั้นได้ยินเกิดมาใช้กรรม ถ้าคิดอย่างนี้ เวลาชีวิตมีปัญหาก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าของเรา สบายใจ ก็หลอกตัวเองไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางทีก็สอน เทวดาลองใจพระเจ้าลองใจว่าเราจะศรัทธาจริงไหม เลยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมากมาย ถ้าคิดว่าเราถูกลองใจ เราต้องทำให้ดีแล้ววันหนึ่งเทวดาจะเห็นใจอะไรอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจไปอีกแบบหนึ่ง คือแต่ละคนก็มีทางออกเพราะชีวิตมันมีปัญหามากมีความทุกข์มาก ก็หาทางออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคน พวกที่เชื่อว่าเกิดมาใช้กรรม ก็พยายามใช้กรรมให้เร็วขึ้น อย่างพยายามทรมานตัวเอง พวกลัทธิทรมานกาย กะว่าเป็นการใช้กรรม ใช้หมดแล้วก็เข้าถึงนิพพานได้สบาย เคยมีพวกปฏิบัติแล้วบอกใช้กรรมเก่า พอถูกถามว่าใช้ไปแล้วเท่าไร เหลืออยู่เท่าไร ตอบไม่ถูกเพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เชื่องมงายไปอย่างนั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนั้น ไม่ได้สอนให้เรายอมจำนน แต่สอนให้เราเรียนรู้ความจริง ถ้าเราเห็นความจริงว่าชีวิตนี้ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ใจมันจะไม่ค่อยดิ้นรน ค่อยๆ คลายออกๆ ไม่ได้เกลียดทุกข์ แต่ให้รู้ทุกข์ เรียนรู้มันไปเรื่อย ร่างกายนี้มีอะไร ร่างกายก็มีแต่ทุกข์ จิตใจกระทบอารมณ์ทีไรก็กระเพื่อมหวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อก็ดูลงไป มีสติรู้สึกเราในร่างกาย ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่เราจะทิ้งมันได้อย่างไร ไปไหนมันก็มีร่างกายไปด้วย ทิ้งมันก็ไม่ได้ อยู่กับมันก็ไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์ หันมาดูจิตดูใจ ตอนทำสมาธิจิตสงบลงไปก็มีความสุขหรอก พอจิตถอนออกจากสมาธิ พอมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น ตาเห็นรูป จิตก็ไหว หูได้ยินเสียง จิตก็ไหว จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด จิตก็ไหวกระเพื่อมตลอดเวลา สติก็ระลึกรู้ลงไปเห็นความกระเพื่อมไหว มันไหวอยู่กลางหน้าอกนี่ล่ะ ไหวๆๆ ทั้งวันทั้งคืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเห็นมากเข้าๆ เราจะรู้เลยไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจากทุกข์ จิตนั้นมันมีภาระตลอดเวลาพอกระทบอารมณ์แล้วมันก็กระเทือน มันสั่น มันสะเทือน มันไหว ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทีแรกเราเห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ แล้วมันกระเทือนขึ้นมา มันทุกข์ พอมันกระทบอารมณ์ละเอียด อย่างเราเข้าสมาธิ กระทบอารมณ์ละเอียด เรารู้สึกมีความสุข พอภาวนามากขึ้นๆ ไม่ได้เห็นอย่างนั้น เห็นว่ากระทบอารมณ์หยาบๆ ก็มีความทุกข์รุนแรงขึ้นมา กระทบอารมณ์ละเอียด จิตก็ไหวๆๆ ขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไหว จิตทำงาน จิตกระเพื่อมขึ้นมาทีไร ถ้าสติเราละเอียดพอ สมาธิเรามากพอ ปัญญามันจะหยั่งรู้เลย ทุกคราวที่กระเทือนขึ้นมา ทุกข์ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นเวลาสภาวธรรมใดๆ ผุดขึ้นจากหทย ผุดขึ้นมา ตำราเขาบอกอยู่ในหัวใจ แต่เราภาวนา เราเห็นมันอยู่ที่กลางอก มันผุดขึ้นมาจากกลางอก ถ้ากระทบอารมณ์เบาๆ มันก็ไหวๆๆ อยู่ ไม่แปลออกมาไม่ผุดขึ้นมาว่าอันนี้สุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่ว หรืออันนี้มันไหวเรื่องอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีนั่งเฉยๆ ไม่มีอะไรมากระทบ อาศัยอารมณ์เก่าๆ อตีตารมณ์ มันก็ยังไหวขึ้นมาได้อีก แล้วเวลามันไหวขึ้นมา เราจะรู้เป็นภาระจริงๆ มันคล้ายๆ เราอยู่บนพื้นซึ่งมันสะเทือนตลอดเวลา อย่างเวลาคนเขาเจาะถนนเคยเห็นไหม เขาเจาะถนน มีเครื่องเจาะทิ่มลงไป แผ่นดินก็กระเทือน ตึ๊บๆ ตึ๊บๆ อย่างนั้น เราเห็นจิตเราไหวเหมือนเราไปยืนอยู่บนที่เขาเจาะถนนอย่างนั้น มันมีความสุขตรงไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทั่งความไหวอย่างละเอียดที่ผุดขึ้นมาแล้วเป็นกุศล ผุดขึ้นมาแล้วเป็นความสุขอะไรอย่างนี้ มันก็ยังเป็นความแปลกปลอม เป็นความสั่นสะเทือน รู้เลยโลกนี้สุดท้ายโลกนี้ไม่มีอะไร เป็นแค่ความสั่นสะเทือน เป็นแค่คลื่น โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล เป็นแค่คลื่น เป็นแค่ความสั่นสะเทือนเท่านั้นเอง พอเราภาวนาเราจะรู้เลย มันทุกข์ทั้งนั้น ไหวแรงก็ทุกข์ ไหวเบาๆ ก็ทุกข์ พยายามจะไม่ไหว ตรงที่พยายามเกิดเจตนาจะไม่ให้มันไหว ก็ทุกข์อีกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพ้นทุกข์อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนามากๆ เข้า เราจะเห็น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป เราเฝ้ารู้กาย เราก็จะเห็นกายก็มีแต่ทุกข์ตั้งแต่ตื่นจนหลับ หลับแล้วก็ยังทุกข์อีก นอนหลับนี่ยังดิ้นไปดิ้นมา จิตใจก็มีแต่ทุกข์ เวลาจิตเกิดความรู้สึกทุกข์ มันก็ทุกข์ จิตมีความสุขมันก็ทุกข์ มันทุกข์นิ่มๆ เวลาจิตเป็นอกุศล มันทุกข์เร่าร้อน จิตเป็นกุศล มันทุกข์ร่มเย็น มันก็สะเทือนเหมือนกันล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะเห็นชีวิตนี้ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรมมีแต่ความสั่นไหว มีแต่ความกระทบกระเทือน โลกทั้งโลกก็เป็นแค่ความสั่นไหว เป็นแค่คลื่น หาสาระแก่นสารไม่ได้ ภาวนาเรื่อยๆ รู้เลยความสุขก็ไม่ใช่ที่พึ่งอาศัย บุญกุศลเป็นกำลังส่งให้เราภาวนา แต่ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยที่แท้จริง สมาธิส่งผลให้เราภาวนาได้ ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย ปัญญา ความรู้ถูกความเข้าใจถูก ก็ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัย มันมันรู้ถูกได้ มันก็ยังทำงานอยู่ ก็ยังทุกข์อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา เราเห็นความปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นทีไร ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที จะเข้าใจคำว่าสังขารทั้งหลายสงบเสียได้เป็นสุข ความปรุงแต่งทั้งหลายสงบลงไป ระงับลงไป สงบระงับนั้นโดยตัวของมัน ร่างกายอะไรต่ออะไรมันเป็นของโลก จิตใจมันก็เป็นของโลก ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน เราภาวนา เมื่อไรที่เราเห็นแจ่มแจ้ง กายนี้ทุกข์ จิตมันก็วางกาย ถ้าเห็นจิตนี้มันทุกข์ มันกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จิตมันก็วางจิต ความพ้นทุกข์ก็อยู่ตรงที่พ้นขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ก็คือตัวความปรุงแต่งทั้งรูปธรรมนามธรรมนั้นล่ะ จิตจะพ้นจากขันธ์ได้ก็ต้องเห็นทุกข์ ขันธ์นี้ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ เห็นอย่างนี้ได้จิตถึงจะวางขันธ์ จิตจะเข้าถึงความสงบร่มเย็น ไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหว หลวงปู่ดูลย์ท่านอธิบายบอกว่ามันว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต อย่างความไหวนั้นยังเป็นกิริยาของจิต ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่างที่จะเอาไว้เกาะเกี่ยวยึดถือ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาวะที่มันพ้นจากทุกข์ไป มันก็พ้นจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป ไม่มีพระอาทิตย์ไม่มีพระจันทร์ ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน เสถียร มันเป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเสียดแทง ความสุขของโลกเป็นความสุขที่มีความเสียดแทงตลอดเวลา ถ้าเรามีสติมีปัญญา พยายามขวนขวายเข้า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะยั่งยืนหรอก เป็นศาสนาของคนซึ่งมีบุญจริงๆ มีบารมีจริงๆ ถึงจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาอีก สะสมเรียนรู้ชีวิตต่อไป จนกระทั่งเห็นว่านอกจากทุกข์ไม่มีอะไร นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป เห็นอย่างนั้น จิตถึงจะพ้นจากขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต่อไปความทุกข์เกิดขึ้น อย่าไปเกลียดมัน ในร่างกายเราอย่างนี้ มันเจ็บป่วย อย่าเสียอกเสียใจ อย่าไปเกลียดชังร่างกายด้วย อย่าไปรัก อย่าไปหวงแหนมันด้วย ดูอย่างที่มันเป็น ร่างกายจริงๆ มันเป็นอะไร ก็เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ดิน น้ำ ไฟ ลม มันมีมาตั้งแต่ก่อนเราจะเกิดแล้ว มันเป็นสมบัติของโลก เรามายืมเขาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว ดูลงไปอย่างนี้ เวลามันเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน ดูลงไปเลยร่างกายนี้มันของโลก ไม่ใช่ของเราหรอก เจ้าของเขาส่งคำเตือนมาด้วยความเจ็บป่วย ด้วยความแก่ ด้วยความเจ็บ นี่เป็นคําเตือนจากธรรมชาติ จากเจ้าของร่างกายนี้ ว่าเขาจะเอาคืนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรายังหวงแหนสมบัติที่ยืมเขามาใช้ เราก็จะทุกข์มาก ความทุกข์จะอัพเกรดจากความทุกข์ทางร่างกายมาสู่ความทุกข์ทางจิตใจ ถ้าเรียนรู้ลงในกายให้มากพอแล้วกายมันก็แค่วัตถุ ใจมันยอมรับได้ เจ้าของเขาจะทวงแล้ว เขาส่งสัญญาณเตือนแล้วด้วยความเจ็บ ด้วยความแก่ ก็ยอมรับสภาพ เขาทวงแล้ว คืนเขาไป ใจก็ไม่หวั่นไหว ในด้านจิตใจ ทีแรกเราว่าจิตมันเป็นตัวเราเป็นของเรา ยิ่งจิตสงบทรงฌานทรงสมาธิ โอ๊ย มีความสุข ภาวนาเรื่อยๆ เราจะเห็น จิตมันไม่มีอะไร มันกระเพื่อมหวั่นไหว เกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รู้ไปจนแจ่มแจ้ง จิตนั่นก็คือตัวทุกข์นั่นล่ะ ก็จะวาง ทีแรกก็ดูยากหน่อย ค่อยๆ ฝึกไป หัดสังเกต หัดรู้หัดดูไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้าก็มีทีมงานคนหนึ่ง เป็นทิดเก่า ส่งการบ้าน น่าฟัง เขาเห็นจิตเขาเป็นผู้รู้ มีจิตผู้รู้ แล้วจิตผู้รู้นั้นมันก็ค่อยๆ เลือนๆๆ ค่อยๆ เฟดลงไปแล้วก็ไหลออกไป บอกเห็นไหมกระทั่งจิตผู้รู้เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เวลาเราภาวนา เราไม่ต้องรู้อะไรมากมาย ถ้าเราสามารถเห็นกระทั่งว่าจิตผู้รู้เอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป เห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเอา แค่นี้ก็พอแล้ว การปฏิบัติสำหรับคนๆ หนึ่ง ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเห็น เราจะพบว่าไม่ว่าจิตจะดีจะวิเศษแค่ไหน มันก็ยังเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ ฉะนั้นจิตทั้งหลายก็ยังเป็นขันธ์อยู่ เป็นสังขารอยู่ เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยอะไรไม่ได้จริง มีแต่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับไป พอรู้ถ่องแท้ จิตมันวาง คราวนี้จิตมันแปรสภาพกลายเป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ขึ้นมา ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรปนเปื้อนได้ ความสุขเข้ามาก็ไม่ปนเปื้อน ความทุกข์เข้ามา ความทุกข์ก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน กุศลหรืออกุศลก็ไม่เข้ามาปนเปื้อน จิตมันเข้าถึงความสุขความสงบ เข้าถึงสันติภาพสันติสุขอย่างแท้จริง เพราะว่ามันพ้นความปรุงแต่งสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นเส้นทางของเราชาวพุทธ ตั้งอกตั้งใจศึกษา ทำอย่างไรมันจะมาถึงจุดที่หลวงพ่อบอกได้ เจริญไตรสิกขาไว้ หลักสูตรเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ก็คือตัวไตรสิกขานั่นล่ะ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ถ้าเราไม่ทิ้งการศึกษา 3 ข้อนี้ ศึกษาว่าทำอย่างไรศีลจะเกิด ทำอย่างไรศีลที่เกิดแล้วจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่คลอนแคลน ไม่ใช่ศีลกลับกลอก ทำอย่างไรจิตเราจะสงบมีกำลัง ทำอย่างไรจิตเราจะตั้งมั่น ทำอย่างไรจิตที่ตั้งมั่นแล้วจะเรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็รู้อย่างหยาบ ต่อมาก็รู้อย่างละเอียด พอถึงขั้นละเอียด มันไม่มีอะไรหรอก มันเหลือแต่คลื่น อย่างกระทั่งร่างกายหรือวัตถุ แล้วจิตเราทรงสมาธิจริงๆ ดูเข้าไป ธาตุมันแตกออก ดินส่วนดิน น้ำส่วนน้ำ ลมส่วนลม ไฟส่วนไฟ สุดท้ายก็สลายเป็นคลื่นไปหมดเลย จิตใจก็ไหวกระเพื่อม มีเป็นคลื่นอยู่ภายใน เรียนรู้ไป จนมันวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่จะทำให้เกิดปัญญา อธิปัญญาสิกขา จะไม่ทิ้งหลักของวิปัสสนากรรมฐาน อธิจิตตสิกขานั้นจะเป็นเรื่องของการทำสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานทำแล้วจะได้ 2 อย่าง หนึ่ง จิตได้พักผ่อนมีกำลัง โดยการฝึกจิตให้สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง อีกอันหนึ่งคือฝึกให้จิตมันตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมาโดยที่ไม่ได้เจตนา ทรงตัวอยู่โดยไม่ได้เจตนา อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าจิตมันมีสมาธิ ทำสมาธิเป็นจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังต้องคอยประคับประคองก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องฝึกอีก ใครเคยขี่จักรยานไหม เด็กเดี๋ยวนี้ขี่หรือเปล่าไม่รู้ แต่เด็กรุ่นหลวงพ่อไปหัดขี่จักรยานที่สนามหลวง ไปเช่าจักรยานขี่ ก็ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็ขี่เป็น เราภาวนาก็เหมือนกัน ล้มลุกคลุกคลาน เรื่องปกติ อดทน จิตเรา เหมือนเราขี่จักรยาน หัดทีแรกไม่เป็น พอเริ่มเคลื่อนที่ก็ล้มเลย เหมือนฝึกสมาธิ ทีแรกจิตเรายังไม่มีกำลัง ไม่มีสมาธิ ลงมือปฏิบัติ แป๊บเดียวหลงไปแล้ว เผลอไปแล้ว เพ่งไปแล้ว คล้ายๆ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อยๆ ก็ต้องอดทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกสมาธิก็คล้ายๆ เราฝึกขี่จักรยาน ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นไร ล้มลงไปแล้วก็ลุกขึ้นมา จูงจักรยานขึ้นมาขี่อีก ทำสมาธิก็เหมือนกัน แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลานทุกคนล่ะ แล้วต่อไปพอมันภาวนาเป็นแล้ว จิตมันมีสมาธิอัตโนมัติ เราไม่ต้องจงใจมีสมาธิ ไม่ต้องจงใจรักษาเลย คล้ายๆ เราขี่จักรยานเก่งแล้ว เราไม่ต้องคอยระวังว่ามันจะล้มไม่ล้ม ขี่ไปยังดูโน่นดูนี่ได้ บางทีปล่อยมือจักรยานยังไม่ล้มเลย นี่เพราะเราขี่เป็นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็คล้ายๆ ฝึกสมาธิ แรกๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา ทำต่อไป ใช้กรรมฐานที่เราถนัดของเราไป สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง ล้มแล้วต้องลุกให้ได้เท่านั้นล่ะ ไม่ยอมแพ้ บางคนขี้ขลาด ขี่จักรยานล้มทีเดียว หัวเข่าถลอก มือถลอก เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว ชาตินี้ไม่ฝึกแล้ว อันนี้มันก็ไม่เป็นตลอดไป หรือเราหัดว่ายน้ำ ทีแรกมันก็สำลักน้ำบ้างล่ะ ก็เหมือนกัน คือต่อไปสบายมากเลย ว่ายน้ำ มันสามารถหายใจได้โดยที่ไม่ได้เจตนา อย่างเราว่ายฟรีสไตล์ ตอนที่ตัวเอียงเราก็หายใจได้แล้วพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว ไม่ได้เจตนาว่าตอนนี้จะหายใจ ตอนนี้จะก้มหน้าลงไปในน้ำ มันเป็นอัตโนมัติไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิ ถ้าเราฝึกไปทุกวันๆ ให้จิตอยู่ในอารมณ์กรรมฐานของเราไป แล้วจิตมันไม่วอกแวกไปโดยที่เราไม่ได้เจตนา อันนี้ถือว่าใช้ได้แล้ว แล้วเราก็พัฒนาสมาธิของเราขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ให้มันเป็นสมาธิชนิดตั้งมั่นขึ้นมาให้ได้ สมาธิสงบไม่ยากอะไร ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่สมาธิตั้งมั่นไม่มี ไม่ได้มี ของคนอื่นเขามีสมาธิ แต่ในศาสนาพุทธเรามีสัมมาสมาธิ คนอื่นเขารู้จักสมาธิสงบ เรารู้สมาธิตั้งมั่น ไม่เหมือนกัน 2 อันนี้ อย่างตอนเจ้าชายสิทธัตถะเด็กๆ ไปนั่งใต้ต้นหว้าอะไร จำไม่ได้ต้นอะไร น่าจะต้นหว้าล่ะกระมัง แล้วก็อยู่คนเดียว ท่านก็นั่งทำสมาธิหายใจไป แล้วจิตท่านเข้าปฐมฌาน ในตำราก็พูดไว้แค่นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านไปเรียนกับฤๅษี ตอนนั้นเป็นหนุ่มแล้วออกจากวังมาบวช เป็นนักบวชแล้ว ไม่ใช่เจ้าชายแล้ว ก็มาหัดนั่งสมาธิ ก็ทำฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8 ถึงฌานที่แปดเลย ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จะได้ฌาน 8 มันก็ผ่านฌาน 1 มานั่นล่ะ ท่านกลับพบว่ามันไม่ใช่ทาง สมาธิอย่างนี้ไม่ใช่ทาง สมาธิมันมีทั้งที่เป็นสมาธิกับที่เป็นสัมมาสมาธิ มันคนละอันกัน เสร็จแล้วเจ้าชายสิทธัตถะท่านนึกถึงสมาธิที่ท่านได้ตอนเด็กๆ ได้มาโดยไม่ได้เจตนา มันเป็นบุญเป็นบารมีที่ท่านสะสมข้ามภพชาติมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านระลึกถึงสมาธิดั้งเดิมของท่านได้ ท่านก็ลงมือทำสมาธิของท่าน ใช้อานาปานสติ ด้วยความมีสติกำกับอยู่ตลอดสายของการปฏิบัติ ไม่ได้มุ่งที่สงบ แต่มุ่งที่ความรู้สึกตัว ถ้าทำสมาธิแล้วมุ่งไปที่สงบ โอกาสจะไปเป็นมิจฉาสมาธิมันสูง ถ้าทำสมาธิแล้วเน้นที่ความรู้สึกตัวไม่ขาดสติ จิตจะได้สัมมาสมาธิ มีสติรู้สึกตัว เรียกมีสัมมาสติ สติไประลึกรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอย่างอื่น ไม่ใช่รูปธรรมนามธรรมอย่างนี้ อันนั้นก็เป็นสติธรรมดา ถ้าเป็นสติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม เขาเรียกว่าสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรามีสติระลึกรู้ อย่างร่างกายมันหายใจอยู่ ระลึกรู้อยู่ ใจมันตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะได้สัมมาสมาธิ ฉะนั้นสัมมาสติก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ถ้าไม่มีสติ อย่าพูดเรื่องสัมมาสมาธิ อันนี้เป็นสมาธิพื้นๆ แมวจะจับหนู แมวก็มีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิ แมวก็จับหนูไม่ได้ ฆาตกรจะไปดักยิงคน มันก็ต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิมันก็ยิงผิด จะยิงหูเข้าไปถูกหัว เอ๊ย จะยิงหัว ไปโดนหูมัน สมาธิมันไม่พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมาธิมันเกิดร่วมกับจิตทุกดวง ทั้งดีและชั่ว แต่สัมมาสมาธิไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง ถ้าไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาสมาธิ มีสติเฉยๆ สติแล้วกำหนดไปเรื่อย กำหนดลงไปเรื่อย มันก็ไม่เกิดสัมมาสมาธิ เพราะตรงที่กำหนดนั้น จิตยังเจือด้วยโลภะอยู่ ไม่ใช่สติที่แท้จริง กำหนดมือ กำหนดเท้า กำหนดท้องอะไรอย่างนี้ ยังจงใจกำหนดอยู่ ยังมีโลภเจตนาอยู่ มันก็ไม่ใช่สติที่แท้จริง ไม่ใช่สัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติทำหน้าที่แค่ระลึกรู้ ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจออก ระลึกรู้ร่างกายที่หายใจเข้า ระลึกรู้ความสุขความทุกข์ในร่างกาย ระลึกรู้ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ในจิตใจ ระลึกรู้กุศลอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ ระลึกรู้ความเกิดดับของตัวจิต เราจะเห็นจิตเกิดดับได้ต้องมีจิตผู้รู้ ถ้าไม่มีจิตผู้รู้ เรามีแต่จิตผู้หลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วมันจะไปรู้ได้อย่างไรว่ามันหลง เพราะว่ามันหลงมาตลอด เมื่อไรมีจิตผู้รู้ เราถึงจะรู้จักจิตผู้หลง แล้วทําอย่างไรจะเกิดจิตผู้รู้ มีสติรู้ทันจิตผู้หลงแล้วมันจะเกิดจิตผู้รู้ เอาสิแปลกดีไหม มีสติรู้ทันจิตผู้หลง จิตผู้หลงดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ พอเรามีจิตผู้รู้แล้ว ต่อไปนี้จิตผู้หลงเกิดขึ้นมันจะรู้ทันทีเลย ฉะนั้นเราคอยหัดสังเกตเวลาจิตเราหลง หัดสังเกตเรื่อยๆ จิตผู้รู้มันจะเกิดเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึก รีบตั้งอกตั้งใจ ฟังแล้วอย่าฟังเฉยๆ เอาไปตั้งใจทำไว้ อย่าทิ้งหลักของไตรสิกขา เบื้องต้นถือศีลแบบจงใจ ตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศล 5 อย่าง บางคนมันรู้มาก ท่องตำรามา ไม่ได้ธรรมะ ไม่เข้าใจ เอาแต่ศีล ไม่มีเอาธรรม อย่างบอกมุสาวาท พูดหยาบคายไม่ได้เป็นมุสาวาท เพราะมันอยู่ในอกุศลกรรมบท ไม่ได้อยู่ในศีล ถ้าศีลไม่ครอบคลุมที่จะล้างอกุศลกรรมบท มันจะเป็นศีลได้อย่างไร อันนี้แบบตีความตามใจกิเลสไปเรื่อยๆ ตีความเอาแพ้เอาชนะกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพูดส่อเสียดให้เขาตีกัน พูดคำหยาบ อย่าว่าแต่พูดคำหยาบเลย แค่พูดเพ้อเจ้อ ศีลยังด่างพร้อยเลย ด่างพร้อย ถ้าศีลด่างพร้อย สมาธิมันจะเกิดไหม ไม่เกิดหรอกสัมมาสมาธิไม่เกิด สมาธิพื้นๆ เกิดได้ ฉะนั้นเบื้องต้น ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ให้สะอาดให้หมดจดจนเราไม่สามารถตำหนิตัวเองได้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่ตำหนิเรา ตั้งใจ เบื้องต้นตั้งใจไว้ก่อน เรียกว่ามีเจตนาวิรัช เจตนางดเว้นการทำบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา 5 ประการนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถัดจากนั้นให้เราฝึกสติให้ดี ถือศีลแล้วก็รีบมาฝึกสติไว้ วิธีฝึกสติมีอารมณ์กรรมฐานอันหนึ่งแล้วก็เรียนรู้มันไป ร่างกาย อย่างเราใช้กายเป็นเครื่องมือฝึกสติอย่างนี้ ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายเปลี่ยนอิริยาบถ รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก หัดรู้สึกๆๆ ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป อย่างเราโกรธคน เราขยับจะชกหน้าเขา ร่างกายเราไหวตัวปุ๊บ สติมันเกิด มันรู้ว่านี่ขยับแล้ว ขยับด้วยอำนาจโทสะ จะไปชกเขาแล้ว ศีลมันจะเกิดอัตโนมัติ มันไม่ไปชกเขาแล้ว เพราะสติมันเกิดแล้ว โทสะมันจะดับ ก็ไม่รู้จะชกทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราหัดมีสติ อ่านจิตอ่านใจให้ตัวเองให้ชำนาญ ร่างกายยังไม่ทันขยับเลย แต่ใจโมโหขึ้นมาแล้ว อยากฆ่าเขาแล้ว แค่ใจมันคิดเท่านั้น สติก็รู้ทัน มโนกรรมของเราดับ กรรมชั่วทางใจก็ดับทันทีเลย มันก็ไม่ล้นออกมาทางกาย ทางวาจา ศีลมันสมบูรณ์ขึ้นมาโดยการที่เรามีสติ สำรวมดูแลจิตใจตัวเองไว้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์ เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในจิต มีสติรู้ทันไว้ แล้วเราจะได้ศีลอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังดูจิตใจไม่ทัน เบื้องต้นจะมาดูกายก่อนก็ได้ อยากจะต่อยเขาเต็มทีแล้ว ร่างกายชักขยับแล้ว รู้สึก สติเกิด รู้กาย สติมันรู้กายก็ได้ รู้เวทนา รู้จิตอะไรได้ทั้งนั้น ในรูปธรรมนามธรรมของเรานี้ จิตมันก็ไม่ถูกความโกรธครอบงำ ก็ไม่ไปต่อยเขา แต่ถ้าชำนาญจริง ดูเข้ามาที่จิต ไม่ต้องรอให้กายเคลื่อนไหวก่อน แค่จิตมันไหวขึ้นมาก็เห็นแล้ว หัดอ่านไปเรื่อยๆ มีสติดูแลรักษาจิตของเราไปเรื่อยๆ จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีจิตชั่วก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปควบคุมมัน ไม่ต้องเอาดี แล้วสติเราจะเข้มแข็ง ศีลอัตโนมัติจะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่เรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา จิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างหลงไปคิด หลงทางใจ เรามีสติรู้ทันจิตที่หลง จิตที่หลงแส่ส่ายแสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับ มันจะเกิดจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเต็มที่แล้ว เห็นไหมอาศัยสติ เราก็จะได้จิตที่ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ได้จิตที่มีศีลขึ้นมา พอจิตมันมีสัมมาสมาธิแล้วก็เรียนรู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพอจิตเราตั้งมั่น ร่างกายเราขยับ สติระลึกรู้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้า จิตเป็นคนดู ต่อไปปัญญามันก็จะเกิด ร่างกายนี้เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วมาฝึกไปเรื่อย ก็จะเห็นความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา แล้วสุดท้ายเข้ามาที่จิต จิตนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน แต่ตัวนี้จะทำได้ต้องมีจิตผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามีแต่จิตผู้หลงๆ หลงๆๆ มันดูไม่ออกหรอก คล้ายๆ คนกำลังหลงเมาหมัดอยู่ ชกไม่ถูกแล้ว เป็นนักมวยขึ้นไปชก ชกแล้วเมาหมัด เห็นอะไรไหวๆ อยู่ ชกโครมไป ไปชกกรรมการหงายท้องไปแล้ว ทำอะไรไม่ถูก เพราะฉะนั้นจิตเราต้องตั้งมั่น เป็นจิตผู้รู้ให้ได้ก่อน พอมีจิตผู้รู้แล้ว เมื่อไรจิตผู้รู้มันดับ มันเกิดจิตผู้คิด เราก็จะรู้ เออ จิตผู้รู้ไม่เที่ยง แล้วมันก็ไม่ได้เจตนาให้เกิดจิตผู้คิด หรือจิตผู้ดูรูป หรือจิตผู้ฟังเสียง ไม่ได้เจตนา มันเกิดของมันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้าดูไปเรื่อย เห็นจิตมันก็เกิดดับ สุดท้ายเห็นจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราฉะนั้นในขันธ์ 5 ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้แล้ว ตัดตรงเข้ามาเลย ถ้ายังตัดตรงเข้ามาไม่ได้ ก็ไล่ลงไป ดูตั้งแต่กาย บางคนดูกายแล้วพาสก้าวกระโดดเข้ามาเห็นจิตเลย บางคนดูกายแล้วก็ยังไม่เห็นจิต ดูมานานๆ ดูต่อไปที่เวทนา บางคนดูถึงเวทนาแล้วก็เข้ามาเห็นจิต บางคนดูเวทนาแล้วยังไม่เห็นจิตอีก จากเวทนา จิตก็พัฒนาไปเป็นกุศลอกุศล ไปเห็นกุศลอกุศลแล้วถึงจะเข้ามาเห็นจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าคนซึ่งสติ สมาธิ ปัญญาแข็งแรงพอ ไม่ต้องไปเริ่มที่กาย เวทนา หรือกุศลอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น รู้เข้ามาที่จิตเลย จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ก็รู้ จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ อันนี้จะอยู่ในจิตตานุปัสสนาที่สูงขึ้นมา มันไม่ใช่จิตตานุปัสสนาท่อนแรก ท่อนแรก จิตมีราคะก็รู้ ไม่มีราคะก็รู้ มีโทสะก็รู้ ไม่มีโทสะก็รู้ มีโมหะก็รู้ ไม่มีโมหะก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ อันนี้ช่วงแรกๆ แต่พอเราภาวนาชำนิชำนาญ เราจะเห็นเลย จิตเป็นผู้รู้ เราก็รู้ จิตไม่ใช่ผู้รู้ เราก็รู้ แต่ตรงนี้สมาธิเราต้องแข็งแรงพอ สติเราต้องไวพอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ก่อนจะถึงตรงนี้ ก็ฝึกมาอย่างที่ว่าล่ะ เริ่มจากกายเลยก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ เริ่มจากจิตตานุปัสสนา จิตที่เป็นกุศลอกุศล เริ่มจากตรงไหนก็ได้ หรือจะเล่นตามลำดับให้เต็มภูมิเลยก็ได้ ดูจากกาย ก้าวไปเวทนา ก้าวไปสู่จิต ขึ้นไปสู่ธัมมานุปัสสนา พระพุทธเจ้าสอนการปฏิบัติไว้อันหนึ่ง น่าทึ่งมากเลย คืออานาปานสติ 16 ขั้น อานาปานสติ 16 ขั้นครอบคลุมการเจริญสติปัฏฐาน 4 ทั้งหมดเลย ครอบคลุมทั้งหมด ทำยากมาก ของเรา 4 ขั้นแรกก็ไม่ค่อยผ่านแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรทั้งหลาย ท่านไม่ได้เน้นให้ขึ้นมาถึง 16 ขั้น เพราะคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ท่านเอาแค่ 4 ขั้น ทำความสงบ พอจิตเป็นอุเบกขาแล้วก็โน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เอาจิตที่ตั้งมั่น จิตผู้รู้นั่นล่ะเป็นจิตที่มีกําลังมากมันตั้งมั่นขึ้นมา แล้วจิตผู้รู้มันยังมี 2 ระดับ อันหนึ่งมีความสุข อันหนึ่งเป็นอุเบกขา แต่ว่าทั้ง 2 อันมันตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นนี่ล่ะ เอาไว้ทำกรรมฐานในขั้นละเอียดได้ เราจะเห็นว่าจิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ รักษาไว้ไม่ได้ สั่งให้เกิดก็ไม่ได้ จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นจิตตั้งมั่นขึ้นมาอีก สั่งไม่ได้รักษาไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปเรื่อย ถ้าตัดตรงเข้ามาที่จิตได้ การปฏิบัติจะลัดสั้นที่สุดเลย ครูบาอาจารย์นับแต่หลวงปู่มั่นมาและครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วยหลายองค์เลย อย่างหลวงปู่สุวัจน์ท่านก็บอก หลวงปู่มั่นบอก ดูจิตมันเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดแล้ว หลวงปู่ดูลย์ก็สอนอย่างนั้น ให้ดูจิต มันลัดสั้น ฉะนั้นถ้าเราดูจิตได้ ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ ดูกายไปก่อน ใช้หลักอย่างนี้เอา ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าดูจิตได้ ไม่นานเราก็จะเห็นจิตไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ตัวเราเพราะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับอะไรไม่ได้ ถ้าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 จะไม่ใช่เราเลย เพราะจิตไม่เป็นเราแล้ว ขันธ์ 5 มันก็อาศัยจิตเกิดขึ้นมา วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณก็คือจิตนั่นล่ะ ทำให้เกิดขันธ์ 5 ขึ้นมา ถ้าเราเห็นว่าตัวต้นตอคือจิตไม่ใช่ตัวเรา ผลผลิตของจิตมันก็ไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ 5 มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตรรกะอันนี้ ต้องเห็นจริงๆ คิดเอาไม่ได้หรอก คิดเอาก็ถูกอภิสังขารมารหลอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเมื่อไรเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ก็จะไม่ใช่เรา โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลก็ไม่ใช่เรา แล้วถ้าวันใดที่ภาวนาจนเห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ เห็นความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 ก็คือทุกข์ โลกก็คือทุกข์ จักรวาลทั้งหมดก็คือทุกข์ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเลย จิตก็จะวางจิต วางจิตได้ก็คือวางขันธ์ได้ วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้ ฉะนั้นหลุดพ้นที่จิตที่เดียวนี้เอง ก็จะหลุดพ้นจากขันธ์ 5 ทั้งหมดได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการปฏิบัติมันแตกหักลงที่จิตนี่ล่ะ ปล่อยวางจิตได้เพราะปัญญาอันยิ่ง เห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์แล้วมันวางลงไป มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์เพราะความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เพราะถูกบีบคั้น เป็นทุกข์เพราะควบคุมไม่ได้ อย่างการที่เราเห็นจิตมันไหวๆๆ กระเทือนตลอดเวลา นี่มันทุกข์ทั้งไม่เที่ยง ทั้งถูกบีบคั้น มันถูกบีบคั้นตลอดเวลาเลยจิต มันไหวมันสะเทือนอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดูลงไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับเลย จิตรู้แจ้งเห็นจริง จิตก็สลัดคืนจิตให้โลก การสลัดคืนเรียกว่าปฏินิสสัคคะ สลัดคืน เห็นไหมคืนไป มันไม่ใช่ของเรา ยืมเขามาทั้งหมดขันธ์ 5 เป็นของที่ปรุงแต่งหลอกลวงให้สัตว์หลงอยู่ สอนให้อันนี้วันนี้เรายังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฟังเอาไว้ก่อนอย่างน้อย ครั้งหนึ่งได้เคยฟัง แล้ววันที่เราภาวนาเข้ามาถึงตรงนี้ สิ่งที่เราเคยฟังมันจะกลับมาหาเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเรียนกับหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนหลวงพ่อบอกว่า “พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” หลวงพ่อไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่นานก็ลืมธรรมะอันนี้ไป ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ ภาวนามานานเลย ธรรมะอันนี้ที่ท่านสอนทิ้งให้มันก็กลับมา เราได้ใช้ประโยชน์แล้ว ที่หลวงพ่อสอนวันนี้ เมื่อก่อนบางทีครูบาอาจารย์บางองค์ท่านก็แย้งหลวงพ่อ บอกว่าหลวงพ่อสอนละเอียดเกินไป โยมทำไม่ได้หรอก ว่าอย่างนี้ เราก็ไม่ได้คิดว่าโยมจะทำได้ในวันนี้ แต่โยมที่รักดีมันคงไม่โง่ตลอดกาลหรอก ตั้งอกตั้งใจฝึกไป วันหนึ่งก็จะเข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเข้าใจก็จะสามารถเป็นพยานได้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อบอกไม่ได้โกหกเลย ไม่ได้มุสา ไม่ได้จินตนาการ เรียนมาจากครูบาอาจารย์อย่างนี้ล่ะ ก็เลยเอามาบอกต่อให้ มิฉะนั้นธรรมะแบบนี้มันจะสูญหายไป จะเหลือแต่ธรรมะที่ร้อน สังเกตไหมว่าคนที่รักศาสนาพุทธร้อน บอกว่าปกป้องศาสนาอะไรใจเร่าร้อน ไม่ได้ลิ้มรสของธรรมะ น่าสงสาร แล้วก็พาคนอื่นร้อนไปด้วย ศาสนาพุทธอยู่ได้ไม่นานหรอก เรียนแล้วก็ลงมือปฏิบัติเข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10866</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10866"/>
		<updated>2025-04-09T15:09:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วางขันธ์ได้ก็คือวางโลกได้》-隆波帕默尊者-2024年11月3日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10865</id>
		<title>《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน正念源于修习四念处》-隆波帕默尊者-2024年11月23日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E6%AD%A3%E5%BF%B5%E6%BA%90%E4%BA%8E%E4%BF%AE%E4%B9%A0%E5%9B%9B%E5%BF%B5%E5%A4%84%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10865"/>
		<updated>2025-04-09T14:52:35Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน  พรุ่งนี้หลวงพ่อไปเทศน์ที่บ้านจิตสบาย ช่วงนี้ไปบ้านจิตสบายบ่อย ตามแผนงานปกติจะไปบ้านจิตสบาย 3 เดือนครั้งหนึ่ง แล้วก็จะไ…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรุ่งนี้หลวงพ่อไปเทศน์ที่บ้านจิตสบาย ช่วงนี้ไปบ้านจิตสบายบ่อย ตามแผนงานปกติจะไปบ้านจิตสบาย 3 เดือนครั้งหนึ่ง แล้วก็จะไปงานของมูลนิธิสื่อธรรม สลับกัน มูลนิธิสื่อธรรมฯ 3 ครั้ง บ้านจิตสบายครั้งหนึ่ง ตกลงกันไว้ว่าถ้า มสธ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ห้องประชุมไม่ว่าง หลวงพ่อจะไปที่บ้านจิตสบายแทน ฉะนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ เทศน์เดือนละครั้ง คนที่ไม่สะดวกที่จะมาที่นี่ ก็ไปฟังในกรุงเทพฯ เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อก็ทำแบบนั้น คอยดูข่าวครูบาอาจารย์จะไปเทศน์ที่ไหน ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนเขาจัดกันหลายที่ คึกคักมาก เวลาครูบาอาจารย์ไปเทศน์ คนเต็มศาลาเลยเป็นร้อยๆ ก็จะคอยดู ยุคโน้นครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านยังอยู่ มีหลายองค์ หลวงปู่สิมคนชอบนิมนต์ท่าน หลวงพ่อพุธ ส่วนใหญ่ก็ได้ครูบาอาจารย์ดีๆ บางทีนานๆ เขาก็หลงนิมนต์ของปลอมไป ก็มีเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราคนในเมือง ทำมาหากิน บางทีอย่างถ้าเป็นลูกจ้างเขา เป็นข้าราชการ มันลาหยุดได้ไม่เยอะ เลยใช้วิธีไปดักฟังธรรมของครูบาอาจารย์ เวลาท่านเข้ากรุงเทพฯ หลวงพ่อก็เลยใช้อันนี้ เข้าไปให้เดือนละครั้ง ที่จริงฟังธรรมเดือนละครั้งก็พอแล้ว ขอให้ทำเท่านั้นล่ะ ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ ฟังทุกวันก็ไม่ได้เรื่อง กิเลสไม่กลัวคนฟังธรรมมาก กิเลสกลัวคนปฏิบัติเยอะ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ กิเลสมันกลัว อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก กิเลสยิ้มหวาน ไม่กระเทือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านมาก ฟังมาก คิดมาก บางทีเป็นเครื่องมือของกิเลสเสียอีก มารชื่ออภิสังขารมาร ความปรุงของเราเอง หลอกลวง ยิ่งห่างไกลธรรมะออกไปอีก จุดสำคัญที่สุดต้องถือศีลให้ได้ รักษาศีล 5 ไว้ แล้วถัดจากนั้นฝึกเจริญสติ ทำไมจะฝึกเจริญสติ ต้องไปรักษาศีล 5 ไว้ก่อน เพราะแรกๆ ที่เราฝึก เรายังสู้กิเลสไม่ไหว บางทีกิเลสมันเล่นงานเรายับเยิน ให้ทำกรรมชั่ว เราก็อาศัยศีลมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง ว่านี่มันไม่ถูกแล้ว จะผิดศีลแล้ว แต่ถ้าเราภาวนาจนสติ สมาธิ ปัญญาอัตโนมัติแล้ว ศีลไม่ต้องพูดถึงเลย ศีลอัตโนมัติมันเกิด ไม่ต้องตั้งใจรักษา มันไม่ทำผิดศีลหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสมันครอบงำจิต เราฝึกสติของเราดี กิเลสเกิดปุ๊บเห็นปั๊บ กิเลสครอบงำไม่ได้ รับรองไม่ผิดศีล แต่ในเบื้องต้นที่สติเรายังไม่ไวพอ ฉะนั้นต้องตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ก่อน เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจาของเรา ก็ไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย เบียดเบียนตัวเอง ที่สำคัญก็ศีลข้อ 5 นั่นล่ะ เบียดเบียนตัวเอง ร้ายกาจที่สุดเลย คือกินเหล้าเมายา ติดยาเสพติด มันทำลายสติสัมปชัญญะของเรา ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องพูดเรื่องการปฏิบัติแล้ว ทำไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเบื้องต้นตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ให้ดี แล้วก็มาพัฒนาสติ สติเป็นตัวระลึกได้ ระลึกถึงรูปธรรมนามธรรม สติที่ระลึกรูปธรรมนามธรรม เรียกว่าสติปัฏฐาน สติทั่วๆ ไปก็จะระลึกในอารมณ์ที่เป็นกุศล นี่สติ เรียกกุศลทั่วๆ ไป อันนี้ดีไหม ดี อย่างเราอยากทำบุญ ใส่บาตร อยากฟังธรรม จิตเราเป็นกุศล เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก อยากช่วยเหลือเขา อันนี้จิตมันเป็นกุศล แต่เป็นกุศลธรรมดา แต่กุศลที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นการฝึกสติปัฏฐาน เป็นสติที่จะพาเราข้ามภพข้ามชาติ ต้องเป็นสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติปัฏฐาน เป็นสติที่ระลึกรู้รูปธรรมนามธรรม รู้กายรู้ใจของเรา จะต้องฝึก ทีแรกสติมันยังไม่เกิด อย่างเราจะรู้สึกกาย แทนที่เราจะรู้สึก เรากลับไปเพ่งกาย นั่งเพ่งกาย จ้องกาย เอาเป็นเอาตาย ใจเคร่งเครียด จิตเป็นอกุศล อย่างเดินจงกรม ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเพ่งจนเครียดไปหมด อันนั้นจิตเป็นอกุศล จิตหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ ใช้ไม่ได้ เรายังไม่รู้จักสติที่แท้จริง มีฝรั่งคนหนึ่งเคยบวชกับหลวงพ่อชา ตอนนี้อายุเยอะแล้ว เคยมาส่งการบ้าน แล้วเคยไปส่งการบ้านกับพระอาจารย์อ๊า อาจารย์อ๊าสอนเรื่องให้มีสติที่แท้จริง ฝรั่งนี่เขาก็บอก ไม่รู้จักสติที่แท้จริงเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติที่แท้จริง ความหมายอันนี้คือสัมมาสติ ไม่ใช่สติธรรมดา สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน ไม่มีวิธีอื่น ขั้นแรกเลยเราต้องมีวิหารธรรม วิหารธรรมแปลว่าเครื่องอยู่ของจิต ไม่ต้องหาว่าอันไหนเป็นวิหารธรรม ไม่ต้องคิดเอง พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ให้แล้ว สอนไว้ให้แล้ว ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็มี ในสติปัฏฐานสูตรอื่นๆ ก็มี นี้พวกเราได้ยินคำว่า “มหาสติปัฏฐาน” ก็เลยคิดว่าเป็นมหาสติ คนละเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาสติปัฏฐาน เป็นชื่อพระสูตร สติปัฏฐานมีหลายสูตร ก็มีสติปัฏฐานย่อยๆ สติปัฏฐานเต็มภูมิเลยก็เรียกมหาสติปัฏฐาน วิธีฝึก เราจะต้องมีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องกาย อันที่สองเรื่องเวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ อันที่สามเรื่องจิต อันนี้จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหลาย อีกอันหนึ่งคือธัมมานุปัสสนา อันนี้กว้างขวางมากเลย ยังไม่ต้องเรียนก็ได้ เบื้องต้นเอาของง่ายๆ เรียนเรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่องจิต พวกนี้ง่าย ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลารู้กาย ท่านสอนละเอียดลงไปอีก อย่างพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ฌาน ท่านสอนให้รู้ง่ายๆ อย่างหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ รู้อะไร รู้ร่างกายที่หายใจออก รู้ร่างกายที่หายใจเข้า รู้ได้ไหมว่าตอนนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ยากเกินไปไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ที่มันรู้ไม่ได้เพราะใจมันลอย มันหลง โมหะครอบงำ ความฟุ้งซ่านครอบงำ พาจิตเราหนีไปที่อื่น ลืมร่างกายตัวเราเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราจะหัดเจริญสติปัฏฐาน อย่างถ้าเราจะเริ่มต้นใช้อานาปานสติ ไม่ได้ทำไปเพื่อความสงบ ไม่ได้ทำเพื่อความสงบ แต่ทำเพื่อให้มีสติ คนละแบบกัน ถ้าทำให้สงบก็ไปทางฌาน ถ้าทำให้มีสติก็คือคอยรู้สึกตัวไว้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ หายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ก็คอยรู้อย่างที่มันเป็น ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า รู้ได้ไหม ยากไหมที่จะรู้ว่า ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า ไม่ยากที่จะรู้ แต่ละเลยที่จะรู้ เพราะมัวสนใจแต่อย่างอื่น ไม่สนใจการหายใจของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอยากฝึกสติปัฏฐาน ถ้าเราใช้วิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อันแรกที่ท่านสอนคือเรื่องหายใจ “ภิกษุทั้งหลายให้เธอคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว รู้ว่าหายใจเข้ายาว” ตอนที่เราหัดใหม่ๆ ใจเรายังฟุ้งๆ อยู่ เราค่อยสังเกตลม เราเห็นลมมันยาวลงไป บางคนก็ลมไปถึงหน้าอก อันนี้ลมยังตื้นไป หายใจด้วยใจที่ผ่อนคลาย มันจะรู้สึกว่าลมลงไปอยู่ถึงท้องน้อย ลม รู้สึก ลมจริงๆ ไปถึงหรือเปล่าไม่สำคัญ อันนี้เป็นความรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอหายใจไปเรื่อยๆ ใจเริ่มสงบ ลมมันจะค่อยๆ ตื้นขึ้นๆ จนมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูกนี้ ฉะนั้นลมมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูก เหมือนกับแทบจะไม่หายใจ มันหายใจเล็กๆ นิดเดียว หายใจสั้นๆ หายใจนิดเดียว ท่านบอกหายใจยาวก็รู้ หายใจสั้นก็รู้ ส่วนใหญ่เวลาหัดอานาปานสติ ตั้งใจหายใจอย่างรุนแรง อย่างนี้ หายใจไม่กี่ทีก็เบื่อแล้ว มันเหนื่อย หายใจมาตั้งแต่เกิดไม่เหนื่อย พอจงใจจะทำอานาปานสติ หายใจ จะขาดใจตายแล้ว มันหายใจผิดธรรมชาติ หายใจไปธรรมดา หายใจอย่างธรรมดา ไม่ต้องวางฟอร์มหายใจเฮือกๆ ไม่ได้เรื่องหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้หายใจอยู่แล้ว ก็แค่รู้สึกว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่ ไม่ต้องไปเพ่งลมหายใจ ถ้าเพ่งลมหายใจมันจะไปทางกสิณ ฉะนั้นอย่างทำอานาปานสติ มันกว้างมาก ทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำอภิญญา ทำกสิณอะไรก็ได้ อภิญญามันมาจากกสิณนั่นล่ะ หรือจะทำวิปัสสนาก็ได้ มันเป็นกรรมฐานที่ครอบคลุมกว้างขวาง แล้วถ้าทำเต็มภูมิ อานาปานสติตัวเดียวนี้ ครอบคลุมสติปัฏฐาน 4 กายก็ได้ เวทนา จิต ธรรม เรียงลำดับเข้าไปเลย แต่เราไม่ต้องเรียนยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ตอนนี้หายใจออก หรือตอนนี้หายใจเข้า นึกออกไหม ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า รู้สึกไหม หายใจธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าหายใจแล้วรู้สึกแน่นๆ ที่กลางอก แสดงว่าหายใจไม่ธรรมดาแล้ว จงใจ ถ้าจงใจเมื่อไร มันจะแน่นๆ หายใจธรรมดา ร่างกายก็ปลอดโปร่ง กายก็เบา ใจก็เบา สบาย เพราะฉะนั้นหายใจไปธรรมดา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของวิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อันแรกเลยเรื่องอานาปานสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนไม่ชอบอานาปานสติ ท่านก็สอนอย่างอื่น เรื่องกาย ให้รู้อิริยาบถ 4 พวกเรารู้สึกไหม ขณะนี้เรานั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ว่ากำลังนั่งอยู่ ถ้ายาก โรคจิตแล้ว นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ไม่เห็นมันจะยากตรงไหนเลย เรานั่งอยู่ เราก็รู้สึก เราเดินเราก็รู้สึก เรายืนก็รู้สึก เรานอนก็รู้สึก หลวงพ่อเวลานอนจะพลิกซ้ายพลิกขวา รู้สึกทั้งคืนเลย เพราะสติเรารวดเร็ว นอนจะพลิกตัวจะอะไรรู้หมด ฉะนั้นกระทั่งตอนนอน ก็ไม่ได้นอนทื่อๆ อยู่ ก็ยังมีความเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแรกๆ จะดูร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน พอดูละเอียดเข้าไป เราจะเห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ร่างกายที่นั่งก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ สังเกตไหม มีความเคลื่อนไหวในร่างกาย อย่างเราหายใจเข้า หายใจออก ร่างกายมันก็เคลื่อนไหว นั่งไปแล้วมันปวดมันเมื่อยเราก็ขยับ ร่างกายก็เคลื่อนไหว เราคอยรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นบทเรียนที่สาม เป็นวิหารธรรมอันที่สามในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไล่ดูไปเรื่อยๆ เรียกสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญบรรพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึกไป ไม่ยากหรอก ถนัดเห็นร่างกายหายใจ ก็รู้ไปเรื่อยๆ หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก พอรู้บ่อยๆ ต่อไปไม่ได้เจตนารู้สึก มันก็รู้สึกได้เอง ตรงที่ไม่ได้เจตนารู้สึก แล้วมันรู้สึกได้เอง นั่นล่ะสติของเราเกิด เกิดอัตโนมัติขึ้นมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ได้เจตนาจะรู้ว่ายืน เดิน นั่ง นอน มันก็รู้ สติอัตโนมัติมันเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างนั่งอยู่แล้วจะลุกขึ้นยืน เห็นร่างกายมันลุกขึ้นมา มันจะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เวลาร่างกายมันนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้าสติเราดี สมาธิเราดี จะเห็นเหมือนเห็นคนอื่น เห็นวัตถุ เห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งมันนั่งอยู่ เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันลุกขึ้น เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มันเดิน ให้ดูเหมือนดูคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ดูยืน เดิน นั่ง นอน บางคนบอก แหม มันหยาบไป ก็ดูที่ละเอียดขึ้น ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก หันซ้าย หันขวา รู้สึก ก้าวไป รู้สึก ถอยหลัง รู้สึก หมุนซ้าย หมุนขวา รู้สึกไป คอยรู้สึกเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคนมาถามหลวงพ่อ ว่ารำไทเก็กแล้วเจริญสติได้ไหม ถ้าเจริญสติเป็นแล้วไปรำไทเก็ก ได้ แต่ถ้ายังเจริญสติไม่เป็น ไปรำไท้เก๊ก เดี๋ยวก็เคลิ้มไป มันจะเคลิ้มๆ เผลอๆ ไป ฉะนั้นเราทำเท่าที่พระพุทธเจ้าสอนก็พอแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ไม่ต้องร่ายรำ ทำใจเคลิ้มๆ ให้จิตใต้สำนึกทำงาน ไม่ใช่ ของเราจะปลุกจิตให้ตื่น ไม่ใช่ทำจิตให้เคลิ้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะหาวิหารธรรมที่ถนัด อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กมา หลวงพ่อฝึกอานาปานสติ แต่ฝึกแบบสมถะ แล้วพอทำวิปัสสนา หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงพ่อใช้จิตเป็นเครื่องอยู่ ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างเราใช้กายเป็นวิหารธรรม สิ่งที่เราได้คือสติและสมาธิ ถ้าใช้จิตเป็นวิหารธรรม สิ่งที่ได้ก็คือสติกับสมาธิเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะใช้กาย ก็ได้ผลเช่นเดียวกับใช้เวทนา ได้ผลเช่นเดียวกับใช้จิต เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากตัวไหน สุดท้ายเราจะมีสติอัตโนมัติ และก็สมาธิอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาธิตัวนี้แปลก คนส่วนใหญ่คิดถึงสมาธิ ก็ต้องไปนั่งหลับตา นั่งทำใจให้เคลิ้มๆ ลืมเนื้อลืมตัวไป อันนั้นมิจฉาสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปเคลิ้มๆ ที่ไหนเลย รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นี่ล่ะ จิตมีสมาธิ สมาธิตัวนี้เกิดจากสติที่ถูกต้อง สติทั่วๆ ไปก็ได้สมาธิธรรมดา สัมมาสติคือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ ก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ คือสภาวะแห่งความตั้งมั่น จิตมันจะตั้งมั่น รู้ตื่นเบิกบานขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราทำจิตตานุปัสสนาอย่างที่หลวงพ่อทำ หลวงพ่อทำอานาปานสติเป็นสมถะ แล้วมาเจริญวิปัสสนาด้วยจิตตานุปัสสนา ควบกับเวทนานุปัสสนาทางใจ ดูจิตมันไม่ได้เห็นแต่กุศลอกุศล บางทีก็จิตมันไปเห็น สติมันไปเห็นเวทนา มันสุข มันทุกข์ มันไม่สุขไม่ทุกข์ ฉะนั้นเวลาที่หลวงพ่อปฏิบัติจริง หลวงพ่อเลย 2 อันควบเลย เวทนานุปัสสนากับจิตตานุปัสสนา ทำไมทำได้ เพราะเราเรียนอยู่ที่จิต แล้วเวทนาตัวนี้ มุ่งไปที่เวทนาทางใจ ไม่ได้เวทนาทางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนมีทางของตัวเอง&lt;br /&gt;
ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ารู้กาย มันจะเห็นเวทนาทางกายได้ ต่อเข้ามาเวทนาทางกาย ถ้าดูจิตมันจะต่อเข้าเวทนาทางจิตได้ นี้หลวงพ่อทีแรกก็เห็นจิตมีโทสะ เพราะเป็นคนขี้โมโห ก็เห็นโทสะมันผุดขึ้นมา มันผุดจากกลางอก มันผุดขึ้นมา ตำราบอกหทย หทยวัตถุ เป็นที่เกิดของนามธรรม มันผุดขึ้นมา แต่ตำรารุ่นหลังๆ ไปเขียนบอกว่า มันอยู่ เป็นน้ำเลี้ยงหัวใจสีนั้นสีนี้ ซึ่งเวลาภาวนา ไม่มีใครไปเห็นกิเลสผุดขึ้นจากหัวใจหรอก มันผุดขึ้นจากกลางอก หทยตัวนี้ ใจ หลวงปู่เทสก์สอนดี คำว่า “ใจ” นี้แปลว่ากลาง เคยได้ยินคำว่า “ใจกลาง” ไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นที่ผุดขึ้นมาจากใจเรา ผุดขึ้นมาจากตรงกลางขึ้นมา หลวงพ่อเห็นโทสะมันผุดขึ้นมา ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วเห็นว่า เอ๊ะ เราไม่ได้เจตนาให้มันเกิดเลย พอมันกระทบอารมณ์ แล้วมีการแปลความหมาย ว่าอารมณ์นี้ไม่ดี ไม่ถูกใจ โทสะมันก็ผุดขึ้นมา เห็นไหมเราไม่ได้สั่งให้เกิด แล้วถ้ามันกระทบอารมณ์ไม่ดี จิตใจเรามีอนุสัยขี้โมโห เราจะบอกโทสะอย่าเกิด เราก็ห้ามไม่ได้ โทสะจะเกิด หรือโทสะจะไม่เกิด สั่งไม่ได้ นี่คืออนัตตา โทสะเกิดแล้วสั่งให้ดับก็ไม่ได้ หมดเหตุมันก็ดับ มีเหตุมันก็เกิดขึ้นมา เหตุยังดำรงอยู่ มันก็ดำรงอยู่ หมดเหตุมันก็ดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามอ่านจิตตัวเองไปเรื่อยๆ เริ่มต้นเห็นโทสะนี่ล่ะ พอเห็นโทสะชำนาญ ต่อไปเห็นกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นคือราคะ พอราคะ อย่างความยินดีพอใจ วันนี้นั่งสมาธิสงบดี ยินดีพอใจ นี้ราคะ เพราะฉะนั้นวันไหนภาวนาดี แล้วก็ภูมิอกภูมิใจ ปลื้ม ให้รู้ตัว โดนราคะเล่นงานแล้ว หลงยินดีแล้ว วันนี้นั่งสมาธิแล้วไม่สงบเลย หงุดหงิด นี่ยินร้ายแล้ว นี่โทสะ หลวงพ่อก็อ่าน ใช้จิตเป็นวิหารธรรม อย่างพวกเราบางคน ใช้กายเป็นวิหารธรรมก็ได้ ใช้เวทนาเป็นวิหารธรรมก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวทนาทางกาย คนที่จะใช้ได้ เป็นวิหารธรรมได้ ควรจะทรงสมาธิ ถ้าไม่ได้ทำฌานมาก่อน ไปดูเวทนาทางกาย เดี๋ยวสติแตก เพราะมันทนไม่ไหว มันเจ็บ แต่เวทนาทางใจ ไม่ต้องใช้สมาธิเยอะ ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย มันก็เหมือนขณะนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ขณะนี้นั่งอยู่รู้สึกไหม ไม่เห็นจะยากเลย เห็นไหม ขณะนี้เคลื่อนไหว ขณะนี้หยุดนิ่ง ไม่เห็นจะยาก ขณะนี้จิตใจมีความสุข ขณะนี้จิตใจมีความทุกข์ ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้อย่างจิตใจสงสัย สงสัยแล้วเที่ยวไปคิดๆๆ ใหญ่ เราก็รู้ทัน ตัวสงสัยนี้ตัวโมหะ แต่ละเอียดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ตัวราคะ มันจะดึงอารมณ์เข้ามาหาตัวเอง ตัวโทสะ มันจะผลักอารมณ์ออกไป ตัวโมหะ มันจับอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน อย่างเวลาเราฟุ้งซ่าน มันจับอารมณ์โน้น จับอารมณ์นี้ ไม่ชัดเจน เวลาเรางงๆ สงสัย คิดใหญ่เลย ฟุ้งซ่าน ก็จะเป็นตัวโมหะ อย่างถ้าเราดูจิตตานุปัสสนา เราก็จะเห็นจิตมีโทสะ จิตมีราคะ จิตมีโมหะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยดูไปเรื่อยๆ ต่อไปมีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นในจิต ยังไม่ทันรู้เลยว่ามันคืออะไร แค่มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นมา ผุดขึ้นมา ยังไม่รู้ว่าคืออะไร บางทีไม่ได้ผุดสูงเลย ไหวๆ ขึ้นมากลางอกนี้ สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว สติระลึกลงไป ขาดสะบั้นลงไปอีก เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิด ไม่รู้อะไรดับ เรารู้แค่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป ทุกสิ่งที่เกิดดับทั้งสิ้น เห็นไหวอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เราเดินปัญญาในขั้นที่ละเอียดมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาดูจิต ทีแรกเราก็เห็นจิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตสุข จิตทุกข์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นอย่างนี้ แต่พอมันละเอียดเข้าไป มันจะเห็นความไหวๆ ขึ้นมาที่กลางอกนี้เท่านั้นเอง ยังไม่ทันรู้เลยว่าที่ไหวๆ นี้ มันจะผุดขึ้นมาเป็นอะไร เหมือนเราเห็นเมล็ดพืชอันหนึ่ง มันตกอยู่ที่พื้น มันยังไม่ทันงอกเลย แล้วเราไปเห็น แล้วจับมาบี้ๆ แล้วสลายไปหมดแล้ว ถ้าดูไม่ทัน มันก็จะงอกขึ้นมาเป็นความสุข เป็นความทุกข์ เป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นกุศล เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง แล้วแต่มันจะผุดขึ้นมา เราเลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้คืออนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนา ทีแรกก็จะเห็นของหยาบ พอภาวนาไปเรื่อยๆ มันจะละเอียดๆๆ เข้าไป ละเอียดถึงขีดสุด เราจะเห็นว่า สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป โดยที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยังไม่มีสัญญาเข้าไปแปลความหมายด้วยซ้ำไป สัญญามันไปมองเห็นไตรลักษณ์เข้า ยากไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ไปรักษาศีล 5 ให้ดี ตั้งใจรักษาไว้ ทีแรกก็รักษากระพร่องกระแพร่ง เป็นธรรมดา สติเรายังสู้กิเลสไม่ไหว ก็ตั้งใจไว้ ทุกวันสมาทานศีล ไม่ต้องมาขอที่พระ สมาทานศีล ตั้งใจกับตัวเองก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่บ้านมีพระพุทธรูป ไปตั้งใจไว้กับพระพุทธรูปก็ได้ บางคนบอกอย่าไปนับถือพระพุทธรูป นี้เข้าใจอะไรไม่ถูกเลย อะไรก็ได้ ถ้าเป็นสัญลักษณ์ ทำให้เราคิดถึงคุณงามความดี คิดถึงพระพุทธเจ้า อันนั้นดีทั้งนั้นล่ะ อย่างคนโบราณ ยุคแรกไม่มีพระพุทธรูป พระพุทธรูปมาเกิดรุ่นหลังแล้ว รุ่นแรกเขาก็ทำธรรมจักร เป็นรูปธรรมจักร ไปไหว้แล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงธรรมะ จิตเป็นกุศล ตายไปก็มีสุคติเป็นที่ไป ถ้าจิตเป็นกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือรอยพระบาท รอยพระบาทสังเกตไหม เขาทำอันใหญ่ๆ ไปเห็นแล้วก็คิดถึงพระพุทธเจ้า ท่านทิ้งรอยเท้าเอาไว้ให้ ตัวท่านนิพพานไปแล้ว ท่านยังทิ้งรอยพระบาทไว้ให้ รอยพระบาทนี้ก็คือธรรมวินัยนั่นเอง ศีลธรรมที่ท่านสอน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเดินตามรอยเท้าของท่าน เวลาไหว้พระบาท ต้องตั้งใจอย่างนี้ เราจะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ตามรอยพระอรหันต์ไป ไหว้อย่างนี้เป็นกุศลหรืออกุศล บางคนบอกพระบาทปลอม คนอะไรเท้าใหญ่เป็นเมตรๆ ไม่มีหรอก พระพุทธเจ้าก็ตัวเท่าคนธรรมดานี้เอง ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ ไฉนมาออกเรื่องนี้ได้ สงสัยเก็บกด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมจิตใจมีความสุข รู้สึกไหม ทั้งห้องเลย ยกเว้นเบอร์ 8 ทำไมไม่มีความสุข เพ่งเอาเป็นเอาตายอยู่ ไม่มีความสุข ใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข ยากไหม ไม่ยากแต่ละเลยที่จะรู้ จำไว้เลย การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หลวงปู่ดูลย์สอนประโยคแรก ที่สอนหลวงพ่อเลย “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” ประโยคที่สอง “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ไม่ใช่ทุกคนที่หลวงปู่ดูลย์จะสอน แล้วให้อ่านจิตตนเอง ลูกศิษย์ท่านบางคนท่านก็ให้พุทโธ ให้หายใจ ให้ดูกระดูก เป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ให้พิจารณาผมเส้นเดียว เรื่องของสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วการเจริญวิปัสสนา บางท่านก็ดูกาย บางท่านก็ดูจิต ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศอย่างนั้น ไม่ได้สอน มีหลักสูตรอยู่อันเดียว ก็สอนทุกคนเหมือนกัน ไม่ใช่ ท่านสอนคนตามจริตนิสัย เป็นความเก่งของครูบาอาจารย์ อย่างพระพุทธเจ้าสอนคน ก็สอนตามจริตนิสัย ไม่ได้สอนทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ใช่ทุกคน เอ้า เริ่มต้นนั่งสมาธิ หายใจไป ไม่ได้สอนอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ แต่ละคนมีทางของตัวเอง ทำอันไหนแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สึกกาย แล้วสติเกิดบ่อยๆ รู้สึกกายไป ผลที่ได้ก็อันเดียวกัน ได้สัมมาสติ ได้สัมมาสมาธิ ถนัดรู้เวทนาก็รู้ไป ผลที่ได้ก็คือสัมมาสติกับสัมมาสมาธิ ถนัดดูจิตที่เป็นกุศลอกุศล ก็ดูไป สิ่งที่ได้ก็อันเดียวกัน สัมมาสติกับสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นที่เรามีรูปแบบ มีวิธีการ มีอารมณ์กรรมฐานที่แตกต่างกันนั้น ไม่มีนัยยะสำคัญ ทางใครทางมันเลย ถ้าทำถูกแล้ว เราจะเข้ามาที่เดียวกัน มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสติ เป็นสติที่ระลึกรู้รูปนาม ที่กำลังมีกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่รูปนามในอดีต อันนั้นสัญญาจำเอา ไม่ใช่รูปนามในอนาคต อันนั้นวิตก คิดเอา แต่รู้สึกอยู่กับปัจจุบันนี้ รู้รูปรู้นามในปัจจุบัน ขณะนี้รูปมันนั่งอยู่ ขณะนี้รูปมันหายใจอยู่ เราทำสติปัฏฐานอยู่ หรือขณะนี้จิตเราหลงไปคิด ตรงที่รู้ว่าจิตหลงคิดปุ๊บ จิตที่หลงคิดจะดับทันที แล้วจิตรู้จะเกิดทันทีเลย จิตที่รู้นั้นคือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ที่หลวงพ่อเรียกว่าจิตผู้รู้ ที่จริงไม่ใช่หลวงพ่อเรียก ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อท่านเรียกว่า “จิตผู้รู้” เรียกอย่างนี้ทุกองค์เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยเมื่อ 30 – 40 ปีก่อน หลวงพ่อเข้าไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เข้าไปหาองค์ไหน ท่านก็สอนแต่เรื่องจิตผู้รู้ ท่านไม่ได้มาสอนหลวงพ่อ ให้พุทโธพิจารณากายสักองค์เลย กระทั่งหลวงตามหาบัว ว่าหลวงตาชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงพ่อไปเรียนกับท่าน ท่านสอนให้ดูจิต แล้วบอกเราด้วย เราดูจิตผิดแล้ว ดูไม่ถึงจิตแล้ว แล้วท่านเรียกจิตผู้รู้ จิตผู้รู้คืออะไร คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต เกิดจากกำลังของสติ เกิดจากสัมมาสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าสติทั่วๆ ไป สมาธิก็เป็นสมาธิทั่วๆ ไป ถ้าเป็นสัมมาสติ สติระลึกรู้กายรู้ใจ สัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นเป็นความตั้งมั่น แล้วก็ขันธ์มันจะแยก พอจิตเราตั้งมั่นปุ๊บ เราจะเห็นเลย ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เป็นส่วนหนึ่ง จิตเป็นคนเห็น ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนเห็น เป็นอีกส่วนหนึ่ง คนละ แยกกัน แยกกันเป็นคนละส่วนกัน หรือความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย จิตเป็นคนเห็น แล้วความสุขความทุกข์ก็ไม่ใช่ร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเรานั่งอยู่ ทีแรกสบายๆ ไม่ปวดไม่เมื่อย นั่งนานๆ ปวดเมื่อยขึ้นมา อันนี้แสดงว่าปวดเมื่อยกับร่างกายนี้ เป็นคนละอันกัน ร่างกายมันตั้งอยู่นี้ แล้วความปวดความเมื่อยมันมาแทรกเข้ามา ฉะนั้นปวดเมื่อยในร่างกาย ก็เป็นคนละอันกับร่างกาย ร่างกายเป็นวัตถุ มันเป็นวัตถุ มันไม่ได้รับรู้ความปวดความเมื่อย ตัวที่รับรู้คือจิต นี้พอจิตมันมีความรักใคร่ผูกพันในร่างกายมาก พอมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในร่างกาย จิตมันก็หลงผิด หมายรู้ผิดว่า โอ๊ย ร่างกายของเราเจ็บปวด จิตใจก็กลุ้มใจไปด้วย จิตใจเลยปวดไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเรามีจิตตั้งมั่น เราจะเห็นเลยร่างกายก็อันหนึ่ง ความปวดเมื่อย ความเจ็บก็อีกอันหนึ่ง คนละอันกัน แต่ละอันมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นเวทนาทางใจ สุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจเกิดขึ้น เราก็เห็นสุข ทุกข์ เฉยๆ ทางใจ เป็นของถูกรู้ถูกดู เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่จิต จิตเป็นคนไปเห็นเข้า กุศลอกุศลที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมันโกรธ มันไม่รู้ว่าตัวเองโกรธ มันโลภไม่รู้ว่าตัวเองโลก มันหลง ไม่รู้ว่าตัวเองหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ ทีแรกยังรู้ผิดว่าเราโกรธ ตอนนี้เราโกรธแล้ว ตอนนี้เราโลภแล้ว พอภาวนาละเอียดเข้า เราก็จะเห็นความโกรธกับจิต มันคนละอันกัน เรารู้สึกว่าจิตคือตัวเรา ความโกรธมันเป็นของถูกรู้ ความโกรธไม่ใช่เราแล้ว ค่อยๆ แยกๆๆ ไป แล้วสุดท้ายเราจะเข้ามาที่จิต แล้วเราจะรู้เลยว่า จิตเองก็ไม่ใช่เรา แต่ว่ามันหมายรู้ผิด มันก็เลยคิดว่าเป็นเรา เลยเชื่อว่าเป็นเรา มันเกิดจากหมายรู้ผิดๆ นี่สัญญาวิปลาส หมายรู้ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก ธรรมะ การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ หายใจอยู่ รู้สึกไหม ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกไหม เคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึกไหม สุข ทุกข์ รู้สึกไหม แนะนำให้รู้สึกสุขทุกข์ทางใจ ทางกายพวกเราไม่ได้เล่นฌาน เดี๋ยวสติแตก ทนไม่ไหว มันเจ็บมาก เวลาถ้าเราชำนาญในสมาธิ แล้วร่างกายเราเจ็บตรงนี้ เราย้ายที่ได้ ไม่ได้ย้ายความเจ็บ แต่ว่าย้ายจิต อย่างเวลาเราไปทำฟัน ทำแล้ว โอ้ มันเจ็บ เราก็ทำได้หลายแบบ อันหนึ่งดูไปเรื่อยๆ นั่งแยกขันธ์ไป แต่ถ้าเราเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจดูแล้ว เราก็ย้ายเอาจิตไปไว้ที่หัวแม่เท้า หมอฟันไม่เคยไปยุ่งกับหัวแม่เท้าเราใช่ไหม มันยุ่งอยู่นี่ จิตเราไปอยู่ตรงโน้น เราไม่เจ็บแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของสมาธิ เรื่องของสมาธิก็เป็นอจินไตยอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าสอน อย่างเรื่องของคนได้ฌานสมาบัติ มันเป็นอจินไตย คิดเอาไม่ออก อย่างตอนนี้ก็มีคนคิดว่าหูทิพย์ ตาทิพย์อะไรนี้ เป็นของนอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ในอภิญญา 6 มีเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ มีเรื่องเจโตปริยญาณ มีเรื่องอิทธิวิธี ในวิชชา 3 ก็มีเรื่องระลึกชาติ มีเรื่องรู้ว่าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน สิ่งเหล่านี้มี คนไม่ได้ทรงฌาน ประเมินไม่ถูกก็บอกไม่มี เพราะตัวเองไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าอยู่ๆ ตั้งใจจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ อันนี้ไม่เข้าท่าเลย ไม่แนะนำ ฝึกสิ่งเหล่านี้ จะฝึกแล้วได้จริงๆ ต้องทรงฌาน ที่นั่งๆ แล้วเคลิ้มๆ เห็นโน่นเห็นนี่ มโนเอา ไร้สาระ ไม่มีสาระแก่นสาร อย่างถ้ามีสมาธิ แล้วก็เห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ ในศาสนาพุทธมีไหม มี โอปปาติกะมีไหม โอปปาติกะ อย่างเทวดา พรหม ผีอะไรพวกนี้ สัตว์นรกเป็นโอปปาติกะ เปรต อสุรกาย โอปปาติกะก็มี แต่ว่าพอมองไม่เห็นก็บอกไม่มี ทำไมเชื่อว่าเชื้อโรคมี ใครมองเห็นเชื้อโรคบ้าง ก็เชื่อเอา เพราะหมอเขาบอกว่าเชื้อโรคมี เขาเอากล้องส่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้องที่จะส่องโอปปาติกะก็มี ไม่ใช่ไม่มี คือทิพยจักษุ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องฝึกหรอก เสียเวลา เอาของจริง อันนี้ของเล่น อย่างเราภาวนา เจริญสติไป ได้มรรคได้ผลขึ้นมา ของเล่นเก่าๆ ที่เคยฝึกไว้ มันจะกลับมาเอง ไม่ต้องฝึก ถ้าลงมือฝึก ยังไม่เคยฝึกเลย ฝึกกันเป็นร้อยๆ ชาติกว่าจะได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฝึกหรอก ทำวิปัสสนาไป แล้วถ้าได้มรรคได้ผล แล้วของเก่าเราเคยมี มันจะกลับมา แล้วแต่ละระดับของจิต ก็รู้ได้ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน อย่างพระโสดาบันก็รู้ได้ระดับหนึ่ง พระสกทาคามีรู้ได้อีกระดับหนึ่ง พระอนาคามีรู้อีกระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างพระอรหันต์ที่ท่านมีอภิญญา จิตท่านไม่มีกิเลส ไม่มี Bias เหลืออยู่ ความรู้นี้จะเที่ยงตรง แต่อย่างพวกเราปุถุชนเต็มร้อย เราจะไปฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์ จะดูโน่นดูนี่ กิเลสพาไปหมด ฉะนั้นบางท่าน ท่านก็หวังดี ท่านก็บอก “อย่าไปเล่นเลย อย่าไปฝึกเลย เอาของจริงดีกว่า” คือฝึกสติปัฏฐาน แต่ว่าถามว่าพวกนั้นมีไหม มี หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์ ได้เห็น ได้เห็นอยู่เนืองๆ แล้วเราใกล้ชิดท่าน แล้วเราภาวนา ตั้งอกตั้งใจจริงๆ เราได้เห็นว่าอภิญญาอะไรพวกนี้มีจริง มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์ โห เหลือรับประทาน ไม่ใช่ทางไม่ดี หมายถึงสยดสยองเลย เข้าใกล้ท่าน รู้หมด ไปทำอะไรมา รู้หมด หลวงพ่อไม่รู้ ไม่ต้องมากลัวหลวงพ่อ พวกเราเข้าใกล้หลวงพ่อแล้วเกร็ง หลวงพ่อไม่รู้ด้วยหรอก เพราะหลวงพ่อไม่อยากรู้ ไม่รู้จะรู้ไปทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป รักษาศีล 5 ไว้แล้วก็ต้องลงมือเจริญสติปัฏฐาน มีสติระลึกรู้กาย มีสติระลึกรู้เวทนา มีสติระลึกรู้จิตที่เป็นกุศลอกุศล รู้เรื่อยๆ แล้วต่อไปไม่ได้เจตนาจะรู้ มันรู้ได้เอง ตรงนั้นสติจริงๆ มันเกิดแล้ว แล้วพอสติตัวจริงเกิด สมาธิตัวจริงจะเกิดร่วมด้วยเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจิตเราหลงไปอย่างนี้ แล้วเรารู้ว่าจิตหลงปุ๊บ จิตหลงดับ จิตตั้งมั่นเลย จิตทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย เพราะฉะนั้นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันก็เกิดด้วยกัน ขอให้มันได้สัมมาสติจริงๆ เถอะ พอมีสัมมาสมาธิแล้ว เอาไปเจริญปัญญา ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ ไปเจริญปัญญาไม่ได้จริงหรอก มันจะเจือความคิดเอา เจือกิเลสตัวเองลงไป แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่น ไม่มีอคติ 4 เราเจริญปัญญาได้ เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของจิตใจ เรียกว่ามีสัมมาญาณะ มีความหยั่งรู้ที่ถูกต้อง เมื่อหยั่งรู้อย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว สัมมาวิมุตติ คือมรรคผลจะเกิดเอง ไม่มีใครสั่งให้เกิด เพราะฉะนั้นตั้งต้นด้วยการฝึกสัมมาสติให้ดี ทำสติปัฏฐานไว้ แต่ก่อนอื่นรักษาศีล 5 ให้ดี เอาละ สรุปแค่นี้พอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10864</id>
		<title>《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10864"/>
		<updated>2025-04-09T14:47:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข โลกข้างนอกเราแก้มันไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างนี้ ธรรมดาของโลก เรามาฝึกจิตใจของเราเอง ให้อยู่กับโลกได้โดยที่เราไม่ร้อนตามมันไปด้วย ธรรมะเป็นของร่มเย็น เสียดายชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นพุทธแต่ชื่อ ไม่เคยลิ้มรสเลยว่ารสของธรรมะนั้นวิเศษแค่ไหน เราไปตามวัดตามอะไรอย่างนี้ เห็นพากันไหว้พวกเทวรูปพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพระพุทธศาสนา ไหว้ต้นตะเคียนไหว้อะไรอย่างนี้ตามวัดเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่สอนกรรมฐานจริงๆ คนก็ไม่ค่อยเข้า คนก็ชอบเข้าวัดแบบนั้น มันพอดีกัน พอดีกับสภาพจิตใจ คนที่จะสนใจธรรมะก็ต้องมีบุญมีบารมีสะสมมามากพอ คนส่วนใหญ่อินทรีย์ก็ยังอ่อน เขาก็ต้องการที่พึ่งแบบโลกๆ ไป ทำแล้วเฮง ทำแล้วรวย ทำแล้วได้ผลประโยชน์ มุ่งไปที่ตรงนั้น ถามว่ามันมีประโยชน์ไหม มันก็มีนะ แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่พระพุทธศาสนาจะให้ได้ คนกลับไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
ต้องหัดอ่านใจตัวเองให้ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องลงมือศึกษาปฏิบัติให้จริงจัง อย่าทำเป็นเล่น เวลาของแต่ละคนมีไม่มาก เวลาของเราหมดไปทุกวันๆ ครูบาอาจารย์ก็ร่อยหรอลงทุกทีแล้ว เมื่อ 40 กว่าปี 50 ปีก่อน สมัยหลวงพ่อออกศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ยังมีเยอะ ยิ่งทางอีสานมีครูบาอาจารย์ดีๆ เต็มไปหมดเลย ถนนสายเดียวนี่วิ่งไปสักพักหนึ่งก็เจอ วัดนี้องค์นี้อยู่ วัดนี้องค์นี้อยู่ เดี๋ยวนี้พอผ่านไป วัดนี้องค์นี้เคยอยู่ ที่วัดนี้องค์นี้ก็เคยอยู่ มีแต่คำว่าเคยอยู่ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยก่อนหลวงพ่อเลยชอบวันหยุด จะออกไปทางอีสานหรือไม่ก็ขึ้นไปทางเหนือ ไปหาครูบาอาจารย์ทางเชียงใหม่เชียงราย ส่วนใหญ่จะไปทางอีสานครูบาอาจารย์เยอะ ไปแล้วมันมีความสุข ไปกินข้าววัด ไปภาวนาอยู่ในวัด ไปนอนอยู่ในวัด อาหารที่กินก็อาหารชาวบ้านธรรมดา น้ำพริกกับผักอะไรอย่างนี้ กินอาหารอย่างนั้นจริงๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย เราคนเมือง แต่เราไปอยู่อย่างนั้นเรารู้สึกมันไม่มีภาระทางใจ ใจมันสบาย นอนมีกุฏิก็นอน ไม่มีก็ไปผูกกลดอยู่ใต้ต้นไม้ ผ่านเวลากลางคืนออกมาเดินจงกรมใต้แสงเดือนแสงดาว สงบวิเวก มีป่ามีเขา กลางคืนก็มีสัตว์ร้อง มีนกมีแมลงร้อง มันไม่ยั่วกิเลสเรา เราก็ภาวนาร่มเย็นเป็นสุข นี่ฝึกตัวเองมาทุกวัน อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย แล้วเวลาส่วนใหญ่เอาไว้เจริญสติ ถึงเวลาก็นั่งสมาธิเดินจงกรมไหว้พระสวดมนต์ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญมากเลย หลวงปู่มั่นท่านเคยสอน หลวงพ่อไม่ทันท่าน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านเคยเล่าให้ฟัง อย่างท่านสอนบอกว่าทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน หัวใจอยู่ตรงนี้ เก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิตอนเดินจงกรมไม่ได้กินหรอก วันหนึ่งจะนั่งเท่าไรจะเดินเท่าไร เวลาส่วนใหญ่ถ้าภาวนาไม่เป็น โอกาสจะได้มรรคผลนิพพานยากเหลือเกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาเจริญสติเป็นหลักเลย บางช่วงยังพลาดพลั้งไม่ยอมทำสมาธิ รู้สึกเสียเวลา ขี้เกียจทำสมาธิ พอหลายๆ วันเข้ากำลังสมาธิไม่พอ เดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องทำ เวลาส่วนใหญ่ของหลวงพ่อใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อมาให้อ่านจิตตนเอง การเจริญสติในชีวิตประจำวันกับการอ่านจิตตนเอง มันมารวมเข้าด้วยกันได้ เราสามารถปฏิบัติในชีวิตธรรมดานี่ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตาเห็นรูปเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจเรา ทีแรกใจเราเฉยๆ พอตาเราเห็นดอกไม้สวยงาม ใจเราเกิดความชอบขึ้นมา ใจเรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรามีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจเรา เวลาหูเราได้ยินเสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจเรา อย่างมีเสียงคนมาด่าเรา จิตใจเราเกิดโทสะขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน จมูกได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมใจเราชอบ หรือบางทีได้กลิ่นหอมแล้วใจเราเกิดสงสัย นี่กลิ่นอะไร กลิ่นดอกไม้อะไร พอความสงสัยเกิดขึ้นหลวงพ่อไม่ได้ไปดูดอกไม้ หลวงพ่อดูลงไปที่จิตใจตัวเอง จิตสงสัย เราก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป บางทีได้กลิ่นอย่างนี้เหม็น ใจรำคาญ ใจไม่ชอบ รู้ลงไปที่ใจที่ไม่ชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักการง่ายๆ มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึกไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้าม ใจเราจะคิดดีคิดร้ายอะไร ห้ามได้ที่ไหน จิตมันเป็นอนัตตา บางทีเราอยากคิดแต่เรื่องดีๆ อ้าว มันกลายไปคิดเรื่องชั่วๆ คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไร ทีนี้พอใจมันคิดไปในทางไม่ดี อกุศลเกิด จิตเรามีน้ำหนักขึ้นมา จิตเราเศร้าหมองอึดอัดขัดข้อง เรามีสติรู้ทันจิต โอ้ ตอนนี้จิตเราเศร้าหมองแล้ว หรือเวลาที่จิตเราเป็นกุศล เรามีสติรู้ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาเห็นครูบาอาจารย์ บางทีจิตเรามีปีติ ดีใจได้เห็นครูบาอาจารย์มีปีติ เราแทนที่จะไปดูแค่ครูบาอาจารย์ เราก็เห็นจิตใจมีปีติขึ้นมา จิตใจฟังธรรมไป จิตใจเรามีความสุข ไม่ได้มัวแต่นั่งฟังเพลินๆ ไป จิตใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข นี่การปฏิบัติจริงๆ สำคัญมากเลยนะตรงนี้ แล้วส่วนใหญ่ก็ละเลยกัน ไม่สนใจ แล้วกำหนดอะไรต่ออะไรสอนอะไรกันแปลกๆ ไป ละเลยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกหัวใจของการปฏิบัติเลย การมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราอยากมีสติในชีวิตประจำวัน เราต้องฝึกตัวเอง หัดอ่านใจตัวเองให้ออก ตาเราเห็นรูปเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ อย่างเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้เรามีสติรู้ อย่างเราเห็นผู้หญิงสวยๆ จิตเรามีราคะขึ้นมา ให้มีสติรู้ ไม่ใช่จำเป็นว่าต้องทำเฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็กดจิตไว้ เพ่งๆๆ ลงไป ไม่ให้มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นไม่ใช่การเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเพ่ง เพ่งอยู่ในชีวิตจริงๆ เลย เพ่งมากๆ ใจก็จะแข็งทื่อๆ ไป เหมือนอย่างพระองค์นี้ ใจก็ทื่อๆ ไป ไปเพ่งเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจเราเป็นอย่างไร คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องฝึกหัดอ่านความรู้สึกตัวเอง ตากระทบรูป เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้มีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน เกิดที่ไหน เกิดที่ใจเรา ถ้าจิตเราคิด เราเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน มันยากไหมที่จะรู้ ไม่ยาก แต่ละเลยที่จะรู้ อย่างเราขับรถอยู่คนมาปาดหน้าเรา ขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไปมองรถที่ปาดเรา เดี๋ยวจะไปเอาคืน ส่วนเรานักปฏิบัติเจริญสติในชีวิตประจำวัน คนเขาขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้นที่จิตใจเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ลำพังคนปาดหน้าเราแล้วเราก็ไปมองเขาเรียกว่าหลง หลงไปดู เกิดพยาบาทวิตก คิดจะเอาคืน นี่พยาบาทวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนาจะว่ายาก มันไม่ยากเลย เราไม่ได้บังคับตัวเอง กดข่มตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย แต่จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย เพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้ใจตัวเอง มันยากเพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้เท่านั้นล่ะ ถ้าหัดฝึกจนเคยชินที่จะรู้ การจะอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อไม่ได้ฝึกอะไรมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ทำสมาธิก็ได้แต่ความสงบ ก็ออกรู้โน้นรู้นี้ไปเรื่อยๆ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ มาเจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้อ่านจิตตัวเอง หลวงพ่อก็ตามรู้ตามเห็นจิตใจ นี่วิธีอ่านจิตตัวเอง ทำอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ใช่ไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต นั่งเฝ้าจิตดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเรา นั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ ใช้ไม่ได้เลย เมื่อไรเราจงใจไปนั่งเฝ้าเอา จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ แข็งๆ ไป ไม่มีอะไรให้ดูหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่าไปดักดู ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยรู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร อย่าไปดักดูไว้ก่อน ถ้าไปดักดูไปรอดู มันจะนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก อันนั้นไม่ใช่การอ่านจิตตนเองแล้ว แต่เป็นการบังคับจิตตนเองให้มันนิ่งๆ ไป ต้องฝึกนะต้องฝึก ถ้าอ่านจิตตัวเองจนชำนาญ เราจะรู้เลยการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะเราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติแล้ว คือเรารู้จักจิตตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการฝึกจิตนั่นล่ะ ไม่ได้ฝึกกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจะเดินจงกรม บางคนฝึกกายต้องเดินท่านั้นต้องเดินท่านี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอก เราไม่ได้ฝึกโยธวาทิต จะเดินอย่างนั้นอย่างนี้ให้สวยงาม ไม่จำเป็นหรอก เคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นล่ะ แต่ว่าจุดสำคัญหัวใจจริงๆ คือจิตของเรานั่นเอง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่นท่านก็สอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรมะหรอก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ธรรมะเกิดที่จิต ธรรมะมีอะไรบ้าง อกุศลธรรม รู้จักเคยได้ยินไหม เกิดที่ไหน เกิดที่มือที่เท้าที่ท้องหรือเปล่า ไม่ได้เกิด อกุศลธรรมเกิดที่จิต กุศลธรรมล่ะเกิดที่ไหน ไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ท้อง ไม่ได้เกิดที่ลมหายใจ เกิดที่จิต มรรคผลล่ะ มรรคผลก็เกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้ที่ภูเขาที่แม่น้ำหรือที่ร่างกาย มรรคผลก็เกิดขึ้นที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป รักษาจิต มีสติรักษาจิต ดูจิตไป ดูแลจิตไป จิตเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ แต่รู้อย่างที่มันเป็นให้ได้เท่านั้นล่ะ แล้วเราจะพบว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เวลาตาเราเห็นรูปความรู้สึกก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยนในจิตใจนี้ สังเกตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าต้องดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาให้เห็นความจริงว่า&lt;br /&gt;
จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชั่วหรือดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยพูด ชั่วหรือดีก็อัปรีย์พอกัน อัปรีย์ไม่ใช่คำหยาบคาย อัปรีย์ตัวนี้เป็นภาษาบาลี “อัปปิยะ” คือไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เหมือนๆ กันล่ะ ความชั่วเกิดขึ้นก็อย่าไปรักมัน ความดีเกิดขึ้นก็อย่าไปหลงมัน นี่ท่านสอนถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าอันนี้เป็นคำสอนในขั้นการเจริญปัญญา ในขั้นจริยธรรมชั่วกับดีไม่เท่ากัน ชั่วนะอัปรีย์จริง ดีไม่อัปรีย์ ดีๆ ดีก็ปิยะ น่ารัก แต่ในขั้นเจริญปัญญาเราไม่ได้ภาวนาเอาดี เพราะดีก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เพราะความสงบไม่เที่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนาให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเรานี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล ตกอยู่ใต้คำว่าไตรลักษณ์ตลอดเวลา เวลาเราดูจิตดูใจนี่สามัญลักษณะคือลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง หรือเรียกว่าไตรลักษณ์นี่จริงๆ ชื่อจริงๆ ของมันคือสามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม มี 3 อย่าง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็คือของเคยมีแล้วมันไม่มี ของไม่มีแล้วมันก็มี มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือมันถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา อย่างความสุขเกิดขึ้น ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย บางทีหลายคนเจอหลวงพ่อ คุยกับหลวงพ่อเลยเกิดปีติ ปีติถ้าเรามีสติรู้ลงไป เราก็เห็นปีติถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ค่อยๆ กร่อนๆๆ ลงไปแล้วก็หายไป แล้วมันก็เป็นอนัตตา จิตเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ นี่คือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ก็คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่พ้นจากไตรลักษณ์ไปคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีความเกิด เมื่อนิพพานไม่มีความเกิด นิพพานก็ไม่มีความเก่า ไม่มีความตาย ไม่มีความดับ ของนอกนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีสติตามอ่านความเป็นจริงในจิตในใจของเราเรื่อยๆ ไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไป นี่ดูไปเรื่อยๆ หลวงพ่อใช้เวลาตรงนี้ หลวงปู่ดูลย์บอกให้อ่านจิตตนเอง หลวงพ่อใช้เวลา 7 เดือนในการอ่านจิตตนเอง แต่ 7 เดือนนี้อ่านผิดไป 3 เดือน อ่านผิดอย่างไร ก็พยายามบังคับจิตให้นิ่ง ไม่ให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำสมาธิไป จิตก็ว่างๆ นิ่งๆ สบาย แล้วไปหาหลวงปู่บอกผมดูจิตได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถามจิตเป็นอย่างไร บอก โอ้ย จิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดเลย แต่ผมสามารถทำให้มันสงบไม่ปรุงแต่ง ว่างๆ อยู่อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่าให้ไปอ่านจิต ไม่ใช่ให้ไปปรุงแต่งจิต ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ นี่ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมาทำใหม่ ก็คือมาอ่านจิตตนเองจริงๆ อ่านอย่างไร ก็อ่านอย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ไม่ได้อ่านแบบพิสดารอะไรทั้งสิ้นเลย อ่านซื่อๆ อ่านสบายๆ นี่ล่ะ อย่างขณะนี้พวกเราฟังหลวงพ่อเทศน์ ลองนึกซิใจเราสุขหรือทุกข์ รู้ไหม รู้ได้ไหมว่าตอนนี้ใจสุขหรือทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างร่างกายถ้าบางคนดูกาย รู้ไหมร่างกายกำลังนั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ร่างกายกำลังนั่งอยู่ ถ้ายากก็เพี้ยนแล้ว ไปหาจิตแพทย์ได้เลย นี่ธรรมะจริงๆ เปิดเผยเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดเลย ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้ารู้ได้ไหม ต้องทำจิตให้นิ่งก่อนแล้วถึงจะรู้ไหม ไม่ต้อง รู้เฉยๆ การรู้จิตรู้ใจก็รู้แบบเดียวกัน รู้เหมือนที่รู้ร่างกายมันยืนเดินนั่งนอน ร่างกายหายใจออกหายใจเข้านี่ล่ะ รู้เฉยๆ รู้อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจเราสุขหรือทุกข์รู้ได้ไหม ตอนนี้ใจเรางงไหม บางคนงง เอะ มันสุขหรือมันทุกข์ หลายคนนะ บางคนบอกไม่งง แต่ว่าอ่านใจไม่ออก ขณะที่บอกไม่งงเลย กำลังหลงอยู่ หลงไปที่อื่นแล้ว ไม่ได้อ่านใจตัวเองแล้ว จิตใจเป็นของละเอียด เป็นของที่ว่องไวที่สุดเลย เราต้องพัฒนาสติของเราให้ไวขึ้นมาเพื่อจะอ่านมันให้ท่าน ไม่ใช่ไปหน่วงความรู้สึกทางใจให้ช้าลง เพื่อสติที่ช้าๆ จะได้อ่านทัน อย่าไปดัดแปลงมัน เหมือนอย่างบางคนเดินจงกรมเดินให้ช้าๆ สติจะได้ตามทัน เดินช้าๆ จิตหนีไปสร้างภพสร้างชาติสร้างทุกข์ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว กว่าจะเดินได้แถวตลอดแนวนี่ เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ช้าด้วยหรอก ถึงเราแกล้งเดินให้ช้ากิเลสมันไม่ช้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปแกล้งทำให้ช้าๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ เงียบๆ อะไรอย่างนี้ กิเลสมันไม่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรรู้อย่างที่มันเป็นให้ได้ หลวงพ่อฝึกดูอ่านจิตตัวเองได้จริงๆ 4 เดือนเท่านั้น หลวงพ่อก็เข้าใจจิตแล้ว จิตมีธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันไป คราวนี้ไปส่งการบ้านกับหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่าอย่างนี้ช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่ไหนแล้ว เรียนที่จิตใจตัวเองนี่ไปได้เอาตัวรอดแล้ว ท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีพระมาถามหลวงพ่อ อันนี้อีกวัดหนึ่งอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน พระอุปัฏฐากท่านได้ยินหลวงพ่อส่งการบ้านกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แล้วหลวงพ่อออกจากหลวงปู่มา หลวงปู่ก็ชมหลวงพ่อใหญ่ พระอุปัฏฐากท่านก็ฟัง ตอนเย็นไปเจอท่าน ท่านก็มาถามหลวงพ่อว่าโยมๆ เป็นฆราวาสแท้ๆ เลย โยมภาวนาอย่างไร โยมทำปีหนึ่ง พระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างนี้เลย ท่านถามซื่อๆ เลย บอกพระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างที่โยมทำปีหนึ่ง หลวงพ่อก็บอกท่านผมทำทั้งวัน ท่านก็งง ทำทั้งวันแล้วไม่ทำมาหากินหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นรับราชการ แล้วทำอย่างไรทำทั้งวัน เจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นล่ะ เวลาเรามีหน้าที่การงานเราต้องทำงาน สติจดจ่ออยู่กับงาน สมาธิจดจ่ออยู่กับงาน ปัญญาคิดเรื่องงาน อันนั้นไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาทำงาน เวลานอกเหนือจากเวลาที่ทำงานกับเวลาทำงานที่ใช้ความคิด แต่ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายปฏิบัติได้ตลอดเลย อย่างที่สุรินทร์เมื่อก่อนเห็นมีสามล้อถีบเยอะเลย คนถีบสามล้อเข้าใจธรรมะก็มี เขาเก่ง เขาถีบสามล้อไปเขาก็อ่านจิตใจตัวเองไปอ่านร่างกายตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่ค้าขายผักอยู่ในตลาดก็ภาวนาดี หน้าใสปิ๊งเลย สว่างสดใส รู้เนื้อรู้ตัว จิตใจกิเลสเบาบาง นี่เขาภาวนาได้อย่างไร เขาไม่มีเวลามานั่งสมาธิทั้งวันหรอก ไม่มีเวลามาเดินจงกรม นั่งขายผัก เขาทำด้วยการเจริญสติ มีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจตัวเองไป นั่งขายผักคนมาซื้อ ดีใจรู้ว่าดีใจ ขายตั้งนานแล้วไม่มีใครมาซื้อเลย ผักชักจะเหี่ยวแล้ว เมืองสุรินทร์หน้าร้อนๆ ร้อนจัดเลย ผักนี้ชักจะเหี่ยวพอๆ กับคนขายแล้ว คนขายแก่งั่ก แต่คนขายผ่องใส ผักก็เหี่ยวไปแต่คนขายผักผ่องใส เขาก็เห็นผักมันเหี่ยวก็เรื่องธรรมชาติ ใจของเขากังวลว่าขายไม่ออกเดี๋ยววันนี้ขาดทุน เขาเห็นว่าใจกังวล ใจของเขาก็ได้ทรัพย์สมบัติที่วิเศษไป ได้อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกไม่ค่อยมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนสุรินทร์ยุคก่อนสมัยหลายสิบปีก่อนจนมาก จนแต่เขามีอริยทรัพย์กัน เขามีทาน เขามีศีล เขามีสติ เขามีสมาธิ เขาขยันศึกษาทางธรรม สงสัยเขาไต่ถามครูบาอาจารย์ ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ เขาภาวนาดี แต่รุ่นหลังนี่หมดแล้ว ไปดู ก็กลายเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯหมดแล้ว พวกหลงโลกทั้งนั้นล่ะ ไปไหนก็เจอแต่พวกหลงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาก็ทำอย่างนี้ล่ะ ตกเย็นตกค่ำก็นั่งสมาธินิดหน่อย เดินจงกรมไม่ค่อยได้เดิน เพราะที่บ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินดังเอี๊ยดๆๆ หนวกหูคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขารำคาญ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนั่งเอา ฝึกตัวเอง ที่จะฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะนอนก็กินน้ำเยอะๆ กินน้ำมากๆ เพื่ออะไร ปวดฉี่จะได้ตื่น พอตื่นมา มาฉี่เสร็จแล้วก็กินน้ำอีกละ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ถ้าจิตยังมืดมัวอยู่จะไม่นอน ถ้านั่งแล้วจิตไม่ผ่องใสมัวๆ ถูกโมหะครอบ จะไม่นอนต่อ ฝึกตัวเองเข้มงวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปๆ จนกระทั่งกิเลสมันก็ฉลาด พอเราตื่นปุ๊บ สว่าง ใจเราสว่างผ่องใส อ้าว นอนได้แล้ว กิเลสมันเก่งนะ แหม่มันหลอกเราได้สารพัด กว่าจะรู้ทันมัน เออ สว่างก็ดีแล้วนี่ นั่งต่อเลย นี่ฝึกตัวเองอย่างนี้ ฝึกไป อยากได้ของดีก็ต้องอดทน แต่ต้องอดทนให้ถูกทางถูกหลัก อดทนไม่ถูกหลักก็เหนื่อยเปล่า นักปฏิบัติที่ทำผิดมี 2 อัน กามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคก็หลง หลงตามกิเลสไป อัตตกิลมถานุโยคก็คือทำตัวเองให้ลำบาก บังคับกายบังคับใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนอย่างพระองค์นี้ท่านสงสัย ท่านจะมาถามหลวงพ่อ อยากถามหลวงพ่อภาวนาตั้งนาน ทำไมไม่เจริญ ท่านติดเพ่งอยู่ ให้ใจนิ่งๆ แต่ตอนนี้ใจท่านไม่เหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว ตอนนั่งฟังใหม่ๆ ใจท่านแน่นอึ้ด แต่ตอนนี้ใจท่านคลายออกแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา อย่างนี้ถึงจะภาวนาได้ ถ้านั่งเพ่งอยู่ กี่ปีมันก็อยู่แค่นั้นล่ะ ไม่มีความเจริญหรอก ฉะนั้นหัดอ่านใจตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะได้ๆ ของดี ของดีก็คือธรรมะนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะไม่ตีกับใคร เราจะไม่ทะเลาะกับใคร เอาธรรมะไปเถียงกันอะไรอย่างนี้ ไม่ทำหรอก ธรรมะเป็นของสูงเป็นของร่มเย็น ไม่ได้เรียนเอาไว้ทะเลาะกัน อันนั้นเรียนแล้วกิเลสแรงกว่าเก่า อย่างน้อยเรียนแล้วกูเก่ง กูรู้เยอะกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้ นี่กิเลสทั้งนั้นเลย แล้วพูดธรรมะฉอดๆๆๆ แต่ไม่เห็นกิเลส ใช้ไม่ได้หรอก อ่านจิตตัวเองไม่ออก ฉะนั้นพวกเราหัดอ่านจิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรอก มันละเลยที่จะอ่าน วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา เนื้อหาสาระที่ควรจะบอกๆ หมดแล้ว เอาไปทำเอานะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตไหมพอหลวงพ่อบอกว่าเทศน์เสร็จแล้ว ใจของเราเปลี่ยนทันทีเลย รู้สึกไหม เฮ้อ แหม มันออกหน้าออกตามากไป ไม่รู้จักเกรงใจเลย นี่รู้สึกไหมใจขำ เห็นไหมความรู้สึกขำเกิดขึ้น รู้สึกนี่ขำแล้วเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เหมือนเด็กทารก เหมือนพระพุทธเจ้าบอกนะอย่างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันอาการของเด็กทารก ไม่รู้เรื่องไม่มีสติ อย่างที่วัดหลวงพ่อคอยดูพระเรื่อยๆ คุยกันเสียงดังหลวงพ่อยังดุเลย อย่างหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย ถ้าคุยเสียงดังเดี๋ยวว่างๆ แล้วจะเรียกมาดุ แต่ถ้าหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย เพราะว่านักปฏิบัติไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังมีการเว้นวรรค&lt;br /&gt;
การปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนุกได้ไหม ความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นได้ไหม ได้ แต่อย่าให้ขาดสติ มีความสุขได้ไหม มีความสุขได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ฉะนั้นกูต้องทุกข์อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่นะ คำว่ารู้ทุกข์ก็คือรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ความสุขก็อยู่ในกองทุกข์ ความสุขก็เป็นตัวทุกข์ชนิดหนึ่ง ตัวเวทนาเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ตามรู้ตามเห็น ไม่อยากหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะก็ประณีตเป็นลำดับๆ ไป เบื้องต้นนี่อ่านใจตัวเองให้ออก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนธรรมะสอนสั้นๆ ไม่สอนยาวอย่างหลวงพ่อหรอก ถ้าหลวงพ่อเอาอย่างหลวงปู่ดูลย์สอนสั้นๆ พวกเราไม่รู้เรื่อง เพราะอินทรีย์พวกเราอ่อน ขี้เกียจด้วย ใครยังรู้สึกตัวว่าขี้เกียจบ้าง ไม่ต้องยกๆ ของมันเห็นๆ กันอยู่ ไม่ต้องยกหรอก ถ้ายังมีการเว้นวรรคการปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป ตอนนี้ขอเล่นเกมสักชั่วโมงหนึ่งก่อนอะไรอย่างนี้ นี่ประมาทนะ ระหว่างเล่นเกมอาจจะช็อกตายก็ได้ ดีใจชนะเกม นี่ประมาท ฉะนั้นอย่าให้มีช่องโหว่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่องโหว่เล็กนิดเดียวกิเลสลุยทันที กิเลสมันเก่งนะไม่ใช่มันไม่เก่ง ต้องฝึก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนสั้นๆ อย่างถ้าท่านจะสอนให้จิตเรามีสมาธิตั้งมั่นนี่ ท่านพูดประโยคเดียว “อย่าส่งจิตออกนอก” จิตออกนอกคือจิตไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ บอกอย่าส่งไป แต่ถ้าจิตมันส่งไปเอง ห้ามมันไม่ได้นะ แต่เราอย่าส่งไป ส่งไปก็คืออุ้ยสนุกจังเลย ดูละครสัตว์นี่สนุกจังเลย ส่งจิตไปดู ไปดูหมูเด้ง มันเด้งบ้างไม่เด้งบ้าง ส่วนใหญ่มันนอน ก็อุตส่าห์ไปดูกัน ไปดู เวลาไปดูหมูเด้ง เห็นไหมใจไปอยู่ที่หมูเด้ง ถ้าตายไปเราจะต้องแย่งกันไปเป็นฮิปโป แล้วคราวนี้คนอื่นเขาจะมาดูเราเด้งบ้างแล้ว นี่ใจมันไหลออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าส่งจิตออกนอกก็คืออย่ามีโลภะเจตนา เที่ยวแสวงหากามคุณอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย แต่ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เห็นไหมจิตมันโดยตัวมันชอบส่งออกนอก ไม่ห้าม ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วให้มีสติรู้ทัน ตรงนี้สำคัญนะ นี่คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ประโยคเดียว แต่พอกระจายออกมา โห มันเป็นหลักการปฏิบัติที่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตเราไม่ส่งออกนอก จิตเราจะเป็นอย่างไร จิตเราจะตั้งมั่น จิตเราจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ฉะนั้นเวลาหลวงปู่สอน หลวงปู่ไม่มาบอกหลวงพ่อว่าอย่าส่งจิตออกนอก หลวงปู่ต่อยอดให้เลย “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” ท่านสอนตรงนี้ จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เวลาตาเราเห็นรูปเราจงใจเห็นไหม หลับตาซิ ทุกคนหลับตา แล้วลองหันหน้าไปให้มันเปลี่ยนทิศทาง แล้วลืมตา เราเจตนาเห็นไหม ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป อันแรกเลยไม่ได้เจตนา มีรูปอย่างไรก็เห็นมันไปอย่างนั้น หันไปแล้วไปเจอสาวสวยก็รู้ รู้รูป หันไปแล้วไปเจอหมาขี้เรือนวิ่งเข้ามาหรือเสือกำลังวิ่งเข้ามาก็รู้ รู้ทัน เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกนี่ เราเลือกได้ไหมว่าจะเห็นรูปอะไร เราเลือกไม่ได้ ตาจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เราเลือกไม่ได้ การดูจิตเขาบอก จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกอารมณ์ของจิต อย่างตาก็ไม่เลือกอารมณ์ของตา มีรูปอะไรก็เห็นไปอย่างนั้น จิตนี่เราก็ไม่เลือกอารมณ์ อารมณ์ที่ดีมาเราก็รู้ อารมณ์ที่ไม่ดีมาเราก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีญาณเห็น ญาณแปลว่าความหยั่งรู้ เป็นลักษณะของปัญญา ฉะนั้นไม่ใช่รู้โง่ๆ ไม่ใช่รู้เอ๋อๆ น้ำลายยืดๆ รู้ ไม่ใช่ รู้ต้องมีปัญญา มีใจที่ตั้งมั่นปัญญาถึงเกิด มันผ่านบทเรียนที่ชื่อว่าอย่าส่งจิตออกนอกมาแล้ว ใจมันตั้งมั่นแล้ว พอใจมันตั้งมั่นแล้วมันถึงจะมีญาณเห็นจิตได้ ญาณเป็นปัญญา ปัญญามีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ฉะนั้นที่หลวงพ่อจะจ้ำจี้จำไชพวกเรา เฮ้ย จิตต้องตั้งมั่นนะ จิตต้องถึงฐานนะ เพื่อจะเอาไว้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป หมายถึงว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป รู้เห็นอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วไม่ได้รู้โง่ๆ รู้แบบมีปัญญา อันแรกเลยมีสติรู้ว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต เช่นความสุขความทุกข์กุศลอกุศลเกิดขึ้นกับจิต รู้ทัน อันที่สองมีปัญญาซ้ำลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลอกุศลก็ไม่เที่ยง หัดดูอย่างนี้ คำว่า “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” คืออย่างนี้ ไม่ใช่นั่งจ้องอยู่ที่จิต ถ้าไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต ไม่ใช่แล้ว มันก็คล้ายๆ เราเข้าห้องปิดประตู แล้วก็จุดเทียนไว้อันหนึ่ง แล้วก็มองอยู่ที่เทียน ไม่ให้มองอันอื่นเลย ตาก็ต้องเห็นแต่เทียนนี่ล่ะ เห็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ใช่นะ มีตาก็เห็นอย่างที่มันจะต้องเห็น จิตของเราจะมีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ให้มันรู้สึกไปอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็ตามเห็นไป ตอนนี้จิตสุข ตอนนี้จิตทุกข์ ตอนนี้จิตเป็นกุศล ตอนนี้จิตเป็นอกุศล ตามรู้ตามเห็นไป พอตามรู้ตามเห็นไปมากพอ มันจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม่ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำไมไม่ใช้ว่าโลภโกรธหลงสุขทุกข์ดีชั่วอะไร ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหมายถึง Everything ที่เกิด ทั้งหมดนั่นล่ะต้องดับ ฉะนั้นไม่ใช้คำว่าสุขเกิดแล้วสุขดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ดับ กุศลเกิดแล้วก็ดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วก็ดับ อย่างตอนที่เราหัดดูใหม่ๆ ใช่ไหม เราก็จะเห็นสุขเกิดแล้วดับ ทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลเกิดแล้วดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วดับ เราดูแต่ละอันเกิดแล้วดับ แต่ละอันเกิดแล้วดับ ตรงที่ปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้วนี่ มันไม่มานั่งดูทีละอัน มันสรุปรวบยอด ปัญญาในอริยมรรคนี่มันสรุปรวบยอดเลยว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา Everything เกิดแล้วดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้เราจะเข้าใจธรรมะ ก็ได้โสดาบันตรงนี้ ถัดจากนั้นก็ภาวนาของเราแบบเดิมนั่นล่ะ แต่ศีลของเราเต็มที่อยู่แล้วล่ะ สมาธิก็จะแก่กล้าขึ้น แล้วก็เจริญปัญญาไป พระสกทาคาพระโสดาบันศีลบริบูรณ์ สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อยคือใจเราวอกแวกๆ ไม่ได้ต่างกับชาวบ้านธรรมดาหรอก พระโสดาบันปัญญาเล็กน้อย เห็นไตรลักษณ์เป็นคราวๆ ไม่ได้เห็นได้ตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสกทาคามีศีลบริบูรณ์ อันนี้บริบูรณ์ตั้งแต่โสดาบันแล้ว สมาธิปานกลาง ปัญญาเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อยก็ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจอะไร ปัญญาเล็กน้อยก็แค่สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ แต่จิตมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น สมาธิปานกลาง สมาธิปานกลางก็คือถ้าจะหลง หลงแวบเดียว ฟุ้งไปก็ฟุ้งสั้นๆ ไม่ฟุ้งยาว ถ้าฟุ้งเป็นชั่วโมงไม่ใช่แล้วล่ะ แสดงว่าสมาธิอ่อนเหลือเกิน แล้วถ้าภาวนาต่อไป รู้แจ้งแทงตลอดในตัวร่างกายในรูปนี่ ว่าไม่ใช่อย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้จิตมันวางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันวางร่างกาย มันก็จะวางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็จะพลอยวางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ตัวที่ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านก็คือกามนั่นล่ะ พอเป็นพระอนาคามีมันวางตาหูจมูกลิ้นกายลงไปได้ แล้วก็วางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ความยินดีพอใจในรูปไม่มี ความยินร้ายในรูปไม่มี ใจก็ไม่วิ่งแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย นี่สมาธิมันบริบูรณ์เพราะเหตุนี้ เพราะว่าจิตไม่ไหลตามกามออกไป ไม่ไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่กับตัวเองนี่ ถึงบอกพระอนาคามีมีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสดาบัน สกทาคามี เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป ไม่มีตัวเรา พระอนาคามีมีปัญญาปานกลาง คือเห็นว่ารูปทั้งหลายร่างกายนี่ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่เป็นปัญญาปานกลาง แต่ทำไมปัญญานี้ยังไม่สิ้นสุด พระอนาคามียังหลงผิดอยู่ว่าตัวจิตที่ฝึกดีแล้วนี่มีความสุข ฉะนั้นจะมุ่งไปหาความสุขของสมาธิ จะไปติดในรูปราคะอรูปราคะ ทีนี้ภาวนาไปเรื่อยก็จะรู้เลย รูปราคะอรูปราคะ จิตเข้าไปติดไปยึดจิตก็ทุกข์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ มันจะแตกหัก วัฏจักรจะล่มลงก็ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างที่เคยเห็นแล้ว ตัวนี้คือปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทล้างอวิชชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อวิชชาคืออะไร คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่สามารถรู้ทุกข์ได้ ไม่สามารถละสมุทัย ไม่สามารถแจ้งนิโรธ ไม่สามารถเจริญอริยมรรคได้ แต่ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ นี่คือขันธ์ตัวสุดท้ายที่เราจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือตัวทุกข์ ตัวกายดูง่ายว่าเป็นตัวทุกข์ แต่พอถึงตัวจิตจะให้ดูว่ากระทั่งจิตที่ทรงฌานก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ง่าย อันนี้เลยเป็นปัญญาอย่างยิ่ง รู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจนั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นของการสู้ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นล่ะ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม จิตจะได้มีกำลัง หัวใจของการปฏิบัตินั้นคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทำอย่างนี้ได้มรรคผลไม่ใช่เรื่องไกล ถ้าเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิยังอีกไกล เพราะอยู่ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เพราะฉะนั้นฝึกนะที่หลวงพ่อบอกให้วันนี้ เป็นแก่นสารสาระในการฝึกกรรมฐานเลย เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอก ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10863</id>
		<title>《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10863"/>
		<updated>2025-04-09T14:47:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข โลกข้างนอกเราแก้มันไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างนี้ ธรรมดาของโลก เรามาฝึกจิตใจของเราเอง ให้อยู่กับโลกได้โดยที่เราไม่ร้อนตามมันไปด้วย ธรรมะเป็นของร่มเย็น เสียดายชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นพุทธแต่ชื่อ ไม่เคยลิ้มรสเลยว่ารสของธรรมะนั้นวิเศษแค่ไหน เราไปตามวัดตามอะไรอย่างนี้ เห็นพากันไหว้พวกเทวรูปพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพระพุทธศาสนา ไหว้ต้นตะเคียนไหว้อะไรอย่างนี้ตามวัดเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่สอนกรรมฐานจริงๆ คนก็ไม่ค่อยเข้า คนก็ชอบเข้าวัดแบบนั้น มันพอดีกัน พอดีกับสภาพจิตใจ คนที่จะสนใจธรรมะก็ต้องมีบุญมีบารมีสะสมมามากพอ คนส่วนใหญ่อินทรีย์ก็ยังอ่อน เขาก็ต้องการที่พึ่งแบบโลกๆ ไป ทำแล้วเฮง ทำแล้วรวย ทำแล้วได้ผลประโยชน์ มุ่งไปที่ตรงนั้น ถามว่ามันมีประโยชน์ไหม มันก็มีนะ แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่พระพุทธศาสนาจะให้ได้ คนกลับไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
ต้องหัดอ่านใจตัวเองให้ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องลงมือศึกษาปฏิบัติให้จริงจัง อย่าทำเป็นเล่น เวลาของแต่ละคนมีไม่มาก เวลาของเราหมดไปทุกวันๆ ครูบาอาจารย์ก็ร่อยหรอลงทุกทีแล้ว เมื่อ 40 กว่าปี 50 ปีก่อน สมัยหลวงพ่อออกศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ยังมีเยอะ ยิ่งทางอีสานมีครูบาอาจารย์ดีๆ เต็มไปหมดเลย ถนนสายเดียวนี่วิ่งไปสักพักหนึ่งก็เจอ วัดนี้องค์นี้อยู่ วัดนี้องค์นี้อยู่ เดี๋ยวนี้พอผ่านไป วัดนี้องค์นี้เคยอยู่ ที่วัดนี้องค์นี้ก็เคยอยู่ มีแต่คำว่าเคยอยู่ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยก่อนหลวงพ่อเลยชอบวันหยุด จะออกไปทางอีสานหรือไม่ก็ขึ้นไปทางเหนือ ไปหาครูบาอาจารย์ทางเชียงใหม่เชียงราย ส่วนใหญ่จะไปทางอีสานครูบาอาจารย์เยอะ ไปแล้วมันมีความสุข ไปกินข้าววัด ไปภาวนาอยู่ในวัด ไปนอนอยู่ในวัด อาหารที่กินก็อาหารชาวบ้านธรรมดา น้ำพริกกับผักอะไรอย่างนี้ กินอาหารอย่างนั้นจริงๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย เราคนเมือง แต่เราไปอยู่อย่างนั้นเรารู้สึกมันไม่มีภาระทางใจ ใจมันสบาย นอนมีกุฏิก็นอน ไม่มีก็ไปผูกกลดอยู่ใต้ต้นไม้ ผ่านเวลากลางคืนออกมาเดินจงกรมใต้แสงเดือนแสงดาว สงบวิเวก มีป่ามีเขา กลางคืนก็มีสัตว์ร้อง มีนกมีแมลงร้อง มันไม่ยั่วกิเลสเรา เราก็ภาวนาร่มเย็นเป็นสุข นี่ฝึกตัวเองมาทุกวัน อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย แล้วเวลาส่วนใหญ่เอาไว้เจริญสติ ถึงเวลาก็นั่งสมาธิเดินจงกรมไหว้พระสวดมนต์ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญมากเลย หลวงปู่มั่นท่านเคยสอน หลวงพ่อไม่ทันท่าน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านเคยเล่าให้ฟัง อย่างท่านสอนบอกว่าทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน หัวใจอยู่ตรงนี้ เก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิตอนเดินจงกรมไม่ได้กินหรอก วันหนึ่งจะนั่งเท่าไรจะเดินเท่าไร เวลาส่วนใหญ่ถ้าภาวนาไม่เป็น โอกาสจะได้มรรคผลนิพพานยากเหลือเกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาเจริญสติเป็นหลักเลย บางช่วงยังพลาดพลั้งไม่ยอมทำสมาธิ รู้สึกเสียเวลา ขี้เกียจทำสมาธิ พอหลายๆ วันเข้ากำลังสมาธิไม่พอ เดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องทำ เวลาส่วนใหญ่ของหลวงพ่อใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อมาให้อ่านจิตตนเอง การเจริญสติในชีวิตประจำวันกับการอ่านจิตตนเอง มันมารวมเข้าด้วยกันได้ เราสามารถปฏิบัติในชีวิตธรรมดานี่ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตาเห็นรูปเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจเรา ทีแรกใจเราเฉยๆ พอตาเราเห็นดอกไม้สวยงาม ใจเราเกิดความชอบขึ้นมา ใจเรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรามีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจเรา เวลาหูเราได้ยินเสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจเรา อย่างมีเสียงคนมาด่าเรา จิตใจเราเกิดโทสะขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน จมูกได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมใจเราชอบ หรือบางทีได้กลิ่นหอมแล้วใจเราเกิดสงสัย นี่กลิ่นอะไร กลิ่นดอกไม้อะไร พอความสงสัยเกิดขึ้นหลวงพ่อไม่ได้ไปดูดอกไม้ หลวงพ่อดูลงไปที่จิตใจตัวเอง จิตสงสัย เราก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป บางทีได้กลิ่นอย่างนี้เหม็น ใจรำคาญ ใจไม่ชอบ รู้ลงไปที่ใจที่ไม่ชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักการง่ายๆ มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึกไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้าม ใจเราจะคิดดีคิดร้ายอะไร ห้ามได้ที่ไหน จิตมันเป็นอนัตตา บางทีเราอยากคิดแต่เรื่องดีๆ อ้าว มันกลายไปคิดเรื่องชั่วๆ คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไร ทีนี้พอใจมันคิดไปในทางไม่ดี อกุศลเกิด จิตเรามีน้ำหนักขึ้นมา จิตเราเศร้าหมองอึดอัดขัดข้อง เรามีสติรู้ทันจิต โอ้ ตอนนี้จิตเราเศร้าหมองแล้ว หรือเวลาที่จิตเราเป็นกุศล เรามีสติรู้ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาเห็นครูบาอาจารย์ บางทีจิตเรามีปีติ ดีใจได้เห็นครูบาอาจารย์มีปีติ เราแทนที่จะไปดูแค่ครูบาอาจารย์ เราก็เห็นจิตใจมีปีติขึ้นมา จิตใจฟังธรรมไป จิตใจเรามีความสุข ไม่ได้มัวแต่นั่งฟังเพลินๆ ไป จิตใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข นี่การปฏิบัติจริงๆ สำคัญมากเลยนะตรงนี้ แล้วส่วนใหญ่ก็ละเลยกัน ไม่สนใจ แล้วกำหนดอะไรต่ออะไรสอนอะไรกันแปลกๆ ไป ละเลยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกหัวใจของการปฏิบัติเลย การมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราอยากมีสติในชีวิตประจำวัน เราต้องฝึกตัวเอง หัดอ่านใจตัวเองให้ออก ตาเราเห็นรูปเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ อย่างเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้เรามีสติรู้ อย่างเราเห็นผู้หญิงสวยๆ จิตเรามีราคะขึ้นมา ให้มีสติรู้ ไม่ใช่จำเป็นว่าต้องทำเฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็กดจิตไว้ เพ่งๆๆ ลงไป ไม่ให้มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นไม่ใช่การเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเพ่ง เพ่งอยู่ในชีวิตจริงๆ เลย เพ่งมากๆ ใจก็จะแข็งทื่อๆ ไป เหมือนอย่างพระองค์นี้ ใจก็ทื่อๆ ไป ไปเพ่งเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจเราเป็นอย่างไร คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องฝึกหัดอ่านความรู้สึกตัวเอง ตากระทบรูป เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้มีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน เกิดที่ไหน เกิดที่ใจเรา ถ้าจิตเราคิด เราเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน มันยากไหมที่จะรู้ ไม่ยาก แต่ละเลยที่จะรู้ อย่างเราขับรถอยู่คนมาปาดหน้าเรา ขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไปมองรถที่ปาดเรา เดี๋ยวจะไปเอาคืน ส่วนเรานักปฏิบัติเจริญสติในชีวิตประจำวัน คนเขาขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้นที่จิตใจเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ลำพังคนปาดหน้าเราแล้วเราก็ไปมองเขาเรียกว่าหลง หลงไปดู เกิดพยาบาทวิตก คิดจะเอาคืน นี่พยาบาทวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนาจะว่ายาก มันไม่ยากเลย เราไม่ได้บังคับตัวเอง กดข่มตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย แต่จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย เพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้ใจตัวเอง มันยากเพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้เท่านั้นล่ะ ถ้าหัดฝึกจนเคยชินที่จะรู้ การจะอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อไม่ได้ฝึกอะไรมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ทำสมาธิก็ได้แต่ความสงบ ก็ออกรู้โน้นรู้นี้ไปเรื่อยๆ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ มาเจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้อ่านจิตตัวเอง หลวงพ่อก็ตามรู้ตามเห็นจิตใจ นี่วิธีอ่านจิตตัวเอง ทำอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ใช่ไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต นั่งเฝ้าจิตดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเรา นั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ ใช้ไม่ได้เลย เมื่อไรเราจงใจไปนั่งเฝ้าเอา จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ แข็งๆ ไป ไม่มีอะไรให้ดูหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่าไปดักดู ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยรู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร อย่าไปดักดูไว้ก่อน ถ้าไปดักดูไปรอดู มันจะนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก อันนั้นไม่ใช่การอ่านจิตตนเองแล้ว แต่เป็นการบังคับจิตตนเองให้มันนิ่งๆ ไป ต้องฝึกนะต้องฝึก ถ้าอ่านจิตตัวเองจนชำนาญ เราจะรู้เลยการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะเราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติแล้ว คือเรารู้จักจิตตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการฝึกจิตนั่นล่ะ ไม่ได้ฝึกกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจะเดินจงกรม บางคนฝึกกายต้องเดินท่านั้นต้องเดินท่านี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอก เราไม่ได้ฝึกโยธวาทิต จะเดินอย่างนั้นอย่างนี้ให้สวยงาม ไม่จำเป็นหรอก เคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นล่ะ แต่ว่าจุดสำคัญหัวใจจริงๆ คือจิตของเรานั่นเอง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่นท่านก็สอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรมะหรอก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ธรรมะเกิดที่จิต ธรรมะมีอะไรบ้าง อกุศลธรรม รู้จักเคยได้ยินไหม เกิดที่ไหน เกิดที่มือที่เท้าที่ท้องหรือเปล่า ไม่ได้เกิด อกุศลธรรมเกิดที่จิต กุศลธรรมล่ะเกิดที่ไหน ไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ท้อง ไม่ได้เกิดที่ลมหายใจ เกิดที่จิต มรรคผลล่ะ มรรคผลก็เกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้ที่ภูเขาที่แม่น้ำหรือที่ร่างกาย มรรคผลก็เกิดขึ้นที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป รักษาจิต มีสติรักษาจิต ดูจิตไป ดูแลจิตไป จิตเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ แต่รู้อย่างที่มันเป็นให้ได้เท่านั้นล่ะ แล้วเราจะพบว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เวลาตาเราเห็นรูปความรู้สึกก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยนในจิตใจนี้ สังเกตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าต้องดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาให้เห็นความจริงว่า&lt;br /&gt;
จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชั่วหรือดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยพูด ชั่วหรือดีก็อัปรีย์พอกัน อัปรีย์ไม่ใช่คำหยาบคาย อัปรีย์ตัวนี้เป็นภาษาบาลี “อัปปิยะ” คือไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เหมือนๆ กันล่ะ ความชั่วเกิดขึ้นก็อย่าไปรักมัน ความดีเกิดขึ้นก็อย่าไปหลงมัน นี่ท่านสอนถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าอันนี้เป็นคำสอนในขั้นการเจริญปัญญา ในขั้นจริยธรรมชั่วกับดีไม่เท่ากัน ชั่วนะอัปรีย์จริง ดีไม่อัปรีย์ ดีๆ ดีก็ปิยะ น่ารัก แต่ในขั้นเจริญปัญญาเราไม่ได้ภาวนาเอาดี เพราะดีก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เพราะความสงบไม่เที่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนาให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเรานี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล ตกอยู่ใต้คำว่าไตรลักษณ์ตลอดเวลา เวลาเราดูจิตดูใจนี่สามัญลักษณะคือลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง หรือเรียกว่าไตรลักษณ์นี่จริงๆ ชื่อจริงๆ ของมันคือสามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม มี 3 อย่าง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็คือของเคยมีแล้วมันไม่มี ของไม่มีแล้วมันก็มี มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือมันถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา อย่างความสุขเกิดขึ้น ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย บางทีหลายคนเจอหลวงพ่อ คุยกับหลวงพ่อเลยเกิดปีติ ปีติถ้าเรามีสติรู้ลงไป เราก็เห็นปีติถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ค่อยๆ กร่อนๆๆ ลงไปแล้วก็หายไป แล้วมันก็เป็นอนัตตา จิตเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ นี่คือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ก็คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่พ้นจากไตรลักษณ์ไปคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีความเกิด เมื่อนิพพานไม่มีความเกิด นิพพานก็ไม่มีความเก่า ไม่มีความตาย ไม่มีความดับ ของนอกนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีสติตามอ่านความเป็นจริงในจิตในใจของเราเรื่อยๆ ไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไป นี่ดูไปเรื่อยๆ หลวงพ่อใช้เวลาตรงนี้ หลวงปู่ดูลย์บอกให้อ่านจิตตนเอง หลวงพ่อใช้เวลา 7 เดือนในการอ่านจิตตนเอง แต่ 7 เดือนนี้อ่านผิดไป 3 เดือน อ่านผิดอย่างไร ก็พยายามบังคับจิตให้นิ่ง ไม่ให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำสมาธิไป จิตก็ว่างๆ นิ่งๆ สบาย แล้วไปหาหลวงปู่บอกผมดูจิตได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถามจิตเป็นอย่างไร บอก โอ้ย จิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดเลย แต่ผมสามารถทำให้มันสงบไม่ปรุงแต่ง ว่างๆ อยู่อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่าให้ไปอ่านจิต ไม่ใช่ให้ไปปรุงแต่งจิต ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ นี่ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมาทำใหม่ ก็คือมาอ่านจิตตนเองจริงๆ อ่านอย่างไร ก็อ่านอย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ไม่ได้อ่านแบบพิสดารอะไรทั้งสิ้นเลย อ่านซื่อๆ อ่านสบายๆ นี่ล่ะ อย่างขณะนี้พวกเราฟังหลวงพ่อเทศน์ ลองนึกซิใจเราสุขหรือทุกข์ รู้ไหม รู้ได้ไหมว่าตอนนี้ใจสุขหรือทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างร่างกายถ้าบางคนดูกาย รู้ไหมร่างกายกำลังนั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ร่างกายกำลังนั่งอยู่ ถ้ายากก็เพี้ยนแล้ว ไปหาจิตแพทย์ได้เลย นี่ธรรมะจริงๆ เปิดเผยเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดเลย ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้ารู้ได้ไหม ต้องทำจิตให้นิ่งก่อนแล้วถึงจะรู้ไหม ไม่ต้อง รู้เฉยๆ การรู้จิตรู้ใจก็รู้แบบเดียวกัน รู้เหมือนที่รู้ร่างกายมันยืนเดินนั่งนอน ร่างกายหายใจออกหายใจเข้านี่ล่ะ รู้เฉยๆ รู้อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจเราสุขหรือทุกข์รู้ได้ไหม ตอนนี้ใจเรางงไหม บางคนงง เอะ มันสุขหรือมันทุกข์ หลายคนนะ บางคนบอกไม่งง แต่ว่าอ่านใจไม่ออก ขณะที่บอกไม่งงเลย กำลังหลงอยู่ หลงไปที่อื่นแล้ว ไม่ได้อ่านใจตัวเองแล้ว จิตใจเป็นของละเอียด เป็นของที่ว่องไวที่สุดเลย เราต้องพัฒนาสติของเราให้ไวขึ้นมาเพื่อจะอ่านมันให้ท่าน ไม่ใช่ไปหน่วงความรู้สึกทางใจให้ช้าลง เพื่อสติที่ช้าๆ จะได้อ่านทัน อย่าไปดัดแปลงมัน เหมือนอย่างบางคนเดินจงกรมเดินให้ช้าๆ สติจะได้ตามทัน เดินช้าๆ จิตหนีไปสร้างภพสร้างชาติสร้างทุกข์ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว กว่าจะเดินได้แถวตลอดแนวนี่ เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ช้าด้วยหรอก ถึงเราแกล้งเดินให้ช้ากิเลสมันไม่ช้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปแกล้งทำให้ช้าๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ เงียบๆ อะไรอย่างนี้ กิเลสมันไม่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรรู้อย่างที่มันเป็นให้ได้ หลวงพ่อฝึกดูอ่านจิตตัวเองได้จริงๆ 4 เดือนเท่านั้น หลวงพ่อก็เข้าใจจิตแล้ว จิตมีธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันไป คราวนี้ไปส่งการบ้านกับหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่าอย่างนี้ช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่ไหนแล้ว เรียนที่จิตใจตัวเองนี่ไปได้เอาตัวรอดแล้ว ท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีพระมาถามหลวงพ่อ อันนี้อีกวัดหนึ่งอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน พระอุปัฏฐากท่านได้ยินหลวงพ่อส่งการบ้านกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แล้วหลวงพ่อออกจากหลวงปู่มา หลวงปู่ก็ชมหลวงพ่อใหญ่ พระอุปัฏฐากท่านก็ฟัง ตอนเย็นไปเจอท่าน ท่านก็มาถามหลวงพ่อว่าโยมๆ เป็นฆราวาสแท้ๆ เลย โยมภาวนาอย่างไร โยมทำปีหนึ่ง พระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างนี้เลย ท่านถามซื่อๆ เลย บอกพระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างที่โยมทำปีหนึ่ง หลวงพ่อก็บอกท่านผมทำทั้งวัน ท่านก็งง ทำทั้งวันแล้วไม่ทำมาหากินหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นรับราชการ แล้วทำอย่างไรทำทั้งวัน เจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นล่ะ เวลาเรามีหน้าที่การงานเราต้องทำงาน สติจดจ่ออยู่กับงาน สมาธิจดจ่ออยู่กับงาน ปัญญาคิดเรื่องงาน อันนั้นไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาทำงาน เวลานอกเหนือจากเวลาที่ทำงานกับเวลาทำงานที่ใช้ความคิด แต่ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายปฏิบัติได้ตลอดเลย อย่างที่สุรินทร์เมื่อก่อนเห็นมีสามล้อถีบเยอะเลย คนถีบสามล้อเข้าใจธรรมะก็มี เขาเก่ง เขาถีบสามล้อไปเขาก็อ่านจิตใจตัวเองไปอ่านร่างกายตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่ค้าขายผักอยู่ในตลาดก็ภาวนาดี หน้าใสปิ๊งเลย สว่างสดใส รู้เนื้อรู้ตัว จิตใจกิเลสเบาบาง นี่เขาภาวนาได้อย่างไร เขาไม่มีเวลามานั่งสมาธิทั้งวันหรอก ไม่มีเวลามาเดินจงกรม นั่งขายผัก เขาทำด้วยการเจริญสติ มีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจตัวเองไป นั่งขายผักคนมาซื้อ ดีใจรู้ว่าดีใจ ขายตั้งนานแล้วไม่มีใครมาซื้อเลย ผักชักจะเหี่ยวแล้ว เมืองสุรินทร์หน้าร้อนๆ ร้อนจัดเลย ผักนี้ชักจะเหี่ยวพอๆ กับคนขายแล้ว คนขายแก่งั่ก แต่คนขายผ่องใส ผักก็เหี่ยวไปแต่คนขายผักผ่องใส เขาก็เห็นผักมันเหี่ยวก็เรื่องธรรมชาติ ใจของเขากังวลว่าขายไม่ออกเดี๋ยววันนี้ขาดทุน เขาเห็นว่าใจกังวล ใจของเขาก็ได้ทรัพย์สมบัติที่วิเศษไป ได้อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกไม่ค่อยมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนสุรินทร์ยุคก่อนสมัยหลายสิบปีก่อนจนมาก จนแต่เขามีอริยทรัพย์กัน เขามีทาน เขามีศีล เขามีสติ เขามีสมาธิ เขาขยันศึกษาทางธรรม สงสัยเขาไต่ถามครูบาอาจารย์ ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ เขาภาวนาดี แต่รุ่นหลังนี่หมดแล้ว ไปดู ก็กลายเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯหมดแล้ว พวกหลงโลกทั้งนั้นล่ะ ไปไหนก็เจอแต่พวกหลงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาก็ทำอย่างนี้ล่ะ ตกเย็นตกค่ำก็นั่งสมาธินิดหน่อย เดินจงกรมไม่ค่อยได้เดิน เพราะที่บ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินดังเอี๊ยดๆๆ หนวกหูคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขารำคาญ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนั่งเอา ฝึกตัวเอง ที่จะฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะนอนก็กินน้ำเยอะๆ กินน้ำมากๆ เพื่ออะไร ปวดฉี่จะได้ตื่น พอตื่นมา มาฉี่เสร็จแล้วก็กินน้ำอีกละ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ถ้าจิตยังมืดมัวอยู่จะไม่นอน ถ้านั่งแล้วจิตไม่ผ่องใสมัวๆ ถูกโมหะครอบ จะไม่นอนต่อ ฝึกตัวเองเข้มงวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปๆ จนกระทั่งกิเลสมันก็ฉลาด พอเราตื่นปุ๊บ สว่าง ใจเราสว่างผ่องใส อ้าว นอนได้แล้ว กิเลสมันเก่งนะ แหม่มันหลอกเราได้สารพัด กว่าจะรู้ทันมัน เออ สว่างก็ดีแล้วนี่ นั่งต่อเลย นี่ฝึกตัวเองอย่างนี้ ฝึกไป อยากได้ของดีก็ต้องอดทน แต่ต้องอดทนให้ถูกทางถูกหลัก อดทนไม่ถูกหลักก็เหนื่อยเปล่า นักปฏิบัติที่ทำผิดมี 2 อัน กามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคก็หลง หลงตามกิเลสไป อัตตกิลมถานุโยคก็คือทำตัวเองให้ลำบาก บังคับกายบังคับใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนอย่างพระองค์นี้ท่านสงสัย ท่านจะมาถามหลวงพ่อ อยากถามหลวงพ่อภาวนาตั้งนาน ทำไมไม่เจริญ ท่านติดเพ่งอยู่ ให้ใจนิ่งๆ แต่ตอนนี้ใจท่านไม่เหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว ตอนนั่งฟังใหม่ๆ ใจท่านแน่นอึ้ด แต่ตอนนี้ใจท่านคลายออกแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา อย่างนี้ถึงจะภาวนาได้ ถ้านั่งเพ่งอยู่ กี่ปีมันก็อยู่แค่นั้นล่ะ ไม่มีความเจริญหรอก ฉะนั้นหัดอ่านใจตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะได้ๆ ของดี ของดีก็คือธรรมะนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะไม่ตีกับใคร เราจะไม่ทะเลาะกับใคร เอาธรรมะไปเถียงกันอะไรอย่างนี้ ไม่ทำหรอก ธรรมะเป็นของสูงเป็นของร่มเย็น ไม่ได้เรียนเอาไว้ทะเลาะกัน อันนั้นเรียนแล้วกิเลสแรงกว่าเก่า อย่างน้อยเรียนแล้วกูเก่ง กูรู้เยอะกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้ นี่กิเลสทั้งนั้นเลย แล้วพูดธรรมะฉอดๆๆๆ แต่ไม่เห็นกิเลส ใช้ไม่ได้หรอก อ่านจิตตัวเองไม่ออก ฉะนั้นพวกเราหัดอ่านจิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรอก มันละเลยที่จะอ่าน วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา เนื้อหาสาระที่ควรจะบอกๆ หมดแล้ว เอาไปทำเอานะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตไหมพอหลวงพ่อบอกว่าเทศน์เสร็จแล้ว ใจของเราเปลี่ยนทันทีเลย รู้สึกไหม เฮ้อ แหม มันออกหน้าออกตามากไป ไม่รู้จักเกรงใจเลย นี่รู้สึกไหมใจขำ เห็นไหมความรู้สึกขำเกิดขึ้น รู้สึกนี่ขำแล้วเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เหมือนเด็กทารก เหมือนพระพุทธเจ้าบอกนะอย่างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันอาการของเด็กทารก ไม่รู้เรื่องไม่มีสติ อย่างที่วัดหลวงพ่อคอยดูพระเรื่อยๆ คุยกันเสียงดังหลวงพ่อยังดุเลย อย่างหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย ถ้าคุยเสียงดังเดี๋ยวว่างๆ แล้วจะเรียกมาดุ แต่ถ้าหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย เพราะว่านักปฏิบัติไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังมีการเว้นวรรค&lt;br /&gt;
การปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนุกได้ไหม ความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นได้ไหม ได้ แต่อย่าให้ขาดสติ มีความสุขได้ไหม มีความสุขได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ฉะนั้นกูต้องทุกข์อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่นะ คำว่ารู้ทุกข์ก็คือรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ความสุขก็อยู่ในกองทุกข์ ความสุขก็เป็นตัวทุกข์ชนิดหนึ่ง ตัวเวทนาเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ตามรู้ตามเห็น ไม่อยากหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะก็ประณีตเป็นลำดับๆ ไป เบื้องต้นนี่อ่านใจตัวเองให้ออก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนธรรมะสอนสั้นๆ ไม่สอนยาวอย่างหลวงพ่อหรอก ถ้าหลวงพ่อเอาอย่างหลวงปู่ดูลย์สอนสั้นๆ พวกเราไม่รู้เรื่อง เพราะอินทรีย์พวกเราอ่อน ขี้เกียจด้วย ใครยังรู้สึกตัวว่าขี้เกียจบ้าง ไม่ต้องยกๆ ของมันเห็นๆ กันอยู่ ไม่ต้องยกหรอก ถ้ายังมีการเว้นวรรคการปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป ตอนนี้ขอเล่นเกมสักชั่วโมงหนึ่งก่อนอะไรอย่างนี้ นี่ประมาทนะ ระหว่างเล่นเกมอาจจะช็อกตายก็ได้ ดีใจชนะเกม นี่ประมาท ฉะนั้นอย่าให้มีช่องโหว่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่องโหว่เล็กนิดเดียวกิเลสลุยทันที กิเลสมันเก่งนะไม่ใช่มันไม่เก่ง ต้องฝึก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนสั้นๆ อย่างถ้าท่านจะสอนให้จิตเรามีสมาธิตั้งมั่นนี่ ท่านพูดประโยคเดียว “อย่าส่งจิตออกนอก” จิตออกนอกคือจิตไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ บอกอย่าส่งไป แต่ถ้าจิตมันส่งไปเอง ห้ามมันไม่ได้นะ แต่เราอย่าส่งไป ส่งไปก็คืออุ้ยสนุกจังเลย ดูละครสัตว์นี่สนุกจังเลย ส่งจิตไปดู ไปดูหมูเด้ง มันเด้งบ้างไม่เด้งบ้าง ส่วนใหญ่มันนอน ก็อุตส่าห์ไปดูกัน ไปดู เวลาไปดูหมูเด้ง เห็นไหมใจไปอยู่ที่หมูเด้ง ถ้าตายไปเราจะต้องแย่งกันไปเป็นฮิปโป แล้วคราวนี้คนอื่นเขาจะมาดูเราเด้งบ้างแล้ว นี่ใจมันไหลออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าส่งจิตออกนอกก็คืออย่ามีโลภะเจตนา เที่ยวแสวงหากามคุณอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย แต่ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เห็นไหมจิตมันโดยตัวมันชอบส่งออกนอก ไม่ห้าม ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วให้มีสติรู้ทัน ตรงนี้สำคัญนะ นี่คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ประโยคเดียว แต่พอกระจายออกมา โห มันเป็นหลักการปฏิบัติที่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตเราไม่ส่งออกนอก จิตเราจะเป็นอย่างไร จิตเราจะตั้งมั่น จิตเราจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ฉะนั้นเวลาหลวงปู่สอน หลวงปู่ไม่มาบอกหลวงพ่อว่าอย่าส่งจิตออกนอก หลวงปู่ต่อยอดให้เลย “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” ท่านสอนตรงนี้ จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เวลาตาเราเห็นรูปเราจงใจเห็นไหม หลับตาซิ ทุกคนหลับตา แล้วลองหันหน้าไปให้มันเปลี่ยนทิศทาง แล้วลืมตา เราเจตนาเห็นไหม ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป อันแรกเลยไม่ได้เจตนา มีรูปอย่างไรก็เห็นมันไปอย่างนั้น หันไปแล้วไปเจอสาวสวยก็รู้ รู้รูป หันไปแล้วไปเจอหมาขี้เรือนวิ่งเข้ามาหรือเสือกำลังวิ่งเข้ามาก็รู้ รู้ทัน เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกนี่ เราเลือกได้ไหมว่าจะเห็นรูปอะไร เราเลือกไม่ได้ ตาจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เราเลือกไม่ได้ การดูจิตเขาบอก จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกอารมณ์ของจิต อย่างตาก็ไม่เลือกอารมณ์ของตา มีรูปอะไรก็เห็นไปอย่างนั้น จิตนี่เราก็ไม่เลือกอารมณ์ อารมณ์ที่ดีมาเราก็รู้ อารมณ์ที่ไม่ดีมาเราก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีญาณเห็น ญาณแปลว่าความหยั่งรู้ เป็นลักษณะของปัญญา ฉะนั้นไม่ใช่รู้โง่ๆ ไม่ใช่รู้เอ๋อๆ น้ำลายยืดๆ รู้ ไม่ใช่ รู้ต้องมีปัญญา มีใจที่ตั้งมั่นปัญญาถึงเกิด มันผ่านบทเรียนที่ชื่อว่าอย่าส่งจิตออกนอกมาแล้ว ใจมันตั้งมั่นแล้ว พอใจมันตั้งมั่นแล้วมันถึงจะมีญาณเห็นจิตได้ ญาณเป็นปัญญา ปัญญามีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ฉะนั้นที่หลวงพ่อจะจ้ำจี้จำไชพวกเรา เฮ้ย จิตต้องตั้งมั่นนะ จิตต้องถึงฐานนะ เพื่อจะเอาไว้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป หมายถึงว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป รู้เห็นอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วไม่ได้รู้โง่ๆ รู้แบบมีปัญญา อันแรกเลยมีสติรู้ว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต เช่นความสุขความทุกข์กุศลอกุศลเกิดขึ้นกับจิต รู้ทัน อันที่สองมีปัญญาซ้ำลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลอกุศลก็ไม่เที่ยง หัดดูอย่างนี้ คำว่า “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” คืออย่างนี้ ไม่ใช่นั่งจ้องอยู่ที่จิต ถ้าไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต ไม่ใช่แล้ว มันก็คล้ายๆ เราเข้าห้องปิดประตู แล้วก็จุดเทียนไว้อันหนึ่ง แล้วก็มองอยู่ที่เทียน ไม่ให้มองอันอื่นเลย ตาก็ต้องเห็นแต่เทียนนี่ล่ะ เห็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ใช่นะ มีตาก็เห็นอย่างที่มันจะต้องเห็น จิตของเราจะมีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ให้มันรู้สึกไปอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็ตามเห็นไป ตอนนี้จิตสุข ตอนนี้จิตทุกข์ ตอนนี้จิตเป็นกุศล ตอนนี้จิตเป็นอกุศล ตามรู้ตามเห็นไป พอตามรู้ตามเห็นไปมากพอ มันจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม่ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำไมไม่ใช้ว่าโลภโกรธหลงสุขทุกข์ดีชั่วอะไร ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหมายถึง Everything ที่เกิด ทั้งหมดนั่นล่ะต้องดับ ฉะนั้นไม่ใช้คำว่าสุขเกิดแล้วสุขดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ดับ กุศลเกิดแล้วก็ดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วก็ดับ อย่างตอนที่เราหัดดูใหม่ๆ ใช่ไหม เราก็จะเห็นสุขเกิดแล้วดับ ทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลเกิดแล้วดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วดับ เราดูแต่ละอันเกิดแล้วดับ แต่ละอันเกิดแล้วดับ ตรงที่ปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้วนี่ มันไม่มานั่งดูทีละอัน มันสรุปรวบยอด ปัญญาในอริยมรรคนี่มันสรุปรวบยอดเลยว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา Everything เกิดแล้วดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้เราจะเข้าใจธรรมะ ก็ได้โสดาบันตรงนี้ ถัดจากนั้นก็ภาวนาของเราแบบเดิมนั่นล่ะ แต่ศีลของเราเต็มที่อยู่แล้วล่ะ สมาธิก็จะแก่กล้าขึ้น แล้วก็เจริญปัญญาไป พระสกทาคาพระโสดาบันศีลบริบูรณ์ สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อยคือใจเราวอกแวกๆ ไม่ได้ต่างกับชาวบ้านธรรมดาหรอก พระโสดาบันปัญญาเล็กน้อย เห็นไตรลักษณ์เป็นคราวๆ ไม่ได้เห็นได้ตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสกทาคามีศีลบริบูรณ์ อันนี้บริบูรณ์ตั้งแต่โสดาบันแล้ว สมาธิปานกลาง ปัญญาเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อยก็ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจอะไร ปัญญาเล็กน้อยก็แค่สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ แต่จิตมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น สมาธิปานกลาง สมาธิปานกลางก็คือถ้าจะหลง หลงแวบเดียว ฟุ้งไปก็ฟุ้งสั้นๆ ไม่ฟุ้งยาว ถ้าฟุ้งเป็นชั่วโมงไม่ใช่แล้วล่ะ แสดงว่าสมาธิอ่อนเหลือเกิน แล้วถ้าภาวนาต่อไป รู้แจ้งแทงตลอดในตัวร่างกายในรูปนี่ ว่าไม่ใช่อย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้จิตมันวางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันวางร่างกาย มันก็จะวางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็จะพลอยวางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ตัวที่ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านก็คือกามนั่นล่ะ พอเป็นพระอนาคามีมันวางตาหูจมูกลิ้นกายลงไปได้ แล้วก็วางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ความยินดีพอใจในรูปไม่มี ความยินร้ายในรูปไม่มี ใจก็ไม่วิ่งแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย นี่สมาธิมันบริบูรณ์เพราะเหตุนี้ เพราะว่าจิตไม่ไหลตามกามออกไป ไม่ไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่กับตัวเองนี่ ถึงบอกพระอนาคามีมีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสดาบัน สกทาคามี เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป ไม่มีตัวเรา พระอนาคามีมีปัญญาปานกลาง คือเห็นว่ารูปทั้งหลายร่างกายนี่ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่เป็นปัญญาปานกลาง แต่ทำไมปัญญานี้ยังไม่สิ้นสุด พระอนาคามียังหลงผิดอยู่ว่าตัวจิตที่ฝึกดีแล้วนี่มีความสุข ฉะนั้นจะมุ่งไปหาความสุขของสมาธิ จะไปติดในรูปราคะอรูปราคะ ทีนี้ภาวนาไปเรื่อยก็จะรู้เลย รูปราคะอรูปราคะ จิตเข้าไปติดไปยึดจิตก็ทุกข์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ มันจะแตกหัก วัฏจักรจะล่มลงก็ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างที่เคยเห็นแล้ว ตัวนี้คือปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทล้างอวิชชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อวิชชาคืออะไร คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่สามารถรู้ทุกข์ได้ ไม่สามารถละสมุทัย ไม่สามารถแจ้งนิโรธ ไม่สามารถเจริญอริยมรรคได้ แต่ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ นี่คือขันธ์ตัวสุดท้ายที่เราจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือตัวทุกข์ ตัวกายดูง่ายว่าเป็นตัวทุกข์ แต่พอถึงตัวจิตจะให้ดูว่ากระทั่งจิตที่ทรงฌานก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ง่าย อันนี้เลยเป็นปัญญาอย่างยิ่ง รู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจนั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นของการสู้ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นล่ะ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม จิตจะได้มีกำลัง หัวใจของการปฏิบัตินั้นคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทำอย่างนี้ได้มรรคผลไม่ใช่เรื่องไกล ถ้าเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิยังอีกไกล เพราะอยู่ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เพราะฉะนั้นฝึกนะที่หลวงพ่อบอกให้วันนี้ เป็นแก่นสารสาระในการฝึกกรรมฐานเลย เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอก ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
24 พฤศจิกายน 2567&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10862</id>
		<title>《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10862"/>
		<updated>2025-04-09T14:44:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามศึกษาธรรมะเอาไว้ ดูพระไตรปิฎกได้ก็ดู ดูฉบับเต็มไม่ได้ดูฉบับย่อก็ได้ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นเบื้องต้น สนใจรายละเอียดตรงไหนก็ไปอ่านฉบับเต็มเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหลวงพ่อจะเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อพยายามแสวงหาหนทางปฏิบัติ ตั้งแต่เด็กๆ ทำแต่สมาธิ ทำอานาปานสติสงบเฉยๆ คิดว่าศาสนาพุทธมีอะไรมากกว่าความสงบ ก็พยายามช่วยตัวเอง ตอนนั้นไม่มีครูบาอาจารย์ ยังทำงานอยู่ อ่านพระไตรปิฎก อ่านหลายรอบ ได้เห็นธรรมะดีๆ มากมายในพระไตรปิฎก แต่ว่าเราไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร หลักของการปฏิบัติมีมากมายเหลือเกินที่พระพุทธเจ้าสอนไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคล็ดคำว่า “เห็นตามความเป็นจริง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้หลวงพ่ออ่านจิตตัวเอง พื้นฐานเราเคยอ่านตำรับตำรา มา หลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ท่านทราบว่าอ่านมามาก แล้วท่านก็แนะนำให้อ่านจิตตนเอง ก็พยายามมาอ่านจิตตัวเองมาเรื่อยๆ ทีแรกอ่านไม่เป็นก็ไปแทรกแซงจิต ไปฝึกจิตให้ว่างๆ ยังติดคำว่าว่างอยู่ อ่านหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาสมีคำว่า ว่างๆ เยอะ อ่านหนังสือเซนก็มีแต่คำว่าว่างเยอะแยะเลย เลยไปทำจิตว่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ทำอยู่ 3 เดือนแล้วขึ้นไปกราบท่านอีกที ท่านบอกทำผิดแล้วล่ะ ให้ไปอ่านจิตไม่ได้ให้ไปแต่งจิต ให้มันนิ่งๆ ว่างๆ นี้เป็นการปรุงแต่งเอาเอง ให้อ่านเอาท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็มาเริ่มอ่าน เวลาเราอ่านหนังสือ คิดถึงการอ่านหนังสือ เราไม่ใช่นักประพันธ์เราไม่ใช่คนแต่งหนังสือ เราเป็นแค่คนอ่าน เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนอ่าน เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านจิตตัวเอง ก็อ่านเหมือนเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูเหมือนดูละคร เวลาเราดูละครเราไม่ใช่คนแต่งบทละคร เราไม่ใช่ผู้กำกับ เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กว่าจะจับเคล็ดคำว่า “ดู” ได้ คำว่า “เห็นตามความเป็นจริง” ได้ ใช้เวลาเหมือนกัน ทำผิดอยู่ 3 เดือน พยายามไปปรุงแต่งจิตเป็นนักประพันธ์แต่งให้จิตมันดี เวลามันไม่ดีเราก็เป็นนักวิจารณ์บอกตอนนี้มันไม่ดี ไม่ใช่นักดู ไม่ใช่นักอ่าน พอมาอ่านทำอย่างไร ก็ดูไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันจิตใจเรามีความสุข บางวันจิตใจเรามีความทุกข์ บางวันจิตเราเป็นกุศลเยอะ บางวันเป็นอกุศลเยอะ บางวันสงบ บางวันฟุ้งซ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาแล้วเห็นแต่ละวันจิตเราไม่เคยเหมือนกันเลย เราก็ภาวนาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมเหมือนกันทุกวัน แต่จิตเราไม่เหมือนกัน เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน อย่างหลวงพ่อเวลาอยู่ที่บ้าน จะไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ ไม่ได้เดิน เพราะบ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินแล้วมันร้องเอี๊ยดๆ หนวกหูคนอื่นเขา แต่เวลาออกมาจากบ้าน ทุกก้าวที่เดินรู้สึกไปเรื่อยๆ ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ พอมาอ่านเราก็จะเห็นเลย แต่ละวันจิตเราไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่ภาวนาเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาดูได้ละเอียดมากขึ้น ไม่ได้ดูเป็นวันๆ หรอกดูเป็นช่วงเวลา ตอนเช้าตอนตื่นนอนจิตใจเราเป็นแบบนี้ ตอนสายๆ หน่อยเป็นอย่างนี้ ตอนเที่ยงจิตใจเราเป็นอย่างนี้ ตอนบ่ายจิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนเย็นๆ จิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนค่ำๆ ตอนดึกๆ จิตใจไม่เหมือนกันสักที ทั้งๆ ที่เป็นวันเดียวกัน ก่อนจะมาเห็นตรงนี้ได้ก็เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน พอภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าแต่ละห้วงเวลาไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้าตื่นมาแล้วเช้าแต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช้าวันจันทร์ตอนนั้นรับราชการ เช้าวันจันทร์เบื่อ ขี้เกียจ เช้าวันอังคารก็เบื่อมาก เช้าวันพุธชักจะอุเบกขาแล้ว เฉยๆ แล้ว เช้าวันพฤหัสเริ่มสดชื่น พอเช้าวันศุกร์นี้กระดี๊กระด๊า แต่ละวันไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่เป็นห้วงเวลาเดียวกัน แต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก ตอนสายๆ แต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน ตอนเที่ยงก็ไม่เหมือนกัน สังเกตไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเย็นๆ หลวงพ่อสังเกตตัวเอง จิตหลวงพ่อจะมีกำลังมาก ตอนเป็นโยมจิตจะมีกำลังมากตอนสัก 4 โมงเย็นไปแล้ว คล้ายๆ ทำงานใกล้จะเลิกงานแล้ว จิตใจเริ่มสดชื่น ตอนทำงานก็เครียดไม่ใช่ไม่เครียดเพราะงานที่ทำนี้ งานที่เครียดมากๆ เลย งานอยู่สภาความมั่นคง วันๆ ก็เป็นเรื่องหาข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล หาทางออกในการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง เรื่องปวดหัวทั้งนั้นล่ะ พอได้เวลาจะเลิกงานใจเริ่มผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาสังเกตตัวเอง ตอนเย็นๆ ตอนเลิกงานจิตจะมีกำลัง จิตจะสดชื่นเกิดสมาธิโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิ ฉะนั้นตรงนี้เป็นนาทีทองสำหรับหลวงพ่อ พวกเราก็ต้องไปดูตัวเอง เวลาช่วงไหนในแต่ละวันเป็นช่วงที่สติของเราดีสมาธิของเราดี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลานาทีทองของวันนั้น เราควรจะสงวนควรจะรักษาช่วงเวลานี้เอาไว้ภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อพอเลิกงานแล้วไม่ทำอะไรหรอก กลับบ้าน ไม่เอานาทีทองตัวนี้ไปทำลายทิ้ง ไปเที่ยว คนเขาก็ชวนไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์อะไรอย่างนี้ ไม่ไป บอกไม่ชอบ แล้วจริงๆ ก็คือไม่ชอบไม่ได้โกหก เคยหลุดเข้าไปในบาร์หรือในผับอะไรทีหนึ่ง นี่มันนรกชัดๆ เลย เสียงก็ดัง ไฟก็วูบๆ วาบๆ คนก็หลง แล้วก็ดื่มน้ำทองแดงกัน เข้าไปเห็นครั้งเดียวเข็ดเลย หนีตลอด ไม่ยอม ใครชวนอย่างไรก็ไม่ไป เรื่องอะไรอยู่ดีๆ เป็นมนุษย์ดีๆ ไปตกนรกเล่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพอเลิกงานตกเย็นตกค่ำหลวงพ่อภาวนา ขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ภาวนา ตอนเช้าขึ้นรถเมล์ไปทำงานก็ภาวนา ตอนจะกินข้าวก็ภาวนา ภาวนาไม่ใช่ไปนั่งพุทโธๆ อะไรหรอก มีสติอ่านจิตใจตัวเองไปไม่หยุด จิตใจเรามีความสุขก็รู้ จิตใจเราทุกข์ก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ ต่อมาสติแข็งแรงมากขึ้นๆ สมาธิดีขึ้น คราวนี้ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตตามห้วงเวลาแล้ว ถ้าอ่อนที่สุดก็เห็นว่าแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าพัฒนาขึ้นมาแล้วเห็นว่าแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาละเอียดเข้าๆ&lt;br /&gt;
เราจะเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอสติเราเร็วจริงๆ สมาธิเราดีจริงๆ เราจะเห็นว่าแต่ละขณะไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้านี้จิตเราเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แค่ช่วงเช้าแป๊บเดียวนั้น ค่อยๆ สังเกตเอา อย่างออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้าน ตอนเช้าจะไปทำงานพยายามจะขับถ่ายกลัวไปปวดท้องกลางทาง วันนี้ขับถ่ายสะดวก จิตใจสบายรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้ท้องผูกไม่ยอมถ่ายกลุ้มใจ ไม่ได้รู้แค่ว่าถ่ายได้ไม่ได้ รู้เข้ามาถึงจิตถึงใจเลย จิตใจยินดีพอใจหรือจิตใจกลุ้มใจ นี่คือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าปฏิบัติเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมถือว่ายังอ่อนหัดมากเลย ต้องฝึกให้ได้ มีสติอยู่ทุกขณะ คำว่า “ทุกขณะ” ไม่ถึงขณะตามตำราอภิธรรม ตำราอภิธรรมบอกว่าลัดนิ้วมือหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ ลัดนิ้วมือ ดีดนิ้วทีหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ อันนั้นตำรา ทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามันมีช่วงเวลากว่าที่จิตจะขึ้นมารับอารมณ์แต่ละครั้ง แล้วรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ใช้เวลา แต่ไม่ถึงวินาทีผุดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว เราก็ดูจากความเป็นจริงที่เราเห็น ไม่ได้ดูจากตำรา ตำราก็อาจจะถูกก็ได้ แต่สติเราไม่ละเอียดพอที่จะเห็น ต้องตีความอย่างนี้ไว้ก่อน ไม่ใช่ทำได้ไม่เหมือนตำราบอกตำราผิด อันนั้นเซลฟ์จัดเกินไปแล้ว เราดูเท่าที่เราดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ขณะอะไรไม่ใช่ขณะจิตหรอก ขณะที่ตาเห็นรูปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่หูได้ยินเสียงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จมูกได้กลิ่นลิ้นกระทบรสกายกระทบสัมผัสก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จิตมันคิด จิตมันคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลง คิดเรื่องนี้เกิดสุข คิดเรื่องนี้เกิดทุกข์ คิดเรื่องนี้เกิดราคะ คิดเรื่องนี้เกิดโทสะ อยู่เฉยๆ จะมีโทสะได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องตามหลังความคิดเรียกพยาบาทวิตกมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ๆ จะเกิดราคารุนแรงอะไรได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีกามวิตกมาก่อน แล้วทั้งหมดต้องหลง ทีแรกเราไม่เห็นขนาดนั้น เราภาวนาเราเห็นว่าจิตเราเปลี่ยนทุกขณะ ขณะที่กระทบอารมณ์นั่นล่ะ ไม่ใช่ขณะจิตหรอก ตาเห็นรูป ทีแรกบอกเห็นรูปใจก็โกรธขึ้นมาอะไรอย่างนี้ ดูละเอียดลงไปอีก ไม่ต้องตั้งใจดู แต่เราฝึกสติของเราไปเรื่อยๆ ฝึกสมาธิของเราไปเรื่อยๆ มันจะเห็นได้ละเอียดๆๆ เข้าไปอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ตาเห็นรูป จิตไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตเฉยๆ ขณะที่ตามองเห็น จะเกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศลอกุศลมาเกิดทีหลัง พอตาเห็นรูปปุ๊บมันจะมีการแปล เราจะเห็นการแปลความหมายของรูป รูปนี้คืออะไร แล้วอนุสัยความคุ้นเคยมันก็ให้ค่าออกมา พอใจรูปนี้สวยงาม เห็นดอกไม้สวย ตรงที่ตาเห็นดอกไม้สวยไม่มีคำว่าสวยหรอก ตาเห็นรูปเฉยๆ ตาไม่เห็นของสวยหรอก ตาเห็นแล้วก็จิตมันแปลว่านี่ดอกไม้นี่ดอกกุหลาบ สวยเชียว ดอกก็โตสวย พอมีการให้ค่าขึ้นมา ใจก็ยินดีพอใจ ราคะก็เกิดตามหลังความคิดมา ความคิดที่เป็นกามวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการมันจะค่อยยิ่งภาวนามันยิ่งละเอียดๆๆ เข้าไป เราจะรู้เลยว่าขณะที่ตามองเห็นไม่มีกิเลส แล้วจิตก็เป็นอุเบกขา ขณะหูได้ยินเสียงก็ไม่มีกิเลส ขณะที่จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสก็ยังไม่มีกิเลส ตรงที่ใจมันกระทบความคิดแล้วความคิดมันนำไป กิเลสมันก็ทำงานขึ้นมาได้ คอยรู้คอยดูค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เข้าใจหรอก สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วสิ่งนั้นไม่ดับ ไม่มีเลย เราภาวนาเรื่อยๆ เราก็เห็นสุขเกิดแล้วสุขก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ก็ดับ กุศลเกิดแล้วกุศลก็ดับ อกุศล โลภ โกรธ หลงเกิดแล้วมันก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ ตรงนี้ละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ละเอียดกว่าที่จะรู้จิตสุขจิตทุกข์จิตดีจิตชั่ว คือเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดที่ตาดับที่ตา จิตเกิดที่หูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่ร่างกายดับที่กาย จิตเกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว หัดภาวนาทีแรกเรารู้สึกจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยวร่อนเร่ไปทางทวารทั้ง 6 คิดว่าจิตมีดวงเดียว ดวงนี้หลงไปดูพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมา มันหลงไปฟังพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมาเข้าฐาน เห็นจิตเหมือนตัวแมงมุม เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้ายเดี๋ยวก็วิ่งไปข้างขวา เดี๋ยวขึ้นข้างบนเดี๋ยวลงข้างล่าง แมงมุมมีตัวเดียววิ่งไปวิ่งมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเราภาวนาละเอียดเข้าๆ เราเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตเสวยอารมณ์อันไหนก็ดับพร้อมอารมณ์อันนั้น เกิดดับไปด้วยกัน มันถี่ยิบขึ้นมา จะเห็น ทีแรกเรายังไม่เห็นหรอก เราต้องฝึกให้มีจิตที่เป็นผู้รู้ก่อน จิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาเป็นมหากุศลจิตประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจ ต้องเป็นจิตชนิดนี้ถึงจะมีกำลังมากพอที่จะเดินปัญญาได้จริง ไม่อย่างนั้นยังเป็นปัญญาพื้นๆ คิดๆ เอา แต่ถ้าจะขึ้นวิปัสสนาปัญญาจิตต้องตั้งมั่นอัตโนมัติมีกำลัง ของฟรีไม่มีก็ต้องฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นทำอะไรดี ทำได้ 2 วิธี หนึ่ง ฝึกเข้าฌานที่ประกอบด้วยสติ อันที่สอง อาศัยสัมมาสติหรือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ พอสติเราระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นเจริญสัมมาสติให้มากแล้วสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย เกิดด้วยกันกับสัมมาสติ ขาดสตินี่ สัมมาสัมมาทั้งหลายหายหมดเลยไม่เหลือเลย ฉะนั้นต้องฝึกสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกสติอยู่ในหลักสูตรชื่อการเจริญสติปัฏฐาน มี 4 อย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม ถนัดอันไหนเอาอันนั้น แล้วได้ทุกอัน สุดท้ายได้ทั้งหมดล่ะ อย่างเราหัดรู้สึกร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไปเรื่อยๆ ต่อมาจิตเราหลงไป ร่างกายเราขยับปุ๊บเรารู้เลยว่าจิตหลงไปแล้ว มันก็เข้ามารู้จิตได้ สติปัฏฐาน 4 มันก็เหมือนโต๊ะตัวเดียวกันนี้ล่ะ แต่มันมี 4 มุม แข็งแรงหน่อยก็ยกมุมใดมุมหนึ่งมันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ได้หมดล่ะ ไม่ยาก ชาวพุทธเราอย่าทิ้งการเจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีการเจริญสติปัฏฐานอยู่ การบรรลุมรรคผลนิพพานยังมีความเป็นไปได้ ไม่เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางบรรลุมรรคผลอะไรหรอก วิชาสติปัฏฐานเป็นวิชาที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดรัจฉานวิชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนวิชาที่จะอยู่กับโลกเขาเรียก เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ด่าเดรัจฉานวิชา อย่าเข้าใจผิด ตัวอย่างเดรัจฉานวิชาคืออะไร แพทยศาสตร์นี้เดรัจฉานวิชา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เดรัจฉานวิชาทั้งนั้นเลย วิชาหมอนวดก็เดรัจฉานวิชา คำว่าเดรัจฉานวิชาไม่ได้แปลว่า วิชาของสัตว์เดรัจฉาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิรัจฉาน ตัวนี้แบบไปทางขวางไปทางนี้ ขวาง สัตว์เดรัจฉาน สังเกตไหม กระดูกสันหลังมักจะขวาง คือขนานกับโลก เดรัจฉานวิชาคือวิชาที่จะอยู่กับโลก จำเป็นต้องมีไหม จำเป็น ถ้าขืนไม่มีเดรัจฉานวิชาทำมาหากินไม่เป็น รู้วิธีเลี้ยงเด็กก็เดรัจฉานวิชา รู้วิธีเลี้ยงเสือ ตอนนี้หมูเด้งจืดแล้ว ตอนนี้มีเสือชื่ออะไร น้องเอวา คนเลี้ยงเสือได้เขาก็มีวิชาของเขา ให้เราไปเลี้ยง เสือเอาไปกิน ฉะนั้นเดรัจฉานวิชาไม่ใช่วิชาต่ำต้อย เป็นวิชาที่ต้องเอาไว้อยู่กับโลก สิ่งที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานวิชาคือวิชาทางตั้ง แนวตั้ง เดรัจฉานวิชามันแนวขนาน ขนานไปกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวตั้งคือการปฏิบัติธรรมนั่นล่ะ พัฒนาไตรสิกขาศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา แล้วลงท้ายไปเจริญสติปัฏฐานให้ได้ ในที่สุดก็จะพ้นโลก เหมือนยิงจรวด ยิงจรวดขึ้นไปอย่างนี้ ถ้าเครื่องบินมันขนานกับโลกมันก็ไปอย่างนี้ ไปจากที่หนึ่งของโลกไปอีกที่หนึ่งของโลก ถ้าเป็นทางจิตใจก็คือจากภพนี้ก็ย้ายไปอีกภพหนึ่ง ก็เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ แต่วิชาโลกุตตระ วิชาแนวตั้ง เหมือนจรวดลอยขึ้นไปพ้นจากโลก อยู่เหนือโลกก็คือคำว่า โลกุตตระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนยุคนี้ไม่เรียนธรรมะ ก็ชอบวิจารณ์ตัดสินพระบ้าง ตัดสินฆราวาสบ้างว่าทำไม่ถูกอะไร อย่างนี้ อย่างวิชาหมอดูเป็นเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านห้ามมีอันเดียว ห้ามพระประกอบอาชีพทางเดรัจฉานวิชา ท่านห้ามตัวนี้ต่างหากล่ะ ท่านไม่ได้ห้ามฆราวาส อย่ามั่ว ถ้าพระไปรักษาโรค พระสมัยโบราณจะรักษาโรค คนไม่สบายไม่รู้จะไปไหน โรงพยาบาลไม่มี หามกันไปหาพระ กระดูกหักให้พระต่อให้ พระทำเดรัจฉานวิชาไหม ทำ อาบัติไหมไม่อาบัติ เพราะไม่ได้เอาไว้ทำมาหากิน ทำเพื่อสงเคราะห์โลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีความละเอียดรอบคอบไม่เข้าใจเรื่องธรรมวินัยแล้วชอบตัดสิน พระทำอย่างนี้ไม่ถูก อันนี้ก็ไม่ถูก นั่นก็ไม่ถูก พระดีๆ ก็คือพระพุทธรูป ห้ามกระดุกกระดิกทำอะไรไม่ได้เลย พอไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาแล้วก็ชอบมั่วชอบตีความชอบตัดสิน มั่วมาก ทำให้พระธรรมวินัยศาสนาอยู่ยาก อยู่ลำบาก ธรรมะจริงๆ สูญหายไป สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นมาแทนที่ บางทีพูดแล้วโก้เก๋ดี พูดแล้วแหมดูดีจังเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่พูดแล้วดูดีที่มีชื่อเสียงที่สุดเลยคือเทวทัต เทวทัตเป็นคนเสนอพระพุทธเจ้า บอกต่อไปนี้พระต้องมักน้อยสันโดษ ต้องดำรงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตเท่านั้น ต้องใช้ผ้าบังสุกุลจีวรเท่านั้น ต้องไม่มีกุฏิไม่มีอะไร ไม่สร้างวัดสร้างวาอะไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา ต้องกินมังสวิรัติ ฟังแล้วดี พวกคนไม่ฉลาดก็เคลิ้ม เทวทัตเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้าอีก ส่วนหนึ่งพวกพระก็ยังตามไปเลย ตามเทวทัตไปเป็นร้อยๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อมาพระโมคคัลลานะ สารีบุตร ท่านไปอธิบายธรรมะให้ฟัง ตอนที่ท่านเข้าไปสำนักของเทวทัต เทวทัตกำลังเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังอยู่ พอเห็นพระโมคคัลลานะ สารีบุตรเข้าไปก็ดีใจ นึกว่าแปรพักตร์จากพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกของเทวทัตแล้ว เทวทัตก็บอกว่าช่วยเทศน์แทนหน่อยเมื่อยแล้วจะไปนอน พอตื่นมาลูกศิษย์หายไปหมดแล้ว มาฟังเทศน์พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร รู้ผิดชอบชั่วดีถอยออกมาเลย เหลือที่ไม่ถอยออกมาไม่มาก พวกที่ถอยออกมาก็มาภาวนา จำไม่ได้ว่าออกมาแล้วภาวนาแล้วผลเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มีเรื่องเล่าอันหนึ่ง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง สำนวนนี้เคยคุ้นๆ ไหม ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยรู้จักพระองค์หนึ่งตอนหลวงพ่อยังไม่บวช ท่านพิการมือนิ้วท่านติดกันอย่างนี้ ติดกันหมดเลย แล้วท่านบอกท่านพิการมาแต่เด็กเลย สงสัยบาปกรรมอะไรทำให้พิการอย่างนี้ ท่านก็ระลึกๆ ไป จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ท่านเล่าพิสูจน์ไม่ได้ ท่านบอกท่านเคยเป็นลูกศิษย์เทวทัตแต่กลับใจแล้ว กลับใจแล้ว ตอนเป็นลูกศิษย์เทวทัตก็ประกาศว่าต่อไปนี้จะไม่ไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว แล้วต่อมาก็เปลี่ยนใจกลับเข้ามา บอกว่าอกุศลนี่ นิ้วของท่านเป็นแบบนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ทำได้แค่นี้ จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้เรื่องของกรรมเป็นเรื่องอจินไตย แต่การกระทำทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีผลแน่นอน ลูกศิษย์เทวทัตปรามาสพระพุทธเจ้า ปรามาสพระสาวกก็ต้องรับวิบาก เทวทัตก็ต้องรับวิบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินใครเขาเสนอวาทะคมคายดูดีเหลือเกินเลย ต้องทบทวนว่ามันตรงกับพระไตรปิฎกหรือเปล่า บางทีการเสนออะไรที่เข้มมากๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ท่านบอกเดี๋ยวศาสนาจะอยู่ยาก ศาสนาจะอันตรธานเร็ว อย่างเป็นพระบอกต้องฉันเจอย่างเดียว ชาวบ้านเขาไม่ได้กินเจ ใครเขาจะมาหาอาหารเจให้ทุกวันๆ สุดท้ายพระอาหารไม่พอแล้วก็อยู่ไม่ได้ ศาสนาก็หายไป พระหายไปไม่มีใครสืบทอด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะไม่สุดโต่งๆ ศาสนาถึงได้ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รวมความก็คือต้องเจริญสติปัฏฐาน หลวงพ่อสอนอยู่ทุกวี่ทุกวันก็เรื่องนี้ล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้ บทเรียนของเราต้องครบ ไตรสิกขา ศีลต้องรักษา ตั้งใจไว้ก่อนจะรักษาศีล 5 ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องรักษาศีลก็เคยมีคนถามหลวงปู่เทสก์กระมัง บอกว่า ถ้าท่านเดินไปแล้วเห็นผู้หญิงตกน้ำ พระจะกระโดดลงไปช่วย อาบัติไหมไปจับตัวผู้หญิง ไม่ช่วยจิตจะเศร้าหมองไหม ถ้าจิตเศร้าหมองแสดงว่าตรงนั้นเราต้องทำชั่วอะไรสักอย่างแล้ว อย่างเราเห็นผู้หญิงตกน้ำ แล้วเราก็อุเบกขา จริงๆ แล้วจิตจะไม่ดีเลย จิตจะกระด้าง เห็นสัตว์ลำบากแล้วเฉยเมย คิดว่าความเฉยเมยคืออุเบกขา ไม่ใช่ เป็นความใจไม้ไส้ระกำ ท่านบอกว่าท่านก็ใช้วิธีนี้สิ ท่านกระโดดลงไปในน้ำไปอยู่ใกล้ๆ เขา เดี๋ยวเขาก็เกาะท่านท่านก็ว่ายเข้าฝั่ง ท่านว่าอย่างนี้ แต่หลวงพ่อคงไม่เอา ขืนมาเกาะเราก็พากันจมแน่เลย หาไม้หาอะไรโยนให้ ให้เกาะ ก็ต้องช่วย จำเป็นจริงๆ ก็ลงไปลากขึ้นมาแล้วมาปลงอาบัติเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีก็ต้องคิดต้องพิจารณา ถือศีลเคร่งๆ ไปเลยแบบงมงายก็ใช้ไม่ได้ ศีลรักษาไปเพื่อให้จิตใจเป็นปกติ เพื่อให้หมู่สงฆ์สงบสุข เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้วมีความมั่นคงในพระศาสนา เลื่อมใสมั่นคง ศีลไม่ได้ถือเอาไว้ทรมานตัวเอง ศีลไม่ได้ถือไว้ใจร้ายกับคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้จักอะไรควรอะไรไม่ควร เห็นมีพระมีข่าวเรื่อยเลย ดูแลแม่ เช็ดอึเช็ดฉี่อาบน้ำให้อะไรให้ ถามว่าถูก ไม่ถูก ก็ไม่ถูก ถ้าไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำ อาบัติร้ายแรงไหม อาบัติไม่ร้ายแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาบัติที่ร้ายแรงคือภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ไม่ได้มีความกำหนัดมีแต่ความเมตตา ดีกรีมันมี ว่ามันผิดร้ายแรงแค่ไหน ไม่ใช่เห็นอะไรก็บอกจับสึกๆ ทุกวันนี้ง่ายเหลือเกินเจอพระไม่ชอบใจ บอกจับสึก เพราะฉะนั้นต้องเรียน ขอแนะนำ อ่านพระไตรปิฎกดีที่สุดเลยหัดอ่านไป พระวินัย พระสูตรพวกนี้ อ่าน อภิธรรมอ่านไม่รู้เรื่องต้องไปเรียนอภิธัมมัตถสังคหะอะไรพวกนั้นก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องฝึก ทุกวันแบ่งเวลาไว้เลย ถึงเวลาจะต้องปฏิบัติในรูปแบบ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คำว่าถึงเวลาให้ไปนั่งสมาธิให้ไปเดินจงกรม เพราะว่าแต่ละคนรูปแบบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกวาดพื้นอยู่เป็นเครื่องอยู่ นั่นคือการทำในรูปแบบของเขา ตอนหลวงพ่อบวชครั้งแรกที่วัดชลประทาน หลวงพ่อปัญญาเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระผู้เฒ่าองค์หนึ่งกุฏิอยู่ติดๆ กัน ท่านกวาดวัด ฉันข้าวเสร็จตอนเช้าก็กวาดวัดไป กวาดจากหน้าวัดไปท้ายวัด ท้ายวัดกวาดมาหน้าวัด กวาดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน หลวงพ่อตอนนั้นโง่ ก็ไปบอกท่านบอกหลวงพ่อทำไมไม่นั่งสมาธิไม่เดินจงกรม ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมช่วยกวาด เราไปนั่งสมาธิกันดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านก็ยิ้มหวานหลวงพ่อยังจำรอยยิ้มของท่านได้ ท่านบอกคุณบวชสั้นๆ คุณไปนั่งสมาธิเดินจงกรม เดี๋ยวผมกวาดเอง นี่ความโง่ของเรา ที่จริงท่านภาวนาทั้งวันเลย ร่างกายท่านเคลื่อนไหวท่านกวาดใบไม้กวาดถนนกวาดใบไม้กวาดไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ เราภาวนาเป็นแล้วเราถึงนึกถึงท่านได้ โอ๊ยตายแล้ว เราไปบอกท่านด้วยความโง่ของเราแท้ๆ แต่ประกอบด้วยเมตตา ความโง่นั้นไม่ได้ประกอบด้วยดูถูกว่าท่านไม่ยอมไปนั่งภาวนา เรามีความเมตตาอยากให้ท่านได้ภาวนาบ้างมีเวลาบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจะใช้คำว่าทำในรูปแบบ รูปแบบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่กวาดวัดก็เป็นการปฏิบัติในรูปแบบแล้ว ได้เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ อย่างบางคนหลวงพ่อไปที่บ้านจิตสบายเห็นมีคนหนึ่งส่งการบ้าน หลวงพ่อดูแล้วคนนี้ไม่เคยช่วยเมียทำงานบ้านเลย เมียก็ชักโมโห บอกไปช่วยเมียทำงาน ช่วยเมียซักผ้า ถูบ้าน เขาเชื่อเขาไปทำ แล้วจิตใจเขาก็สบาย สบายเพราะอะไร เพราะเมียไม่ด่า เมียไม่บ่นแล้วสบายใจ ก็รู้เนื้อรู้ตัว ทำงานไปรู้เนื้อรู้ตัวไป ในครอบครัวก็ดีจิตใจตัวเองก็ดี นี่ทำในรูปแบบ ไม่ใช่ทำในรูปแบบต้องนั่งสมาธิท่านี้ต้องเดินท่านี้ บางทีเดินจงกรมต้องกำหนดโน้นกำหนดนี้ มีเท่านั้นจังหวะเท่านี้จังหวะ ทำแล้วเครียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำแล้วเครียดไม่ใช่การปฏิบัติหรอก ทำอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำอกุศลที่เกิดแล้วให้แรงขึ้น อย่างทำแบบเครียดๆ ไปเรื่อยๆ อกุศลอะไรจะแรง กูเก่ง กูดีกว่าคนอื่น อกุศลพวกนี้จะเด่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงเวลาไปทำในรูปแบบ ถนัดกรรมฐานอะไรเอานั้นล่ะ มีต้นไม้เยอะก็ไปรดต้นไม้ อย่างที่นี่ตกเย็นพระต้องไปรดต้นไม้ ต้นไม้มี 2 ส่วน ต้นไม้รอบๆ กุฏิอันนี้เช้าๆ เขาก็รดกันแล้ว ทางเดินก็แบ่งกันกวาดทั่ววัด แต่ฤดูนี้พอกวาดเสร็จคล้อยหลังลมพัดทีเดียวใบไม้ลงมาเต็มเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกวาดซ้ำแล้ว เพราะถ้ากวาดก็คือไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว อย่างน้อยก็รักษาข้อวัตร กวาดแล้ว ตั้งใจกวาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเช้าก็รดต้นไม้รอบๆ กุฏิ ตอนเย็นไปรดต้นไม้ฝั่งโน้น ไปปลูกป่ากันไว้ร่วมร้อยไร่ แบกน้ำตักน้ำใส่ถังเอาไปรดต้นไม้ รดทีละต้นทีละต้น ฝั่งโน้นไม่รู้ต้นไม้กี่พันต้น ฝั่งโน้น ถามว่าเสียเวลาภาวนาไหม ไม่เสีย เวลาตักน้ำรู้สึกตัวหิ้วน้ำไปรู้สึกตัว ถ้าไม่รู้สึกทำอะไร ไม่รู้สึกตัวก็ทำน้ำหกหรือเดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาเคล็ด บางองค์ขาเส้นเอ็นพลิกเดินเผลอไปหน่อย นี่คือการปฏิบัติ ไปรดต้นไม้ ทุกวันทำอย่างนี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มรรคผลไม่ไกลถ้าทำ 3 อย่างนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมต้องมีรักษาศีล ต้องทำในรูปแบบทุกวันๆ แล้วก็ต้องเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างที่บอก 3 อย่างนี้มรรคผลไม่ไกลหรอก การเจริญสติในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นล่ะ อย่างเรามีสติเห็นร่างกายหายใจออกมีสติเห็นร่างกายหายใจเข้า แล้ววันไหนจิตใจเราฟุ้งซ่าน เราเห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้าสักพักหนึ่ง จิตมันจะรวมลงไป จะพักผ่อนหายฟุ้งซ่าน วันไหนจิตเรามีกำลังอยู่แล้วหายใจออกรู้สึกหายใจเข้ารู้สึก เราก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจเป็นคนละอันกับจิต ร่างกายกับจิตแยกออกจากกัน ขึ้นเจริญปัญญาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแค่เราหายใจมันมีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา อย่างเวลาจะทำสมาธิเราก็หายใจไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพักผ่อนมันจะรวมสงบลงไป รวมเองไม่ต้องสั่งให้รวมเลย ยกเว้นมีวสีชำนาญแล้ว นึกอยากรวมเมื่อไรก็รวมได้ทันที แต่ถ้ายังรวมไม่ได้ก็อย่าไปตกใจ ถึงเวลาเราก็ทำกรรมฐานไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพัก มันรวมเองมันเข้าเอง ตอนที่เกิดอริยมรรคอริยผลจิตก็รวมเอง ถ้าตั้งใจรวมไม่ค่อยได้เรื่องหรอก ยังเจือโลภเจตนาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจไป หายใจไป วันนี้จิตเรามีกำลังแล้ว มันไม่รวม ไม่เคลิ้ม ตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมา สติระลึกรู้กายก็เห็นไตรลักษณ์ของกาย ใครเป็นคนรู้กาย จิตเป็นคนรู้กายแล้วก็เห็นไตรลักษณ์ของจิต เวทนาเกิดขึ้นในกายเรา ก็เห็นว่าเวทนาในกายกับกายก็คนละอันกัน แล้วเป็นคนละอันกับจิต เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตที่รู้เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เราเห็นสังขาร จิตสังขาร จิตที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ทีแรกเราก็เห็นว่าจิตเราโลภจิตเราโกรธ พอเราภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงกับจิตเป็นคนละอันกัน ความโลภกับจิตคนละอันกัน ความโกรธกับจิตเป็นคนละอันกัน เป็นองค์ธรรมคนละชนิดกัน ตัวโลภตัวโกรธตัวหลงเป็นสังขาร เรียกว่าสังขารขันธ์ อยู่ในสังขารขันธ์ จิตเป็นอีกขันธ์หนึ่งอยู่ในวิญญาณขันธ์ เป็นคนละอันกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทั่วไปบอกเราโกรธ อันนี้โง่ที่สุดแต่ไม่โง่มากไม่ถึงที่สุด โง่ที่สุดคือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ ไปอาละวาดใส่คนอื่นแล้ว ดีขึ้นมาหน่อยเห็นว่าเรากำลังโกรธ ดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธกับจิตคนละอันกัน มันแยกออกจากกัน แล้วดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็เดินปัญญาละเอียดๆๆ เข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เข้ามาที่จิตก็เห็นจิตนั้นเกิดดับ จิตเกิดที่ไหนจิตก็ดับที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเห็นตรงนี้ทีแรก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับที่หูแล้วก็ดับ เลยเกิดสงสัยแล้วเราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี ก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ครับ จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คิดว่ามันตั้งอยู่กลางอก คิดว่ามันอยู่ตรงนี้ แล้วมันเกิดที่ตา ตัวนี้หายไป เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ แล้วเข้ามาตรงนี้ เห็นตัวนี้มันไหวๆๆ อยู่ ก็เลยนึกว่าจิตมันอยู่ตรงนี้กระมัง แต่ไหนๆ เจอหลวงปู่แล้วถามหลวงปู่สักหน่อย หลวงปู่ครับจิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน หลวงปู่บอกจิตไม่มีที่ตั้ง บอกแค่นี้เราก็เข้าใจแล้ว เราไม่ต้องเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนหรอก จิตตั้งอยู่กับอารมณ์ เกิดพร้อมกับอารมณ์ ดับพร้อมกับอารมณ์ จิตเกิดที่ไหน เกิดออกไปรู้อารมณ์ทางตาแล้วก็ดับพร้อมกับการรู้อารมณ์ทางตา ออกไปฟังเสียงแล้วก็ดับพร้อมกับเสียง พร้อมกับการฟังเสียง นี่มันเกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาพอละเอียดๆ มันเข้ามาที่จิตนี่ล่ะ แล้วเห็นจิตมันสร้างภพสร้างชาติตลอดเวลาเลย แล้วภาวนาถ้าเราเข้าใจธรรมะประณีตขึ้น ประณีตขึ้น การปฏิบัติมันบีบวงมาที่จิต บางทีเราก็เห็นจิต บางทีเราก็ไม่เห็นจิต จิตตัวนี้คือจิตผู้รู้ อะไรทำให้เรามองจิตผู้รู้ไม่ออก อาสวกิเลสทั้ง 4 อาสวกิเลสเกิดเมื่อไร หาจิตผู้รู้ไม่เจอแล้ว อาสวะที่ดูง่ายๆ อย่างตัวภพดูง่าย จิตสร้างภพเมื่อไรจิตก็หลุดเข้าไปอยู่ไปเกิดในภพนั้น ถ้ารู้ทันปุ๊บจิตหลุดออกจากภพ ภพดับ จิตผู้รู้ก็เด่นดวงขึ้นมา มันจะเข้ามารู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ พอรู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ สิ่งที่ปิดกั้นทำให้เรารู้จิตผู้รู้ไม่ได้ก็คืออาสวกิเลสทั้ง 4 ตัวนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามาสวะเข้ามามาดึงจิตเราไป ดึงดูดจิตเราไปหากามคุณอารมณ์ ภวาสวะจิตไปสร้างภพแล้วหลงอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะมันไม่รู้แจ้งอริยสัจ ทิฏฐาสวะ เวลาเราติดในความคิดความเห็น ถูกความคิดความเห็นย้อมเมื่อไรตัวจิตผู้รู้เราก็สูญหายไป พอไม่ถูกอาสวะทั้ง 4 ย้อม สติสมาธิเราดี อาสวะเข้ามาย้อมไม่ได้ จิตผู้รู้เด่นดวงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้นั่นล่ะก็คือตัวทุกข์ แล้วคือหัวโจกของตัวทุกข์ ดูยากที่สุดเลยว่าคือตัวทุกข์ เพราะว่าถ้าเราภาวนาเรามีจิตผู้รู้ เรารู้สึกตัวนี้บรมสุข ถ้าเมื่อไรไม่ถูกอาสวะย้อม เห็นมันบ่อยๆ เนืองๆ รู้แจ้งแทงตลอด จิตผู้รู้นั่นล่ะคือตัวบรมทุกข์ ทุกข์ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเลย พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หมดความรักใคร่ยินดี หมดความอยาก หมดความยึดถือ เพราะฉะนั้นพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยคือตัณหาอุปาทานอะไรพวกนี้ก็ถูกทำลายทันที ดับอัตโนมัติ เราไม่ต้องดับตัณหา รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรตัณหาดับเอง ดับอัตโนมัติ สิ้นตัณหาเมื่อไร นิโรธคือนิพพานปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา นิโรธคือสภาวะที่สิ้นตัณหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยภาวนาผิด กำหนดจิตลงไปแล้วว่างลงไป คิดว่าฝึกเข้านิโรธไปแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ท่านมาเจอ ท่านด่าเอา นิพพานอะไรมีเข้ามีออก เลยรู้เลยไม่ใช่แล้ว ถ้ายังกำหนดจิตอย่างโน้นกำหนดจิตอย่างนี้ไม่ใช่ของจริงแล้ว ของจริงก็คือต้องรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งว่ามันคือตัวทุกข์ จิตก็หมดความอยากหมดความยึดถือในตัวจิต สิ้นอยากเมื่อไรก็คือนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา แล้วขณะนั้นอริยมรรคเกิดขึ้น นี่เส้นทาง เราทำไป เดินไปเรื่อยๆ มาตรงนี้ได้ด้วยการรักษาศีล ฝึกในรูปแบบให้จิตมีสมาธิขึ้นมา แล้วก็เอาจิตที่ตั้งมั่นมีสมาธิแล้วมาเดินปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์แยกรูปแยกนามไป ทำสติปัฏฐาน 4 นั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ สติปัฏฐานนั้นเป็นของวิเศษอีกอย่าง ในเบื้องต้นที่เราฝึกทำให้สติเราดีขึ้น ในเบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
30 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10861</id>
		<title>《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10861"/>
		<updated>2025-04-09T14:42:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีตรวจการบ้านตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไม่ถึงเวลาภาวนาไป เดี๋ยวคนรอดูที่บ้านเขาดูไม่ทัน ฝึกตัวเองให้เคยชินให้เป็นนิสัยไว้ มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้ง ภาวนาไปเลย เอาให้เคยชิน เก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อยๆ พอจิตมันคุ้นเคยที่จะปฏิบัติ มันจะขยันภาวนา จิตใจที่ไม่อยากภาวนา ทำบ้างไม่ทำบ้าง จิตมันติดโลก ติดกาม เมื่อเช้ามีทิดเก่าคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกว่าสังเกตดูว่าเวลาถือศีล 8 สติเกิดน้อยกว่าตอนถือศีล 5 ฉะนั้นศีล 5 ดีกว่า เขาว่าอย่างนี้ บอกไปสังเกตให้ดี จิตมันติดกาม ติดความสุขความสบาย พอไปบังคับตัวเองถือศีล 8 มันก็เครียด พอเครียดสติก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่ว่าศีลไม่ดี แต่ใจตัวเองมันไม่ถึง ใจยังอ่อนแออยู่ ถ้าเรารู้จุดอ่อนของตัวเอง ใจมันอ่อนแอมันติดโลก ก็ต้องเข้มแข็งสู้มัน ไม่หาข้ออ้างที่จะทำให้การปฏิบัติย่อหย่อนลง อย่างบอกว่าศีล 5 ดีกว่าศีล 8 อะไรอย่างนี้ สำหรับคนนี้ บางคนศีล 5 ดีกว่าจริงๆ ถ้าเอามาเป็นข้ออ้างสนองกิเลสตัวเอง โอกาสพัฒนามันก็ยาก อยากจะพ้นทุกข์อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง อ่อนแอไปไม่รอดหรอก ต้องอดทน คนรุ่นหลังๆ นี่ความอดทนน้อยลงไปเยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเช้ายังเล่าให้พวกทิดมาส่งการบ้าน บอกคนรุ่นนี้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ รักสุขรักสบายเหลือเกิน คนรุ่นหลวงพ่อเรียกรุ่นเบบี้บูม บ้านเมืองเพิ่งผ่านสงครามโลกมาใหม่ๆ บอบช้ำ ตอนที่หลวงพ่อเกิดสงครามโลกเพิ่งจบไปไม่ถึง 10 ปี บ้านเมืองทรุดโทรม เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนลำบาก เราเกิดในยุคนั้น เราก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องสู้ต้องอดทน ฉะนั้นคนรุ่นนั้นจะอดทน แต่คนรุ่นนั้นเทียบกับรุ่นครูบาอาจารย์ยังเทียบไม่ติด รุ่นครูบาอาจารย์ลำบากมากๆ เลย อย่างไปปฏิบัติอยู่ในป่า เป็นไข้ป่าก็ตายแล้ว รอดบ้างตายบ้าง บางองค์อดอาหารเป็นประจำ อาหารไม่พออะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่มาพอพ้นยุคยากลำบาก หลัง 2500 อะไรอย่างนี้ ร่างกายท่านทรุดโทรมมาก เพราะช่วงก่อนหน้านั้นสู้หนักมาก ก็สิ้นไปอย่างรวดเร็วก็มี สังเกตดูคนที่เคยผ่านความยากลำบาก ใจมันต่อสู้มากกว่าคนที่เกิดมาก็สบาย รุ่นหลังๆ นี่พ่อแม่เคยลำบากมา ไม่อยากให้ลูกลำบาก เลี้ยงลูกประคบประหงมเอาอกเอาใจจนกระทั่งอ่อนแอมาก ดูแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ดูอื่นดูไกล ดูจากพระนี่ล่ะ พระรุ่นก่อนๆ เข้มแข็ง สู้ คนไหนไม่แข็งแรงไม่เข้มแข็งก็ออกไป พวกที่เหลืออยู่นี่แกร่งจริงๆ หลังๆ นี่ดูป้อแป้ๆ กลัวลำบาก จะไปอยู่กับโลกก็กลัวลำบากกลัวเหนื่อย มาบวชจะภาวนาก็กลัวลำบากอีก คนชนิดนี้อยู่ที่ไหนไม่เจริญหรอก ไม่สู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราอยากได้ดี จิตใจต้องกล้าหาญต้องเข็มแข็งต้องต่อสู้ เหยาะแหยะไม่ได้เรื่องหรอก หาข้ออ้างเพื่อปกป้องกิเลส ฉลาดในการหาข้ออ้าง แต่ไม่ฉลาดในจิตของตนเอง ต้องเข็มแข็งจริงๆ เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอก เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี่ต้องสู้จริงๆ ประเภทนั่งสมาธิก็กลัวปวดหลัง กลัวเมื่อย ก็อ้างนั่งสมาธิมากๆ เนิ่นช้า เอาคำหลวงปู่มั่นมาพูดอีก นั่งสมาธิมากเนิ่นช้า ไม่ได้แปลว่านั่งหลายชั่วโมงแล้วทำให้เนิ่นช้า หมายถึงเอาแต่นั่งสมาธิไม่ยอมเดินปัญญามันก็เลยเนิ่นช้า ทำสมาธิแล้วก็สงบสบายเพลินๆ ไป ผ่านวันผ่านเวลาไปมากมาย บางทีเอาธรรมะมาอ้างเพื่อปกป้องความขี้เกียจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เจอพวกอ่อนแอหลายคนทั้งพระทั้งโยม ธรรมะก็เลยดุนิดหนึ่ง นี่นิดเดียว ถ้าเจอรุ่นครูบาอาจารย์หนักกว่านี้เยอะเลย ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อยังเหลืออีกองค์ หลวงปู่ทองท่านเป็นกรรมวาจาจารย์ อยู่ที่ลำปลายมาศ ใครไปถามกรรมฐานท่านบอกอยากได้มรรคผลนิพพาน ท่านบอกแค่ศีลเอ็งก็รักษาไม่ได้แล้ว อย่ามาคุยอวดเลยจะไปเอานิพพาน หรือเสียสละอะไรเล็กๆ น้อยๆ ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะไปนิพพานได้อย่างไร นิพพานต้องสละโลกได้ ท่านใช้วิธีด่าเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์สมัยก่อนดุจริงๆ แต่ไม่มีประเภทเอากระโถนขว้างอะไร ไม่มี มีแต่นิยายปรัมปราว่าครูบาอาจารย์โมโหแล้วเอากระโถนขว้าง เมื่อก่อนหลวงพ่อก็เชื่ออย่างนั้น ว่าครูบาอาจารย์กรรมฐานนี่ดุ ถ้าเราไม่ถูกใจเอากระโถนขว้าง ตอนไปหาหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกยังกลัวเลย ไม่รู้จักท่าน ไปถึงก็ไปจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้าไปในกุฏิ ไปรอดูหลวงปู่จะออกมาไหม ออกมาเราจะเข้าไปถามกรรมฐาน ทั้งพระทั้งคนในวัดบอกเข้าไปเลย ตอนนี้ท่านกำลังฉันอาหารอยู่ บอกท่านฉันให้ท่านฉันไปก่อนเถอะ ที่จริงไม่ใช่อะไร ที่จริงยังกลัวอยู่ นั่นเป็นครั้งเดียวที่หลวงพ่อกลัวครูบาอาจารย์ เพราะเราไม่คุ้นกับครูบาอาจารย์กรรมฐาน เลยคิดว่าท่านดุ ได้ยินนิทานเล่าว่าถ้าทำไม่ดีแล้วเอากระโถนขว้าง อย่างไรท่านก็ไม่ขว้าง ท่านเสียดายของ ขว้างเดี๋ยวกระโถนแตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดๆ จ้องๆ อยู่ ในที่สุดหลวงปู่ทนไม่ไหว หลวงปู่เดินออกมาหน้ากุฏิเอง เลยเข้าไปกราบท่านได้ หลวงปู่ครับผมอยากปฏิบัติ ท่านก็เงียบๆ ไม่พูด เราก็นึกหลวงปู่อายุ 90 กว่า ฉันข้าวเสร็จแล้วนั่งหลับไปแล้ว ตอนนั้นโง่มากนึกว่าท่านนั่งหลับ ที่จริงท่านกำลังสอบประวัติเราอยู่ ว่าเราเคยภาวนามาแบบไหนอะไรอย่างไร ท่านหลับตาไปสัก 45 นาที 40 นาที ลืมตามาถึงสอน ไม่ใช่เจอหน้าก็สอน หลวงปู่ดูลย์ถ้าใครไปถามอะไรก็ตอบ แต่ถ้าจะเรียนจริงๆ ท่านจะเงียบๆ เราก็ต้องนั่งภาวนาของเราไป รอให้ท่านค่อยพูดเอง นี่กว่าจะได้ธรรมะมาก็ลำบากเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีไปหาที่ภาวนาตามวัด แต่ละวัดก็มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งนั้นล่ะ เรียกผีบ้าน ผีเรือน ผีป่า ผีเขา มีทั้งนั้น ผีนี่หมายถึงคน คนที่ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ตามวัด เข้าไปเราไม่รู้จักใครเลย จะไปกินข้าวที่ไหนเราก็ไม่รู้ เข้าไปทีแรกครูบาอาจารย์ท่านตักอาหารเสร็จแล้ว พระท่านก็ฉันข้าว โยมก็ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเช้า เห็นเขาขนอาหารไปวางข้างล่าง มีโต๊ะยาวๆ อยู่ อาหารไปวางไว้เยอะเลย ก็นึกว่าเดี๋ยวสวดมนต์เสร็จคงได้ไปกินข้าว พอสวดมนต์เสร็จลงมา แต่ละคนเขาหายไปหมดเลย พวกที่นั่งสวดมนต์ แล้วอาหารที่โต๊ะไม่มีเหลือเลย คือแต่ละคนจะมีพรรคพวกมีลูกน้องมีคนรับใช้ ขนเกลี้ยงเลยไม่มีอะไรเหลือเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ เราอยู่วัด เราไม่มีอะไรกินเลย เราจะอยู่อย่างไร ก็ช่างมัน ไม่กินวันสองวันไม่เป็นไรหรอก หลวงพ่อก็เดินกลับขึ้นศาลามา ครูบาอาจารย์ท่านเห็น รู้ว่าเราไม่มีข้าวกิน ท่านกวักมือเรียก เอาบาตรให้ บาตรของท่าน ไม่ได้ให้บาตรอย่างเดียว ในบาตรมีข้าวมีอะไร เรารู้เลยครูบาอาจารย์ความเมตตาสูงมาก สูง แต่ใจเราต้องเข้มแข็งพอ ประเภทห่วงกินห่วงนอนไม่ได้กินไม่ได้ปฏิบัติจริง ไปวัดทีแรกบางทีไม่รู้จักใครเลย จะค้างที่วัดไปขอครูบาอาจารย์ ขอค้างที่วัด ท่านอนุญาต เราก็ไม่รู้เขาพักกันที่ไหน หาที่พักไม่ได้ ไปอยู่โคนต้นไม้ นั่งสมาธิเดินจงกรมไป ผ่านกลางคืนไปมีความสุขมหาศาลเลย ไม่ได้ห่วงเรื่องกินเรื่องนอนอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ไปๆ ฝนตก ฝนตกอยู่กลางแจ้งไม่ไหว ฝนแรงแล้วหนาว ก็ไปหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิ มีกุฏิของใครก็ไม่รู้เป็นส่วนโยม หลบอยู่ใต้ถุน ไม่บ่นสักคำ สู้เอา ถ้าเรื่องแค่นี้เราสู้ไม่ไหว เราจะสู้มารไหวหรือ สู้กิเลสไหวหรือ ฉะนั้นถ้าพวกเราสังเกตให้ดี มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่โอ๋ ไม่เคยประคบประหงมแบบโอ๋ๆ เอาอกเอาใจอะไร ไม่เคย เพราะหลวงพ่อไม่เคยให้ครูบาอาจารย์ต้องมาโอ๋หลวงพ่อ เราสู้เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎกไว้บ้าง&lt;br /&gt;
ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกชอบโอ๋ส่วนใหญ่ก็มีความต้องการแฝงเร้น โอ๋โยมนี่โอ๋คนรวยๆ เขาจะได้ให้เงินเยอะๆ ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วย ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น ตอนนั้นเรารับราชการไปอยู่วัดทีหนึ่งหลายวัน ช่วงวันหยุดนี่ ช่วงต้นธันวามีวันหยุดเยอะ จะลางานบ้างอะไรบ้าง ไปอยู่วัดได้ 10 วัน 11 วัน 9 วัน อะไรอย่างนี้แต่ละปีไม่เท่ากัน ถวายปัจจัยท่านเล็กน้อยเท่านั้นเอง ท่านกลับดูแลเรามาก ดูแลละเอียด เข้าไปกราบ ท่านก็สั่งพระอุปัฏฐากให้ไปจัดกุฏิพระให้หลวงพ่ออยู่ ท่านสั่งอย่างนี้ บอกคนนี้เขาภาวนาจริง ให้ไปอยู่โซนพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนร่ำคนรวยคนใหญ่คนโตไปกราบ ท่านก็ยิ้มๆ ถวายอะไรท่านก็ยิ้มๆ เฉยๆ ตอนเวลาไปเรียนกับครูบาอาจารย์ บางทีคนใหญ่คนโตอะไรมากราบท่าน พระอุปัฏฐากก็ให้พวกนี้กราบๆ ไปแล้วก็ออกไปเลย แล้วก็เปิดโอกาสให้หลวงพ่อส่งการบ้าน นี่เราอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น แต่ไม่ใช่อบอุ่นแบบลูกแหง่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้มาประคบประหงมเรา แต่ดูแลให้เราภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกหลวงพ่อก็เลยนึกว่า โอ้ พระกรรมฐานดีทุกองค์ เพราะเราเข้าไปวัดไหนก็เจอครูบาอาจารย์ ท่านก็ดีทั้งนั้นเลย เลยนึกว่าพระปฏิบัติจะต้องดีทุกองค์ กว่าจะฉลาดก็โง่มาก่อนทั้งนั้นล่ะ ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ฉะนั้นอย่างบางทีพวกเราร่อนเร่ไปที่โน้นที่นี่ มีบุญก็เจอที่ดีๆ อกุศลให้ผลก็เจอที่หลอกๆ ถมเถไป สิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุด เราแยกแยะยากว่าครูบาอาจารย์องค์ไหนดีหรือไม่ดี อย่างจะมาเชื่อว่าหลวงพ่อดีนี่โง่ รู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่อดี เป็นแค่ความเชื่อของเรา เชื่อตามๆ กัน นั่นเป็นความไม่ฉลาดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือการอ่านตำรับตำราไว้บ้าง อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ จับหลักการปฏิบัติให้แม่นๆ หรืออย่างฟังหลวงพ่อ จับหลักให้แม่นแล้วไปลงมือทำ ไม่ต้องเชื่อแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เวลาเราฟังธรรมะ ถ้าเป็นหลวงพ่อฟัง เราก็จะดูว่าคำสอนนี้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกไหม ถ้าไม่สอดคล้อง เราสังเกตต่อ ไม่สอดคล้องที่ Wording ที่คำพูด อย่างครูบาอาจารย์บางองค์ท่านไม่ได้เรียนปริยัติเลย ท่านก็ใช้ภาษาตามสะดวกของท่าน เราก็ต้องฟังดูว่าเนื้อหาสาระที่ท่านเทศน์นี่ถูกต้องไหม บางทีโดยพยัญชนะโดยภาษาโดยตัวหนังสือไม่ถูก แต่โดยเนื้อหาแล้วถูก อย่างนี้ก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราได้ปฏิบัติด้วย ได้อ่านตำราด้วย จะช่วยให้เราคัดกรอง ก็จะได้ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ ถ้าเราภาวนาไปถึงช่วงหนึ่ง เราจะเข้าใจอันไหนจริงอันไหนไม่จริง มันรู้ด้วยตัวเองได้ บางทีรู้แล้วแต่มันไม่สนองกิเลส บางคนอ่อนแอ อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อย่างนี้ก็มี อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อยู่กับหลวงพ่อไม่ได้ เพราะหลวงพ่อไม่โอ๋ แบบนี้พอเขาทนไม่ไหว เขาก็ต้องไปหาที่เรียนที่อื่นที่มีครูบาอาจารย์คอยโอ๋อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่หลวงพ่อพยายามสอนพวกเราคือ เรียนให้รู้เรื่องฟังให้รู้เรื่องก่อน รู้แนวแล้วเอาไปลงมือทำ ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง ที่เราปฏิบัตินี่เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองไหม มักน้อยสันโดษบ้างไหม คลุกคลีน้อยลงไหม สังเกตตัวเองไป ใฝ่หาความสงบวิเวกบ้างไหม หรือกระดี๊กระด๊าอยู่ตลอดเวลา วัดใจตัวเองวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไป ละเอียดขึ้นมาก็ใจคิดถึงการปฏิบัติบ่อยไหม นานๆ คิดทีอะไรอย่างนี้ไม่ได้กินหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา อย่างฟังหลวงพ่อไปแล้วเจริญสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ในเวลาไม่นานเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เคยโกหกหน้าตาย เวลาจะโกหกแล้วคราวนี้ชักละอายใจแล้ว อย่างนี้ถือว่ามีพัฒนาการ เลวแล้วรู้ว่าเลว มุสาวาทไม่ดีหรอก แล้วเรารู้ว่ามันไม่ดี มันเคยชินที่จะพูดไม่ดี ฉะนั้นเวลาพูดไปแล้ว บางทีมันหลุดปากออกไป มันละอายใจ อย่างนี้ถือว่าก้าวหน้า ชั่วแล้วรู้ว่าชั่ว ก้าวหน้า ก็สังเกตได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางคนบอกทำสมาธิจิตไม่เคยมีสมาธิเลย แต่มามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อยู่ๆ มันมีความสุขผุดขึ้นมาเอง ความสุขผุดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร นั่นล่ะจิตมันมีสมาธิ มีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว มีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ คล้ายๆ เป็นรางวัลปลอบใจให้เราเข้มแข็งในการปฏิบัติต่อไป อย่างช่วงแรกๆ ที่เราภาวนา เรายังไม่เห็นผลที่สำคัญ อย่างเรายังไม่ถึงมรรคถึงผลอะไรอย่างนี้ ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน ยังไม่เห็น มันมีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางที 3 วันผุดขึ้นมาทีหนึ่ง อาทิตย์หนึ่งผุดขึ้นมาทีหนึ่ง มันก็มีกำลังใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีกำลังใจ ธรรมะนี้ดีปฏิบัติแล้วอยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมาได้ ก็จะขยันภาวนา เวลาหลวงพ่อภาวนาแต่ก่อน ความสุขมันมีอยู่แล้วล่ะเพราะนั่งสมาธิมานาน แต่บางครั้งมันเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา พอมีความรู้ความเข้าใจผุดขึ้นมาทีหนึ่ง เราก็มีความสุขหลายวัน แต่ก็ไม่เกิน 7 วัน แล้วพอมีความรู้อย่างนี้ผุดขึ้นมา เราก็มีการบ้านไปส่งครูบาอาจารย์แล้ว ก็จะไปเล่าถวายท่านว่าผมภาวนาแล้วมันมีอาการอย่างนี้ ผมจัดการมันอย่างนี้ๆ ทำอย่างนี้ ที่กระผมทำอยู่นี่ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกครูบาอาจารย์ช่วยบอกด้วย ถ้าถูกแล้วครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติที่ยิ่งๆ กว่านี้ที่ดีกว่านี้อีก ส่วนใหญ่ท่านก็จะบอกว่าที่ทำน่ะถูกแล้ว ให้ทำต่อไป อันนี้เป็นการวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการวัดมี 2 อัน อันหนึ่งวัดใจตัวเอง สติเกิดบ่อยขึ้นไหม ทำผิดศีลได้หน้าตาเฉยหรือว่าละอายใจบ้างหรือยัง สมาธิเกิดขึ้นบ้างไหม นี้เราวัดใจตัวเอง มีโอกาสเจอครูบาอาจารย์บางทีเราก็ต้องถาม ที่ผมทำอยู่นี่ มันถูกไหม ถ้าถูกแล้วทำอย่างไรมันจะดีกว่านี้อีก ท่านก็จะบอกว่าทำต่อไป ถ้าบอกว่าทำต่อไปแสดงว่าทำถูกแล้ว ถ้าทำไม่ถูกเดี๋ยวท่านก็บอกเองล่ะ เห็นไหมไม่มีไปอ้อนเลย “หลวงปู่ครับหลวงปู่” ต้องทำเสียงอ้อนๆ “หลวงปู่ครับอย่างโน้นอย่างนี้ ผมอย่างโน้นผมอย่างนี้ ผมอยากปฏิบัติ แต่ๆๆๆๆ” เต็มไปด้วยคำว่าแต่ เจอหลวงปู่ปราโมทย์โดนเบิ๊ดกะโหลกเลย เงื่อนไขเยอะ ตั้งใจภาวนา สู้เอา แล้วสังเกตตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติมันก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกถือศีล 5 ข้อไว้ก่อน ศีล 8 ถือเป็นครั้งคราว เป็นฆราวาสทำงานหนักๆ อดข้าวเย็นทุกวันเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะ ก็ดูสภาวะของตัวเอง ผู้หญิงบางคนมีสามีแล้วก็ปฏิญาณตนถือศีล 8 ไม่ให้สามีถูกตัว บอกไม่เอาแล้วฉันจะไปนิพพานแล้ว ลูกผัวฉันไม่เอาแล้ว พอสามีไปมีผู้หญิงอื่น คราวนี้นิพพานไม่เอาแล้ว อาละวาดแล้ว ร้องห่มร้องไห้ คุณแม่จะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อย คนชอบมาร้องห่มร้องไห้ นี่ถือศีลเกินฐานะ เป็นฆราวาส แหม อยากถือศีล 8 อะไรอย่างนี้ พอสามีไม่ยอมด้วย ทนไม่ได้ กรรมฐานที่ฝึกไว้ล่มเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถือศีลให้พอดีกับตัว ให้พอดี ถือศีลนี่เอาแบบลำบากนิดๆ ข่มใจนิดๆ ไม่ต้องข่มใจแบบหักดิบ มันจะไม่ไหว พอไม่ไหวนี่ต่อไปใจมันฝ่อ อย่างตั้งใจว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทำไม่ได้ใจมันฝ่อ แต่ตั้งใจว่าไม่ไปผิดลูกผิดเมียใครเขาอย่างนี้ เห็นเมียคนอื่นสวย ข่มใจตัวเองนิดหน่อย อย่างนี้ดี ใจมันจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ หลวงพ่อเคยพลาด พลาดหลายครั้งเรื่องไม่อยากทำสมาธิ เพราะทำมาแต่เด็ก ทำแล้วก็รู้สึกมันไม่ได้อะไร ได้แต่ความสงบ ก็ขี้เกียจทำแล้ว มาเจริญปัญญารู้สึก แหม ดีๆ พอสมาธิเรากำลังไม่พอเมื่อไร การเจริญปัญญาจะผิดทันทีเลย วิปัสสนูปกิเลสจะเกิด เคยเกิดวิปัสสนูหลายแบบ ประเภทว่างอย่างนี้ พวกเราจะเจอบ่อย ดูจิตๆ แล้วมันว่างไป แล้วก็ยินดีพอใจในความว่าง แล้วติดอยู่ในความว่าง ตัวนี้ก็ไปไม่รอดก็อยู่แค่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยเจออีก 2 – 3 แบบ แบบหนึ่งสติเข้มแข็งมากเลย เข้มแข็งถึงขนาดมันแยกสภาวะ แยกรูปธรรมนามธรรมได้ละเอียดยิบเลย มองอากาศข้างหน้าสติมันแข็งแรงมาก เห็นอากาศนี่จริงๆ แล้วเป็นเม็ดๆ เห็นอย่างนั้น หรือบางทีเกิดปัญญามาก ภาวนาแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรขึ้นมา แล้วก็พยายามจำไว้ โอ้ ธรรมะอันนี้ดี พอภาวนาไปอีก อ้าว เกิดความรู้อีกแล้ว ก็จำเอาไว้อีก แค่อาทิตย์เดียวมีสภาวะเหมือนคนบ้า ไม่ได้บ้าจริงหมายถึงเทียบให้ฟัง เหมือนคนบ้าชนิดที่ว่าไปไหนก็เดินแบกตู้พระไตรปิฎกไป คนดีที่ไหนจะไปทำอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ๊ เราต้องผิดที่ไหนสักที่หนึ่ง ทำไมภาวนาแล้วแทนที่ใจจะโปร่งโล่งเบาคลายความยึดถือ นี่เรากลับไปยึดถือปัญญามากมาย เห็นเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก มีปัญญาขึ้นมาแล้วเสียดาย เก็บๆๆ ใส่สมองไว้เต็มไปหมดเลย อันนั้นก็รู้อันนี้ก็รู้ นี่ก็เป็นวิปัสนูอย่างหนึ่ง รู้เยอะไป เหมือนปัญญามากมาย ก็ใช้ไม่ได้ ภาวนาแล้วก็ยิ่งหนักขึ้นๆ แสดงว่าผิดแล้วล่ะ ภาวนาแล้วมันต้องปล่อยวางได้ ไม่ใช่ภาวนาแล้วยิ่งยึดถือ แล้วปล่อยวางต้องให้จิตมันปล่อยวางด้วยปัญญา ไม่ใช่แกล้งปล่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยอ่านหนังสือของเซน อ่านแล้วใจเราโล่งๆ ว่างๆ รู้สึกอย่างนี้ดี ก็น้อมจิตไปอยู่กับใจที่ว่างๆ โล่ง เห็นโลกนี้ว่างไปหมด อะไรๆ ก็ว่าง คิดว่าดี เสร็จแล้วก็พบว่าไม่ใช่หรอก นี่เราปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นเวลาเราภาวนาก็ต้องค่อยสังเกตไป อะไรที่ภาวนาไปแล้วมันขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สภาวะอะไรเกิดขึ้นนี่เป็นไปเพื่อความปล่อยวางหรือเพื่อความยึดถือ สภาวะทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ไหม ถ้าภาวนาแล้วไม่เข้าหลักไตรลักษณ์ ผิดแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่เราปฏิบัติอยู่นี่เป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนาต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกเราก็หลงทำสมถะอยู่ แล้วเราก็คิดฟุ้งซ่านไป แล้วบอกเราเกิดปัญญา อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ หรือบางทีเดินปัญญามากสมาธิไม่พอ อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ ต้องสังเกตตัวเอง ไม่ต้องรอถามครูบาอาจารย์ นานๆ จะมีโอกาสถามครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่ง แต่สติปัญญามันอยู่กับตัวเราทุกวัน อาศัยสิ่งที่อยู่กับตัวเรานี่ล่ะ คอยสังเกตสิ่งที่เราทำอยู่นี่ ทำให้อกุศลลดลงไหม ทำให้อกุศลเกิดยากขึ้นไหม ทำให้กุศลเกิดบ่อยไหม เกิดแล้วถี่ขึ้นๆ ไหม หรือนานๆ เกิดที นี่วัดใจตัวเอง สังเกตไป ดูไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสังเกตกิเลสเป็นเรื่องสำคัญ ภาวนาแล้วสังเกตกิเลสออกนี่ดีมากๆ เลย ในเบื้องต้นจิตใจเรามีกิเลสอะไร เราคอยรู้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ ต่อไปพอเราเข้าใจธรรมะ ตรงที่เราคิดว่าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะวัดว่าบรรลุจริงหรือไม่จริง วัดที่ไหน วัดที่กิเลส อย่างเราภาวนาแล้วจิตเรารวมวูบลงไป ถอยออกมา หลายคนรีบสรุปเลย ได้โสดาบัน จะได้หรือไม่ได้ วิญญูชนต้องสังเกตเอา ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก เพราะบอกแล้วมันอันตราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่กิเลสของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีเขาก็หลอกเอา ไปภาวนา เฮ้ย ได้โสดาบันแล้ว เขาให้ตำแหน่งก็ดีใจ มีเงินมีทองก็ยกให้เขาอะไรอย่างนี้ หรือเลื่อมใสศรัทธางมงายไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วเราคิดว่าเราได้โสดาบัน หรือภาวนาแล้วมีใครมารับรองเราว่าได้โสดาบัน ทั้ง 2 นัยยะ คิดเอง หรือมีใครมาบอกก็ตาม ให้สังเกตที่กิเลส พระโสดาบันละกิเลสบางอย่างได้เด็ดขาดแล้ว ละสักกายทิฏฐิคือละความเห็นว่าตัวเรามีอยู่จริง มีตัวมีตน แล้วสังเกตลงไปว่ามีไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางทีภาวนาจิตมันว่างๆ ไป แล้วบอกว่าตัวเราไม่มีแล้ว บอกใจเย็นๆ ดูไปหลายๆ วัน ตอนที่สมาธิเสื่อมลง จิตใจเป็นคนธรรมดานั่นล่ะ ดูสิมันจะมีตัวเราอีกไหม บางทีพอจิตมันทรงสมาธิอยู่ ก็มองตัวเราไม่เห็น มันสบาย มันว่างๆ พอสมาธิเสื่อมก็ไม่มีตัวเรา มีแต่ตัวกู หนักกว่าตัวเราอีก นี่สังเกตเอามันละได้จริงหรือเปล่า บางคนก็ภาวนาเขานึกว่าได้โสดาบัน หรือมีคนรับรองว่าได้โสดาบัน ก็ดูลงไปที่ตัวเอง ละสักกายทิฏฐิได้ไหม ศีล 5 ของเราดีไหม ถ้าศีล 5 ยังด่างพร้อยอยู่ ยังไม่ใช่หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นวัดตรงนี้ วัดที่กิเลสของเรานี่ ถ้ากิเลสยังหยาบๆ จนทำผิดศีลได้ ไม่ใช่หรอก ค่อยๆ สังเกตเอา พวกที่ชอบพยายามมาถามหลวงพ่อว่าได้โสดาบันหรือยัง บางคนหนักกว่านั้น มาบอกว่าได้โสดาบันแล้ว เคยเจอหนักที่สุดเป็นพระ บอกได้พระอรหันต์แล้ว หลวงพ่อบอกยังไม่ได้หรอก จิตใจเศร้าหมองเลย มัว ขุ่นมัว เศร้าหมองไปหมด บอกเห็นไหมจิตมีโทสะแล้ว เห็น ไม่ใช่พระอนาคามีหรอก วัดกันด้วยกิเลสอย่างนี้ ไล่ๆๆๆ ต้อนลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นใครบอกเราได้โน้นได้นี่ อย่าเพิ่งเชื่อ หรือเราภาวนาแล้วเราเชื่อของเราเอง ก็อย่าเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์สังเกตกิเลสไปนานๆ เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมนี่ภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาจีน เป็นคนสุรินทร์ หลวงพ่อกิมบอกว่าไปภาวนานี่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วคิดว่าบรรลุอะไรแล้วนี่ ให้ดู 3 เดือน ดูไปเรื่อยๆ 3 เดือนนี้กิเลสจะกลับมาไหม กระทั่งคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ดูไป 3 เดือนเดี๋ยวก็เจอ แต่ถ้าตั้งใจว่าเราเป็นไปแล้ว เชื่อไปแล้ว คราวนี้ไม่ยอมดูแล้ว ไม่กล้าดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนภาวนาได้ใบเซอร์ฯมาจากที่อื่น บอกไม่กล้าดูแล้ว เพราะว่ากลัวจะไม่ได้เป็นโสดาบัน ไปเรียนสะเปะสะปะ อันตราย รู้ปริยัติไว้บ้างก็ดี เอาไว้ตรวจสอบตัวเอง เคยได้ยินคำว่าโยนิโสมนสิการไหม โยนิโสมนสิการ การพิจารณาโดยแยบคาย คำว่าแยบคายไม่ใช่เจ้าเล่ห์แสนกล แยบคายนี่ก็คือดูว่าอันนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายไหม แยบคายตรงนี้คือดูว่ามันสอดคล้องไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้สอนวิธีตรวจสอบตัวเอง เราจะได้ไม่งมงาย ไม่ต้องฟังใคร หลวงพ่อภาวนาหลวงพ่อไม่เคยสงสัยตัวเองเลย ภาวนาอย่างไร เพราะเราตรวจสอบตัวเองเสมอ บางทีเข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชมว่าฉลาดๆ คอยรู้ทันจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าได้โสดาบัน สกทาคามี ศีลของเราต้องบริบูรณ์ สมาธิยังเล็กน้อย แต่ว่าละกิเลสไปอีกกลุ่มหนึ่ง ละความเห็นผิดว่าในขันธ์ 5 นี่มีตัวเราอยู่ หรือมีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 เป็นอย่างไรตัวเรานอกขันธ์ 5 บางคนนั่งสมาธิ ถอดจิตออกไปอยู่ข้างบน ย้อนมาดู ขันธ์ 5 มันอยู่ข้างล่าง นี่มีตัวเราอยู่นอกขันธ์ 5 อีก มีตัวเรา ขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ตัวเราเป็นขันธ์ 5 อะไรอย่างนี้ ถ้าได้จริงจะไม่มี มันจะรู้เลยขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 ก็ไม่มี ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยจะไม่มี ถ้าเราได้โสดาบัน เราจะไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่นำเราพ้นทุกข์ได้จริงไหม จะไม่สงสัยในตัวพระพุทธเจ้าเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กยุคนี้บอกพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก คิดอย่างนั้นเลย พูดไปทั้งๆ ที่ไม่ได้พิสูจน์ พูดด้วยความเห็น แล้วความเห็นตัวนั้นเป็นความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ แต่พอถ้าภาวนาได้ธรรมะแล้ว จะรู้พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านมีจริง พาพ้นทุกข์ได้จริง พระธรรมมีจริงไหม มี พระธรรมนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ มีจริงๆ พระสงฆ์มีไหม มี เราอาจจะไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระสงฆ์ แต่ตัวเองเป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ยังนุ่งกางเกง ใส่ผ้านุ่งผ้าถุงอะไรอย่างนี้ ก็เป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว มันจะรู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง ไม่สงสัย รู้ว่าการปฏิบัติที่ถูกเป็นอย่างไร ละสีลัพพตปรามาส การถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคนบำเพ็ญพรตงมงาย เช่น คิดว่ากินเจแล้วบรรลุได้เร็วกว่า ถ้ากินเจถึงจะบรรลุได้ วัวควายกินหญ้ามาตลอดคงบรรลุหมดแล้วล่ะ หรือบางคนคิดว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วจะบรรลุเร็ว ถ้าอย่างนั้นปลาในแม่น้ำคงคาก็บรรลุหมดแล้วล่ะ อย่างนี้ที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส งมงาย เราจะละความงมงาย เราจะรู้เลยสิ่งที่ทำให้เราบรรลุพระโสดาบันคือไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา เดินอยู่ในหลักของสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ตามใจกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลงมือทำสติปัฏฐาน ในเบื้องต้นทำให้เกิดสติ พอมีสติแล้วศีล สมาธิ ปัญญาก็จะค่อยๆ แก่รอบขึ้น เราจะรู้ว่าเส้นทางที่ไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น สุดท้ายหนีไม่พ้นเรื่องสติปัฏฐานหรอก สติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ฉะนั้นวัดที่ตัวเอง หลายคนบางทีเขียนจดหมายมา มาเล่าหลวงพ่อบอกว่าได้โสดาบันแล้ว บางคนบอกว่าเห็นจิตกับสภาพธรรมที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันแล้ว มันเห็นด้วยกำลังสมาธิเป็นครั้งคราวหรอก เดี๋ยวก็ไม่เห็น มันยังไม่ใช่ของแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต้องค่อยๆ สังเกตตัวเองให้ดี อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วเคล็ดลับสำคัญในการสังเกตจิตตนเอง ต้องดูจิตตนเองในภาวะปกติ อย่าไปทรงสมาธิอยู่ อย่างถ้าเราไปทรงฌานอยู่ แล้วเราบอกว่า เราไม่มีราคะแล้ว ไม่มีโทสะแล้ว ไม่มีกามราคะ ไม่มีโทสะ เป็นพระอนาคามีแล้ว ออกจากสมาธิมา อ้าว กิเลสกลับมาอีกแล้ว ราคะก็แรงยิ่งกว่าเก่า โทสะก็ยิ่งแรงยิ่งกว่าเก่าอีก พวกนั่งสมาธิหลุดออกมาจากสมาธิแล้ว กิเลสแรง กิเลสมันคิดดอกเบี้ย มันถูกเก็บกดอยู่ช่วงหนึ่ง มีโอกาสมันซัดเราหงายท้องเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาเวลาเราจะสังเกตกิเลสตัวเอง สังเกตในภาวะปกติในใจที่เป็นปกติอย่างนี้ ไม่ใช่ใจที่ทรงสมาธิอยู่ บางคนเพ่งเอาไว้อย่างนี้ แล้วบอกว่าไม่มีกิเลสแล้ว หลวงพ่อพยายามทำหน้าให้ดู จิตก็เป็น ทำทั้งหน้าทั้งใจ เพ่งอยู่อย่างนี้ แล้วบอกไม่มีกิเลส ใครด่าก็ไม่โกรธ ใครชมก็เฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ เดินโป๊ๆ ก็เฉยๆ ทำไมมันเฉย จิตมันติดสมาธิอยู่ มันก็ข่มกามราคะได้ มันข่ม มันไม่ได้ละ มันข่มไว้ชั่วคราว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราภาวนาแล้วเรานึกว่าเราได้โน้นได้นี้ เราวัดกิเลสตัวเอง วัดในภาวะที่จิตใจเป็นปกติ อย่าไปน้อมจิตให้นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่ แล้วก็มาวัดตอนที่มันนิ่งๆ ทื่อๆ อันนั้นจะวัดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นคนปกติอย่างเวลานั่งสมาธิจิตรวมอยู่อย่างนี้ คนมาด่าก็เฉย เวลาออกจากสมาธิคนยังไม่ทันด่า มันมองหน้าโดดถีบมันแล้ว นี่มันจะต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องวัดตัวจริง ไม่ถูกฌานสมาบัติอะไรมาห่อหุ้มเอาไว้ ฉะนั้นเวลาวัดกิเลส วัดตอนที่ใจเราเป็นปกตินี่ล่ะถึงจะเห็นชัด พอได้หลักไหมในการที่จะไปตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง เราตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง ใช้โยนิโสมนสิการเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรู้โยนิโสมนสิการได้ต้องมีสุตตะ มีการเรียนรู้ สุตตะไม่ใช่พระสูตรเฉยๆ สุตตะ การฟังๆ การอ่านก็ใช้ได้ อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ อ่านให้รอบคอบ อ่านแล้วก็จับประเด็นผิดๆ ถูกๆ อะไรอย่างนี้ อันตรายเหมือนกัน อ่านต้องรอบคอบ อย่างบอกว่าถ้าพระไปรักษาโรคให้คน พระหมอนี่ทำผิดศีล เป็นเดรัจฉานวิชา วิชาแพทย์ พระไปทำเดรัจฉานวิชา อาบัติ นี่พูดเอาเอง ที่จริงพระหากินด้วยเดรัจฉานวิชา อาบัติ แต่พระใช้เดรัจฉานวิชาช่วยเหลือสงเคราะห์โลกอะไรอย่างนี้ เป็นความเมตตากรุณาต่างหาก พอตีความผิดก็ใส่ร้ายพระไปทั่ว องค์โน้นผิดองค์นี้ผิด ผิดอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องเรียนต้องอ่านบ้าง แต่อ่านแล้วก็เอาแขวนขึ้นหิ้งไว้ก่อน ตอนที่ลงมือภาวนา ลืมไปก่อน แล้วภาวนาเสร็จแล้วลองมาเทียบดูกับตำรา ถ้าภาวนาถูกต้องตรงกัน ต้องตรงกัน ฉะนั้นโยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่คิดตามใจกิเลส แต่คิดโดยดูหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านสอนไว้อย่างไร ดูตรงนั้น แล้วก็จุดสำคัญ หัดสังเกตตัวเอง สังเกตใจไว้ แล้วก็มีโอกาสถามครูบาอาจารย์ ตรงนี้เสี่ยงมากเลย บางทีเราภาวนาดี เราไปเจอครูบาอาจารย์เก๊ ไปถามเขาแก้ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีเรียนกับที่อื่นมา แล้วมาฟังกับหลวงพ่อ เราก็แก้ให้ กลับไปหาอาจารย์ อาจารย์แก้กลับไปอย่างเดิมอีก อย่างกับตีปิงปอง ตีกลับไปกลับมา สุดท้ายหลวงพ่อตบทีเดียว กระเด็นออกนอกโต๊ะไปเลย ไม่เอาด้วยแล้ว ฉะนั้นวัดใจตัวเองให้ได้ดีที่สุด แล้วเครื่องมือในการวัด โยนิโสมนสิการ วัดด้วยตัวนี้ ฉะนั้นอย่าได้โง่งมงาย ทุกวันนี้คนออกมาสอนมากมายเหลือเกิน เราภาวนาชำนิชำนาญ เราฟังปุ๊บเราก็รู้แล้วนี่ธรรมะระดับไหน ธรรมะระดับคิดเอาหรือว่ามีประสบการณ์ตรง ประสบการณ์นั้นตรงถูกหรือไม่ถูก ไปอีกหลายระดับ ค่อยๆ ดูเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ทำไมไม่สอนวิธีปฏิบัติ สอนไปเยอะแล้ว วันนี้สอนการตรวจการบ้านตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาถามหลวงพ่อบ่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10860</id>
		<title>《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10860"/>
		<updated>2025-04-09T14:41:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ มาฟังธรรมดี ดีกว่าตอนบ่ายๆ บ่ายๆ นั่งฟังส่วนใหญ่ก็หลับ เช้าๆ เพิ่งจะหลับเสร็จมา ธรรมะพยายามเรียนไว้ เป็นของดีของวิเศษ ในโลกไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนในโลกก็หลงต่อสู้แย่งชิงกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน เบียดเบียนกัน อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมไปอย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาจริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา ได้มาก็ได้มาชั่วคราว ไม่นานเราก็ต้องคืนเจ้าของ ร่างกายเราก็ต้องคืนไปสู่ความเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตก็เป็นธาตุอันหนึ่ง เป็นวิญญาณธาตุ ก็เกิดดับหมุนเวียนไป จิตดวงใหม่ก็ไม่ใช่ดวงเดิม อย่างพวกคนจำนวนมากก็คิดว่าพวกเรามีจิตวิญญาณอยู่ พอเราตายแล้วจิตใจของเราดวงนี้ ออกจากร่างนี้ไปเข้าร่างใหม่ อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าจิตนี่เที่ยงจิตเป็นอมตะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้หรือกว่าจิตเองเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราภาวนายังไม่ละเอียดพอ เราก็เห็นว่าจิตมีดวงเดียว จิตอยู่กับตัวเรา เดี๋ยวก็วิ่งไปที่ตาแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่หูแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย แล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปคิดแล้วก็วิ่งกลับมา เราคิดว่าจิตมีดวงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้เพราะสติปัญญาของเรายังไม่แก่กล้าพอ ต้องฝึกอีก ถ้าฝึกแล้วเราจะเห็นเลย จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตนั้นเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูก็ดับที่หู เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้น จิตที่เกิดที่ตากับจิตที่เกิดที่หูก็คนละดวงกัน ทำหน้าที่ได้แตกต่างกัน จิตที่เกิดที่ตาก็ทำหน้าที่เห็นรูป จิตที่เกิดที่หูทำหน้าที่ฟังเสียง เราจะเอาหูไปเห็นรูป มันทำไม่ได้ จิตมันเกิดดับทางโน้นทางนี้ในทวารทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนจำนวนมากตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พวกหนึ่งก็คิดว่าตายแล้วสูญไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ อีกพวกหนึ่งคิดว่าตายเฉพาะร่างกายแต่จิตวิญญาณไม่ตาย เดี๋ยวก็จะกลับมาเกิด เหมือนเคยเห็นปูเสฉวนไหม ตัวมันโตขึ้นก็เปลี่ยนเปลือก ไปหาเปลือกหอยอันใหม่เข้าไปอยู่ แล้วคิดว่าตัวเดิมแต่ย้ายบ้าน ก็คิดว่าจิตนี้ก็ดวงเดิมแต่ย้ายบ้าน คือย้ายที่อยู่ย้ายร่างกายใหม่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วท่านพบว่า การคิดว่าตายแล้วสูญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วเกิด ตัวเก่าไปเกิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านภาวนาท่านก็รู้แจ้งแทงตลอดว่าจริงๆ แล้ว ขันธ์ 5 มันเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตเองก็เกิดดับ แล้วก็เกิดดับรวดเร็วมาก รวดเร็ว อย่างเวลาเราเห็นรูปบางอย่าง แล้วกว่าเราจะคิดได้ว่านี่เป็นรูปอะไร รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปหมา รูปดอกไม้ แล้วก็กว่าใจเราจะยินดียินร้ายขึ้นมา มีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องกันจำนวนมาก จิตเกิดดับๆ ต่อเนื่องกันจำนวนหลายดวงเลย เริ่มแต่จิตไปเห็นรูป ตามันมองเห็น จิตอาศัยตาไปดูรูป จิตที่เห็นรูปเกิดแล้วดับทันที ชั่วขณะเดียวเท่านั้นดับพรึ่บไป มีจิตอีกดวงหนึ่งเป็นแมสเซนเจอร์ รับข้อมูลจากภาพที่เห็นส่งเข้ามาสู่จิตส่วนกลาง คนละดวงกัน จิตมันรับข้อมูลเข้ามา มีการประมวลข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูลกว่าจะรู้ว่านี่คือรูปอะไร พอรู้ว่ารูปอะไรแล้ว ก็มีจิตมาตัดสินอีกว่าต่อไปนี้จิตจะเกิดกุศลหรือเกิดอกุศล เลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างแค่ตาเราเห็นรูปมีจิตเกิดดับสืบเนื่องตั้งเยอะ กว่าจิตเราจะเกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายอะไรขึ้นมา เกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้จบแค่นั้น ก็ยังมีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องไปอีก ก่อนที่มันจะตกภวังค์ มันจะลงจากวิถีที่ขึ้นมารับอารมณ์ทางตาต่อเข้ามาที่ใจ ก่อนที่มันจะตกภวังค์ลงไป มันมีการเซฟข้อมูลคล้ายๆ คอมพิวเตอร์เลย ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์มันคล้ายๆ จิตมากกว่า เพราะจิตมันเกิดก่อนคอมพิวเตอร์ อย่างเวลาเราชัตดาวน์ เครื่อง มันไม่ได้ดับทันที มันต้องเซฟข้อมูลลงไปก่อน แล้วมันถึงจะปิดเครื่องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตพอมันขึ้นมาเสวยอารมณ์จะเป็นกุศลอกุศลก็ตามเถอะ ก่อนที่มันจะลงภวังค์จบกิจกรรมอันนี้ มันมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ บุญหรือบาปที่เราทำไม่ได้สูญหายไป ถูกเก็บบันทึกลงไปในภวังคจิต แล้วก็ถัดจากนั้นเวลากระทบอารมณ์ครั้งใหม่ จิตก็ขึ้นจากภวังค์ จิตขึ้นจากภวังค์ แล้วขึ้นมารับอารมณ์ อย่างเวลาเรานอนหลับลึกๆ จิตอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้อะไรข้างนอก อย่างมากก็มีอารมณ์เก่าๆ ฝันอะไรต่ออะไรตามอารมณ์เก่าๆ ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี่พอจิต สมมติว่าเรานอนหลับสนิทอยู่ แล้วมีสิ่งบางสิ่งมากระตุ้นให้ตื่น สังเกตดูให้ดีตอนที่จิตมันขึ้นจากภวังค์ มันยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้มันตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตื่นเป็นเสียงแปลกๆ หรือเป็นกลิ่นแปลกๆ อย่างบางคนตื่นขึ้นมา ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเมื่อกี้ตื่นขึ้นมาเพราะมันมีเสียงคล้ายๆ ผู้ร้ายปีนบ้านเราแล้ว มันค่อยๆ ขึ้นมา ทำงานเป็นช็อตๆๆ ขึ้นมา ทีนี้พอแปลความหมายได้แล้ว ผู้ร้ายขึ้นบ้านใช่ไหม ใจก็กลัว ค่อยทำงานต่อเนื่องกันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอใจกลัวสะสมโมหะเอาไว้ เอ้ย ใจกลัวนี่เป็นโทสะ ใจไม่สบาย เครียด ก็สะสมความเคยชิน คนไหนเคยขี้กลัวจะยิ่งขี้กลัวมากขึ้นๆ คนไหนขี้โลภแล้วตามใจกิเลสเรื่อยๆ ก็จะขี้โลภมากขึ้น คนไหนขี้โกรธ ตามใจโกรธแล้วก็ตามใจตัวเองเรื่อยๆ ก็จะโกรธเก่งขึ้นเรื่อยๆ สะสม นี่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสะสมเอาไว้ในภวังคจิต ภวังคจิตก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง เหมือนจิตที่ไปรู้รูป จิตที่ไปได้ยินเสียงอะไรพวกนี้ หรือจิตที่คิดนึกปรุงแต่งว่าอันนี้ชั่วอันนี้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจิตมีสารพัดจิต มีมากมายทำงานต่อเนื่องกันเป็นช็อตๆๆๆ ไป อย่างหลวงพ่อตอนหัดภาวนาตอนที่เห็นสภาวะอันนี้ทีแรก นอนหลับอยู่แล้วตอนตื่น จิตมันขึ้นจากภวังค์ เรารู้สึกเลยจิตมันผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมาจากความว่างๆ ผุดปุ๊บขึ้นมาทีแรกเหมือนรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร แล้วต่อมาจิตมันขยายความรับรู้ออกมา อ๋อ มันรู้ความรู้สึกนึกคิด แล้วมันขยายความรับรู้ออกไปอีก รู้ร่างกาย เห็นร่างกายนอนท่านั้นท่านี้ เห็นมันทำงานเป็นช็อตๆๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึก แล้วเราจะรู้ว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่จิตมีทีละดวง ทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราเห็นตรงนี้เราจะรู้เลยว่ามันไม่มีตัวเราที่แท้จริง สิ่งที่เราคิดว่าตัวเราๆ มันผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาตั้งช่วงหนึ่งแล้ว ถึงจะมาสรุปว่านี่ตัวเรา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี มีแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่จะเป็นตัวตนถาวรอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังดูยาก ที่จริงไม่ได้ยาก แค่ละเอียดเท่านั้นเอง เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้สติของเราเร็วขึ้นๆ ถ้าสติเราเร็วเราก็จะเห็นกระบวนการเหล่านี้ได้ ถ้าสติเราอืดอาดล่าช้า กว่าสติจะเกิด โอ้ย เนิ่นนาน เราก็จะหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว แล้วจิตดวงนี้วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปทางตาแล้วก็วิ่งกลับมา เคยเห็นแมงมุมไหม แมงมุมชักใย เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้าย เดี๋ยวก็วิ่งไปทางขวา แล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลางทุกที เราก็คิดว่าจิตนี่วิ่งไปวิ่งมาแล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกๆ ที่หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อเห็นจิตมันวิ่งไปวิ่งมา แล้วจิตมันก็รู้ว่าจิตมันไม่ใช่เรา มันทำงานของมันได้เอง คิดนึกปรุงแต่งของมันได้เอง ภาวนามาเรื่อยๆๆๆ ก็เห็นจิตมันไปทางโน้นทางนี้ เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ เกิดที่จิตแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ เกิดที่ไหนดับที่นั่น ก็สงสัย เกิดความสงสัย เราจะภาวนา เราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหน เอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหนดี ตอนนั้นก็นึกว่าเอาตั้งไว้กลางหน้าอกนี่กระมัง เพราะเราเห็นกิเลสผุดขึ้นจากกลางหน้าอกนี่ กุศลก็ผุดขึ้นจากกลางหน้าอก ผุดขึ้นตรงนี้ อะไรๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากกลางหน้าอกนี่ล่ะ ก็เลยคิดว่าเราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอดีได้เจอหลวงปู่ดูลย์ เข้าไปถามท่าน หลวงปู่ครับจิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คำตอบในใจเราคือตั้งอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ตอบชัดเจน จิตไม่มีที่ตั้ง จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น อ้าว แล้วเวลาเราภาวนาเราจะทำอย่างไร เราก็รู้อย่างที่รู้ได้ ไม่ต้องไปตั้งเอาไว้ก่อนแล้วไปรอดู ถ้าเราเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้ แล้วรอดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่ผิดแล้ว ดูจิตผิดแล้ว ดูจิตที่ถูกต้องก็คือ จิตมันเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปรอดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รอให้ความสุขผุดขึ้นมาแล้วก็รู้ว่ามีความสุข ความทุกข์ผุดขึ้นมาแล้วรู้ว่ามันทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ผุดขึ้นมาก็รู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ กุศลผุดขึ้นมารู้ว่าเป็นกุศล โลภโกรธหลงผุดขึ้นมาก็รู้ว่ามันโลภมันโกรธหรือมันหลง นี่รู้ไปทีละช็อต ทีละช็อต รู้ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ถ้าเราคอยดูอย่างนี้เรื่อยๆ เราไม่เอาจิตไปตั้งรอดู หลายคนภาวนาที่หลวงพ่อเห็น พอคิดจะดูจิตมันก็จ้องเลย รอดู พยายามจ้อง บางคนไม่รู้จะจ้องที่ไหน ก็ส่ายไปส่ายมา สแกนไปเรื่อย มีไหม ใครทำ ตรงไหนดี ดูตรงไหนดี ดู เอาละตรงนี้ เอาตรงนี้ ก็จ้องเฝ้าไว้ นี่เป็นการดูจิตที่ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดูจิตนี่ข้อแรกเลยก็คือ อย่าดักดู อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา หรือให้จิตทำงานไปก่อนแล้วค่อยรู้เอา อย่างให้มีความสุขผุดขึ้นมาแล้วค่อยรู้เอา ไม่ต้องไปรอดูว่าต่อไปนี้อะไรจะโผล่ขึ้นมา หลายคนที่ภาวนาแล้วดูจิตๆ แล้วดูไม่ได้เรื่องเลย ก็เพราะว่าไปดักดู เพราะฉะนั้นกฏของการดูจิตข้อแรก อย่าดักดู จิตเป็นอย่างไรก็รู้อย่างที่เท่าที่รู้ได้ ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปบังคับจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎข้อที่ 2 ก็คือ เมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว เวลาดู ดูแบบคนวงนอก อย่าถลำลงไปดู หลายคนถลำลงไปดู หลวงพ่อก็เคยเป็น ที่หลวงพ่อมาพูดให้พวกเราฟังนี่ พูดอย่างองอาจกล้าหาญมั่นใจเพราะเคยผิดมาแล้ว ไม่ใช่เก่ง แต่เพราะเคยโง่มาแล้ว เคยทำผิดมาแล้ว ถึงมาพูดได้เต็มปากว่าอย่างนี้ไม่ถูกหรอก เวลาอย่างหลวงพ่อเป็นคนขี้โมโห สมัยก่อนมันผุดความโกรธผุดขึ้นมานี่ หลวงพ่อไปดูที่ความโกรธแล้วจิตมันเคลื่อนเข้าไปในความโกรธ ความโกรธก็หนี เคลื่อนหนีออกไปอยู่ข้างนอก แล้วเสร็จแล้วความโกรธดับปั๊บลงไป มันก็ดับพร้อมกับจิตที่โกรธนั่นล่ะ คือจิตมันไม่ตั้งมั่นแล้ว เวลาที่มันถลำไปดู จิตมันออกนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ถลำไปดูมันออกนอก ไม่ว่าจะดูรูป ดูเสียง ดูกลิ่น ดูรส ดูสิ่งที่สัมผัสร่างกาย หรือกระทั่งดูนามธรรมที่เกิดในใจเรา อย่างโกรธแล้วเราไปดูที่โกรธ แล้วเราถลำไปจ้องที่โกรธ อันนี้หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตส่งออกนอกแล้ว หรือขณะดูร่างกายเรานี่เห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆๆ จิตไหลไปจ้องที่หัวใจ อันนี้ก็ส่งจิตออกนอกเรียบร้อยแล้ว คำว่า “ส่งจิตออกนอก” ไม่ใช่ส่งออกไปนอกร่างกาย แต่ออกไปจากฐานของจิต ออกไปจากสภาวะที่ตั้งมั่นของมัน มันจะเคลื่อนออกไป ตรงนี้จริงๆ แล้วจิตไม่ได้เคลื่อนออกไป แต่จิตที่ตั้งมั่นนั้นมันดับ มันเกิดจิตที่ฟุ้งซ่านออกไปหาอารมณ์ คนละดวงกันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ไปหัดดูทีแรกเห็นความโกรธ จิตมันไปจ้องที่ความโกรธ มันไปมองความโกรธ จิตส่งออกนอกแล้ว พอความโกรธดับปั๊บ จิตดวงนั้นก็ดับไปด้วย แล้วจิตก็ไปว่างสว่าง เกิดจิตดวงใหม่ว่างๆ อยู่ แต่ว่างอยู่ข้างนอก ฉะนั้นจิตมันเกิดดับๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฏข้อแรกให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ อย่าไปดักดู กฎข้อที่สอง เวลาดู ดูแบบคนวงนอกไม่มีส่วนได้เสีย อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าลงไปเพ่ง ดูกายก็เหมือนกัน บางคนขยับมืออย่างนี้ ขยับมือแล้วไปเพ่งใส่มือ อันนี้ก็จิตออกนอกแล้ว จิตไปอยู่ที่มือ ดูท้องพองยุบแล้วจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง อันนี้ก็ส่งออกนอกแล้ว จิตมันเคลื่อนไปแล้ว จิตที่ไม่เคลื่อนก็คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับเช่นเดียวกับจิตชนิดอื่นนั่นล่ะ ทีนี้เราต้องฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
ถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิไม่ใช่แปลว่าสงบ อย่ามักง่าย พวกเราชอบแปลสมาธิว่าสงบ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น ความตั้งมั่นก็ไม่โคลงเคลงคลอนแคลน ไม่วิ่งไปวิ่งมา หลงไปทางโน้นที หลงไปทางนี้ที แต่มันตั้งมั่นมันรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เป็นสภาวะที่จิตตื่นขึ้นอย่างแท้จริง เราต้องฝึกตัวนี้ แล้วต่อไปเวลาเราภาวนาเราเห็นสภาวะนี่ จิตเรามีความตั้งมั่น มันจะไม่ถลำลงไปดู ไม่ถลำลงไปเพ่ง ฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่นถึงสำคัญมาก แล้วพอเราเห็นสภาวะแล้ว สภาวะอยู่ห่างๆ จิตอยู่ต่างหาก จิตกับสภาวะที่ถูกรู้มันแยกออกจากกัน อย่างจิตมันรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นแค่คนเห็นมัน เมื่อจิตกับร่างกายแยกออกจากกันมันจะเกิดปัญญา เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นของที่ถูกรู้ถูกดูเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานหลวงพ่อยังทำนิ้วมือให้ที่วัดเขาดู เรามีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณคือจิต เวลาที่เราจะเจริญปัญญานี่ เรามีจิตไปรู้รูป เรามีจิตไปรู้เวทนา เรามีจิตไปรู้สัญญา เรามีจิตไปรู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว ขาดจิตตัวเดียวไม่มีการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นการแยกขันธ์เราไม่ต้องแยก 5 ขันธ์ก็ได้เวลาเดินปัญญาจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราดูรูป ใครเป็นคนดูรูป จิตเป็นคนดูรูป ต้องอย่างนี้ เราเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู ร่างกายยืนเดินนั่งนอน จิตเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง จิตเป็นคนดู ต้องมีจิตเป็นคนดู เวลาเราจะรู้เวทนา ทำนิ้วยากหน่อย ตัวนี้นิ้วแข็งแล้ว แก่ นิ้วนี้ อย่าเห็นนิ้วอื่นเห็นนิ้วเดียว แล้วก็จิตอยู่นี่ เวทนาเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าเราสามารถแยกได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา มันแยกออกมาต่างหาก มันไม่ลงไปคลุกวงใน ไม่รวมเข้าไปกับขันธ์ 5 ไม่รวมกับขันธ์ที่เหลือนี่ มันจะแยกตัวออกมา พอจิตมันแยกตัวออกมาด้วยความตั้งมั่นมีสัมมาสมาธินี่ ขันธ์อื่นๆ มันจะกระจายตัวออกไป มันจะไม่ใช่จิต ร่างกายไม่ใช่จิต สุขทุกข์ไม่ใช่จิต ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่จิต ดีชั่วไม่ใช่จิต สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ว่ามันจะไปเข้าคู่กับรูป เวทนา สัญญา หรือสังขารก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นต้องดูห่างๆ ถ้ารวมเป็นก้อนอย่างนี้ ไม่รู้เรื่องแล้วอย่างนี้ พวกเราปุถุชนทั้งหลายเป็นมะเหงกเลย ไม่ใช่ก้อนอย่างเดียว ไม่ใช่ก้อนอย่างนี้มันก้อนอย่างนี้เลย เพราะมันแยกขันธ์ไม่ได้ ที่แยกขันธ์ไม่ได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเรื่องจิตตั้งมั่นเป็นเรื่องใหญ่ ตอนหลวงพ่อภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ภาวนาอยู่ 7 เดือน หลวงปู่บอกว่าเข้าใจการปฏิบัติแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว ต่อไปไม่ต้องมาเรียนกับท่านก็ไปได้ด้วยตัวเอง ท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็เที่ยวไปดูที่โน้นที่นี่ สำนักโน้นสำนักนี้ เราไปหาประสบการณ์ ไปดูว่าเขาภาวนากันอย่างไร หลวงพ่อพบว่าปัญหาใหญ่ก็คือไม่มีตัวนี้ ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกหนึ่งไม่เอาสมาธิเลย คิดพิจารณาร่างกายอย่างเดียวเลย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อันนั้นสมาธิออกนอก สิ่งที่ได้คือสมถะเหมือนกัน แต่สงบเฉยๆ สงบสบายมีความสุขไป แต่จิตไม่ได้ตั้งมั่น มันไม่ได้เห็นอย่างแท้จริงว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่มันเห็นด้วยการคิด เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่น ปัญญาที่เกิดอย่างมากก็เป็นปัญญาจากการคิด ไม่ใช่ปัญญาจากการเห็น ไม่ใช่ปัญญาจากการรู้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกให้ได้ตัวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปดูสำนักต่างๆ บางที่เขาไม่เอาสมาธิเลย เขาไม่ฝึกเลย ไปบางที่ฝึกสมาธิแต่เป็นสมาธิที่เพ่งจ้อง จ้องๆๆ มุดลงไปเรื่อยๆ จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตเคร่งเครียดไปหมดเลย จิตที่เคร่งเครียดเป็นอกุศลจิต เพราะมหากุศลจิตจะมีลักษณะเบา รู้สึกไหมเวลาใจเราเป็นบุญเป็นกุศล ใจเราเบา มันถึงลอยขึ้นสวรรค์ได้ ใจบาปหยาบช้ามันหนัก มันลงข้างล่าง หนัก จิตที่เป็นกุศลมันเบา มันอ่อนโยนนุ่มนวล ถ้าแข็งกระด้างจิตเป็นอกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่วิธีดูง่ายๆ เลย ถ้าวันนี้ใจเราแข็งกระด้างมากเลย นี่ใจเราเป็นอกุศล หรือวันนี้ใจเราหนักมากเลย ทั้งๆ ที่นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่หนักมากเลย นี่ก็อกุศล ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลจะเบา อ่อนโยน นุ่มนวล แล้วก็ไม่เซื่องซึม ถ้านั่งแล้วก็ ไม่ใช่ ต้องไม่เซื่องซึม คล่องแคล่วว่องไว แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ขยันที่จะเรียนรู้รูปรู้นาม แล้วก็เวลารู้รูปรู้นามก็รู้ซื่อๆ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง นี่ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเป็นจิตที่เป็นกุศลชั้นเลิศเลย เป็นจิตที่สามารถเอาไปเจริญปัญญาทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิไม่ต้องพูดเรื่องการเจริญปัญญา เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ไปคิด คิดธรรมะจะไม่ได้เข้าใจธรรมะหรอก ฉะนั้นที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญพวกเรานักหนา เฮ้ย หลงไปแล้ว นี่เพ่งไปแล้ว เพื่อจะตบเรา ตบซ้ายทีตบขวาที มันจะได้เข้าทางสายกลาง ทางแห่งความรู้ตื่นเบิกบาน ทางที่จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ให้เราอาศัยสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ฉะนั้นเราคอยฝึกถ้าจิตเราหลงไปดูรู้ทัน จิตหลงไปฟังรู้ทัน จิตหลงไปคิดรู้ทัน หัดรู้ไปเรื่อยๆ จิตหลงเมื่อไรก็รู้ไปๆ หัดรู้ไป หรือจะช่วยด้วยการทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้ อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธอย่างนี้ แต่ไม่ได้มุ่งให้สงบ มุ่งให้สงบเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมการหายใจ ลืมพุทโธแล้ว รู้ว่าจิตหนีไป นี่รู้ว่าจิตหลงไปคิดแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตหลงไปคิด จิตที่หลงคิดจะดับ แล้วจิตที่รู้ตื่นเบิกบานจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ หรือจิตหลงไปฟัง จิตหลงไปดมกลิ่น ถ้าเรามีสติรู้ทัน เมื่อไรมันไม่หลงเมื่อนั้นก็ตื่นนั่นล่ะ มันก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ไม่ได้จงใจให้มันตั้งมั่น ถ้าจงใจให้ตั้งมั่น ใจจะแน่นๆ จิตจะเป็นอกุศลเลย มันอึดอัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอาศัยสติคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมานี่ล่ะดี ยังไม่ต้องกังวลว่าจิตมีกี่ดวง อันนั้นละเอียดขึ้นมาถึงจะเห็นว่าคนละดวงกัน จิตที่ไปดูก็ดวงหนึ่งแล้ว จิตที่ส่งสัญญาณกลับมาเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่แปลความหมายเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่ให้ค่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ชอบไม่ชอบ เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วจิตที่เสพอารมณ์เป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่เซฟข้อมูลก่อนจะลงภวังค์ก็เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วมีจิตที่ลงภวังค์ ไม่ต้องเรียนอย่างนั้นก็ได้ ยังไม่เห็นหรอก เอาเท่าที่เห็นได้ เราก็จะเห็น อ้าว จิตหลงไปคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีที่ง่าย ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วเมื่อไรจิตเราหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานที่เราทำอยู่ ให้รู้ว่าหลงแล้ว อย่าหลงยาว หลงได้แต่อย่าหลงยาว หรือจิตเราทำกรรมฐานอยู่ เราดูท้องพองท้องยุบอย่างนี้ จิตเราไหลลงไปอยู่ที่ท้อง ให้รู้ทันว่าจิตไหลไปอยู่ที่ท้องแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไปแล้ว จิตที่ไหลจะดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่น เกิดสัมมาสมาธิขึ้นทันทีเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา กรรมฐานอะไรก็ใช้ได้เหมือนกันหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างขยับมืออย่างนี้ บางคนขยับมือสายหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนก็ดี ลูกศิษย์เก่งๆ ท่านก็มีอย่างหลวงพ่อคำเขียน หลังจากนั้นหลวงพ่อไม่รู้จักแล้ว รู้จักแค่หลวงพ่อคำเขียน ท่านก็ภาวนาเก่ง ขยับแล้วรู้สึกตัว ส่วนพวกขยับไม่เป็น ขยับแล้วก็ไปเพ่ง เพ่งใส่มือ จ้องเอาเป็นเอาตาย พวกหนึ่งก็นั่งคิด ท่านี้ต่อไปท่าไหน อ๋อ ท่านี้ ท่านี้แล้วต่อไปท่าไหน ท่านี้ อันนี้ก็ไม่ได้ภาวนา นั่งคิดเอา ฟุ้งซ่าน จิตกำลังฟุ้งซ่าน อีกพวกหนึ่งนั่งเพ่งมือ อีกพวกหนึ่งใจลอยหนีออกไปนอกวัด พวกนี้ไม่มีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวอย่างนี้ จิตเราไหลไปที่มือเรารู้ทัน จิตเราจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตเราลืมมือหนีไปคิดเรื่องอื่นเรารู้ทัน จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา จับหลักตัวนี้ให้แม่น ดูท้องพองยุบจิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น จิตถลำไปเพ่งท้องรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น ยากไหม ก็ยังยากอยู่ดี จิตมันถลำมันดูหน้าตามันเป็นอย่างไร จิตที่ไหลไปไหลมาดูได้อย่างไร นี่เรียนถึงขั้นประถมแล้ว ลดลงมาเรื่อยๆๆๆ ทีแรกเรียนขั้นมหาวิทยาลัย เห็นจิตเกิดดับทีละดวง นี่เอาใจตลาด หลวงพ่อลดลงมา ลงมาจิตตั้งมั่นนี่ระดับกลางๆ แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ก็บอกแล้วว่าทำไม่ได้ ก็รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วมันตั้งมั่นเอง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันไม่ตั้งมั่น นี่ปัญหามากจังเลย ฝึก มีวิธีฝึก ทำใจสบายก่อน ไม่ต้องแกล้งสบาย ใจขณะนี้สบายอยู่แล้ว ไม่ต้อง สบาย นั่นเพี้ยนแล้ว ไม่ต้องแกล้งทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองนึกถึงหูข้างขวาของตัวเองสิ คงมีหูทุกคนแต่บางคนอาจจะหูแหว่ง ลองนึกถึงหูข้างขวา รู้สึกไหมใจเรา Concentrate ไปที่หู ใจเราจดจ่ออยู่ที่หู นึกออกไหม เห็นสภาวะตรงนี้ไหมว่าเรากำลังจดจ่อไปที่หู ย้ายไปหูซ้ายสิ เมื่อกี้อยู่หูข้างขวา ตอนนี้ย้ายไปข้างซ้าย แค่รู้สึก เอาความรู้สึกไปไว้ที่หู ลองย้ายต่อไปอีก ลองย้ายความรู้สึกของเรามาอยู่ที่หัวแม่มือข้างขวาสิ ไม่ยากขนาดนั้นหรอกหนู ไม่ขนาดนั้น รู้สึกด้วยใจปกตินี่ล่ะ แค่รู้สึกๆ ความรู้สึกของเราไปอยู่ตรงนี้ รู้สึก แค่รู้สึก ลองย้ายสิ ย้ายไปอยู่นิ้วข้างซ้าย ย้ายไปรู้สึกข้างซ้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมเวลาเราย้ายความรู้สึกไป ความรู้สึกเรามันย้ายที่ได้ บางทีก็รู้สึกอันนี้ บางทีก็รู้สึกที่รูป บางทีรู้สึกที่เสียง บางทีรู้สึกที่กลิ่น บางทีรู้สึกที่รส บางทีรู้สึกที่ร่างกายมีอะไรมาสัมผัส บางทีก็รู้สึกทางใจ ความรู้สึกมันย้ายที่ได้ ตัวความรู้สึกนั่นล่ะ จิต อย่างนั้นไปคิดแล้วรู้ไหม เห็นไหมมันไปรู้อะไร มันไปรู้เรื่องที่คิด ไปคิด ให้คอยฝึก ลองไปฝึกดู ย้ายไปย้ายมานี่ล่ะ ย้ายความรู้สึกของเราไปตรงนั้นตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปพอเราชำนาญขึ้น แล้วจิตขยับไปทางไหน เรารู้เองเลย ไม่ต้องเจตนาจะรู้ เพราะเราเคยฝึกแล้ว จิตไปอยู่ที่ผมก็รู้ อยู่ที่ขนอย่างขนคิ้วอย่างนี้เราก็รู้ อยู่ที่ตา อยู่ที่จมูก อยู่ที่ปาก อยู่ที่มือ อยู่ที่เท้า อยู่ที่ท้อง รู้สึกไล่ๆๆ ไป ฝึกซ้อมไปซ้อมเข้า ย้ายความรู้สึกของตัวเองไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ขอเน้นว่าเอาในร่างกายก่อน ที่จริงย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าย้ายไปข้างนอกเดี๋ยวมันเตลิด อย่างไปเห็นสาวสวย เอาจิตไปไว้ที่เขาอย่างนี้ เดี๋ยวก็เสร็จเท่านั้นเอง ลืม มองไม่เห็นแล้วว่าจิตไปอยู่ที่เขา เห็นแต่เขา นี่ลองฝึก ฝึกบ่อยๆ จิตเราไปอยู่ตรงไหนเรารู้ จิตเราไปอยู่ที่ไหนเรารู้ แล้วต่อไปพอจิตมันเคลื่อนนิดหนึ่งเราก็จะเห็นแล้ว จิตมันขยับนิดหนึ่งเราก็เห็นแล้ว ขยับไปคิดปุ๊บก็รู้ทันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างความสงสัยกับความคิดอะไรเกิดก่อนกัน ลองภูมิ ไม่เฉลย เฉลยข้อสอบก็กลายเป็นติวเตอร์หน้ารามอย่างเมื่อก่อน นักเรียนก็ท่องๆ เอาไว้ ไม่เก่งจริง ต้องไปหัดดูเอาเอง เพราะฉะนั้นให้การบ้าน ไปคอยรู้ ไปฝึกซ้อมที่จะเคลื่อนความรู้สึกหรือจิตใจของเราไปอยู่ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ต่อไปพอชำนาญมันเคลื่อนกริบเดียว เคลื่อน ไม่ว่าจะเคลื่อนไปไหนมันรู้เองเลย แล้วทันทีที่รู้ว่าเคลื่อนปั๊บ สภาวะที่จิตมันเคลื่อนจะดับทันที จิตจะตั้งมั่นขึ้นทันทีเลย จิตเราจะรู้ จะตื่น จะเบิกบานในฉับพลันนั้นเลย สมาธิเกิดโดยไม่ต้องนั่งก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำลังตีกอล์ฟอยู่ สมมติตีกอล์ฟอยู่สมาธิก็เกิดได้ ก็เห็นร่างกายมันตีกอล์ฟ ใจเป็นคนดู ตีแล้วสู้เขาไม่ได้ชักโมโห อ่านใจตัวเองออก ใจมันโกรธแล้ว ฉะนั้นทำอะไรๆ ยกเว้นแต่ทำชั่ว อย่าทำชั่วก็แล้วกัน ทำชั่วจิตเศร้าหมอง สมาธิเสื่อมหมด ทำอะไรก็ได้ที่มันไม่เลว ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็อ่านใจตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างพอเราอ่านใจตัวเองออก เราจะรู้สภาวะที่จิตมันถลำลงไปเพ่งไปจ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้ด้วยความเป็นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติร้อยละร้อยจิตถลำลงไปเพ่งทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเรารู้ทันจิตที่เคลื่อนได้ เราก็จะไม่เพ่งแล้ว ที่สอนให้รู้การเคลื่อน จะได้เลิกเพ่งเสียที น่าเบื่อ เพ่งเอาเป็นเอาตาย ก็เพ่งกันจนตายนั่นล่ะ ไม่ได้อะไรขึ้นมา ได้แต่ความลำบาก ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ระหว่างรู้อย่าถลำลงไป ให้จิตเราตั้งมั่นไม่ไหลเข้าไป ถ้าไหลเข้าไปรู้ทัน มันจะตั้งมั่นขึ้นมา เมื่อรู้แล้วจบลงแค่นั้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข อย่างเราเห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข ทำอย่างไรจะหายโกรธอะไรอย่างนี้ ไม่หายหรอก ไม่ต้องแก้มัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเห็นจิตทุกชนิดเกิดแล้วก็ดับ ไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปแก้ไขมัน รู้แล้วจบลงที่รู้เลย รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ไปยินดีกับมัน ไม่ไปยินร้ายกับมัน ถ้าสภาวะอะไรถูกอกถูกใจเราก็ยินดีกับมัน เราก็อยากรักษาเอาไว้ อย่างมีความสุขเกิดขึ้นอย่างนี้ เราพอใจ มีความสงบเกิดขึ้น เราพอใจ เราอยากรักษาเอาไว้ อันนั้นไม่ใช่นักดูจิตที่ดี นักดูจิตที่ดีก็คือ จิตใจสงบก็รู้ จิตใจมีความสุขก็รู้ ไม่ต้องรักษามัน แล้วมันจะสอนธรรมะเรา สอนว่าอะไร สอนว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมา ก็รู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องหาทางละ รู้อย่างที่มันเป็น เราก็จะเห็นอกุศลทั้งหลายก็สอนธรรมะเราเช่นเดียวกับกุศลนั่นล่ะ คือสอนว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนเหมือนกัน สอนสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นกุศลอกุศลอะไรก็เป็นธรรมะด้วยกันทั้งคู่ เห็นไหมอกุศลยังเรียกอกุศลธรรมเลย ก็คือธรรมะอกุศล อย่าไปเกลียดมัน แต่อย่าให้มันครอบงำใจเราจนเราทำผิดศีล 5 ข้อ แค่นั้นพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใจเราโกรธ ใจเราไปด่าเขาในใจ อันนี้มโนกรรม แต่มันห้ามยาก ก็ไม่ต้องห้าม ก็รู้ว่ากำลังโกรธเขา เราก็ดูไปสิ ความโกรธนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็สอนธรรมะเรา ความโกรธก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง อย่างอยากฟังเทศน์นี้ ตอนเช้าก็อยากเยอะหน่อย ฟังไปนานๆ อยากไปที่อื่นแล้ว เห็นไหมมันก็ไม่เที่ยงกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพยายามฝึกตัวเองทุกวันๆ ถือศีล 5 ไว้ ทำในรูปแบบทุกวัน ถ้าใจเราฟุ้งซ่านเวลาทำในรูปแบบก็น้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง บางทีเราก็ใช้อารมณ์ตรงข้าม อย่างโทสะเกิดเราก็เจริญเมตตา เราทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน มีน้ำกรดเกิดขึ้นเราเอาด่างไปใส่ ก็เป็นกลางขึ้นมา มีราคะเกิดขึ้นเราก็แก้ด้วยการพิจารณาอสุภะ ใจชอบคิดนับถือพระพุทธเจ้ามาก ก็คิดพิจารณาคุณของพระพุทธเจ้า นี่ใช้สิ่งเหล่านี้ เราต้องการให้จิตสงบ เราก็เอาไปคิดบางเรื่องเราสงบได้ มีการดัดแปลงแก้ไขจิต นี่การทำสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นวันไหนที่จิตเราฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบเข้าไป อย่างหลวงพ่อจะทำความสงบไม่ยาก หลวงพ่อก็หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป หายใจ 1 – 2 ทีก็สงบแล้วเวลาฟุ้งสมัยเป็นโยม แล้ววันไหนจิตเรามีแรงพอ เราก็พัฒนาตัวเองอีก เวลาทำในรูปแบบเราสามารถเห็นสภาวะที่จิตเคลื่อนไปมาได้ เราก็ดูไปเลย พอเรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปทางนี้ พอรู้ปุ๊บจิตมันจะตั้งมั่น เราจะได้สมาธิอีกชนิดหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นในรูปแบบบางทีวันไหนฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบ ได้สมาธิสงบ วันไหนจิตเราสงบแล้วมีแรงดีแล้ว เราก็ฝึกให้จิตตั้งมั่นด้วยการรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไหลไปไหลมา ทีนี้พอเราชำนิชำนาญ จิตเราขยับเขยื้อนอะไรเราเห็นหมดเลย มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจเราเห็นได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้เราถึงพร้อมในบทเรียนบทที่ 3 ซึ่งยากที่สุด คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยากยิ่งกว่าการนั่งสมาธิอีก เวลานั่งสมาธิเราใช้อายตนะแค่กายกับใจ 2 อัน อยู่ในชีวิตประจำวันเราใช้ 6 อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ทุกอายตนะ แต่กระทบทีละอายตนะ ไม่ใช่ทีละ 6 เพราะว่ากระทบทีละ 6 มันก็กลายเป็นจิตเกิดพร้อมกัน 6 ดวง จิตเกิดทีละดวง เกิดที่ตา หรือที่หู หรือที่ใจ ทีละดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราฝึกในชีวิตประจำวัน ตาเราเห็นรูป ความรู้สึกเราเปลี่ยนเรารู้ทัน หรือตาเห็นรูป จิตไหลไปที่รูปเรารู้ทัน หูได้ยินเสียง จิตไหลไปที่เสียงรู้ทัน หรือได้ยินเสียงแล้วจิตเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตรู้ทัน รู้อย่างนี้ก็ได้ รู้ทันจิตที่ไหลไปก็ได้ รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็ได้ ฝึกไปเรื่อยๆ หรือนั่งอยู่ นั่งพุทโธๆ แต่ใจหนีไปคิด ก็รู้ว่าใจหนีไปคิด อยู่ในชีวิตประจำวันเคยไหม เดินอยู่ริมถนนแล้วเหม่อ เหม่อมันเกิดอะไรขึ้น ใจมันหนีไปเที่ยว หนีไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรามีสติรู้ ใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็น ต่อไปปัญญาจะเกิด จะเห็นว่าจิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่ว่าจิตจะดีวิเศษแค่ไหน กระทั่งจิตผู้รู้เองก็ไม่เที่ยง แล้วจิตทุกดวงเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ค่อยๆ ดูไป ค่อยดูไป ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10859</id>
		<title>《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10859"/>
		<updated>2025-04-09T14:35:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ที่วัดก็เริ่มหนาวหน่อย เย็นๆ กลางคืนก็ 19 องศา สบายๆ สำหรับคนที่มีเสื้อหนาวใส่ สบาย พระก็ลำบากหน่อย พระก็มีอยู่แค่นี้ มีอังสะไหมพรมอีกตัวหนึ่ง โลกข้างนอกมันร้อน นานๆ เราเจออากาศเย็นที เราก็พออกพอใจ มีความสุข คนยากคนจน คนบ้านนอก หนาวๆ ไม่มีความสุขหรอก คนในเมือง คนมีเงินมีเสื้อผ้า ไปเที่ยวกันสนุก คนต่างจังหวัดหน้าหนาวลำบาก น้ำจะใช้ น้ำจะกินอะไรก็อัตคัด อาหาร พวกผักพวกอะไร ปลูกไม่ได้ ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเผาป่าเผาไร่กัน ฝุ่นตลบอบอวลเลย ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ก็ยังแก้ไม่ตกเรื่องเผา เผาไร่ รณรงค์ว่าอย่าเผาๆ เขาก็เผา มันไม่มีวิธีกำจัดวัชพืช วิธีอื่นไม่มี ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไรก็เผา บางคนก็เผาป่า เผาป่าสัตว์จะได้วิ่งมา เราจะได้ยิง บางที่ไม่มีสัตว์ ทางเหนือหลวงพ่อเคยไป ถึงปีก็แอบไปเผาป่า เสร็จแล้วเห็ดมันจะขึ้น จะเอาเห็ด เอาป่าไปแลกเห็ด วิถีชีวิตจริงๆ มันยังเป็นอย่างนั้น ถ้าคนในเมือง มันไม่รู้หรอก หน้าหนาวสบาย แต่งตัวสวยงาม ไปเที่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงถ้าเราภาวนา ความร่มเย็นข้างนอกนี้ มันเป็นของที่ไม่ยั่งยืนอะไร ยิ่งเมืองไทยมันหนาวแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ร้อนแล้ว บางทีเช้าๆ เย็นๆ อากาศเย็นตอนเช้า สายๆ ก็ร้อนแล้ว บ่ายๆ ก็ร้อนจัดแล้ว ก็ไม่ค่อยมั่นคงอะไร ทางจิตใจเราสามารถทำให้เกิดความร่มเย็นได้ตลอดเวลา ทางร่างกายเราควบคุมไม่ได้ อากาศภายนอกมันแปรปรวน โลกมันร้อนมากขึ้น ดินฟ้าอากาศรุนแรง พายุก็แรง ฝนเวลาตก ตกแรง ตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระจาย ผู้คนก็ตั้งหลักยาก โลกมันแปรปรวน มันเย็นประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันร้อนอีกแล้ว ฝึกจิตใจของเราให้มันเย็นดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของร่มเย็น ถ้าใครอยู่ในแวดวงธรรมะแล้วเร่าร้อน แสดงว่าผิดแล้ว ไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะเท่าที่ควรแล้ว จำนวนมากเลยเรียนธรรมะแล้วเอาไปทะเลาะกัน เถียงเอาเป็นเอาตาย มุ่งไปชนะคนอื่น ไม่ได้มุ่งชนะตัวเอง แขวนป้ายว่าเป็นชาวพุทธ รักศาสนาพุทธ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอก ไม่ได้ชำระล้างจิตใจตัวเอง ไม่เอาชนะใจตัวเอง ไปเอาชนะผู้อื่นกันก็วุ่นวาย ผู้ชนะก็ก่อเวร ผู้แพ้ก็เจ็บแค้น นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราเรียนธรรมะ เราเรียนสู้กับกิเลสตัวเอง ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทอะไรกับใคร เสียเวลา เอาชนะคนอื่นได้ กิเลสเราจะยิ่งตัวใหญ่ขึ้น ถ้าชนะใจตัวเองได้ กิเลสมันก็หดตัวลง เพราะฉะนั้นภาวนา โลกข้างนอกมันยุ่งอย่างไรช่างมันเถอะ จำเป็นต้องอยู่กับมันก็อยู่ไป แต่ว่าโลกภายในของเรา ดูแลให้ดี มีสติไว้ อ่านใจตัวเองไป จิตใจมีความสุขก็รู้ จิตใจมีความทุกข์ก็รู้ไป จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ไป จิตใจเป็นกุศลก็รู้ จิตใจเป็นอกุศล มันโลภ มันโกรธ มันหลงอะไรขึ้นมา ก็คอยรู้ไป ให้ตามรู้ตามเห็นอย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ พอรู้จริงก็จะเห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด&lt;br /&gt;
ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกรู้เฉยๆ ยังรู้ไม่จริง ก็เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม เห็นสภาวะอะไรต่ออะไรไป เห็นตัวรูปธรรมนามธรรม อันนั้นรู้เหมือนกัน แต่ยังรู้ไม่ลึกพอ หัดรู้หัดดูเรื่อยๆ ต่อไป ก็เห็นลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่ง อย่างพอเราเห็นรูปธรรม เห็นร่างกายเรา สัญญาก็เข้าไปหมายรู้ มันเป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึกอยู่ในร่างกายนี้ ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่ถ้าจิตเรามีราคะมาก ก็ดูปฏิกูลอสุภะเข้าไปด้วย การหมายรู้ร่างกายว่ามันไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การหมายรู้อันนี้เป็นการหมายรู้ถูก เป็นสัญญาที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาที่ผิดก็คือหมายรู้ผิดนั่นล่ะ หมายรู้ของไม่สวยไม่งาม ว่าสวยว่างาม อย่างเห็นผู้หญิงสักคน นางงามทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เห็นมีนางงามหลายอย่าง ประกวดกันมากมาย เมื่อก่อนมี 2 อันเอง นางสาวไทยกับนางงามจักรวาล เดี๋ยวนี้มีอะไรต่ออะไรไม่รู้เยอะแยะเลย พอเราเห็นคนสวยคนงาม เรามาดูให้ดี อย่ามัวแต่หลงเปลือก อะไรเป็นเปลือกของเขา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นเปลือก มันปกปิดซ่อนเร้นความสกปรกไว้ภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางงามขี้หอมหรือขี้เหม็น นางงามก็เหมือนคนอื่นนั่นล่ะ เหงื่อออกมาสกปรกไหม ก็สกปรก ทำไมต้องพอกแป้งหนาๆ เอาไว้กลบ กลบเกลื่อนสิ่งที่มันไม่สวยไม่งาม พอเราเห็นถ่องแท้ ราคะมันก็ระงับไป นี้การเห็นร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่เราได้ก็คือความสงบ ใจไม่ดิ้นไปด้วยอำนาจของราคะแล้ว แต่ถ้าเราอยากให้ใจเกิดปัญญาอย่างแท้จริง แล้วปล่อยวางได้จริง ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ จะเกิดวิปัสสนาปัญญาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำพังเห็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่ได้ก็คือได้ทำสมถะ ใจก็สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว แต่ถ้าลึกซึ้งลงไป เราหมายรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เรียกว่าเราทำวิปัสสนากรรมฐาน แล้วมันจะปล่อยวางได้จริง อย่างลำพังดูไม่สวยไม่งาม สกปรก กิเลสเรายังแรง ราคะมันสงบชั่วคราว แต่เดี๋ยวเดียวกิเลสมันก็สอนเรา ยังไม่สะอาด ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเสียก็สะอาดแล้ว ก็เอามากกมากอดอะไรได้เต็มใจ มันไม่ละกิเลสจริง มันข่มกิเลสได้ชั่วคราวเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมถกรรมฐานมันข่มกิเลสชั่วคราว ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน มีใจที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติระลึกรู้ลงไปในร่างกาย มีสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของร่างกาย ไตรลักษณ์ของร่างกายดูอย่างไรดี อย่างร่างกายเราที่มันกำลังนั่งอยู่ ดูมันไป เห็นไหมมันไม่คงที่หรอก เดี๋ยวมันก็หายใจเข้า เดี๋ยวมันก็หายใจออก สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่งนานๆ เมื่อย ก็ต้องขยับไปขยับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่างกายนิ่งๆ ไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็ต้องขยับตัวเพราะมันทุกข์ ขยับหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ บางทีก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ อิริยาบถก็มี 2 อัน อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อย อิริยาบถใหญ่ก็ยืน เดิน นั่ง นอน ทั้งวันเราก็มีแต่ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถปลีกย่อย อย่างกระโดดก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่มันก็แค่ยืน เดิน นั่ง นอน เราก็มีสติรู้ลงไป ร่างกายที่ยืนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่เดินก็ไม่เที่ยง หมายรู้ลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจะดูให้เป็นทุกข์ดูอย่างไร ก็สังเกตลงไป นั่งนานๆ มันทุกข์ไหม นั่งนานๆ มันก็ทุกข์ โอ้ ร่างกายนั่งทีแรกก็สบาย ซื้อเก้าอี้ตัวละ 100,000 บาทมานั่ง นึกว่าจะสบาย มันสบายเดี๋ยวเดียว เก้าอี้ก็ยังเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือร่างกายเรา มันถูกความทุกข์บีบคั้น นั่งนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็ทุกข์ นอนนานๆ ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา มีสติรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ จะเห็นร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วเราต้องเคลื่อนไหวเพื่อจะหนีความทุกข์ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจเข้า หายใจเรื่อยๆ เข้าไปเรื่อยมันก็ทุกข์ เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถย่อยๆ คือหายใจออก หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจออกนานๆ มันก็ทุกข์ ก็ต้องหายใจเข้าเพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หรือการเปลี่ยนอิริยาบถก็เพื่อแก้ทุกข์ การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง อันนี้บางทีก็ใช้ร่างกายทำงาน มันก็จำเป็น แต่สมมติเรานั่งเฉยๆ มันคันตรงโน้นตรงนี้ เราก็ต้องเกา สังเกตไปเรื่อยๆ มีแต่ทุกข์ แล้วดูอย่างไรให้เห็นร่างกายเป็นอนัตตา ถ้าจิตเราทรงสมาธิจริงๆ มองลงไปในร่างกาย เราจะเห็นร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุก้อนหนึ่ง เหมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าจิตเรามีกำลังสมาธิมากพอ มองลงมาในกายนี้ มันจะแยกเป็นธาตุเลย แยกเป็นธาตุได้ อย่างที่หลวงพ่อเคยเล่าให้พวกเราฟัง แค่ขี้หมากองเดียว ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ครบเลย ถ้าจิตมันทรงสมาธิจริงๆ สติจ่อลงไปในกองขี้หมา จิตมีกำลังสมาธิมากพอ มันจะแยกธาตุได้ ธาตุน้ำที่เห็นเปียกๆ มันก็แยกออกไป กลิ่นของมันตามลมมา มันก็สลายไป ลมพัดผ่านมาผ่านไป อุณหภูมิมันก็เปลี่ยนไป ถ่ายใหม่ๆ มันก็ร้อน ถ่ายนานๆ มันก็เท่าอุณหภูมิห้อง ธาตุไฟก็ไม่ยั่งยืน แยกๆๆ ไปก็เหลือแต่ธาตุดิน เป็นก้อนแห้งๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดู ดูในร่างกายก็เหมือนกัน ดูความเป็นธาตุในร่างกาย ถ้าดูแบบพระสูตร ก็ไม่ยาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ถือเป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำลาย ก็เป็นธาตุน้ำ ในอาการ 32 เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ละเอียดลงไปก็มีไฟ ธาตุไฟ ธาตุไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ธาตุไฟที่ย่อยอาหาร อย่างเวลากระเพาะย่อยอาหาร มันจะร้อนขึ้นมา จะรู้สึกที่กระเพาะ นี้การดูเป็นธาตุ ดูแบบพระสูตรยังง่าย ถ้าดูแบบอภิธรรมต้องทรงฌาน จิตต้องทรงฌาน มันถึงจะแยกธาตุออกไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามในพระสูตร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำลายอะไรพวกนี้ เป็นธาตุน้ำ แต่ตามนัยยะแห่งอภิธรรม ในผมเส้นเดียวมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมครบเลย ในแค่ผมเส้นเดียว เห็นไหมจะแยกผมเส้นเดียว ให้เห็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ทรงฌานจริงๆ ไม่เห็นหรอก เพราะฉะนั้นแยกตามนัยยะพระสูตรก็แล้วกัน มันทำได้ เพราะพระสูตรเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกท่านสอนคนธรรมดานี่ล่ะ ส่วนพระอภิธรรมพระพุทธเจ้าท่านเอาไปสอนเทวดา สอนในดาวดึงส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวดา สมาธิเขาก็ดี สติเขาก็ดี ใจเขาเป็นกุศล ก็เรียนธรรมะที่ประณีต แล้วท่านเทศน์ให้เทวดาฟัง เป็นอภิธรรมอย่างกว้างขวาง พิสดาร ละเอียด แล้วถึงเวลาพระสารีบุตรก็ขึ้นไปเฝ้า ท่านก็จะเทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง จะเทศน์อภิธรรมแบบย่อ เพราะพระสารีบุตรปัญญามาก มากกว่าเทวดา เทศน์ให้เทวดาฟัง ท่านเทศน์อภิธรรมแบบละเอียด เทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง เป็นอภิธรรมอย่างย่อ แล้วพระสารีบุตรก็เอามาสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้สอนโยมหรอก ส่วนใหญ่ก็จะสอนลูกศิษย์ของท่าน ก็จะเป็นอภิธรรมแบบปานกลาง ไม่ละเอียดเกินไป แล้วก็ไม่หยาบเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกษาปริยัติบ้าง เวลาภาวนาจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พวกเราเรียนๆ กัน จะเป็นตำราพวกนี้ ไม่ได้ละเอียดมาก แต่แค่นี้ก็แย่แล้ว แล้วจะเรียนแล้วเอามาเห็นธาตุ เห็นสภาวะอะไรจริงๆ ยากมากเลย ถ้าไม่ทรงฌานจริงๆ ดูไม่ออก เพราะฉะนั้นเราเรียนเท่าที่เรียนได้ ถ้าจะดูร่างกายก็ดูตามนัยยะของพระสูตร ธาตุดินก็มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ลองไปดูในอาการ 32 ก็จะเป็นเรื่องของธาตุ แยกธาตุ ถ้าแยกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็แยกๆๆ ไป ถ้ายังเป็นการคิดพิจารณาอยู่ก็ได้สมถะ การแยกร่างกายเรียกกายคตาสติ ถ้าเรายังคิดพิจารณาแยกอยู่ มันเป็นสมถะ แต่ถ้าจิตมันทรงพลัง แล้วมันแยกลงไปจริงๆ ด้วยตัวของมันเอง มันเดินปัญญา เจริญปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเขามาเล่า เขาดูลงไปร่างกาย เห็นเป็นก้อนธาตุ แล้วสุดท้ายก็สลายไปหมดเลย เหลือแต่จิตดวงเดียว คนไหนภาวนาจนร่างกายสลาย มันสลายด้วยกำลังของสมาธิ ไม่ใช่วิปัสสนา แล้วจิตรวมลงที่จิต แล้วพอจิตถอนออกจากสมาธิ กลับมามีร่างกาย มันจะรู้สึกอย่างสมบูรณ์แบบ ว่าร่างกายกับจิตคนละอันกัน นับแต่นั้นขันธ์จะแยกอัตโนมัติ ขันธ์ 5 มันจะแยกกระจายตัวออกไป โดยที่เราไม่ต้องพยายามอีกแล้ว จะเห็นเลยกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในกายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในจิตก็อีกส่วนหนึ่ง สัญญาอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สังขารอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วตัวจิตเองก็เกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนา มันไม่ได้มากมายอย่างที่หลวงพ่อเล่า ที่เล่าให้ฟังย่อๆ เป็นตัวอย่าง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้มากมาย ในสติปัฏฐานลองไปหาอ่าน เป็นชาวพุทธที่ดีต้องอ่านสติปัฏฐาน ต้องอ่านเรื่องอริยสัจ เรื่องสติปัฏฐาน เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องขันธ์ 5 อายตนะ 6 อะไรพวกนี้ ศึกษาเป็นพื้นฐานไว้ เวลาภาวนามันจะได้ไม่พลาด ถ้าไม่ศึกษาปริยัติเลย ปริยัติอาจจะไม่ต้องไปเข้าโรงเรียนอะไรหรอก ไปอ่านเอา อ่านเรื่องหลักๆ ที่หลวงพ่อบอกนี่ล่ะ แล้วเวลาภาวนามันจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราชำนิชำนาญเรื่องไตรลักษณ์ เราภาวนาแล้วจิตเราว่างเฉยๆ อยู่ เราก็ต้องรู้เลย โอ้ นี่มันไม่เป็นไตรลักษณ์แล้ว แสดงว่าทำผิดแล้ว ถ้าภาวนาแล้วไม่เหมือนพระไตรปิฎก ต้องรู้เลยว่าเราทำผิด เพราะพระไตรปิฎกไม่ใช่ของธรรมดา เป็นของจากพระพุทธเจ้า จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก มีพระอรหันต์มาชุมนุมกันสังคายนาตั้ง 500 องค์ ครั้งที่สอง 700 องค์ ครั้งที่สาม 1,000 องค์ พระอรหันต์ช่วยกันพัฒนาพระไตรปิฎกขึ้นมา รวบรวมประมวลขึ้นมา ไม่ใช่ของเล่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วไม่ตรง อย่านึกว่าเราเก่งกว่าพระอรหันต์เป็นพันๆ องค์ เราต้องผิด ไม่ใช่พระไตรปิฎกผิด เราไม่เข้าใจเอง อย่างหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก หลวงพ่อก็ไม่รู้ทั่วถึงพระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎกอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านได้แต่พระวินัย พระสูตร แล้วอ่านทีแรกก็ได้แค่ทรงจำไว้ ตอนก่อนสมัยหนุ่มๆ จำแม่น เป๊ะๆๆ เลย พระสูตรนี้ชื่อนี้ อย่างนี้ๆ อ่านพระสูตรแล้วก็ดูอรรถกถาเทียบไปเรื่อย ขยายความแต่ละช่วงๆ ก็พยายามทำไปเรื่อยๆ ความรู้ก็กว้างขวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอมาภาวนา หลวงพ่อวางความรู้จากการศึกษาปริยัติ เรามาเรียนของจริงในกายในใจของเรานี้ พอเรียนของจริงในกายในใจแล้วค่อยไปดู มันก็ตรงกัน รู้สึกนับถือพระปริยัติเลย พระปริยัติส่วนใหญ่ไม่ได้ภาวนา ท่านสามารถรักษาพระไตรปิฎกเอาไว้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างถ้าเราต้องท่องอะไร ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง มันจำยาก ถ้าเราท่องอะไรที่เรารู้เรื่องก็จำง่าย ท่านท่องมา ท่านไม่ได้เห็นสภาวะจริงๆ บางที ยังอุตส่าห์ทรงจำเอาไว้ได้ รักษาเอาไว้ได้ คัดลอกกันเอาไว้ได้ ต้องเคารพนับถือเลยล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ค่อยๆ เรียนรู้ไป เรียนรู้ ถ้าเรามีสติรู้ลงในร่างกาย แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็ได้สมถะ มีสติรู้ลงไปที่จิต แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นสมถะ อย่างเราดูจิตแล้วมันก็ว่าง แล้วเราก็อยู่กับว่าง อันนี้เป็นสมถะชื่ออากิญจัญญายตนะ ค่อยๆ ดู แต่ถ้าสติระลึกลงไป แล้วสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น บางท่านท่านก็เห็นว่าสัญญากับปัญญา มันมีคำว่าญาเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เลยบอกว่าสัญญามันปิดกั้นปัญญา อันนั้นท่านแปลความเคลื่อนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาไม่ใช่แปลว่าคิดเอา สัญญาเป็นการหมายรู้เอา เป็นมุมมองที่จิตมันมอง มองถูกหรือมองผิด ปัญญาเป็นความรู้ถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีสัญญาจะทำวิปัสสนาไม่ได้ ท่านพระสารีบุตรท่านเคยบอก กระทั่งเราเข้าฌานที่ 8 ชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าฌานที่ 8 ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เพราะยังเหลือสัญญาอยู่นิดหนึ่ง สัญญายังไม่ดับ สัญญาดับนั้นก็เป็นภูมิของพรหมลูกฟัก สัญญาดับ จิตดับ พอจิตดับสัญญาก็ดับ เวทนามันก็ดับ ในเนวสัญญาฯ ในฌานที่ 8 ยังมีจิตอยู่ ก็ยังมีสัญญาอยู่ แต่มันเบา มันบาง มันแผ่ว ไม่สามารถจงใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจะเดินวิปัสสนาในเนวสัญญาฯ จะต้องมีคุณสมบัติหลายข้อเลย อันแรกต้องชำนาญในฌานจริงๆ มีวสีจริงๆ อันที่ 2 ต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ เพราะไม่มีกายให้ดูหรอก เหลือแต่จิต ตรงนี้มันยากไป สำหรับพวกเราในยุคนี้ ซึ่งเข้าฌานไม่ค่อยจะได้ แค่ปฐมฌานเราก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว ที่บอกเข้าฌานๆ ส่วนมากไปนั่งเพ่งเอา แล้วก็มโนเอาว่าเป็นฌาน นั่งแล้วเครียด เคร่งเครียดจะเป็นฌานอะไร ไม่ใช่ฌานหรอก บังคับใจตัวเองมากไป บังคับ ไม่มีแรงบังคับเมื่อไร ก็บ้าเลย ก็เหลวไหล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนในรุ่นเราเป็นพวกสมาธิสั้น เราก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี กับทรัพย์สมบัติที่เรามี คือสมาธิซึ่งมันสั้น ก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอดีกับของตัวเอง อย่างแค่คอยรู้สึกในร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถย่อย ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถใหญ่ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก คอยรู้สึกไป รู้บ้าง หลงบ้าง ไม่เป็นไร หัดรู้เนืองๆ ทีแรกก็รู้สึกร่างกาย ต่อไปก็หมายรู้ร่างกาย ไม่สวยไม่งาม เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็จงใจคิด จงใจคิดนำก่อน ก็ไม่เป็นไร คิดนำได้ ถ้าใจมันเฉยๆ มันไปดูร่างกายแล้วก็เฉยๆ อยู่ คิดพิจารณาลงไป ความเป็นไตรลักษณ์อะไร คิดลงไปเลย เลยคิดอสุภะไปเลย นี้พอจิตมันคุ้นเคยที่จะหมายรู้ถูก หมายรู้ถูกคือเห็นปฏิกูลอสุภะ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คราวนี้เราไม่ต้องเจตนา จิตมันจะหมายรู้เอง อย่างพอมันระลึกร่างกายปุ๊บ มันหมายรู้เลย ถ้าอย่างหลวงพ่อฝึก หลวงพ่อจะเห็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคน อย่างหลวงพ่อถ้ารู้สึกอยู่ในกาย จะรู้สึกเลยกายไม่ใช่เรา กายนี้ว่าง ไม่มีอะไร หรืออย่างมากก็เห็น กายนี้เป็นแค่เป็นธาตุที่ไหลเข้าไหลออก ไม่ใช่เรา อย่างเวลาดูกายหายใจ ก็เห็นลมหายใจไหลเข้าไป ไหลออกมา กินอาหารเข้าไป แล้วก็ขับถ่ายออกมา เห็นธาตุมันหมุนเวียน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นอนัตตา ดูไปเรื่อยๆ จะเห็นอะไรก็ได้ หมายรู้ให้ถูกก็แล้วกัน ทีแรกจิตไม่ยอมหมายรู้ จิตจะเฉยๆ ก็ช่วยมันคิดพิจารณาลงไป พิจารณาลงไปซ้ำๆๆ จนจิตมันเคยชิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างแต่เดิมพอเห็นผู้หญิงสวย ก็ โอ้ มันสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ผมมันก็สวย ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสวยไปหมดเลย เราก็มาหมายรู้ใหม่ หัดหมายรู้ สวยตรงไหน มันสวยแต่เปลือก ข้างในสกปรก แค่ลอกหนังออกก็ดูไม่ได้แล้ว เป็นผู้หญิงสวยงาม เกิดเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมๆ มันสวยไหม มันก็ไม่สวยแล้ว อันนี้ช่วยมันคิด หรือตาหวานหยาดเยิ้ม อยู่ๆ ตาเหล่ ตาปลิ้นถลนออกมา ไม่เห็นจะสวยเลย ทีแรกอาจจะคิดนำ คิดนำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านเคยมี อันนี้หลวงพ่อไม่เคยเจอองค์ท่านนะองค์นี้ ท่านเครื่องบินตกตายไปก่อน มรณภาพไม่ใช่ตาย เครื่องบินตก ตอนท่านหนุ่มๆ ท่านก็ไปชอบสาวคนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งท่านไปเห็นสาวนี้ไปอึ คนโบราณไปอึในท้องนา ในทุ่ง มีกอไม้มีอะไรบังๆ หน่อย นั่งอึกัน ท่านไปเห็น โอ้ ผู้หญิงแสนสวย ที่เราว่าดีวิเศษ มันอึออกมา น่าเกลียดที่สุด ใจของท่านก็คลายจากราคะ หมดความรักในรูปจอมปลอม เคยนึกว่ามันสวย ที่แท้ข้างในมันสกปรก ของดี อาหารอย่างดีใส่เข้าไปในปาก ตอนมันออกมาแล้ว มันก็ดูไม่ได้เหมือนหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวที่แปรอาหารอย่างดี ของสวยของงามให้เป็นของสกปรก ก็คือร่างกายนี่เอง เหมือนโรงงานชั้นเลว มีผลผลิตออกมาเป็นของที่ไม่ดีเลย ใจท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านออกบวช มุ่งทำที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อปี 2523 กระมัง ท่านก็รับนิมนต์มากรุงเทพฯ กัน 5 องค์ ครูบาอาจารย์รุ่นนั้น ตอนจะขึ้นเครื่องบินจากอุดรฯ ท่านก็พูดกันว่า มีนิมิตไม่ดี เครื่องบินลำนี้ไม่ถึงกรุงเทพฯ เราจะไปไหม องค์หนึ่งท่านก็บอก เป็นพระกรรมฐานตายก็ตายสิ รับนิมนต์ไว้แล้ว ตายก็ยอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 5 องค์ก็เลยตกลงขึ้นเครื่องบิน แต่ท่านไล่พระติดตาม ไล่ลูกศิษย์ไม่ให้ขึ้น ให้กลับวัดไปให้หมดเลย แล้วท่านก็มากันเอง เครื่องบินมาตกที่ทุ่งรังสิต มรณภาพไป จิตของท่านเหล่านี้ ท่านเข้มแข็ง ก็อาศัยภาวนากัน พุทโธๆ บางองค์ก็พุทโธแล้วก็หายใจด้วย แล้วพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนหมดความรักในร่างกาย ก็ไม่ยึดถืออะไร สุดท้ายก็มาปล่อยวางที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่จิตปล่อยวางจิต หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายจิต เป็นสำนวนท่านเท่านั้น หลวงพ่อพุธท่านเคยบอกว่า อย่าไปทำลายจริงๆ อยู่ๆ ไปทำลายจิตก็เป็นบ้าเลย ทำลายจิตก็คือ เห็นจิตมันเป็นไตรลักษณ์ไป แล้วทำลายความยึดถือจิต ที่เรียกว่าทำลายจิต ไม่ได้ทำลายตัวจิตหรอก ทำลายความยึดถือจิต ตัวจิตผู้รู้มันจะแตกสลายไป กลายเป็นจิตที่ไม่ได้มีการกำหนด ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องรักษา ถามว่าเป็นจิตไหม มันก็เป็นจิต เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดนำร่องให้จิตหัดดูไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พยายามฝึก รู้สึกร่างกายไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ร่างกายกินอาหาร ร่างกายขับถ่าย รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันรู้สึก แล้วใจมันเข้าไปนิ่งเฉยๆ อยู่ ก็ช่วยมันพิจารณา คิดมันเข้าไป คิดนำ หลวงพ่อพุธท่านใช้คำว่า “นำร่อง” คิดนำร่องให้จิตมันหัดดูไตรลักษณ์ แล้วพอมันเคยดูไตรลักษณ์แล้ว ต่อไปมันดูเอง ตรงที่มันเห็นไตรลักษณ์ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็นนั้น ของจริงมันเกิดแล้ว เป็นการทำวิปัสสนาจริงๆ วิปัสสนาคือเห็นอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดอย่างถูกต้อง ไม่เจือความคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยฝึก ค่อยทำ ฉะนั้นเริ่มต้น จะเริ่มจากกายก็ได้ หลวงพ่อเวลาทำสมถะ หลวงพ่อใช้อานาปานสติกับพุทโธ แล้วเวลาเจริญปัญญาหลวงพ่อดูจิตเอา เวลาดูจิตมันก็ดูได้หลายอย่าง ถ้าดูจิตให้เป็นสมถะ ก็น้อมจิตให้นิ่งๆ อยู่กับความว่างๆ ดูจิตมันว่างๆ ดูช่องว่าง เรียกอากาสานัญจายตนะ หรือดูตัวผู้รู้ อันนี้ไม่แนะนำ อันตราย ไปดูตัวผู้รู้มันจะกลายเป็นวิญญานัญจายตนะ ไม่มีที่สิ้นสุด ดูไปอย่างนั้นเสียเวลานาน อย่าไปทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าแค่ต้องการให้จิต อย่างเราเป็นคนดูจิต เราจะทำสมถะ ถ้าเราชำนาญการดูจิตจริง ไม่ต้องกลับมาที่ลมหายใจเลย เราดูเข้าไปในช่องว่าง มันมีความว่างๆ อยู่ รู้สึกไหมข้างหน้าเราว่างๆ ดูเข้าไปตรงนั้น แต่ถ้าจิตไหลเข้าไปตรงนั้นต้องรู้ทัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปติดอยู่ในช่องว่าง กลับบ้านไม่ได้ จิตเข้าฐานไม่ได้ ฉะนั้นควรจะฝึกจิตให้ตั้งมั่นเสียก่อน แล้วก็มาดูจิตมันทำงาน แล้วชำนาญสมาธิแล้ว ต้องการพัก ไม่ต้องมาอยู่ที่ลมแล้ว อยู่กับจิตนั้น อยู่กับความว่างอะไรต่ออะไร ก็อยู่ได้ ก็ได้สมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตอย่างไรให้เป็นวิปัสสนา ก็ใช้หลักเดียวกันนั้นล่ะ ก็ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ ดูกาย ก็ดู หัดดูให้เห็นปฏิกูลอสุภะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิตไม่มีปฏิกูลอสุภะ จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ฉะนั้นมันไม่มีอสุภะหรอก มันมีแค่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยเป็นสามัญลักษณะ เป็นลักษณะทั่วไป ลักษณะร่วมของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่เอาอสุภะมาเป็นสามัญลักษณะด้วย เพราะมันอยู่ได้บางที่เท่านั้น แต่ไตรลักษณ์นี้อยู่ได้ทั้งรูปทั้งนาม มีครบหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างเราจะดูจิต ถ้าเราดูจิตไปแล้ว จิตเราเกิดว่างๆ เฉยๆ ติดอยู่ในช่องว่าง เงียบๆ ว่างๆ พอจิตเคลื่อนออกมาจากตรงนั้น สอนมันเข้าไปเลย คิดเลย ใช้หลักเดียวกับที่พิจารณากายนั่นล่ะ พิจารณาจิตเข้าไปเลย จิตเมื่อกี้เฉย ตอนนี้ไม่เฉย นี่จิตมันไม่เที่ยง เมื่อกี้เฉยมันก็ไม่ได้เจตนาจะเฉย มันเฉยได้เอง นี่มันเป็นอนัตตา มันเฉยอยู่แล้ว มันถอนออกมา มันก็ถอนเอง นี่ก็เป็นอนัตตา สอนๆ มันไปก่อนทีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าจิตมันเคยจะเจริญปัญญามาแต่ชาติปางก่อน ไม่ต้องสอน ภาวนาไปแล้วก็เห็นจิตเกิดดับไป จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหมดทั้งปวงเกิดแล้วดับ แล้วพอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นตัวจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ กระทั่งตัวจิตผู้รู้ที่ว่าดีวิเศษ จิตที่เป็นมหากุศลจิต ญาณสัมปยุต อสังขาริกัง ไม่ได้เจตนาให้เกิด มันเกิดแล้วดับหมด ไม่ว่าของดีวิเศษแค่ไหน ก็มีแต่เกิดแล้วก็ดับ สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเดินปัญญา ที่ดูจิตเราก็ดูจิตเกิดดับ ทีแรกกำลังเรายังไม่พอ เราก็เห็นจิตเกิดดับไปพร้อมกับเจตสิก จิตสุขเกิดร่วมกับความสุข จิตมันเกิดร่วมกับความสุข เราก็รู้สึกเป็นจิตสุข เกิดร่วมกับความทุกข์ ก็เป็นจิตทุกข์ เกิดร่วมกับจิตดี ก็เป็นจิตที่เป็นกุศล เกิดร่วมกับความโกรธ ก็เป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง ตัวที่มาประกอบจิต ปริยัติเขาเรียกว่าเจตสิก เกิดร่วมกับจิต จิตทุกดวงต้องมีเจตสิก กระทั่งโลกุตตรจิตก็มีเจตสิก ถือเป็นโลกุตตรเจตสิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตสิก ไม่มีสัญญา อันนั้นก็ไม่มีจิต เป็นพรหมลูกฟักแล้ว ฉะนั้นเวลาเราดูจิต ถ้าจิตมันเฉยก็สอนมันไป สอนมันในแง่ของไตรลักษณ์ ไม่ต้องมีอสุภะ เพราะมันไม่มีร่างกาย สอนไปเรื่อย มันไม่เที่ยงอะไรไป แต่ถ้าเรามีของเก่า พอเรามาดูจิตดูใจ เราเห็นไตรลักษณ์เลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิดนำ แต่ถ้ามันไม่ดูไตรลักษณ์ มันจะดูจิตเฉยว่างๆ ให้คิดนำ จะได้ไม่ติดเฉย ฝึกไปเรื่อย จะเริ่มจากกายก็ได้ จะเริ่มจากที่จิตเลยก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 จะเริ่มจากกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม อะไรก็ได้ สุดท้ายมันก็ไปลงที่เดียวกัน พอรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งใดมันก็วางสิ่งนั้น ไม่ยึดถือ รู้แจ้งในกายก็วางกาย รู้แจ้งในกาม พวกนี้ถ้ารู้แจ้งในกาย ก็จะรู้แจ้งกาม กามราคะ มันก็วางไปด้วยกัน ถ้ารู้แจ้งจิตก็วางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวจิตเอง วางของนอกไม่ยาก แต่วางตัวจิตเองยากที่สุดเลย วาง ไม่ใช่เอาไปวางที่โน่นที่นี่ วางนี้หมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นมัน ฉะนั้นต้องรู้แจ้งเห็นจริง ตัวจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูอย่างไรจะเห็นจิตผู้รู้ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ง่ายๆ เลย ก็ดูจิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตดูรูป จิตดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตผู้รู้ จิตผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตผู้ไปฟังเสียง จิตผู้ฟังเสียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้คิด ได้เห็นจิตมันเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เราไม่ได้อาศัยการดูทางเจตสิกแล้ว อันนี้ละเอียดขึ้นมา เราดูผ่านอายตนะ เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้จะวางจิต มันรู้ว่าจิตไม่ใช่ของดีของวิเศษ เขาเรียก หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะผู้รู้นี้เป็นศัพท์เฉพาะ หมายถึงเป็นจิตที่เราพัฒนามันขึ้นมา เอามาใช้งาน ถึงอย่างไรวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยวาง ถ้าไม่ปล่อยวาง เราก็จะไปเกิดเป็นพระพรหม แล้วสูงสุดของผู้ปฏิบัติ ถ้ายังไม่วางจิต ก็จะไปเป็นพรหม หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาแล้วนักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผีใหญ่ ภาษาท่าน ผีใหญ่คือเป็นพรหม ภาวนาแล้วก็ไปเป็นพระพรหมกัน ต้องเดินปัญญาให้ถ่องแท้ ถึงจะเอาตัวรอดได้ “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยสมาธิ สมาธิเป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์ให้ฟังเท่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็น่าจะยากแล้ว เห็นไหมยกมือไหว้ ตัวอะไรไหว้ ถ้าเราไหว้แสดงว่ายังหมายรู้ผิดอยู่ ถ้าเห็นรูปมันเคลื่อนไหว เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เหมือนเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เออ มันหมายรู้ถูกแล้ว มันไม่ใช่เรา ฉะนั้นมันเคลื่อนไหวได้ มันไม่เที่ยง เมื่อกี้มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ หัดนะ หัด ไม่ใช่ไหว้ ไหว้แบบพญาวานร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
21 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10858</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10858"/>
		<updated>2025-04-09T14:29:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10857</id>
		<title>《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน在日常生活中训练觉知》-隆波帕默尊者-2024年11月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E5%9C%A8%E6%97%A5%E5%B8%B8%E7%94%9F%E6%B4%BB%E4%B8%AD%E8%AE%AD%E7%BB%83%E8%A7%89%E7%9F%A5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10857"/>
		<updated>2025-04-09T14:23:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ วันอาทิตย์มาฟังธรรมก็ดี ได้มีแรงเอาไว้สู้กิเลสอีกหลายวัน ธรรมะเป็นของร่มเย็น โลกมันเร่าร้อน เราฝึกปฏิบัติกันไป จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข โลกข้างนอกเราแก้มันไม่ได้ มันวุ่นวายอย่างนี้ ธรรมดาของโลก เรามาฝึกจิตใจของเราเอง ให้อยู่กับโลกได้โดยที่เราไม่ร้อนตามมันไปด้วย ธรรมะเป็นของร่มเย็น เสียดายชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นพุทธแต่ชื่อ ไม่เคยลิ้มรสเลยว่ารสของธรรมะนั้นวิเศษแค่ไหน เราไปตามวัดตามอะไรอย่างนี้ เห็นพากันไหว้พวกเทวรูปพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพระพุทธศาสนา ไหว้ต้นตะเคียนไหว้อะไรอย่างนี้ตามวัดเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่สอนกรรมฐานจริงๆ คนก็ไม่ค่อยเข้า คนก็ชอบเข้าวัดแบบนั้น มันพอดีกัน พอดีกับสภาพจิตใจ คนที่จะสนใจธรรมะก็ต้องมีบุญมีบารมีสะสมมามากพอ คนส่วนใหญ่อินทรีย์ก็ยังอ่อน เขาก็ต้องการที่พึ่งแบบโลกๆ ไป ทำแล้วเฮง ทำแล้วรวย ทำแล้วได้ผลประโยชน์ มุ่งไปที่ตรงนั้น ถามว่ามันมีประโยชน์ไหม มันก็มีนะ แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่พระพุทธศาสนาจะให้ได้ คนกลับไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยสนใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
ต้องหัดอ่านใจตัวเองให้ออก&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องลงมือศึกษาปฏิบัติให้จริงจัง อย่าทำเป็นเล่น เวลาของแต่ละคนมีไม่มาก เวลาของเราหมดไปทุกวันๆ ครูบาอาจารย์ก็ร่อยหรอลงทุกทีแล้ว เมื่อ 40 กว่าปี 50 ปีก่อน สมัยหลวงพ่อออกศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ ยังมีเยอะ ยิ่งทางอีสานมีครูบาอาจารย์ดีๆ เต็มไปหมดเลย ถนนสายเดียวนี่วิ่งไปสักพักหนึ่งก็เจอ วัดนี้องค์นี้อยู่ วัดนี้องค์นี้อยู่ เดี๋ยวนี้พอผ่านไป วัดนี้องค์นี้เคยอยู่ ที่วัดนี้องค์นี้ก็เคยอยู่ มีแต่คำว่าเคยอยู่ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยก่อนหลวงพ่อเลยชอบวันหยุด จะออกไปทางอีสานหรือไม่ก็ขึ้นไปทางเหนือ ไปหาครูบาอาจารย์ทางเชียงใหม่เชียงราย ส่วนใหญ่จะไปทางอีสานครูบาอาจารย์เยอะ ไปแล้วมันมีความสุข ไปกินข้าววัด ไปภาวนาอยู่ในวัด ไปนอนอยู่ในวัด อาหารที่กินก็อาหารชาวบ้านธรรมดา น้ำพริกกับผักอะไรอย่างนี้ กินอาหารอย่างนั้นจริงๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย เราคนเมือง แต่เราไปอยู่อย่างนั้นเรารู้สึกมันไม่มีภาระทางใจ ใจมันสบาย นอนมีกุฏิก็นอน ไม่มีก็ไปผูกกลดอยู่ใต้ต้นไม้ ผ่านเวลากลางคืนออกมาเดินจงกรมใต้แสงเดือนแสงดาว สงบวิเวก มีป่ามีเขา กลางคืนก็มีสัตว์ร้อง มีนกมีแมลงร้อง มันไม่ยั่วกิเลสเรา เราก็ภาวนาร่มเย็นเป็นสุข นี่ฝึกตัวเองมาทุกวัน อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย แล้วเวลาส่วนใหญ่เอาไว้เจริญสติ ถึงเวลาก็นั่งสมาธิเดินจงกรมไหว้พระสวดมนต์ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเจริญสติในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญมากเลย หลวงปู่มั่นท่านเคยสอน หลวงพ่อไม่ทันท่าน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ท่านเคยเล่าให้ฟัง อย่างท่านสอนบอกว่าทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน หัวใจอยู่ตรงนี้ เก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิตอนเดินจงกรมไม่ได้กินหรอก วันหนึ่งจะนั่งเท่าไรจะเดินเท่าไร เวลาส่วนใหญ่ถ้าภาวนาไม่เป็น โอกาสจะได้มรรคผลนิพพานยากเหลือเกิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาเจริญสติเป็นหลักเลย บางช่วงยังพลาดพลั้งไม่ยอมทำสมาธิ รู้สึกเสียเวลา ขี้เกียจทำสมาธิ พอหลายๆ วันเข้ากำลังสมาธิไม่พอ เดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องทำ เวลาส่วนใหญ่ของหลวงพ่อใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อมาให้อ่านจิตตนเอง การเจริญสติในชีวิตประจำวันกับการอ่านจิตตนเอง มันมารวมเข้าด้วยกันได้ เราสามารถปฏิบัติในชีวิตธรรมดานี่ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อตาเห็นรูปเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจเรา ทีแรกใจเราเฉยๆ พอตาเราเห็นดอกไม้สวยงาม ใจเราเกิดความชอบขึ้นมา ใจเรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรามีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจเรา เวลาหูเราได้ยินเสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจเรา อย่างมีเสียงคนมาด่าเรา จิตใจเราเกิดโทสะขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน จมูกได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมใจเราชอบ หรือบางทีได้กลิ่นหอมแล้วใจเราเกิดสงสัย นี่กลิ่นอะไร กลิ่นดอกไม้อะไร พอความสงสัยเกิดขึ้นหลวงพ่อไม่ได้ไปดูดอกไม้ หลวงพ่อดูลงไปที่จิตใจตัวเอง จิตสงสัย เราก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป บางทีได้กลิ่นอย่างนี้เหม็น ใจรำคาญ ใจไม่ชอบ รู้ลงไปที่ใจที่ไม่ชอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักการง่ายๆ มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึกไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้าม ใจเราจะคิดดีคิดร้ายอะไร ห้ามได้ที่ไหน จิตมันเป็นอนัตตา บางทีเราอยากคิดแต่เรื่องดีๆ อ้าว มันกลายไปคิดเรื่องชั่วๆ คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไร ทีนี้พอใจมันคิดไปในทางไม่ดี อกุศลเกิด จิตเรามีน้ำหนักขึ้นมา จิตเราเศร้าหมองอึดอัดขัดข้อง เรามีสติรู้ทันจิต โอ้ ตอนนี้จิตเราเศร้าหมองแล้ว หรือเวลาที่จิตเราเป็นกุศล เรามีสติรู้ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาเห็นครูบาอาจารย์ บางทีจิตเรามีปีติ ดีใจได้เห็นครูบาอาจารย์มีปีติ เราแทนที่จะไปดูแค่ครูบาอาจารย์ เราก็เห็นจิตใจมีปีติขึ้นมา จิตใจฟังธรรมไป จิตใจเรามีความสุข ไม่ได้มัวแต่นั่งฟังเพลินๆ ไป จิตใจเรามีความสุข รู้ว่ามีความสุข นี่การปฏิบัติจริงๆ สำคัญมากเลยนะตรงนี้ แล้วส่วนใหญ่ก็ละเลยกัน ไม่สนใจ แล้วกำหนดอะไรต่ออะไรสอนอะไรกันแปลกๆ ไป ละเลยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกหัวใจของการปฏิบัติเลย การมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราอยากมีสติในชีวิตประจำวัน เราต้องฝึกตัวเอง หัดอ่านใจตัวเองให้ออก ตาเราเห็นรูปเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ อย่างเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้เรามีสติรู้ อย่างเราเห็นผู้หญิงสวยๆ จิตเรามีราคะขึ้นมา ให้มีสติรู้ ไม่ใช่จำเป็นว่าต้องทำเฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ ก็กดจิตไว้ เพ่งๆๆ ลงไป ไม่ให้มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นไม่ใช่การเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเพ่ง เพ่งอยู่ในชีวิตจริงๆ เลย เพ่งมากๆ ใจก็จะแข็งทื่อๆ ไป เหมือนอย่างพระองค์นี้ ใจก็ทื่อๆ ไป ไปเพ่งเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตใจเราเป็นอย่างไร คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราต้องฝึกหัดอ่านความรู้สึกตัวเอง ตากระทบรูป เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล ให้มีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน เกิดที่ไหน เกิดที่ใจเรา ถ้าจิตเราคิด เราเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้มีสติรู้ทัน มันยากไหมที่จะรู้ ไม่ยาก แต่ละเลยที่จะรู้ อย่างเราขับรถอยู่คนมาปาดหน้าเรา ขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไปมองรถที่ปาดเรา เดี๋ยวจะไปเอาคืน ส่วนเรานักปฏิบัติเจริญสติในชีวิตประจำวัน คนเขาขับรถปาดหน้าเรา เราโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้นที่จิตใจเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ลำพังคนปาดหน้าเราแล้วเราก็ไปมองเขาเรียกว่าหลง หลงไปดู เกิดพยาบาทวิตก คิดจะเอาคืน นี่พยาบาทวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการภาวนาจะว่ายาก มันไม่ยากเลย เราไม่ได้บังคับตัวเอง กดข่มตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็คอยรู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย แต่จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย เพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้ใจตัวเอง มันยากเพราะเราไม่เคยชินที่จะรู้เท่านั้นล่ะ ถ้าหัดฝึกจนเคยชินที่จะรู้ การจะอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อไม่ได้ฝึกอะไรมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ทำสมาธิก็ได้แต่ความสงบ ก็ออกรู้โน้นรู้นี้ไปเรื่อยๆ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ มาเจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้อ่านจิตตัวเอง หลวงพ่อก็ตามรู้ตามเห็นจิตใจ นี่วิธีอ่านจิตตัวเอง ทำอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ใช่ไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต นั่งเฝ้าจิตดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเรา นั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ ใช้ไม่ได้เลย เมื่อไรเราจงใจไปนั่งเฝ้าเอา จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ แข็งๆ ไป ไม่มีอะไรให้ดูหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่าไปดักดู ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยรู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร อย่าไปดักดูไว้ก่อน ถ้าไปดักดูไปรอดู มันจะนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก อันนั้นไม่ใช่การอ่านจิตตนเองแล้ว แต่เป็นการบังคับจิตตนเองให้มันนิ่งๆ ไป ต้องฝึกนะต้องฝึก ถ้าอ่านจิตตัวเองจนชำนาญ เราจะรู้เลยการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะเราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิบัติแล้ว คือเรารู้จักจิตตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการฝึกจิตนั่นล่ะ ไม่ได้ฝึกกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างจะเดินจงกรม บางคนฝึกกายต้องเดินท่านั้นต้องเดินท่านี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอก เราไม่ได้ฝึกโยธวาทิต จะเดินอย่างนั้นอย่างนี้ให้สวยงาม ไม่จำเป็นหรอก เคยเดินท่าไหนก็เดินท่านั้นล่ะ แต่ว่าจุดสำคัญหัวใจจริงๆ คือจิตของเรานั่นเอง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่นท่านก็สอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตไม่ได้ธรรมะหรอก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ธรรมะเกิดที่จิต ธรรมะมีอะไรบ้าง อกุศลธรรม รู้จักเคยได้ยินไหม เกิดที่ไหน เกิดที่มือที่เท้าที่ท้องหรือเปล่า ไม่ได้เกิด อกุศลธรรมเกิดที่จิต กุศลธรรมล่ะเกิดที่ไหน ไม่ได้เกิดที่มือที่เท้าที่ท้อง ไม่ได้เกิดที่ลมหายใจ เกิดที่จิต มรรคผลล่ะ มรรคผลก็เกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้ที่ภูเขาที่แม่น้ำหรือที่ร่างกาย มรรคผลก็เกิดขึ้นที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป รักษาจิต มีสติรักษาจิต ดูจิตไป ดูแลจิตไป จิตเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ แต่รู้อย่างที่มันเป็นให้ได้เท่านั้นล่ะ แล้วเราจะพบว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เวลาตาเราเห็นรูปความรู้สึกก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยนในจิตใจนี้ สังเกตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าต้องดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาให้เห็นความจริงว่า&lt;br /&gt;
จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
ชั่วหรือดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยพูด ชั่วหรือดีก็อัปรีย์พอกัน อัปรีย์ไม่ใช่คำหยาบคาย อัปรีย์ตัวนี้เป็นภาษาบาลี “อัปปิยะ” คือไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เหมือนๆ กันล่ะ ความชั่วเกิดขึ้นก็อย่าไปรักมัน ความดีเกิดขึ้นก็อย่าไปหลงมัน นี่ท่านสอนถึงขนาดนี้นะ แต่ว่าอันนี้เป็นคำสอนในขั้นการเจริญปัญญา ในขั้นจริยธรรมชั่วกับดีไม่เท่ากัน ชั่วนะอัปรีย์จริง ดีไม่อัปรีย์ ดีๆ ดีก็ปิยะ น่ารัก แต่ในขั้นเจริญปัญญาเราไม่ได้ภาวนาเอาดี เพราะดีก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง เราไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เพราะความสงบไม่เที่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนาให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเรานี่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล ตกอยู่ใต้คำว่าไตรลักษณ์ตลอดเวลา เวลาเราดูจิตดูใจนี่สามัญลักษณะคือลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง หรือเรียกว่าไตรลักษณ์นี่จริงๆ ชื่อจริงๆ ของมันคือสามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม มี 3 อย่าง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็คือของเคยมีแล้วมันไม่มี ของไม่มีแล้วมันก็มี มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือมันถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา อย่างความสุขเกิดขึ้น ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย บางทีหลายคนเจอหลวงพ่อ คุยกับหลวงพ่อเลยเกิดปีติ ปีติถ้าเรามีสติรู้ลงไป เราก็เห็นปีติถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ค่อยๆ กร่อนๆๆ ลงไปแล้วก็หายไป แล้วมันก็เป็นอนัตตา จิตเราจะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ นี่คือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัญลักษณะ ลักษณะร่วมของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ก็คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่พ้นจากไตรลักษณ์ไปคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีความเกิด เมื่อนิพพานไม่มีความเกิด นิพพานก็ไม่มีความเก่า ไม่มีความตาย ไม่มีความดับ ของนอกนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีสติตามอ่านความเป็นจริงในจิตในใจของเราเรื่อยๆ ไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไป นี่ดูไปเรื่อยๆ หลวงพ่อใช้เวลาตรงนี้ หลวงปู่ดูลย์บอกให้อ่านจิตตนเอง หลวงพ่อใช้เวลา 7 เดือนในการอ่านจิตตนเอง แต่ 7 เดือนนี้อ่านผิดไป 3 เดือน อ่านผิดอย่างไร ก็พยายามบังคับจิตให้นิ่ง ไม่ให้จิตคิดนึกปรุงแต่ง ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำสมาธิไป จิตก็ว่างๆ นิ่งๆ สบาย แล้วไปหาหลวงปู่บอกผมดูจิตได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถามจิตเป็นอย่างไร บอก โอ้ย จิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดเลย แต่ผมสามารถทำให้มันสงบไม่ปรุงแต่ง ว่างๆ อยู่อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่าให้ไปอ่านจิต ไม่ใช่ให้ไปปรุงแต่งจิต ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ นี่ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมาทำใหม่ ก็คือมาอ่านจิตตนเองจริงๆ อ่านอย่างไร ก็อ่านอย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ไม่ได้อ่านแบบพิสดารอะไรทั้งสิ้นเลย อ่านซื่อๆ อ่านสบายๆ นี่ล่ะ อย่างขณะนี้พวกเราฟังหลวงพ่อเทศน์ ลองนึกซิใจเราสุขหรือทุกข์ รู้ไหม รู้ได้ไหมว่าตอนนี้ใจสุขหรือทุกข์ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างร่างกายถ้าบางคนดูกาย รู้ไหมร่างกายกำลังนั่งอยู่ ยากไหมที่จะรู้ร่างกายกำลังนั่งอยู่ ถ้ายากก็เพี้ยนแล้ว ไปหาจิตแพทย์ได้เลย นี่ธรรมะจริงๆ เปิดเผยเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดเลย ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้ารู้ได้ไหม ต้องทำจิตให้นิ่งก่อนแล้วถึงจะรู้ไหม ไม่ต้อง รู้เฉยๆ การรู้จิตรู้ใจก็รู้แบบเดียวกัน รู้เหมือนที่รู้ร่างกายมันยืนเดินนั่งนอน ร่างกายหายใจออกหายใจเข้านี่ล่ะ รู้เฉยๆ รู้อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจเราสุขหรือทุกข์รู้ได้ไหม ตอนนี้ใจเรางงไหม บางคนงง เอะ มันสุขหรือมันทุกข์ หลายคนนะ บางคนบอกไม่งง แต่ว่าอ่านใจไม่ออก ขณะที่บอกไม่งงเลย กำลังหลงอยู่ หลงไปที่อื่นแล้ว ไม่ได้อ่านใจตัวเองแล้ว จิตใจเป็นของละเอียด เป็นของที่ว่องไวที่สุดเลย เราต้องพัฒนาสติของเราให้ไวขึ้นมาเพื่อจะอ่านมันให้ท่าน ไม่ใช่ไปหน่วงความรู้สึกทางใจให้ช้าลง เพื่อสติที่ช้าๆ จะได้อ่านทัน อย่าไปดัดแปลงมัน เหมือนอย่างบางคนเดินจงกรมเดินให้ช้าๆ สติจะได้ตามทัน เดินช้าๆ จิตหนีไปสร้างภพสร้างชาติสร้างทุกข์ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว กว่าจะเดินได้แถวตลอดแนวนี่ เพราะฉะนั้นกิเลสมันไม่ช้าด้วยหรอก ถึงเราแกล้งเดินให้ช้ากิเลสมันไม่ช้าด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปแกล้งทำให้ช้าๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ เงียบๆ อะไรอย่างนี้ กิเลสมันไม่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นอย่างไรรู้อย่างที่มันเป็นให้ได้ หลวงพ่อฝึกดูอ่านจิตตัวเองได้จริงๆ 4 เดือนเท่านั้น หลวงพ่อก็เข้าใจจิตแล้ว จิตมีธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันไป คราวนี้ไปส่งการบ้านกับหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่าอย่างนี้ช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่ไหนแล้ว เรียนที่จิตใจตัวเองนี่ไปได้เอาตัวรอดแล้ว ท่านสอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
มีพระมาถามหลวงพ่อ อันนี้อีกวัดหนึ่งอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน พระอุปัฏฐากท่านได้ยินหลวงพ่อส่งการบ้านกับหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แล้วหลวงพ่อออกจากหลวงปู่มา หลวงปู่ก็ชมหลวงพ่อใหญ่ พระอุปัฏฐากท่านก็ฟัง ตอนเย็นไปเจอท่าน ท่านก็มาถามหลวงพ่อว่าโยมๆ เป็นฆราวาสแท้ๆ เลย โยมภาวนาอย่างไร โยมทำปีหนึ่ง พระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างนี้เลย ท่านถามซื่อๆ เลย บอกพระทำ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ได้อย่างที่โยมทำปีหนึ่ง หลวงพ่อก็บอกท่านผมทำทั้งวัน ท่านก็งง ทำทั้งวันแล้วไม่ทำมาหากินหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นรับราชการ แล้วทำอย่างไรทำทั้งวัน เจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นล่ะ เวลาเรามีหน้าที่การงานเราต้องทำงาน สติจดจ่ออยู่กับงาน สมาธิจดจ่ออยู่กับงาน ปัญญาคิดเรื่องงาน อันนั้นไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาทำงาน เวลานอกเหนือจากเวลาที่ทำงานกับเวลาทำงานที่ใช้ความคิด แต่ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายปฏิบัติได้ตลอดเลย อย่างที่สุรินทร์เมื่อก่อนเห็นมีสามล้อถีบเยอะเลย คนถีบสามล้อเข้าใจธรรมะก็มี เขาเก่ง เขาถีบสามล้อไปเขาก็อ่านจิตใจตัวเองไปอ่านร่างกายตัวเองไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม่ค้าขายผักอยู่ในตลาดก็ภาวนาดี หน้าใสปิ๊งเลย สว่างสดใส รู้เนื้อรู้ตัว จิตใจกิเลสเบาบาง นี่เขาภาวนาได้อย่างไร เขาไม่มีเวลามานั่งสมาธิทั้งวันหรอก ไม่มีเวลามาเดินจงกรม นั่งขายผัก เขาทำด้วยการเจริญสติ มีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจตัวเองไป นั่งขายผักคนมาซื้อ ดีใจรู้ว่าดีใจ ขายตั้งนานแล้วไม่มีใครมาซื้อเลย ผักชักจะเหี่ยวแล้ว เมืองสุรินทร์หน้าร้อนๆ ร้อนจัดเลย ผักนี้ชักจะเหี่ยวพอๆ กับคนขายแล้ว คนขายแก่งั่ก แต่คนขายผ่องใส ผักก็เหี่ยวไปแต่คนขายผักผ่องใส เขาก็เห็นผักมันเหี่ยวก็เรื่องธรรมชาติ ใจของเขากังวลว่าขายไม่ออกเดี๋ยววันนี้ขาดทุน เขาเห็นว่าใจกังวล ใจของเขาก็ได้ทรัพย์สมบัติที่วิเศษไป ได้อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกไม่ค่อยมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างคนสุรินทร์ยุคก่อนสมัยหลายสิบปีก่อนจนมาก จนแต่เขามีอริยทรัพย์กัน เขามีทาน เขามีศีล เขามีสติ เขามีสมาธิ เขาขยันศึกษาทางธรรม สงสัยเขาไต่ถามครูบาอาจารย์ ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ เขาภาวนาดี แต่รุ่นหลังนี่หมดแล้ว ไปดู ก็กลายเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯหมดแล้ว พวกหลงโลกทั้งนั้นล่ะ ไปไหนก็เจอแต่พวกหลงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อภาวนาก็ทำอย่างนี้ล่ะ ตกเย็นตกค่ำก็นั่งสมาธินิดหน่อย เดินจงกรมไม่ค่อยได้เดิน เพราะที่บ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินดังเอี๊ยดๆๆ หนวกหูคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขารำคาญ หลวงพ่อก็ใช้วิธีนั่งเอา ฝึกตัวเอง ที่จะฝึกอ่านใจตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะนอนก็กินน้ำเยอะๆ กินน้ำมากๆ เพื่ออะไร ปวดฉี่จะได้ตื่น พอตื่นมา มาฉี่เสร็จแล้วก็กินน้ำอีกละ แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ถ้าจิตยังมืดมัวอยู่จะไม่นอน ถ้านั่งแล้วจิตไม่ผ่องใสมัวๆ ถูกโมหะครอบ จะไม่นอนต่อ ฝึกตัวเองเข้มงวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกไปๆ จนกระทั่งกิเลสมันก็ฉลาด พอเราตื่นปุ๊บ สว่าง ใจเราสว่างผ่องใส อ้าว นอนได้แล้ว กิเลสมันเก่งนะ แหม่มันหลอกเราได้สารพัด กว่าจะรู้ทันมัน เออ สว่างก็ดีแล้วนี่ นั่งต่อเลย นี่ฝึกตัวเองอย่างนี้ ฝึกไป อยากได้ของดีก็ต้องอดทน แต่ต้องอดทนให้ถูกทางถูกหลัก อดทนไม่ถูกหลักก็เหนื่อยเปล่า นักปฏิบัติที่ทำผิดมี 2 อัน กามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคก็หลง หลงตามกิเลสไป อัตตกิลมถานุโยคก็คือทำตัวเองให้ลำบาก บังคับกายบังคับใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนอย่างพระองค์นี้ท่านสงสัย ท่านจะมาถามหลวงพ่อ อยากถามหลวงพ่อภาวนาตั้งนาน ทำไมไม่เจริญ ท่านติดเพ่งอยู่ ให้ใจนิ่งๆ แต่ตอนนี้ใจท่านไม่เหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว ตอนนั่งฟังใหม่ๆ ใจท่านแน่นอึ้ด แต่ตอนนี้ใจท่านคลายออกแล้ว รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา อย่างนี้ถึงจะภาวนาได้ ถ้านั่งเพ่งอยู่ กี่ปีมันก็อยู่แค่นั้นล่ะ ไม่มีความเจริญหรอก ฉะนั้นหัดอ่านใจตัวเองบ่อยๆ แล้วเราจะได้ๆ ของดี ของดีก็คือธรรมะนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะไม่ตีกับใคร เราจะไม่ทะเลาะกับใคร เอาธรรมะไปเถียงกันอะไรอย่างนี้ ไม่ทำหรอก ธรรมะเป็นของสูงเป็นของร่มเย็น ไม่ได้เรียนเอาไว้ทะเลาะกัน อันนั้นเรียนแล้วกิเลสแรงกว่าเก่า อย่างน้อยเรียนแล้วกูเก่ง กูรู้เยอะกว่าคนอื่นอะไรอย่างนี้ นี่กิเลสทั้งนั้นเลย แล้วพูดธรรมะฉอดๆๆๆ แต่ไม่เห็นกิเลส ใช้ไม่ได้หรอก อ่านจิตตัวเองไม่ออก ฉะนั้นพวกเราหัดอ่านจิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรอก มันละเลยที่จะอ่าน วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา เนื้อหาสาระที่ควรจะบอกๆ หมดแล้ว เอาไปทำเอานะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังเกตไหมพอหลวงพ่อบอกว่าเทศน์เสร็จแล้ว ใจของเราเปลี่ยนทันทีเลย รู้สึกไหม เฮ้อ แหม มันออกหน้าออกตามากไป ไม่รู้จักเกรงใจเลย นี่รู้สึกไหมใจขำ เห็นไหมความรู้สึกขำเกิดขึ้น รู้สึกนี่ขำแล้วเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เหมือนเด็กทารก เหมือนพระพุทธเจ้าบอกนะอย่างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันอาการของเด็กทารก ไม่รู้เรื่องไม่มีสติ อย่างที่วัดหลวงพ่อคอยดูพระเรื่อยๆ คุยกันเสียงดังหลวงพ่อยังดุเลย อย่างหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย ถ้าคุยเสียงดังเดี๋ยวว่างๆ แล้วจะเรียกมาดุ แต่ถ้าหัวเราะก๊ากๆ นี่โดนทันทีเลย เพราะว่านักปฏิบัติไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังมีการเว้นวรรค&lt;br /&gt;
การปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป&lt;br /&gt;
สนุกได้ไหม ความรู้สึกสนุกเกิดขึ้นได้ไหม ได้ แต่อย่าให้ขาดสติ มีความสุขได้ไหม มีความสุขได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ฉะนั้นกูต้องทุกข์อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่นะ คำว่ารู้ทุกข์ก็คือรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ความสุขก็อยู่ในกองทุกข์ ความสุขก็เป็นตัวทุกข์ชนิดหนึ่ง ตัวเวทนาเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ตามรู้ตามเห็น ไม่อยากหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะก็ประณีตเป็นลำดับๆ ไป เบื้องต้นนี่อ่านใจตัวเองให้ออก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนธรรมะสอนสั้นๆ ไม่สอนยาวอย่างหลวงพ่อหรอก ถ้าหลวงพ่อเอาอย่างหลวงปู่ดูลย์สอนสั้นๆ พวกเราไม่รู้เรื่อง เพราะอินทรีย์พวกเราอ่อน ขี้เกียจด้วย ใครยังรู้สึกตัวว่าขี้เกียจบ้าง ไม่ต้องยกๆ ของมันเห็นๆ กันอยู่ ไม่ต้องยกหรอก ถ้ายังมีการเว้นวรรคการปฏิบัติของเรายังประมาทเกินไป ตอนนี้ขอเล่นเกมสักชั่วโมงหนึ่งก่อนอะไรอย่างนี้ นี่ประมาทนะ ระหว่างเล่นเกมอาจจะช็อกตายก็ได้ ดีใจชนะเกม นี่ประมาท ฉะนั้นอย่าให้มีช่องโหว่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่องโหว่เล็กนิดเดียวกิเลสลุยทันที กิเลสมันเก่งนะไม่ใช่มันไม่เก่ง ต้องฝึก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนสั้นๆ อย่างถ้าท่านจะสอนให้จิตเรามีสมาธิตั้งมั่นนี่ ท่านพูดประโยคเดียว “อย่าส่งจิตออกนอก” จิตออกนอกคือจิตไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ บอกอย่าส่งไป แต่ถ้าจิตมันส่งไปเอง ห้ามมันไม่ได้นะ แต่เราอย่าส่งไป ส่งไปก็คืออุ้ยสนุกจังเลย ดูละครสัตว์นี่สนุกจังเลย ส่งจิตไปดู ไปดูหมูเด้ง มันเด้งบ้างไม่เด้งบ้าง ส่วนใหญ่มันนอน ก็อุตส่าห์ไปดูกัน ไปดู เวลาไปดูหมูเด้ง เห็นไหมใจไปอยู่ที่หมูเด้ง ถ้าตายไปเราจะต้องแย่งกันไปเป็นฮิปโป แล้วคราวนี้คนอื่นเขาจะมาดูเราเด้งบ้างแล้ว นี่ใจมันไหลออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าส่งจิตออกนอกก็คืออย่ามีโลภะเจตนา เที่ยวแสวงหากามคุณอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย แต่ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เห็นไหมจิตมันโดยตัวมันชอบส่งออกนอก ไม่ห้าม ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วให้มีสติรู้ทัน ตรงนี้สำคัญนะ นี่คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ประโยคเดียว แต่พอกระจายออกมา โห มันเป็นหลักการปฏิบัติที่เยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตเราไม่ส่งออกนอก จิตเราจะเป็นอย่างไร จิตเราจะตั้งมั่น จิตเราจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ฉะนั้นเวลาหลวงปู่สอน หลวงปู่ไม่มาบอกหลวงพ่อว่าอย่าส่งจิตออกนอก หลวงปู่ต่อยอดให้เลย “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” ท่านสอนตรงนี้ จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เวลาตาเราเห็นรูปเราจงใจเห็นไหม หลับตาซิ ทุกคนหลับตา แล้วลองหันหน้าไปให้มันเปลี่ยนทิศทาง แล้วลืมตา เราเจตนาเห็นไหม ไม่ได้เจตนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป อันแรกเลยไม่ได้เจตนา มีรูปอย่างไรก็เห็นมันไปอย่างนั้น หันไปแล้วไปเจอสาวสวยก็รู้ รู้รูป หันไปแล้วไปเจอหมาขี้เรือนวิ่งเข้ามาหรือเสือกำลังวิ่งเข้ามาก็รู้ รู้ทัน เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกนี่ เราเลือกได้ไหมว่าจะเห็นรูปอะไร เราเลือกไม่ได้ ตาจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เราเลือกไม่ได้ การดูจิตเขาบอก จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป เราไม่เลือกอารมณ์ของจิต อย่างตาก็ไม่เลือกอารมณ์ของตา มีรูปอะไรก็เห็นไปอย่างนั้น จิตนี่เราก็ไม่เลือกอารมณ์ อารมณ์ที่ดีมาเราก็รู้ อารมณ์ที่ไม่ดีมาเราก็รู้ ตามรู้อย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีญาณเห็น ญาณแปลว่าความหยั่งรู้ เป็นลักษณะของปัญญา ฉะนั้นไม่ใช่รู้โง่ๆ ไม่ใช่รู้เอ๋อๆ น้ำลายยืดๆ รู้ ไม่ใช่ รู้ต้องมีปัญญา มีใจที่ตั้งมั่นปัญญาถึงเกิด มันผ่านบทเรียนที่ชื่อว่าอย่าส่งจิตออกนอกมาแล้ว ใจมันตั้งมั่นแล้ว พอใจมันตั้งมั่นแล้วมันถึงจะมีญาณเห็นจิตได้ ญาณเป็นปัญญา ปัญญามีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ฉะนั้นที่หลวงพ่อจะจ้ำจี้จำไชพวกเรา เฮ้ย จิตต้องตั้งมั่นนะ จิตต้องถึงฐานนะ เพื่อจะเอาไว้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป&lt;br /&gt;
ทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป หมายถึงว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็นไป รู้เห็นอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วไม่ได้รู้โง่ๆ รู้แบบมีปัญญา อันแรกเลยมีสติรู้ว่ามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นกับจิต เช่นความสุขความทุกข์กุศลอกุศลเกิดขึ้นกับจิต รู้ทัน อันที่สองมีปัญญาซ้ำลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลอกุศลก็ไม่เที่ยง หัดดูอย่างนี้ คำว่า “จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป” คืออย่างนี้ ไม่ใช่นั่งจ้องอยู่ที่จิต ถ้าไปนั่งจ้องอยู่ที่จิต ไม่ใช่แล้ว มันก็คล้ายๆ เราเข้าห้องปิดประตู แล้วก็จุดเทียนไว้อันหนึ่ง แล้วก็มองอยู่ที่เทียน ไม่ให้มองอันอื่นเลย ตาก็ต้องเห็นแต่เทียนนี่ล่ะ เห็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ใช่นะ มีตาก็เห็นอย่างที่มันจะต้องเห็น จิตของเราจะมีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ให้มันรู้สึกไปอย่างที่มันมีอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็ตามเห็นไป ตอนนี้จิตสุข ตอนนี้จิตทุกข์ ตอนนี้จิตเป็นกุศล ตอนนี้จิตเป็นอกุศล ตามรู้ตามเห็นไป พอตามรู้ตามเห็นไปมากพอ มันจะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม่ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำไมไม่ใช้ว่าโลภโกรธหลงสุขทุกข์ดีชั่วอะไร ใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหมายถึง Everything ที่เกิด ทั้งหมดนั่นล่ะต้องดับ ฉะนั้นไม่ใช้คำว่าสุขเกิดแล้วสุขดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ดับ กุศลเกิดแล้วก็ดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วก็ดับ อย่างตอนที่เราหัดดูใหม่ๆ ใช่ไหม เราก็จะเห็นสุขเกิดแล้วดับ ทุกข์เกิดแล้วดับ กุศลเกิดแล้วดับ โลภโกรธหลงเกิดแล้วดับ เราดูแต่ละอันเกิดแล้วดับ แต่ละอันเกิดแล้วดับ ตรงที่ปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้วนี่ มันไม่มานั่งดูทีละอัน มันสรุปรวบยอด ปัญญาในอริยมรรคนี่มันสรุปรวบยอดเลยว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา Everything เกิดแล้วดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้เราจะเข้าใจธรรมะ ก็ได้โสดาบันตรงนี้ ถัดจากนั้นก็ภาวนาของเราแบบเดิมนั่นล่ะ แต่ศีลของเราเต็มที่อยู่แล้วล่ะ สมาธิก็จะแก่กล้าขึ้น แล้วก็เจริญปัญญาไป พระสกทาคาพระโสดาบันศีลบริบูรณ์ สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย สมาธิเล็กน้อยคือใจเราวอกแวกๆ ไม่ได้ต่างกับชาวบ้านธรรมดาหรอก พระโสดาบันปัญญาเล็กน้อย เห็นไตรลักษณ์เป็นคราวๆ ไม่ได้เห็นได้ตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสกทาคามีศีลบริบูรณ์ อันนี้บริบูรณ์ตั้งแต่โสดาบันแล้ว สมาธิปานกลาง ปัญญาเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อยก็ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจอะไร ปัญญาเล็กน้อยก็แค่สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ แต่จิตมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้น สมาธิปานกลาง สมาธิปานกลางก็คือถ้าจะหลง หลงแวบเดียว ฟุ้งไปก็ฟุ้งสั้นๆ ไม่ฟุ้งยาว ถ้าฟุ้งเป็นชั่วโมงไม่ใช่แล้วล่ะ แสดงว่าสมาธิอ่อนเหลือเกิน แล้วถ้าภาวนาต่อไป รู้แจ้งแทงตลอดในตัวร่างกายในรูปนี่ ว่าไม่ใช่อย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้จิตมันวางกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันวางร่างกาย มันก็จะวางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็จะพลอยวางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ตัวที่ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านก็คือกามนั่นล่ะ พอเป็นพระอนาคามีมันวางตาหูจมูกลิ้นกายลงไปได้ แล้วก็วางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปด้วย ความยินดีพอใจในรูปไม่มี ความยินร้ายในรูปไม่มี ใจก็ไม่วิ่งแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย นี่สมาธิมันบริบูรณ์เพราะเหตุนี้ เพราะว่าจิตไม่ไหลตามกามออกไป ไม่ไหลไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่กับตัวเองนี่ ถึงบอกพระอนาคามีมีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โสดาบัน สกทาคามี เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป ไม่มีตัวเรา พระอนาคามีมีปัญญาปานกลาง คือเห็นว่ารูปทั้งหลายร่างกายนี่ไม่มีอย่างอื่นนอกจากทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นมีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่เป็นปัญญาปานกลาง แต่ทำไมปัญญานี้ยังไม่สิ้นสุด พระอนาคามียังหลงผิดอยู่ว่าตัวจิตที่ฝึกดีแล้วนี่มีความสุข ฉะนั้นจะมุ่งไปหาความสุขของสมาธิ จะไปติดในรูปราคะอรูปราคะ ทีนี้ภาวนาไปเรื่อยก็จะรู้เลย รูปราคะอรูปราคะ จิตเข้าไปติดไปยึดจิตก็ทุกข์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าจิตนั่นล่ะคือตัวทุกข์ มันจะแตกหัก วัฏจักรจะล่มลงก็ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างที่เคยเห็นแล้ว ตัวนี้คือปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทล้างอวิชชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อวิชชาคืออะไร คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่สามารถรู้ทุกข์ได้ ไม่สามารถละสมุทัย ไม่สามารถแจ้งนิโรธ ไม่สามารถเจริญอริยมรรคได้ แต่ตรงที่มันรู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ นี่คือขันธ์ตัวสุดท้ายที่เราจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือตัวทุกข์ ตัวกายดูง่ายว่าเป็นตัวทุกข์ แต่พอถึงตัวจิตจะให้ดูว่ากระทั่งจิตที่ทรงฌานก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ง่าย อันนี้เลยเป็นปัญญาอย่างยิ่ง รู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์ ก็รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจนั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเริ่มต้นของการสู้ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นล่ะ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม จิตจะได้มีกำลัง หัวใจของการปฏิบัตินั้นคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทำอย่างนี้ได้มรรคผลไม่ใช่เรื่องไกล ถ้าเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิยังอีกไกล เพราะอยู่ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เพราะฉะนั้นฝึกนะที่หลวงพ่อบอกให้วันนี้ เป็นแก่นสารสาระในการฝึกกรรมฐานเลย เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอก ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
24 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10856</id>
		<title>《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป细致深入的修行》-隆波帕默尊者-2024年11月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E7%BB%86%E8%87%B4%E6%B7%B1%E5%85%A5%E7%9A%84%E4%BF%AE%E8%A1%8C%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B411%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10856"/>
		<updated>2025-04-09T14:18:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป พยายามศึกษาธรรมะเอาไว้ ดูพระไตรปิฎกได้ก็ดู ดูฉบับเต็มไม่ได้ดูฉบับย่อก็ได้ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เป…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป&lt;br /&gt;
พยายามศึกษาธรรมะเอาไว้ ดูพระไตรปิฎกได้ก็ดู ดูฉบับเต็มไม่ได้ดูฉบับย่อก็ได้ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นเบื้องต้น สนใจรายละเอียดตรงไหนก็ไปอ่านฉบับเต็มเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหลวงพ่อจะเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อพยายามแสวงหาหนทางปฏิบัติ ตั้งแต่เด็กๆ ทำแต่สมาธิ ทำอานาปานสติสงบเฉยๆ คิดว่าศาสนาพุทธมีอะไรมากกว่าความสงบ ก็พยายามช่วยตัวเอง ตอนนั้นไม่มีครูบาอาจารย์ ยังทำงานอยู่ อ่านพระไตรปิฎก อ่านหลายรอบ ได้เห็นธรรมะดีๆ มากมายในพระไตรปิฎก แต่ว่าเราไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร หลักของการปฏิบัติมีมากมายเหลือเกินที่พระพุทธเจ้าสอนไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคล็ดคำว่า “เห็นตามความเป็นจริง”&lt;br /&gt;
จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้หลวงพ่ออ่านจิตตัวเอง พื้นฐานเราเคยอ่านตำรับตำรา มา หลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” ท่านทราบว่าอ่านมามาก แล้วท่านก็แนะนำให้อ่านจิตตนเอง ก็พยายามมาอ่านจิตตัวเองมาเรื่อยๆ ทีแรกอ่านไม่เป็นก็ไปแทรกแซงจิต ไปฝึกจิตให้ว่างๆ ยังติดคำว่าว่างอยู่ อ่านหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาสมีคำว่า ว่างๆ เยอะ อ่านหนังสือเซนก็มีแต่คำว่าว่างเยอะแยะเลย เลยไปทำจิตว่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ทำอยู่ 3 เดือนแล้วขึ้นไปกราบท่านอีกที ท่านบอกทำผิดแล้วล่ะ ให้ไปอ่านจิตไม่ได้ให้ไปแต่งจิต ให้มันนิ่งๆ ว่างๆ นี้เป็นการปรุงแต่งเอาเอง ให้อ่านเอาท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็มาเริ่มอ่าน เวลาเราอ่านหนังสือ คิดถึงการอ่านหนังสือ เราไม่ใช่นักประพันธ์เราไม่ใช่คนแต่งหนังสือ เราเป็นแค่คนอ่าน เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนอ่าน เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านจิตตัวเอง ก็อ่านเหมือนเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูเหมือนดูละคร เวลาเราดูละครเราไม่ใช่คนแต่งบทละคร เราไม่ใช่ผู้กำกับ เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราเป็นแค่คนดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กว่าจะจับเคล็ดคำว่า “ดู” ได้ คำว่า “เห็นตามความเป็นจริง” ได้ ใช้เวลาเหมือนกัน ทำผิดอยู่ 3 เดือน พยายามไปปรุงแต่งจิตเป็นนักประพันธ์แต่งให้จิตมันดี เวลามันไม่ดีเราก็เป็นนักวิจารณ์บอกตอนนี้มันไม่ดี ไม่ใช่นักดู ไม่ใช่นักอ่าน พอมาอ่านทำอย่างไร ก็ดูไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันจิตใจเรามีความสุข บางวันจิตใจเรามีความทุกข์ บางวันจิตเราเป็นกุศลเยอะ บางวันเป็นอกุศลเยอะ บางวันสงบ บางวันฟุ้งซ่าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาแล้วเห็นแต่ละวันจิตเราไม่เคยเหมือนกันเลย เราก็ภาวนาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมเหมือนกันทุกวัน แต่จิตเราไม่เหมือนกัน เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน อย่างหลวงพ่อเวลาอยู่ที่บ้าน จะไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ ไม่ได้เดิน เพราะบ้านเป็นบ้านโบราณบ้านไม้ เวลาเดินแล้วมันร้องเอี๊ยดๆ หนวกหูคนอื่นเขา แต่เวลาออกมาจากบ้าน ทุกก้าวที่เดินรู้สึกไปเรื่อยๆ ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ พอมาอ่านเราก็จะเห็นเลย แต่ละวันจิตเราไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่ภาวนาเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาดูได้ละเอียดมากขึ้น ไม่ได้ดูเป็นวันๆ หรอกดูเป็นช่วงเวลา ตอนเช้าตอนตื่นนอนจิตใจเราเป็นแบบนี้ ตอนสายๆ หน่อยเป็นอย่างนี้ ตอนเที่ยงจิตใจเราเป็นอย่างนี้ ตอนบ่ายจิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนเย็นๆ จิตใจเป็นอย่างนี้ ตอนค่ำๆ ตอนดึกๆ จิตใจไม่เหมือนกันสักที ทั้งๆ ที่เป็นวันเดียวกัน ก่อนจะมาเห็นตรงนี้ได้ก็เห็นแต่ละวันไม่เหมือนกัน พอภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าแต่ละห้วงเวลาไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้าตื่นมาแล้วเช้าแต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช้าวันจันทร์ตอนนั้นรับราชการ เช้าวันจันทร์เบื่อ ขี้เกียจ เช้าวันอังคารก็เบื่อมาก เช้าวันพุธชักจะอุเบกขาแล้ว เฉยๆ แล้ว เช้าวันพฤหัสเริ่มสดชื่น พอเช้าวันศุกร์นี้กระดี๊กระด๊า แต่ละวันไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่เป็นห้วงเวลาเดียวกัน แต่ละวันก็ยังไม่เหมือนกันอีก ตอนสายๆ แต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน ตอนเที่ยงก็ไม่เหมือนกัน สังเกตไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเย็นๆ หลวงพ่อสังเกตตัวเอง จิตหลวงพ่อจะมีกำลังมาก ตอนเป็นโยมจิตจะมีกำลังมากตอนสัก 4 โมงเย็นไปแล้ว คล้ายๆ ทำงานใกล้จะเลิกงานแล้ว จิตใจเริ่มสดชื่น ตอนทำงานก็เครียดไม่ใช่ไม่เครียดเพราะงานที่ทำนี้ งานที่เครียดมากๆ เลย งานอยู่สภาความมั่นคง วันๆ ก็เป็นเรื่องหาข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล หาทางออกในการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง เรื่องปวดหัวทั้งนั้นล่ะ พอได้เวลาจะเลิกงานใจเริ่มผ่อนคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาสังเกตตัวเอง ตอนเย็นๆ ตอนเลิกงานจิตจะมีกำลัง จิตจะสดชื่นเกิดสมาธิโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิ ฉะนั้นตรงนี้เป็นนาทีทองสำหรับหลวงพ่อ พวกเราก็ต้องไปดูตัวเอง เวลาช่วงไหนในแต่ละวันเป็นช่วงที่สติของเราดีสมาธิของเราดี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลานาทีทองของวันนั้น เราควรจะสงวนควรจะรักษาช่วงเวลานี้เอาไว้ภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อพอเลิกงานแล้วไม่ทำอะไรหรอก กลับบ้าน ไม่เอานาทีทองตัวนี้ไปทำลายทิ้ง ไปเที่ยว คนเขาก็ชวนไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์อะไรอย่างนี้ ไม่ไป บอกไม่ชอบ แล้วจริงๆ ก็คือไม่ชอบไม่ได้โกหก เคยหลุดเข้าไปในบาร์หรือในผับอะไรทีหนึ่ง นี่มันนรกชัดๆ เลย เสียงก็ดัง ไฟก็วูบๆ วาบๆ คนก็หลง แล้วก็ดื่มน้ำทองแดงกัน เข้าไปเห็นครั้งเดียวเข็ดเลย หนีตลอด ไม่ยอม ใครชวนอย่างไรก็ไม่ไป เรื่องอะไรอยู่ดีๆ เป็นมนุษย์ดีๆ ไปตกนรกเล่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพอเลิกงานตกเย็นตกค่ำหลวงพ่อภาวนา ขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ภาวนา ตอนเช้าขึ้นรถเมล์ไปทำงานก็ภาวนา ตอนจะกินข้าวก็ภาวนา ภาวนาไม่ใช่ไปนั่งพุทโธๆ อะไรหรอก มีสติอ่านจิตใจตัวเองไปไม่หยุด จิตใจเรามีความสุขก็รู้ จิตใจเราทุกข์ก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ ต่อมาสติแข็งแรงมากขึ้นๆ สมาธิดีขึ้น คราวนี้ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตตามห้วงเวลาแล้ว ถ้าอ่อนที่สุดก็เห็นว่าแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าพัฒนาขึ้นมาแล้วเห็นว่าแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาละเอียดเข้าๆ&lt;br /&gt;
เราจะเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น&lt;br /&gt;
พอสติเราเร็วจริงๆ สมาธิเราดีจริงๆ เราจะเห็นว่าแต่ละขณะไม่เหมือนกัน อย่างตอนเช้านี้จิตเราเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แค่ช่วงเช้าแป๊บเดียวนั้น ค่อยๆ สังเกตเอา อย่างออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้าน ตอนเช้าจะไปทำงานพยายามจะขับถ่ายกลัวไปปวดท้องกลางทาง วันนี้ขับถ่ายสะดวก จิตใจสบายรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้ท้องผูกไม่ยอมถ่ายกลุ้มใจ ไม่ได้รู้แค่ว่าถ่ายได้ไม่ได้ รู้เข้ามาถึงจิตถึงใจเลย จิตใจยินดีพอใจหรือจิตใจกลุ้มใจ นี่คือการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าปฏิบัติเก่งเฉพาะตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมถือว่ายังอ่อนหัดมากเลย ต้องฝึกให้ได้ มีสติอยู่ทุกขณะ คำว่า “ทุกขณะ” ไม่ถึงขณะตามตำราอภิธรรม ตำราอภิธรรมบอกว่าลัดนิ้วมือหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ ลัดนิ้วมือ ดีดนิ้วทีหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ อันนั้นตำรา ทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามันมีช่วงเวลากว่าที่จิตจะขึ้นมารับอารมณ์แต่ละครั้ง แล้วรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ใช้เวลา แต่ไม่ถึงวินาทีผุดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว เราก็ดูจากความเป็นจริงที่เราเห็น ไม่ได้ดูจากตำรา ตำราก็อาจจะถูกก็ได้ แต่สติเราไม่ละเอียดพอที่จะเห็น ต้องตีความอย่างนี้ไว้ก่อน ไม่ใช่ทำได้ไม่เหมือนตำราบอกตำราผิด อันนั้นเซลฟ์จัดเกินไปแล้ว เราดูเท่าที่เราดูได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ขณะอะไรไม่ใช่ขณะจิตหรอก ขณะที่ตาเห็นรูปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่หูได้ยินเสียงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จมูกได้กลิ่นลิ้นกระทบรสกายกระทบสัมผัสก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ขณะที่จิตมันคิด จิตมันคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลง คิดเรื่องนี้เกิดสุข คิดเรื่องนี้เกิดทุกข์ คิดเรื่องนี้เกิดราคะ คิดเรื่องนี้เกิดโทสะ อยู่เฉยๆ จะมีโทสะได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องตามหลังความคิดเรียกพยาบาทวิตกมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ๆ จะเกิดราคารุนแรงอะไรได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีกามวิตกมาก่อน แล้วทั้งหมดต้องหลง ทีแรกเราไม่เห็นขนาดนั้น เราภาวนาเราเห็นว่าจิตเราเปลี่ยนทุกขณะ ขณะที่กระทบอารมณ์นั่นล่ะ ไม่ใช่ขณะจิตหรอก ตาเห็นรูป ทีแรกบอกเห็นรูปใจก็โกรธขึ้นมาอะไรอย่างนี้ ดูละเอียดลงไปอีก ไม่ต้องตั้งใจดู แต่เราฝึกสติของเราไปเรื่อยๆ ฝึกสมาธิของเราไปเรื่อยๆ มันจะเห็นได้ละเอียดๆๆ เข้าไปอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ตาเห็นรูป จิตไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตเฉยๆ ขณะที่ตามองเห็น จะเกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศลอกุศลมาเกิดทีหลัง พอตาเห็นรูปปุ๊บมันจะมีการแปล เราจะเห็นการแปลความหมายของรูป รูปนี้คืออะไร แล้วอนุสัยความคุ้นเคยมันก็ให้ค่าออกมา พอใจรูปนี้สวยงาม เห็นดอกไม้สวย ตรงที่ตาเห็นดอกไม้สวยไม่มีคำว่าสวยหรอก ตาเห็นรูปเฉยๆ ตาไม่เห็นของสวยหรอก ตาเห็นแล้วก็จิตมันแปลว่านี่ดอกไม้นี่ดอกกุหลาบ สวยเชียว ดอกก็โตสวย พอมีการให้ค่าขึ้นมา ใจก็ยินดีพอใจ ราคะก็เกิดตามหลังความคิดมา ความคิดที่เป็นกามวิตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการมันจะค่อยยิ่งภาวนามันยิ่งละเอียดๆๆ เข้าไป เราจะรู้เลยว่าขณะที่ตามองเห็นไม่มีกิเลส แล้วจิตก็เป็นอุเบกขา ขณะหูได้ยินเสียงก็ไม่มีกิเลส ขณะที่จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสก็ยังไม่มีกิเลส ตรงที่ใจมันกระทบความคิดแล้วความคิดมันนำไป กิเลสมันก็ทำงานขึ้นมาได้ คอยรู้คอยดูค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เข้าใจหรอก สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วสิ่งนั้นไม่ดับ ไม่มีเลย เราภาวนาเรื่อยๆ เราก็เห็นสุขเกิดแล้วสุขก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ก็ดับ กุศลเกิดแล้วกุศลก็ดับ อกุศล โลภ โกรธ หลงเกิดแล้วมันก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ ตรงนี้ละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ละเอียดกว่าที่จะรู้จิตสุขจิตทุกข์จิตดีจิตชั่ว คือเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดที่ตาดับที่ตา จิตเกิดที่หูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่ร่างกายดับที่กาย จิตเกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว หัดภาวนาทีแรกเรารู้สึกจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยวร่อนเร่ไปทางทวารทั้ง 6 คิดว่าจิตมีดวงเดียว ดวงนี้หลงไปดูพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมา มันหลงไปฟังพอรู้ทันมันก็วิ่งกลับมาเข้าฐาน เห็นจิตเหมือนตัวแมงมุม เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้ายเดี๋ยวก็วิ่งไปข้างขวา เดี๋ยวขึ้นข้างบนเดี๋ยวลงข้างล่าง แมงมุมมีตัวเดียววิ่งไปวิ่งมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเราภาวนาละเอียดเข้าๆ เราเห็นจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตเสวยอารมณ์อันไหนก็ดับพร้อมอารมณ์อันนั้น เกิดดับไปด้วยกัน มันถี่ยิบขึ้นมา จะเห็น ทีแรกเรายังไม่เห็นหรอก เราต้องฝึกให้มีจิตที่เป็นผู้รู้ก่อน จิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาเป็นมหากุศลจิตประกอบด้วยปัญญา เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจ ต้องเป็นจิตชนิดนี้ถึงจะมีกำลังมากพอที่จะเดินปัญญาได้จริง ไม่อย่างนั้นยังเป็นปัญญาพื้นๆ คิดๆ เอา แต่ถ้าจะขึ้นวิปัสสนาปัญญาจิตต้องตั้งมั่นอัตโนมัติมีกำลัง ของฟรีไม่มีก็ต้องฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นทำอะไรดี ทำได้ 2 วิธี หนึ่ง ฝึกเข้าฌานที่ประกอบด้วยสติ อันที่สอง อาศัยสัมมาสติหรือสติระลึกรู้รูปนามกายใจ พอสติเราระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นเจริญสัมมาสติให้มากแล้วสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย เกิดด้วยกันกับสัมมาสติ ขาดสตินี่ สัมมาสัมมาทั้งหลายหายหมดเลยไม่เหลือเลย ฉะนั้นต้องฝึกสติให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกสติอยู่ในหลักสูตรชื่อการเจริญสติปัฏฐาน มี 4 อย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม ถนัดอันไหนเอาอันนั้น แล้วได้ทุกอัน สุดท้ายได้ทั้งหมดล่ะ อย่างเราหัดรู้สึกร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไปเรื่อยๆ ต่อมาจิตเราหลงไป ร่างกายเราขยับปุ๊บเรารู้เลยว่าจิตหลงไปแล้ว มันก็เข้ามารู้จิตได้ สติปัฏฐาน 4 มันก็เหมือนโต๊ะตัวเดียวกันนี้ล่ะ แต่มันมี 4 มุม แข็งแรงหน่อยก็ยกมุมใดมุมหนึ่งมันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ได้หมดล่ะ ไม่ยาก ชาวพุทธเราอย่าทิ้งการเจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีการเจริญสติปัฏฐานอยู่ การบรรลุมรรคผลนิพพานยังมีความเป็นไปได้ ไม่เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางบรรลุมรรคผลอะไรหรอก วิชาสติปัฏฐานเป็นวิชาที่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดรัจฉานวิชา&lt;br /&gt;
ส่วนวิชาที่จะอยู่กับโลกเขาเรียก เดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าไม่ได้ด่าเดรัจฉานวิชา อย่าเข้าใจผิด ตัวอย่างเดรัจฉานวิชาคืออะไร แพทยศาสตร์นี้เดรัจฉานวิชา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เดรัจฉานวิชาทั้งนั้นเลย วิชาหมอนวดก็เดรัจฉานวิชา คำว่าเดรัจฉานวิชาไม่ได้แปลว่า วิชาของสัตว์เดรัจฉาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิรัจฉาน ตัวนี้แบบไปทางขวางไปทางนี้ ขวาง สัตว์เดรัจฉาน สังเกตไหม กระดูกสันหลังมักจะขวาง คือขนานกับโลก เดรัจฉานวิชาคือวิชาที่จะอยู่กับโลก จำเป็นต้องมีไหม จำเป็น ถ้าขืนไม่มีเดรัจฉานวิชาทำมาหากินไม่เป็น รู้วิธีเลี้ยงเด็กก็เดรัจฉานวิชา รู้วิธีเลี้ยงเสือ ตอนนี้หมูเด้งจืดแล้ว ตอนนี้มีเสือชื่ออะไร น้องเอวา คนเลี้ยงเสือได้เขาก็มีวิชาของเขา ให้เราไปเลี้ยง เสือเอาไปกิน ฉะนั้นเดรัจฉานวิชาไม่ใช่วิชาต่ำต้อย เป็นวิชาที่ต้องเอาไว้อยู่กับโลก สิ่งที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานวิชาคือวิชาทางตั้ง แนวตั้ง เดรัจฉานวิชามันแนวขนาน ขนานไปกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวตั้งคือการปฏิบัติธรรมนั่นล่ะ พัฒนาไตรสิกขาศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา แล้วลงท้ายไปเจริญสติปัฏฐานให้ได้ ในที่สุดก็จะพ้นโลก เหมือนยิงจรวด ยิงจรวดขึ้นไปอย่างนี้ ถ้าเครื่องบินมันขนานกับโลกมันก็ไปอย่างนี้ ไปจากที่หนึ่งของโลกไปอีกที่หนึ่งของโลก ถ้าเป็นทางจิตใจก็คือจากภพนี้ก็ย้ายไปอีกภพหนึ่ง ก็เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ แต่วิชาโลกุตตระ วิชาแนวตั้ง เหมือนจรวดลอยขึ้นไปพ้นจากโลก อยู่เหนือโลกก็คือคำว่า โลกุตตระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนยุคนี้ไม่เรียนธรรมะ ก็ชอบวิจารณ์ตัดสินพระบ้าง ตัดสินฆราวาสบ้างว่าทำไม่ถูกอะไร อย่างนี้ อย่างวิชาหมอดูเป็นเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านห้ามมีอันเดียว ห้ามพระประกอบอาชีพทางเดรัจฉานวิชา ท่านห้ามตัวนี้ต่างหากล่ะ ท่านไม่ได้ห้ามฆราวาส อย่ามั่ว ถ้าพระไปรักษาโรค พระสมัยโบราณจะรักษาโรค คนไม่สบายไม่รู้จะไปไหน โรงพยาบาลไม่มี หามกันไปหาพระ กระดูกหักให้พระต่อให้ พระทำเดรัจฉานวิชาไหม ทำ อาบัติไหมไม่อาบัติ เพราะไม่ได้เอาไว้ทำมาหากิน ทำเพื่อสงเคราะห์โลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีความละเอียดรอบคอบไม่เข้าใจเรื่องธรรมวินัยแล้วชอบตัดสิน พระทำอย่างนี้ไม่ถูก อันนี้ก็ไม่ถูก นั่นก็ไม่ถูก พระดีๆ ก็คือพระพุทธรูป ห้ามกระดุกกระดิกทำอะไรไม่ได้เลย พอไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาแล้วก็ชอบมั่วชอบตีความชอบตัดสิน มั่วมาก ทำให้พระธรรมวินัยศาสนาอยู่ยาก อยู่ลำบาก ธรรมะจริงๆ สูญหายไป สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นมาแทนที่ บางทีพูดแล้วโก้เก๋ดี พูดแล้วแหมดูดีจังเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่พูดแล้วดูดีที่มีชื่อเสียงที่สุดเลยคือเทวทัต เทวทัตเป็นคนเสนอพระพุทธเจ้า บอกต่อไปนี้พระต้องมักน้อยสันโดษ ต้องดำรงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตเท่านั้น ต้องใช้ผ้าบังสุกุลจีวรเท่านั้น ต้องไม่มีกุฏิไม่มีอะไร ไม่สร้างวัดสร้างวาอะไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา ต้องกินมังสวิรัติ ฟังแล้วดี พวกคนไม่ฉลาดก็เคลิ้ม เทวทัตเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้าอีก ส่วนหนึ่งพวกพระก็ยังตามไปเลย ตามเทวทัตไปเป็นร้อยๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อมาพระโมคคัลลานะ สารีบุตร ท่านไปอธิบายธรรมะให้ฟัง ตอนที่ท่านเข้าไปสำนักของเทวทัต เทวทัตกำลังเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังอยู่ พอเห็นพระโมคคัลลานะ สารีบุตรเข้าไปก็ดีใจ นึกว่าแปรพักตร์จากพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกของเทวทัตแล้ว เทวทัตก็บอกว่าช่วยเทศน์แทนหน่อยเมื่อยแล้วจะไปนอน พอตื่นมาลูกศิษย์หายไปหมดแล้ว มาฟังเทศน์พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร รู้ผิดชอบชั่วดีถอยออกมาเลย เหลือที่ไม่ถอยออกมาไม่มาก พวกที่ถอยออกมาก็มาภาวนา จำไม่ได้ว่าออกมาแล้วภาวนาแล้วผลเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่มีเรื่องเล่าอันหนึ่ง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง สำนวนนี้เคยคุ้นๆ ไหม ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยรู้จักพระองค์หนึ่งตอนหลวงพ่อยังไม่บวช ท่านพิการมือนิ้วท่านติดกันอย่างนี้ ติดกันหมดเลย แล้วท่านบอกท่านพิการมาแต่เด็กเลย สงสัยบาปกรรมอะไรทำให้พิการอย่างนี้ ท่านก็ระลึกๆ ไป จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ท่านเล่าพิสูจน์ไม่ได้ ท่านบอกท่านเคยเป็นลูกศิษย์เทวทัตแต่กลับใจแล้ว กลับใจแล้ว ตอนเป็นลูกศิษย์เทวทัตก็ประกาศว่าต่อไปนี้จะไม่ไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว แล้วต่อมาก็เปลี่ยนใจกลับเข้ามา บอกว่าอกุศลนี่ นิ้วของท่านเป็นแบบนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ทำได้แค่นี้ จริงหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้เรื่องของกรรมเป็นเรื่องอจินไตย แต่การกระทำทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีผลแน่นอน ลูกศิษย์เทวทัตปรามาสพระพุทธเจ้า ปรามาสพระสาวกก็ต้องรับวิบาก เทวทัตก็ต้องรับวิบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินใครเขาเสนอวาทะคมคายดูดีเหลือเกินเลย ต้องทบทวนว่ามันตรงกับพระไตรปิฎกหรือเปล่า บางทีการเสนออะไรที่เข้มมากๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอา ท่านบอกเดี๋ยวศาสนาจะอยู่ยาก ศาสนาจะอันตรธานเร็ว อย่างเป็นพระบอกต้องฉันเจอย่างเดียว ชาวบ้านเขาไม่ได้กินเจ ใครเขาจะมาหาอาหารเจให้ทุกวันๆ สุดท้ายพระอาหารไม่พอแล้วก็อยู่ไม่ได้ ศาสนาก็หายไป พระหายไปไม่มีใครสืบทอด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะไม่สุดโต่งๆ ศาสนาถึงได้ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้&lt;br /&gt;
รวมความก็คือต้องเจริญสติปัฏฐาน หลวงพ่อสอนอยู่ทุกวี่ทุกวันก็เรื่องนี้ล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาเจริญสติปัฏฐานได้ บทเรียนของเราต้องครบ ไตรสิกขา ศีลต้องรักษา ตั้งใจไว้ก่อนจะรักษาศีล 5 ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องรักษาศีลก็เคยมีคนถามหลวงปู่เทสก์กระมัง บอกว่า ถ้าท่านเดินไปแล้วเห็นผู้หญิงตกน้ำ พระจะกระโดดลงไปช่วย อาบัติไหมไปจับตัวผู้หญิง ไม่ช่วยจิตจะเศร้าหมองไหม ถ้าจิตเศร้าหมองแสดงว่าตรงนั้นเราต้องทำชั่วอะไรสักอย่างแล้ว อย่างเราเห็นผู้หญิงตกน้ำ แล้วเราก็อุเบกขา จริงๆ แล้วจิตจะไม่ดีเลย จิตจะกระด้าง เห็นสัตว์ลำบากแล้วเฉยเมย คิดว่าความเฉยเมยคืออุเบกขา ไม่ใช่ เป็นความใจไม้ไส้ระกำ ท่านบอกว่าท่านก็ใช้วิธีนี้สิ ท่านกระโดดลงไปในน้ำไปอยู่ใกล้ๆ เขา เดี๋ยวเขาก็เกาะท่านท่านก็ว่ายเข้าฝั่ง ท่านว่าอย่างนี้ แต่หลวงพ่อคงไม่เอา ขืนมาเกาะเราก็พากันจมแน่เลย หาไม้หาอะไรโยนให้ ให้เกาะ ก็ต้องช่วย จำเป็นจริงๆ ก็ลงไปลากขึ้นมาแล้วมาปลงอาบัติเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีก็ต้องคิดต้องพิจารณา ถือศีลเคร่งๆ ไปเลยแบบงมงายก็ใช้ไม่ได้ ศีลรักษาไปเพื่อให้จิตใจเป็นปกติ เพื่อให้หมู่สงฆ์สงบสุข เพื่อให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดเลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสแล้วมีความมั่นคงในพระศาสนา เลื่อมใสมั่นคง ศีลไม่ได้ถือเอาไว้ทรมานตัวเอง ศีลไม่ได้ถือไว้ใจร้ายกับคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้จักอะไรควรอะไรไม่ควร เห็นมีพระมีข่าวเรื่อยเลย ดูแลแม่ เช็ดอึเช็ดฉี่อาบน้ำให้อะไรให้ ถามว่าถูก ไม่ถูก ก็ไม่ถูก ถ้าไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำ อาบัติร้ายแรงไหม อาบัติไม่ร้ายแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาบัติที่ร้ายแรงคือภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ไม่ได้มีความกำหนัดมีแต่ความเมตตา ดีกรีมันมี ว่ามันผิดร้ายแรงแค่ไหน ไม่ใช่เห็นอะไรก็บอกจับสึกๆ ทุกวันนี้ง่ายเหลือเกินเจอพระไม่ชอบใจ บอกจับสึก เพราะฉะนั้นต้องเรียน ขอแนะนำ อ่านพระไตรปิฎกดีที่สุดเลยหัดอ่านไป พระวินัย พระสูตรพวกนี้ อ่าน อภิธรรมอ่านไม่รู้เรื่องต้องไปเรียนอภิธัมมัตถสังคหะอะไรพวกนั้นก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องฝึก ทุกวันแบ่งเวลาไว้เลย ถึงเวลาจะต้องปฏิบัติในรูปแบบ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คำว่าถึงเวลาให้ไปนั่งสมาธิให้ไปเดินจงกรม เพราะว่าแต่ละคนรูปแบบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกวาดพื้นอยู่เป็นเครื่องอยู่ นั่นคือการทำในรูปแบบของเขา ตอนหลวงพ่อบวชครั้งแรกที่วัดชลประทาน หลวงพ่อปัญญาเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระผู้เฒ่าองค์หนึ่งกุฏิอยู่ติดๆ กัน ท่านกวาดวัด ฉันข้าวเสร็จตอนเช้าก็กวาดวัดไป กวาดจากหน้าวัดไปท้ายวัด ท้ายวัดกวาดมาหน้าวัด กวาดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน หลวงพ่อตอนนั้นโง่ ก็ไปบอกท่านบอกหลวงพ่อทำไมไม่นั่งสมาธิไม่เดินจงกรม ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมช่วยกวาด เราไปนั่งสมาธิกันดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านก็ยิ้มหวานหลวงพ่อยังจำรอยยิ้มของท่านได้ ท่านบอกคุณบวชสั้นๆ คุณไปนั่งสมาธิเดินจงกรม เดี๋ยวผมกวาดเอง นี่ความโง่ของเรา ที่จริงท่านภาวนาทั้งวันเลย ร่างกายท่านเคลื่อนไหวท่านกวาดใบไม้กวาดถนนกวาดใบไม้กวาดไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ เราภาวนาเป็นแล้วเราถึงนึกถึงท่านได้ โอ๊ยตายแล้ว เราไปบอกท่านด้วยความโง่ของเราแท้ๆ แต่ประกอบด้วยเมตตา ความโง่นั้นไม่ได้ประกอบด้วยดูถูกว่าท่านไม่ยอมไปนั่งภาวนา เรามีความเมตตาอยากให้ท่านได้ภาวนาบ้างมีเวลาบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจะใช้คำว่าทำในรูปแบบ รูปแบบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่กวาดวัดก็เป็นการปฏิบัติในรูปแบบแล้ว ได้เห็นรูปเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ อย่างบางคนหลวงพ่อไปที่บ้านจิตสบายเห็นมีคนหนึ่งส่งการบ้าน หลวงพ่อดูแล้วคนนี้ไม่เคยช่วยเมียทำงานบ้านเลย เมียก็ชักโมโห บอกไปช่วยเมียทำงาน ช่วยเมียซักผ้า ถูบ้าน เขาเชื่อเขาไปทำ แล้วจิตใจเขาก็สบาย สบายเพราะอะไร เพราะเมียไม่ด่า เมียไม่บ่นแล้วสบายใจ ก็รู้เนื้อรู้ตัว ทำงานไปรู้เนื้อรู้ตัวไป ในครอบครัวก็ดีจิตใจตัวเองก็ดี นี่ทำในรูปแบบ ไม่ใช่ทำในรูปแบบต้องนั่งสมาธิท่านี้ต้องเดินท่านี้ บางทีเดินจงกรมต้องกำหนดโน้นกำหนดนี้ มีเท่านั้นจังหวะเท่านี้จังหวะ ทำแล้วเครียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำแล้วเครียดไม่ใช่การปฏิบัติหรอก ทำอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำอกุศลที่เกิดแล้วให้แรงขึ้น อย่างทำแบบเครียดๆ ไปเรื่อยๆ อกุศลอะไรจะแรง กูเก่ง กูดีกว่าคนอื่น อกุศลพวกนี้จะเด่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงเวลาไปทำในรูปแบบ ถนัดกรรมฐานอะไรเอานั้นล่ะ มีต้นไม้เยอะก็ไปรดต้นไม้ อย่างที่นี่ตกเย็นพระต้องไปรดต้นไม้ ต้นไม้มี 2 ส่วน ต้นไม้รอบๆ กุฏิอันนี้เช้าๆ เขาก็รดกันแล้ว ทางเดินก็แบ่งกันกวาดทั่ววัด แต่ฤดูนี้พอกวาดเสร็จคล้อยหลังลมพัดทีเดียวใบไม้ลงมาเต็มเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกวาดซ้ำแล้ว เพราะถ้ากวาดก็คือไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว อย่างน้อยก็รักษาข้อวัตร กวาดแล้ว ตั้งใจกวาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนเช้าก็รดต้นไม้รอบๆ กุฏิ ตอนเย็นไปรดต้นไม้ฝั่งโน้น ไปปลูกป่ากันไว้ร่วมร้อยไร่ แบกน้ำตักน้ำใส่ถังเอาไปรดต้นไม้ รดทีละต้นทีละต้น ฝั่งโน้นไม่รู้ต้นไม้กี่พันต้น ฝั่งโน้น ถามว่าเสียเวลาภาวนาไหม ไม่เสีย เวลาตักน้ำรู้สึกตัวหิ้วน้ำไปรู้สึกตัว ถ้าไม่รู้สึกทำอะไร ไม่รู้สึกตัวก็ทำน้ำหกหรือเดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาเคล็ด บางองค์ขาเส้นเอ็นพลิกเดินเผลอไปหน่อย นี่คือการปฏิบัติ ไปรดต้นไม้ ทุกวันทำอย่างนี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มรรคผลไม่ไกลถ้าทำ 3 อย่างนี้ได้&lt;br /&gt;
เห็นไหมต้องมีรักษาศีล ต้องทำในรูปแบบทุกวันๆ แล้วก็ต้องเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างที่บอก 3 อย่างนี้มรรคผลไม่ไกลหรอก การเจริญสติในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นล่ะ อย่างเรามีสติเห็นร่างกายหายใจออกมีสติเห็นร่างกายหายใจเข้า แล้ววันไหนจิตใจเราฟุ้งซ่าน เราเห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้าสักพักหนึ่ง จิตมันจะรวมลงไป จะพักผ่อนหายฟุ้งซ่าน วันไหนจิตเรามีกำลังอยู่แล้วหายใจออกรู้สึกหายใจเข้ารู้สึก เราก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจเป็นคนละอันกับจิต ร่างกายกับจิตแยกออกจากกัน ขึ้นเจริญปัญญาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแค่เราหายใจมันมีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา อย่างเวลาจะทำสมาธิเราก็หายใจไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพักผ่อนมันจะรวมสงบลงไป รวมเองไม่ต้องสั่งให้รวมเลย ยกเว้นมีวสีชำนาญแล้ว นึกอยากรวมเมื่อไรก็รวมได้ทันที แต่ถ้ายังรวมไม่ได้ก็อย่าไปตกใจ ถึงเวลาเราก็ทำกรรมฐานไป แล้วถ้าจิตมันต้องการพัก มันรวมเองมันเข้าเอง ตอนที่เกิดอริยมรรคอริยผลจิตก็รวมเอง ถ้าตั้งใจรวมไม่ค่อยได้เรื่องหรอก ยังเจือโลภเจตนาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจไป หายใจไป วันนี้จิตเรามีกำลังแล้ว มันไม่รวม ไม่เคลิ้ม ตั้งมั่นทรงตัวขึ้นมา สติระลึกรู้กายก็เห็นไตรลักษณ์ของกาย ใครเป็นคนรู้กาย จิตเป็นคนรู้กายแล้วก็เห็นไตรลักษณ์ของจิต เวทนาเกิดขึ้นในกายเรา ก็เห็นว่าเวทนาในกายกับกายก็คนละอันกัน แล้วเป็นคนละอันกับจิต เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตที่รู้เวทนาทางกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เราเห็นสังขาร จิตสังขาร จิตที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ทีแรกเราก็เห็นว่าจิตเราโลภจิตเราโกรธ พอเราภาวนามากเข้าๆ เราเห็นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงกับจิตเป็นคนละอันกัน ความโลภกับจิตคนละอันกัน ความโกรธกับจิตเป็นคนละอันกัน เป็นองค์ธรรมคนละชนิดกัน ตัวโลภตัวโกรธตัวหลงเป็นสังขาร เรียกว่าสังขารขันธ์ อยู่ในสังขารขันธ์ จิตเป็นอีกขันธ์หนึ่งอยู่ในวิญญาณขันธ์ เป็นคนละอันกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทั่วไปบอกเราโกรธ อันนี้โง่ที่สุดแต่ไม่โง่มากไม่ถึงที่สุด โง่ที่สุดคือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ ไปอาละวาดใส่คนอื่นแล้ว ดีขึ้นมาหน่อยเห็นว่าเรากำลังโกรธ ดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธกับจิตคนละอันกัน มันแยกออกจากกัน แล้วดีกว่านั้นก็คือเห็นว่าความโกรธก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตก็เดินปัญญาละเอียดๆๆ เข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เข้ามาที่จิตก็เห็นจิตนั้นเกิดดับ จิตเกิดที่ไหนจิตก็ดับที่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อเห็นตรงนี้ทีแรก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับที่หูแล้วก็ดับ เลยเกิดสงสัยแล้วเราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี ก็เข้าไปกราบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ครับ จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คิดว่ามันตั้งอยู่กลางอก คิดว่ามันอยู่ตรงนี้ แล้วมันเกิดที่ตา ตัวนี้หายไป เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ แล้วเข้ามาตรงนี้ เห็นตัวนี้มันไหวๆๆ อยู่ ก็เลยนึกว่าจิตมันอยู่ตรงนี้กระมัง แต่ไหนๆ เจอหลวงปู่แล้วถามหลวงปู่สักหน่อย หลวงปู่ครับจิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันตั้งอยู่ที่ไหน หลวงปู่บอกจิตไม่มีที่ตั้ง บอกแค่นี้เราก็เข้าใจแล้ว เราไม่ต้องเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนหรอก จิตตั้งอยู่กับอารมณ์ เกิดพร้อมกับอารมณ์ ดับพร้อมกับอารมณ์ จิตเกิดที่ไหน เกิดออกไปรู้อารมณ์ทางตาแล้วก็ดับพร้อมกับการรู้อารมณ์ทางตา ออกไปฟังเสียงแล้วก็ดับพร้อมกับเสียง พร้อมกับการฟังเสียง นี่มันเกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาพอละเอียดๆ มันเข้ามาที่จิตนี่ล่ะ แล้วเห็นจิตมันสร้างภพสร้างชาติตลอดเวลาเลย แล้วภาวนาถ้าเราเข้าใจธรรมะประณีตขึ้น ประณีตขึ้น การปฏิบัติมันบีบวงมาที่จิต บางทีเราก็เห็นจิต บางทีเราก็ไม่เห็นจิต จิตตัวนี้คือจิตผู้รู้ อะไรทำให้เรามองจิตผู้รู้ไม่ออก อาสวกิเลสทั้ง 4 อาสวกิเลสเกิดเมื่อไร หาจิตผู้รู้ไม่เจอแล้ว อาสวะที่ดูง่ายๆ อย่างตัวภพดูง่าย จิตสร้างภพเมื่อไรจิตก็หลุดเข้าไปอยู่ไปเกิดในภพนั้น ถ้ารู้ทันปุ๊บจิตหลุดออกจากภพ ภพดับ จิตผู้รู้ก็เด่นดวงขึ้นมา มันจะเข้ามารู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ พอรู้ที่ตัวจิตผู้รู้ได้ สิ่งที่ปิดกั้นทำให้เรารู้จิตผู้รู้ไม่ได้ก็คืออาสวกิเลสทั้ง 4 ตัวนั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามาสวะเข้ามามาดึงจิตเราไป ดึงดูดจิตเราไปหากามคุณอารมณ์ ภวาสวะจิตไปสร้างภพแล้วหลงอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะมันไม่รู้แจ้งอริยสัจ ทิฏฐาสวะ เวลาเราติดในความคิดความเห็น ถูกความคิดความเห็นย้อมเมื่อไรตัวจิตผู้รู้เราก็สูญหายไป พอไม่ถูกอาสวะทั้ง 4 ย้อม สติสมาธิเราดี อาสวะเข้ามาย้อมไม่ได้ จิตผู้รู้เด่นดวงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้นั่นล่ะก็คือตัวทุกข์ แล้วคือหัวโจกของตัวทุกข์ ดูยากที่สุดเลยว่าคือตัวทุกข์ เพราะว่าถ้าเราภาวนาเรามีจิตผู้รู้ เรารู้สึกตัวนี้บรมสุข ถ้าเมื่อไรไม่ถูกอาสวะย้อม เห็นมันบ่อยๆ เนืองๆ รู้แจ้งแทงตลอด จิตผู้รู้นั่นล่ะคือตัวบรมทุกข์ ทุกข์ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเลย พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หมดความรักใคร่ยินดี หมดความอยาก หมดความยึดถือ เพราะฉะนั้นพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยคือตัณหาอุปาทานอะไรพวกนี้ก็ถูกทำลายทันที ดับอัตโนมัติ เราไม่ต้องดับตัณหา รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรตัณหาดับเอง ดับอัตโนมัติ สิ้นตัณหาเมื่อไร นิโรธคือนิพพานปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา นิโรธคือสภาวะที่สิ้นตัณหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยภาวนาผิด กำหนดจิตลงไปแล้วว่างลงไป คิดว่าฝึกเข้านิโรธไปแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ท่านมาเจอ ท่านด่าเอา นิพพานอะไรมีเข้ามีออก เลยรู้เลยไม่ใช่แล้ว ถ้ายังกำหนดจิตอย่างโน้นกำหนดจิตอย่างนี้ไม่ใช่ของจริงแล้ว ของจริงก็คือต้องรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งว่ามันคือตัวทุกข์ จิตก็หมดความอยากหมดความยึดถือในตัวจิต สิ้นอยากเมื่อไรก็คือนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา แล้วขณะนั้นอริยมรรคเกิดขึ้น นี่เส้นทาง เราทำไป เดินไปเรื่อยๆ มาตรงนี้ได้ด้วยการรักษาศีล ฝึกในรูปแบบให้จิตมีสมาธิขึ้นมา แล้วก็เอาจิตที่ตั้งมั่นมีสมาธิแล้วมาเดินปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์แยกรูปแยกนามไป ทำสติปัฏฐาน 4 นั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ สติปัฏฐานนั้นเป็นของวิเศษอีกอย่าง ในเบื้องต้นที่เราฝึกทำให้สติเราดีขึ้น ในเบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
30 พฤศจิกายน 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10855</id>
		<title>《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง自我检查作业的方法》-隆波帕默尊者-2024年12月1日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E8%87%AA%E6%88%91%E6%A3%80%E6%9F%A5%E4%BD%9C%E4%B8%9A%E7%9A%84%E6%96%B9%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%881%E6%97%A5&amp;diff=10855"/>
		<updated>2025-04-09T14:16:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  วิธีตรวจการบ้านตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาภาวนาไป เดี๋ยวคนรอดูที่บ้านเขาดูไม่ทัน ฝึกตัวเองให้เคยชินให้เป็นนิสัยไว้ มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้ง ภาวนาไปเลย เอ…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีตรวจการบ้านตัวเอง&lt;br /&gt;
ยังไม่ถึงเวลาภาวนาไป เดี๋ยวคนรอดูที่บ้านเขาดูไม่ทัน ฝึกตัวเองให้เคยชินให้เป็นนิสัยไว้ มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้ง ภาวนาไปเลย เอาให้เคยชิน เก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อยๆ พอจิตมันคุ้นเคยที่จะปฏิบัติ มันจะขยันภาวนา จิตใจที่ไม่อยากภาวนา ทำบ้างไม่ทำบ้าง จิตมันติดโลก ติดกาม เมื่อเช้ามีทิดเก่าคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกว่าสังเกตดูว่าเวลาถือศีล 8 สติเกิดน้อยกว่าตอนถือศีล 5 ฉะนั้นศีล 5 ดีกว่า เขาว่าอย่างนี้ บอกไปสังเกตให้ดี จิตมันติดกาม ติดความสุขความสบาย พอไปบังคับตัวเองถือศีล 8 มันก็เครียด พอเครียดสติก็ไม่เกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่ว่าศีลไม่ดี แต่ใจตัวเองมันไม่ถึง ใจยังอ่อนแออยู่ ถ้าเรารู้จุดอ่อนของตัวเอง ใจมันอ่อนแอมันติดโลก ก็ต้องเข้มแข็งสู้มัน ไม่หาข้ออ้างที่จะทำให้การปฏิบัติย่อหย่อนลง อย่างบอกว่าศีล 5 ดีกว่าศีล 8 อะไรอย่างนี้ สำหรับคนนี้ บางคนศีล 5 ดีกว่าจริงๆ ถ้าเอามาเป็นข้ออ้างสนองกิเลสตัวเอง โอกาสพัฒนามันก็ยาก อยากจะพ้นทุกข์อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง อ่อนแอไปไม่รอดหรอก ต้องอดทน คนรุ่นหลังๆ นี่ความอดทนน้อยลงไปเยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากข้ามวัฏฏะต้องเข้มแข็ง&lt;br /&gt;
เมื่อเช้ายังเล่าให้พวกทิดมาส่งการบ้าน บอกคนรุ่นนี้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ รักสุขรักสบายเหลือเกิน คนรุ่นหลวงพ่อเรียกรุ่นเบบี้บูม บ้านเมืองเพิ่งผ่านสงครามโลกมาใหม่ๆ บอบช้ำ ตอนที่หลวงพ่อเกิดสงครามโลกเพิ่งจบไปไม่ถึง 10 ปี บ้านเมืองทรุดโทรม เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนลำบาก เราเกิดในยุคนั้น เราก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องสู้ต้องอดทน ฉะนั้นคนรุ่นนั้นจะอดทน แต่คนรุ่นนั้นเทียบกับรุ่นครูบาอาจารย์ยังเทียบไม่ติด รุ่นครูบาอาจารย์ลำบากมากๆ เลย อย่างไปปฏิบัติอยู่ในป่า เป็นไข้ป่าก็ตายแล้ว รอดบ้างตายบ้าง บางองค์อดอาหารเป็นประจำ อาหารไม่พออะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่มาพอพ้นยุคยากลำบาก หลัง 2500 อะไรอย่างนี้ ร่างกายท่านทรุดโทรมมาก เพราะช่วงก่อนหน้านั้นสู้หนักมาก ก็สิ้นไปอย่างรวดเร็วก็มี สังเกตดูคนที่เคยผ่านความยากลำบาก ใจมันต่อสู้มากกว่าคนที่เกิดมาก็สบาย รุ่นหลังๆ นี่พ่อแม่เคยลำบากมา ไม่อยากให้ลูกลำบาก เลี้ยงลูกประคบประหงมเอาอกเอาใจจนกระทั่งอ่อนแอมาก ดูแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ดูอื่นดูไกล ดูจากพระนี่ล่ะ พระรุ่นก่อนๆ เข้มแข็ง สู้ คนไหนไม่แข็งแรงไม่เข้มแข็งก็ออกไป พวกที่เหลืออยู่นี่แกร่งจริงๆ หลังๆ นี่ดูป้อแป้ๆ กลัวลำบาก จะไปอยู่กับโลกก็กลัวลำบากกลัวเหนื่อย มาบวชจะภาวนาก็กลัวลำบากอีก คนชนิดนี้อยู่ที่ไหนไม่เจริญหรอก ไม่สู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราอยากได้ดี จิตใจต้องกล้าหาญต้องเข็มแข็งต้องต่อสู้ เหยาะแหยะไม่ได้เรื่องหรอก หาข้ออ้างเพื่อปกป้องกิเลส ฉลาดในการหาข้ออ้าง แต่ไม่ฉลาดในจิตของตนเอง ต้องเข็มแข็งจริงๆ เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอก เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี่ต้องสู้จริงๆ ประเภทนั่งสมาธิก็กลัวปวดหลัง กลัวเมื่อย ก็อ้างนั่งสมาธิมากๆ เนิ่นช้า เอาคำหลวงปู่มั่นมาพูดอีก นั่งสมาธิมากเนิ่นช้า ไม่ได้แปลว่านั่งหลายชั่วโมงแล้วทำให้เนิ่นช้า หมายถึงเอาแต่นั่งสมาธิไม่ยอมเดินปัญญามันก็เลยเนิ่นช้า ทำสมาธิแล้วก็สงบสบายเพลินๆ ไป ผ่านวันผ่านเวลาไปมากมาย บางทีเอาธรรมะมาอ้างเพื่อปกป้องความขี้เกียจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เจอพวกอ่อนแอหลายคนทั้งพระทั้งโยม ธรรมะก็เลยดุนิดหนึ่ง นี่นิดเดียว ถ้าเจอรุ่นครูบาอาจารย์หนักกว่านี้เยอะเลย ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อยังเหลืออีกองค์ หลวงปู่ทองท่านเป็นกรรมวาจาจารย์ อยู่ที่ลำปลายมาศ ใครไปถามกรรมฐานท่านบอกอยากได้มรรคผลนิพพาน ท่านบอกแค่ศีลเอ็งก็รักษาไม่ได้แล้ว อย่ามาคุยอวดเลยจะไปเอานิพพาน หรือเสียสละอะไรเล็กๆ น้อยๆ ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะไปนิพพานได้อย่างไร นิพพานต้องสละโลกได้ ท่านใช้วิธีด่าเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์บางองค์สมัยก่อนดุจริงๆ แต่ไม่มีประเภทเอากระโถนขว้างอะไร ไม่มี มีแต่นิยายปรัมปราว่าครูบาอาจารย์โมโหแล้วเอากระโถนขว้าง เมื่อก่อนหลวงพ่อก็เชื่ออย่างนั้น ว่าครูบาอาจารย์กรรมฐานนี่ดุ ถ้าเราไม่ถูกใจเอากระโถนขว้าง ตอนไปหาหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกยังกลัวเลย ไม่รู้จักท่าน ไปถึงก็ไปจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าเข้าไปในกุฏิ ไปรอดูหลวงปู่จะออกมาไหม ออกมาเราจะเข้าไปถามกรรมฐาน ทั้งพระทั้งคนในวัดบอกเข้าไปเลย ตอนนี้ท่านกำลังฉันอาหารอยู่ บอกท่านฉันให้ท่านฉันไปก่อนเถอะ ที่จริงไม่ใช่อะไร ที่จริงยังกลัวอยู่ นั่นเป็นครั้งเดียวที่หลวงพ่อกลัวครูบาอาจารย์ เพราะเราไม่คุ้นกับครูบาอาจารย์กรรมฐาน เลยคิดว่าท่านดุ ได้ยินนิทานเล่าว่าถ้าทำไม่ดีแล้วเอากระโถนขว้าง อย่างไรท่านก็ไม่ขว้าง ท่านเสียดายของ ขว้างเดี๋ยวกระโถนแตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จดๆ จ้องๆ อยู่ ในที่สุดหลวงปู่ทนไม่ไหว หลวงปู่เดินออกมาหน้ากุฏิเอง เลยเข้าไปกราบท่านได้ หลวงปู่ครับผมอยากปฏิบัติ ท่านก็เงียบๆ ไม่พูด เราก็นึกหลวงปู่อายุ 90 กว่า ฉันข้าวเสร็จแล้วนั่งหลับไปแล้ว ตอนนั้นโง่มากนึกว่าท่านนั่งหลับ ที่จริงท่านกำลังสอบประวัติเราอยู่ ว่าเราเคยภาวนามาแบบไหนอะไรอย่างไร ท่านหลับตาไปสัก 45 นาที 40 นาที ลืมตามาถึงสอน ไม่ใช่เจอหน้าก็สอน หลวงปู่ดูลย์ถ้าใครไปถามอะไรก็ตอบ แต่ถ้าจะเรียนจริงๆ ท่านจะเงียบๆ เราก็ต้องนั่งภาวนาของเราไป รอให้ท่านค่อยพูดเอง นี่กว่าจะได้ธรรมะมาก็ลำบากเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีไปหาที่ภาวนาตามวัด แต่ละวัดก็มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งนั้นล่ะ เรียกผีบ้าน ผีเรือน ผีป่า ผีเขา มีทั้งนั้น ผีนี่หมายถึงคน คนที่ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ตามวัด เข้าไปเราไม่รู้จักใครเลย จะไปกินข้าวที่ไหนเราก็ไม่รู้ เข้าไปทีแรกครูบาอาจารย์ท่านตักอาหารเสร็จแล้ว พระท่านก็ฉันข้าว โยมก็ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเช้า เห็นเขาขนอาหารไปวางข้างล่าง มีโต๊ะยาวๆ อยู่ อาหารไปวางไว้เยอะเลย ก็นึกว่าเดี๋ยวสวดมนต์เสร็จคงได้ไปกินข้าว พอสวดมนต์เสร็จลงมา แต่ละคนเขาหายไปหมดเลย พวกที่นั่งสวดมนต์ แล้วอาหารที่โต๊ะไม่มีเหลือเลย คือแต่ละคนจะมีพรรคพวกมีลูกน้องมีคนรับใช้ ขนเกลี้ยงเลยไม่มีอะไรเหลือเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ เราอยู่วัด เราไม่มีอะไรกินเลย เราจะอยู่อย่างไร ก็ช่างมัน ไม่กินวันสองวันไม่เป็นไรหรอก หลวงพ่อก็เดินกลับขึ้นศาลามา ครูบาอาจารย์ท่านเห็น รู้ว่าเราไม่มีข้าวกิน ท่านกวักมือเรียก เอาบาตรให้ บาตรของท่าน ไม่ได้ให้บาตรอย่างเดียว ในบาตรมีข้าวมีอะไร เรารู้เลยครูบาอาจารย์ความเมตตาสูงมาก สูง แต่ใจเราต้องเข้มแข็งพอ ประเภทห่วงกินห่วงนอนไม่ได้กินไม่ได้ปฏิบัติจริง ไปวัดทีแรกบางทีไม่รู้จักใครเลย จะค้างที่วัดไปขอครูบาอาจารย์ ขอค้างที่วัด ท่านอนุญาต เราก็ไม่รู้เขาพักกันที่ไหน หาที่พักไม่ได้ ไปอยู่โคนต้นไม้ นั่งสมาธิเดินจงกรมไป ผ่านกลางคืนไปมีความสุขมหาศาลเลย ไม่ได้ห่วงเรื่องกินเรื่องนอนอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยู่ไปๆ ฝนตก ฝนตกอยู่กลางแจ้งไม่ไหว ฝนแรงแล้วหนาว ก็ไปหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิ มีกุฏิของใครก็ไม่รู้เป็นส่วนโยม หลบอยู่ใต้ถุน ไม่บ่นสักคำ สู้เอา ถ้าเรื่องแค่นี้เราสู้ไม่ไหว เราจะสู้มารไหวหรือ สู้กิเลสไหวหรือ ฉะนั้นถ้าพวกเราสังเกตให้ดี มาเรียนกับหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่โอ๋ ไม่เคยประคบประหงมแบบโอ๋ๆ เอาอกเอาใจอะไร ไม่เคย เพราะหลวงพ่อไม่เคยให้ครูบาอาจารย์ต้องมาโอ๋หลวงพ่อ เราสู้เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎกไว้บ้าง&lt;br /&gt;
ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
พวกชอบโอ๋ส่วนใหญ่ก็มีความต้องการแฝงเร้น โอ๋โยมนี่โอ๋คนรวยๆ เขาจะได้ให้เงินเยอะๆ ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อเรียนด้วย ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น ตอนนั้นเรารับราชการไปอยู่วัดทีหนึ่งหลายวัน ช่วงวันหยุดนี่ ช่วงต้นธันวามีวันหยุดเยอะ จะลางานบ้างอะไรบ้าง ไปอยู่วัดได้ 10 วัน 11 วัน 9 วัน อะไรอย่างนี้แต่ละปีไม่เท่ากัน ถวายปัจจัยท่านเล็กน้อยเท่านั้นเอง ท่านกลับดูแลเรามาก ดูแลละเอียด เข้าไปกราบ ท่านก็สั่งพระอุปัฏฐากให้ไปจัดกุฏิพระให้หลวงพ่ออยู่ ท่านสั่งอย่างนี้ บอกคนนี้เขาภาวนาจริง ให้ไปอยู่โซนพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนร่ำคนรวยคนใหญ่คนโตไปกราบ ท่านก็ยิ้มๆ ถวายอะไรท่านก็ยิ้มๆ เฉยๆ ตอนเวลาไปเรียนกับครูบาอาจารย์ บางทีคนใหญ่คนโตอะไรมากราบท่าน พระอุปัฏฐากก็ให้พวกนี้กราบๆ ไปแล้วก็ออกไปเลย แล้วก็เปิดโอกาสให้หลวงพ่อส่งการบ้าน นี่เราอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น แต่ไม่ใช่อบอุ่นแบบลูกแหง่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้มาประคบประหงมเรา แต่ดูแลให้เราภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนแรกหลวงพ่อก็เลยนึกว่า โอ้ พระกรรมฐานดีทุกองค์ เพราะเราเข้าไปวัดไหนก็เจอครูบาอาจารย์ ท่านก็ดีทั้งนั้นเลย เลยนึกว่าพระปฏิบัติจะต้องดีทุกองค์ กว่าจะฉลาดก็โง่มาก่อนทั้งนั้นล่ะ ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ฉะนั้นอย่างบางทีพวกเราร่อนเร่ไปที่โน้นที่นี่ มีบุญก็เจอที่ดีๆ อกุศลให้ผลก็เจอที่หลอกๆ ถมเถไป สิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุด เราแยกแยะยากว่าครูบาอาจารย์องค์ไหนดีหรือไม่ดี อย่างจะมาเชื่อว่าหลวงพ่อดีนี่โง่ รู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่อดี เป็นแค่ความเชื่อของเรา เชื่อตามๆ กัน นั่นเป็นความไม่ฉลาดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือการอ่านตำรับตำราไว้บ้าง อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ จับหลักการปฏิบัติให้แม่นๆ หรืออย่างฟังหลวงพ่อ จับหลักให้แม่นแล้วไปลงมือทำ ไม่ต้องเชื่อแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เวลาเราฟังธรรมะ ถ้าเป็นหลวงพ่อฟัง เราก็จะดูว่าคำสอนนี้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกไหม ถ้าไม่สอดคล้อง เราสังเกตต่อ ไม่สอดคล้องที่ Wording ที่คำพูด อย่างครูบาอาจารย์บางองค์ท่านไม่ได้เรียนปริยัติเลย ท่านก็ใช้ภาษาตามสะดวกของท่าน เราก็ต้องฟังดูว่าเนื้อหาสาระที่ท่านเทศน์นี่ถูกต้องไหม บางทีโดยพยัญชนะโดยภาษาโดยตัวหนังสือไม่ถูก แต่โดยเนื้อหาแล้วถูก อย่างนี้ก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราได้ปฏิบัติด้วย ได้อ่านตำราด้วย จะช่วยให้เราคัดกรอง ก็จะได้ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ ถ้าเราภาวนาไปถึงช่วงหนึ่ง เราจะเข้าใจอันไหนจริงอันไหนไม่จริง มันรู้ด้วยตัวเองได้ บางทีรู้แล้วแต่มันไม่สนองกิเลส บางคนอ่อนแอ อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อย่างนี้ก็มี อยากได้ครูบาอาจารย์ที่คอยโอ๋อยู่กับหลวงพ่อไม่ได้ เพราะหลวงพ่อไม่โอ๋ แบบนี้พอเขาทนไม่ไหว เขาก็ต้องไปหาที่เรียนที่อื่นที่มีครูบาอาจารย์คอยโอ๋อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่หลวงพ่อพยายามสอนพวกเราคือ เรียนให้รู้เรื่องฟังให้รู้เรื่องก่อน รู้แนวแล้วเอาไปลงมือทำ ลงมือทำแล้วก็วัดผลด้วยตัวเอง ที่เราปฏิบัตินี่เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองไหม มักน้อยสันโดษบ้างไหม คลุกคลีน้อยลงไหม สังเกตตัวเองไป ใฝ่หาความสงบวิเวกบ้างไหม หรือกระดี๊กระด๊าอยู่ตลอดเวลา วัดใจตัวเองวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไป ละเอียดขึ้นมาก็ใจคิดถึงการปฏิบัติบ่อยไหม นานๆ คิดทีอะไรอย่างนี้ไม่ได้กินหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา อย่างฟังหลวงพ่อไปแล้วเจริญสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ในเวลาไม่นานเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เคยโกหกหน้าตาย เวลาจะโกหกแล้วคราวนี้ชักละอายใจแล้ว อย่างนี้ถือว่ามีพัฒนาการ เลวแล้วรู้ว่าเลว มุสาวาทไม่ดีหรอก แล้วเรารู้ว่ามันไม่ดี มันเคยชินที่จะพูดไม่ดี ฉะนั้นเวลาพูดไปแล้ว บางทีมันหลุดปากออกไป มันละอายใจ อย่างนี้ถือว่าก้าวหน้า ชั่วแล้วรู้ว่าชั่ว ก้าวหน้า ก็สังเกตได้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือบางคนบอกทำสมาธิจิตไม่เคยมีสมาธิเลย แต่มามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ อยู่ๆ มันมีความสุขผุดขึ้นมาเอง ความสุขผุดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร นั่นล่ะจิตมันมีสมาธิ มีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว มีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ คล้ายๆ เป็นรางวัลปลอบใจให้เราเข้มแข็งในการปฏิบัติต่อไป อย่างช่วงแรกๆ ที่เราภาวนา เรายังไม่เห็นผลที่สำคัญ อย่างเรายังไม่ถึงมรรคถึงผลอะไรอย่างนี้ ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน ยังไม่เห็น มันมีความสุขผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางที 3 วันผุดขึ้นมาทีหนึ่ง อาทิตย์หนึ่งผุดขึ้นมาทีหนึ่ง มันก็มีกำลังใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีกำลังใจ ธรรมะนี้ดีปฏิบัติแล้วอยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมาได้ ก็จะขยันภาวนา เวลาหลวงพ่อภาวนาแต่ก่อน ความสุขมันมีอยู่แล้วล่ะเพราะนั่งสมาธิมานาน แต่บางครั้งมันเกิดปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา พอมีความรู้ความเข้าใจผุดขึ้นมาทีหนึ่ง เราก็มีความสุขหลายวัน แต่ก็ไม่เกิน 7 วัน แล้วพอมีความรู้อย่างนี้ผุดขึ้นมา เราก็มีการบ้านไปส่งครูบาอาจารย์แล้ว ก็จะไปเล่าถวายท่านว่าผมภาวนาแล้วมันมีอาการอย่างนี้ ผมจัดการมันอย่างนี้ๆ ทำอย่างนี้ ที่กระผมทำอยู่นี่ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกครูบาอาจารย์ช่วยบอกด้วย ถ้าถูกแล้วครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติที่ยิ่งๆ กว่านี้ที่ดีกว่านี้อีก ส่วนใหญ่ท่านก็จะบอกว่าที่ทำน่ะถูกแล้ว ให้ทำต่อไป อันนี้เป็นการวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการวัดมี 2 อัน อันหนึ่งวัดใจตัวเอง สติเกิดบ่อยขึ้นไหม ทำผิดศีลได้หน้าตาเฉยหรือว่าละอายใจบ้างหรือยัง สมาธิเกิดขึ้นบ้างไหม นี้เราวัดใจตัวเอง มีโอกาสเจอครูบาอาจารย์บางทีเราก็ต้องถาม ที่ผมทำอยู่นี่ มันถูกไหม ถ้าถูกแล้วทำอย่างไรมันจะดีกว่านี้อีก ท่านก็จะบอกว่าทำต่อไป ถ้าบอกว่าทำต่อไปแสดงว่าทำถูกแล้ว ถ้าทำไม่ถูกเดี๋ยวท่านก็บอกเองล่ะ เห็นไหมไม่มีไปอ้อนเลย “หลวงปู่ครับหลวงปู่” ต้องทำเสียงอ้อนๆ “หลวงปู่ครับอย่างโน้นอย่างนี้ ผมอย่างโน้นผมอย่างนี้ ผมอยากปฏิบัติ แต่ๆๆๆๆ” เต็มไปด้วยคำว่าแต่ เจอหลวงปู่ปราโมทย์โดนเบิ๊ดกะโหลกเลย เงื่อนไขเยอะ ตั้งใจภาวนา สู้เอา แล้วสังเกตตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ&lt;br /&gt;
การปฏิบัติมันก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกถือศีล 5 ข้อไว้ก่อน ศีล 8 ถือเป็นครั้งคราว เป็นฆราวาสทำงานหนักๆ อดข้าวเย็นทุกวันเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะ ก็ดูสภาวะของตัวเอง ผู้หญิงบางคนมีสามีแล้วก็ปฏิญาณตนถือศีล 8 ไม่ให้สามีถูกตัว บอกไม่เอาแล้วฉันจะไปนิพพานแล้ว ลูกผัวฉันไม่เอาแล้ว พอสามีไปมีผู้หญิงอื่น คราวนี้นิพพานไม่เอาแล้ว อาละวาดแล้ว ร้องห่มร้องไห้ คุณแม่จะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อย คนชอบมาร้องห่มร้องไห้ นี่ถือศีลเกินฐานะ เป็นฆราวาส แหม อยากถือศีล 8 อะไรอย่างนี้ พอสามีไม่ยอมด้วย ทนไม่ได้ กรรมฐานที่ฝึกไว้ล่มเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถือศีลให้พอดีกับตัว ให้พอดี ถือศีลนี่เอาแบบลำบากนิดๆ ข่มใจนิดๆ ไม่ต้องข่มใจแบบหักดิบ มันจะไม่ไหว พอไม่ไหวนี่ต่อไปใจมันฝ่อ อย่างตั้งใจว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทำไม่ได้ใจมันฝ่อ แต่ตั้งใจว่าไม่ไปผิดลูกผิดเมียใครเขาอย่างนี้ เห็นเมียคนอื่นสวย ข่มใจตัวเองนิดหน่อย อย่างนี้ดี ใจมันจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศีลต้องรักษา สมาธิต้องทำ หลวงพ่อเคยพลาด พลาดหลายครั้งเรื่องไม่อยากทำสมาธิ เพราะทำมาแต่เด็ก ทำแล้วก็รู้สึกมันไม่ได้อะไร ได้แต่ความสงบ ก็ขี้เกียจทำแล้ว มาเจริญปัญญารู้สึก แหม ดีๆ พอสมาธิเรากำลังไม่พอเมื่อไร การเจริญปัญญาจะผิดทันทีเลย วิปัสสนูปกิเลสจะเกิด เคยเกิดวิปัสสนูหลายแบบ ประเภทว่างอย่างนี้ พวกเราจะเจอบ่อย ดูจิตๆ แล้วมันว่างไป แล้วก็ยินดีพอใจในความว่าง แล้วติดอยู่ในความว่าง ตัวนี้ก็ไปไม่รอดก็อยู่แค่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยเจออีก 2 – 3 แบบ แบบหนึ่งสติเข้มแข็งมากเลย เข้มแข็งถึงขนาดมันแยกสภาวะ แยกรูปธรรมนามธรรมได้ละเอียดยิบเลย มองอากาศข้างหน้าสติมันแข็งแรงมาก เห็นอากาศนี่จริงๆ แล้วเป็นเม็ดๆ เห็นอย่างนั้น หรือบางทีเกิดปัญญามาก ภาวนาแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรขึ้นมา แล้วก็พยายามจำไว้ โอ้ ธรรมะอันนี้ดี พอภาวนาไปอีก อ้าว เกิดความรู้อีกแล้ว ก็จำเอาไว้อีก แค่อาทิตย์เดียวมีสภาวะเหมือนคนบ้า ไม่ได้บ้าจริงหมายถึงเทียบให้ฟัง เหมือนคนบ้าชนิดที่ว่าไปไหนก็เดินแบกตู้พระไตรปิฎกไป คนดีที่ไหนจะไปทำอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรา เอ๊ เราต้องผิดที่ไหนสักที่หนึ่ง ทำไมภาวนาแล้วแทนที่ใจจะโปร่งโล่งเบาคลายความยึดถือ นี่เรากลับไปยึดถือปัญญามากมาย เห็นเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก มีปัญญาขึ้นมาแล้วเสียดาย เก็บๆๆ ใส่สมองไว้เต็มไปหมดเลย อันนั้นก็รู้อันนี้ก็รู้ นี่ก็เป็นวิปัสนูอย่างหนึ่ง รู้เยอะไป เหมือนปัญญามากมาย ก็ใช้ไม่ได้ ภาวนาแล้วก็ยิ่งหนักขึ้นๆ แสดงว่าผิดแล้วล่ะ ภาวนาแล้วมันต้องปล่อยวางได้ ไม่ใช่ภาวนาแล้วยิ่งยึดถือ แล้วปล่อยวางต้องให้จิตมันปล่อยวางด้วยปัญญา ไม่ใช่แกล้งปล่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยอ่านหนังสือของเซน อ่านแล้วใจเราโล่งๆ ว่างๆ รู้สึกอย่างนี้ดี ก็น้อมจิตไปอยู่กับใจที่ว่างๆ โล่ง เห็นโลกนี้ว่างไปหมด อะไรๆ ก็ว่าง คิดว่าดี เสร็จแล้วก็พบว่าไม่ใช่หรอก นี่เราปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นเวลาเราภาวนาก็ต้องค่อยสังเกตไป อะไรที่ภาวนาไปแล้วมันขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สภาวะอะไรเกิดขึ้นนี่เป็นไปเพื่อความปล่อยวางหรือเพื่อความยึดถือ สภาวะทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ไหม ถ้าภาวนาแล้วไม่เข้าหลักไตรลักษณ์ ผิดแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือที่เราปฏิบัติอยู่นี่เป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนาต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกเราก็หลงทำสมถะอยู่ แล้วเราก็คิดฟุ้งซ่านไป แล้วบอกเราเกิดปัญญา อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ หรือบางทีเดินปัญญามากสมาธิไม่พอ อันนี้ก็ใช้ไม่ได้ ต้องสังเกตตัวเอง ไม่ต้องรอถามครูบาอาจารย์ นานๆ จะมีโอกาสถามครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่ง แต่สติปัญญามันอยู่กับตัวเราทุกวัน อาศัยสิ่งที่อยู่กับตัวเรานี่ล่ะ คอยสังเกตสิ่งที่เราทำอยู่นี่ ทำให้อกุศลลดลงไหม ทำให้อกุศลเกิดยากขึ้นไหม ทำให้กุศลเกิดบ่อยไหม เกิดแล้วถี่ขึ้นๆ ไหม หรือนานๆ เกิดที นี่วัดใจตัวเอง สังเกตไป ดูไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสังเกตกิเลสเป็นเรื่องสำคัญ ภาวนาแล้วสังเกตกิเลสออกนี่ดีมากๆ เลย ในเบื้องต้นจิตใจเรามีกิเลสอะไร เราคอยรู้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ ต่อไปพอเราเข้าใจธรรมะ ตรงที่เราคิดว่าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะวัดว่าบรรลุจริงหรือไม่จริง วัดที่ไหน วัดที่กิเลส อย่างเราภาวนาแล้วจิตเรารวมวูบลงไป ถอยออกมา หลายคนรีบสรุปเลย ได้โสดาบัน จะได้หรือไม่ได้ วิญญูชนต้องสังเกตเอา ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก เพราะบอกแล้วมันอันตราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดที่กิเลสของเรา&lt;br /&gt;
บางทีเขาก็หลอกเอา ไปภาวนา เฮ้ย ได้โสดาบันแล้ว เขาให้ตำแหน่งก็ดีใจ มีเงินมีทองก็ยกให้เขาอะไรอย่างนี้ หรือเลื่อมใสศรัทธางมงายไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วเราคิดว่าเราได้โสดาบัน หรือภาวนาแล้วมีใครมารับรองเราว่าได้โสดาบัน ทั้ง 2 นัยยะ คิดเอง หรือมีใครมาบอกก็ตาม ให้สังเกตที่กิเลส พระโสดาบันละกิเลสบางอย่างได้เด็ดขาดแล้ว ละสักกายทิฏฐิคือละความเห็นว่าตัวเรามีอยู่จริง มีตัวมีตน แล้วสังเกตลงไปว่ามีไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางทีภาวนาจิตมันว่างๆ ไป แล้วบอกว่าตัวเราไม่มีแล้ว บอกใจเย็นๆ ดูไปหลายๆ วัน ตอนที่สมาธิเสื่อมลง จิตใจเป็นคนธรรมดานั่นล่ะ ดูสิมันจะมีตัวเราอีกไหม บางทีพอจิตมันทรงสมาธิอยู่ ก็มองตัวเราไม่เห็น มันสบาย มันว่างๆ พอสมาธิเสื่อมก็ไม่มีตัวเรา มีแต่ตัวกู หนักกว่าตัวเราอีก นี่สังเกตเอามันละได้จริงหรือเปล่า บางคนก็ภาวนาเขานึกว่าได้โสดาบัน หรือมีคนรับรองว่าได้โสดาบัน ก็ดูลงไปที่ตัวเอง ละสักกายทิฏฐิได้ไหม ศีล 5 ของเราดีไหม ถ้าศีล 5 ยังด่างพร้อยอยู่ ยังไม่ใช่หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นวัดตรงนี้ วัดที่กิเลสของเรานี่ ถ้ากิเลสยังหยาบๆ จนทำผิดศีลได้ ไม่ใช่หรอก ค่อยๆ สังเกตเอา พวกที่ชอบพยายามมาถามหลวงพ่อว่าได้โสดาบันหรือยัง บางคนหนักกว่านั้น มาบอกว่าได้โสดาบันแล้ว เคยเจอหนักที่สุดเป็นพระ บอกได้พระอรหันต์แล้ว หลวงพ่อบอกยังไม่ได้หรอก จิตใจเศร้าหมองเลย มัว ขุ่นมัว เศร้าหมองไปหมด บอกเห็นไหมจิตมีโทสะแล้ว เห็น ไม่ใช่พระอนาคามีหรอก วัดกันด้วยกิเลสอย่างนี้ ไล่ๆๆๆ ต้อนลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นใครบอกเราได้โน้นได้นี่ อย่าเพิ่งเชื่อ หรือเราภาวนาแล้วเราเชื่อของเราเอง ก็อย่าเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์สังเกตกิเลสไปนานๆ เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมนี่ภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาจีน เป็นคนสุรินทร์ หลวงพ่อกิมบอกว่าไปภาวนานี่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วคิดว่าบรรลุอะไรแล้วนี่ ให้ดู 3 เดือน ดูไปเรื่อยๆ 3 เดือนนี้กิเลสจะกลับมาไหม กระทั่งคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ดูไป 3 เดือนเดี๋ยวก็เจอ แต่ถ้าตั้งใจว่าเราเป็นไปแล้ว เชื่อไปแล้ว คราวนี้ไม่ยอมดูแล้ว ไม่กล้าดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนภาวนาได้ใบเซอร์ฯมาจากที่อื่น บอกไม่กล้าดูแล้ว เพราะว่ากลัวจะไม่ได้เป็นโสดาบัน ไปเรียนสะเปะสะปะ อันตราย รู้ปริยัติไว้บ้างก็ดี เอาไว้ตรวจสอบตัวเอง เคยได้ยินคำว่าโยนิโสมนสิการไหม โยนิโสมนสิการ การพิจารณาโดยแยบคาย คำว่าแยบคายไม่ใช่เจ้าเล่ห์แสนกล แยบคายนี่ก็คือดูว่าอันนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายไหม แยบคายตรงนี้คือดูว่ามันสอดคล้องไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้สอนวิธีตรวจสอบตัวเอง เราจะได้ไม่งมงาย ไม่ต้องฟังใคร หลวงพ่อภาวนาหลวงพ่อไม่เคยสงสัยตัวเองเลย ภาวนาอย่างไร เพราะเราตรวจสอบตัวเองเสมอ บางทีเข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชมว่าฉลาดๆ คอยรู้ทันจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าได้โสดาบัน สกทาคามี ศีลของเราต้องบริบูรณ์ สมาธิยังเล็กน้อย แต่ว่าละกิเลสไปอีกกลุ่มหนึ่ง ละความเห็นผิดว่าในขันธ์ 5 นี่มีตัวเราอยู่ หรือมีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 เป็นอย่างไรตัวเรานอกขันธ์ 5 บางคนนั่งสมาธิ ถอดจิตออกไปอยู่ข้างบน ย้อนมาดู ขันธ์ 5 มันอยู่ข้างล่าง นี่มีตัวเราอยู่นอกขันธ์ 5 อีก มีตัวเรา ขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ตัวเราเป็นขันธ์ 5 อะไรอย่างนี้ ถ้าได้จริงจะไม่มี มันจะรู้เลยขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 ก็ไม่มี ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยจะไม่มี ถ้าเราได้โสดาบัน เราจะไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงไหม สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่นำเราพ้นทุกข์ได้จริงไหม จะไม่สงสัยในตัวพระพุทธเจ้าเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เด็กยุคนี้บอกพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก คิดอย่างนั้นเลย พูดไปทั้งๆ ที่ไม่ได้พิสูจน์ พูดด้วยความเห็น แล้วความเห็นตัวนั้นเป็นความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ แต่พอถ้าภาวนาได้ธรรมะแล้ว จะรู้พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านมีจริง พาพ้นทุกข์ได้จริง พระธรรมมีจริงไหม มี พระธรรมนำทางเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ มีจริงๆ พระสงฆ์มีไหม มี เราอาจจะไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระสงฆ์ แต่ตัวเองเป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ยังนุ่งกางเกง ใส่ผ้านุ่งผ้าถุงอะไรอย่างนี้ ก็เป็นพระสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว มันจะรู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง ไม่สงสัย รู้ว่าการปฏิบัติที่ถูกเป็นอย่างไร ละสีลัพพตปรามาส การถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างบางคนบำเพ็ญพรตงมงาย เช่น คิดว่ากินเจแล้วบรรลุได้เร็วกว่า ถ้ากินเจถึงจะบรรลุได้ วัวควายกินหญ้ามาตลอดคงบรรลุหมดแล้วล่ะ หรือบางคนคิดว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาแล้วจะบรรลุเร็ว ถ้าอย่างนั้นปลาในแม่น้ำคงคาก็บรรลุหมดแล้วล่ะ อย่างนี้ที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส งมงาย เราจะละความงมงาย เราจะรู้เลยสิ่งที่ทำให้เราบรรลุพระโสดาบันคือไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา เดินอยู่ในหลักของสติปัฏฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ตามใจกิเลส&lt;br /&gt;
ลงมือทำสติปัฏฐาน ในเบื้องต้นทำให้เกิดสติ พอมีสติแล้วศีล สมาธิ ปัญญาก็จะค่อยๆ แก่รอบขึ้น เราจะรู้ว่าเส้นทางที่ไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น สุดท้ายหนีไม่พ้นเรื่องสติปัฏฐานหรอก สติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ฉะนั้นวัดที่ตัวเอง หลายคนบางทีเขียนจดหมายมา มาเล่าหลวงพ่อบอกว่าได้โสดาบันแล้ว บางคนบอกว่าเห็นจิตกับสภาพธรรมที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันแล้ว มันเห็นด้วยกำลังสมาธิเป็นครั้งคราวหรอก เดี๋ยวก็ไม่เห็น มันยังไม่ใช่ของแท้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นต้องค่อยๆ สังเกตตัวเองให้ดี อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วเคล็ดลับสำคัญในการสังเกตจิตตนเอง ต้องดูจิตตนเองในภาวะปกติ อย่าไปทรงสมาธิอยู่ อย่างถ้าเราไปทรงฌานอยู่ แล้วเราบอกว่า เราไม่มีราคะแล้ว ไม่มีโทสะแล้ว ไม่มีกามราคะ ไม่มีโทสะ เป็นพระอนาคามีแล้ว ออกจากสมาธิมา อ้าว กิเลสกลับมาอีกแล้ว ราคะก็แรงยิ่งกว่าเก่า โทสะก็ยิ่งแรงยิ่งกว่าเก่าอีก พวกนั่งสมาธิหลุดออกมาจากสมาธิแล้ว กิเลสแรง กิเลสมันคิดดอกเบี้ย มันถูกเก็บกดอยู่ช่วงหนึ่ง มีโอกาสมันซัดเราหงายท้องเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวนาเวลาเราจะสังเกตกิเลสตัวเอง สังเกตในภาวะปกติในใจที่เป็นปกติอย่างนี้ ไม่ใช่ใจที่ทรงสมาธิอยู่ บางคนเพ่งเอาไว้อย่างนี้ แล้วบอกว่าไม่มีกิเลสแล้ว หลวงพ่อพยายามทำหน้าให้ดู จิตก็เป็น ทำทั้งหน้าทั้งใจ เพ่งอยู่อย่างนี้ แล้วบอกไม่มีกิเลส ใครด่าก็ไม่โกรธ ใครชมก็เฉยๆ เห็นผู้หญิงสวยๆ เดินโป๊ๆ ก็เฉยๆ ทำไมมันเฉย จิตมันติดสมาธิอยู่ มันก็ข่มกามราคะได้ มันข่ม มันไม่ได้ละ มันข่มไว้ชั่วคราว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราภาวนาแล้วเรานึกว่าเราได้โน้นได้นี้ เราวัดกิเลสตัวเอง วัดในภาวะที่จิตใจเป็นปกติ อย่าไปน้อมจิตให้นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่ แล้วก็มาวัดตอนที่มันนิ่งๆ ทื่อๆ อันนั้นจะวัดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเป็นคนปกติอย่างเวลานั่งสมาธิจิตรวมอยู่อย่างนี้ คนมาด่าก็เฉย เวลาออกจากสมาธิคนยังไม่ทันด่า มันมองหน้าโดดถีบมันแล้ว นี่มันจะต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องวัดตัวจริง ไม่ถูกฌานสมาบัติอะไรมาห่อหุ้มเอาไว้ ฉะนั้นเวลาวัดกิเลส วัดตอนที่ใจเราเป็นปกตินี่ล่ะถึงจะเห็นชัด พอได้หลักไหมในการที่จะไปตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง เราตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเอง ใช้โยนิโสมนสิการเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรู้โยนิโสมนสิการได้ต้องมีสุตตะ มีการเรียนรู้ สุตตะไม่ใช่พระสูตรเฉยๆ สุตตะ การฟังๆ การอ่านก็ใช้ได้ อ่านพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้ อ่านให้รอบคอบ อ่านแล้วก็จับประเด็นผิดๆ ถูกๆ อะไรอย่างนี้ อันตรายเหมือนกัน อ่านต้องรอบคอบ อย่างบอกว่าถ้าพระไปรักษาโรคให้คน พระหมอนี่ทำผิดศีล เป็นเดรัจฉานวิชา วิชาแพทย์ พระไปทำเดรัจฉานวิชา อาบัติ นี่พูดเอาเอง ที่จริงพระหากินด้วยเดรัจฉานวิชา อาบัติ แต่พระใช้เดรัจฉานวิชาช่วยเหลือสงเคราะห์โลกอะไรอย่างนี้ เป็นความเมตตากรุณาต่างหาก พอตีความผิดก็ใส่ร้ายพระไปทั่ว องค์โน้นผิดองค์นี้ผิด ผิดอะไรนักหนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องเรียนต้องอ่านบ้าง แต่อ่านแล้วก็เอาแขวนขึ้นหิ้งไว้ก่อน ตอนที่ลงมือภาวนา ลืมไปก่อน แล้วภาวนาเสร็จแล้วลองมาเทียบดูกับตำรา ถ้าภาวนาถูกต้องตรงกัน ต้องตรงกัน ฉะนั้นโยนิโสมนสิการไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่คิดตามใจกิเลส แต่คิดโดยดูหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร พระอรหันตสาวกท่านสอนไว้อย่างไร ดูตรงนั้น แล้วก็จุดสำคัญ หัดสังเกตตัวเอง สังเกตใจไว้ แล้วก็มีโอกาสถามครูบาอาจารย์ ตรงนี้เสี่ยงมากเลย บางทีเราภาวนาดี เราไปเจอครูบาอาจารย์เก๊ ไปถามเขาแก้ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีเรียนกับที่อื่นมา แล้วมาฟังกับหลวงพ่อ เราก็แก้ให้ กลับไปหาอาจารย์ อาจารย์แก้กลับไปอย่างเดิมอีก อย่างกับตีปิงปอง ตีกลับไปกลับมา สุดท้ายหลวงพ่อตบทีเดียว กระเด็นออกนอกโต๊ะไปเลย ไม่เอาด้วยแล้ว ฉะนั้นวัดใจตัวเองให้ได้ดีที่สุด แล้วเครื่องมือในการวัด โยนิโสมนสิการ วัดด้วยตัวนี้ ฉะนั้นอย่าได้โง่งมงาย ทุกวันนี้คนออกมาสอนมากมายเหลือเกิน เราภาวนาชำนิชำนาญ เราฟังปุ๊บเราก็รู้แล้วนี่ธรรมะระดับไหน ธรรมะระดับคิดเอาหรือว่ามีประสบการณ์ตรง ประสบการณ์นั้นตรงถูกหรือไม่ถูก ไปอีกหลายระดับ ค่อยๆ ดูเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ทำไมไม่สอนวิธีปฏิบัติ สอนไปเยอะแล้ว วันนี้สอนการตรวจการบ้านตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาถามหลวงพ่อบ่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10854</id>
		<title>《จิตเกิดดับหมุนเวียน心念生灭轮回》-隆波帕默尊者-2024年12月15日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E5%BF%83%E5%BF%B5%E7%94%9F%E7%81%AD%E8%BD%AE%E5%9B%9E%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8815%E6%97%A5&amp;diff=10854"/>
		<updated>2025-04-09T14:15:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  จิตเกิดดับหมุนเวียน เจริญพร เช้าๆ มาฟังธรรมดี ดีกว่าตอนบ่ายๆ บ่ายๆ นั่งฟังส่วนใหญ่ก็หลับ เช้าๆ เพิ่งจะหลับเสร็จมา ธรรมะพยายามเรียนไว้ เป็นของดีของวิเศษ ใน…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
เจริญพร เช้าๆ มาฟังธรรมดี ดีกว่าตอนบ่ายๆ บ่ายๆ นั่งฟังส่วนใหญ่ก็หลับ เช้าๆ เพิ่งจะหลับเสร็จมา ธรรมะพยายามเรียนไว้ เป็นของดีของวิเศษ ในโลกไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนในโลกก็หลงต่อสู้แย่งชิงกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน เบียดเบียนกัน อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมไปอย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาจริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา ได้มาก็ได้มาชั่วคราว ไม่นานเราก็ต้องคืนเจ้าของ ร่างกายเราก็ต้องคืนไปสู่ความเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตก็เป็นธาตุอันหนึ่ง เป็นวิญญาณธาตุ ก็เกิดดับหมุนเวียนไป จิตดวงใหม่ก็ไม่ใช่ดวงเดิม อย่างพวกคนจำนวนมากก็คิดว่าพวกเรามีจิตวิญญาณอยู่ พอเราตายแล้วจิตใจของเราดวงนี้ ออกจากร่างนี้ไปเข้าร่างใหม่ อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าจิตนี่เที่ยงจิตเป็นอมตะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้หรือกว่าจิตเองเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราภาวนายังไม่ละเอียดพอ เราก็เห็นว่าจิตมีดวงเดียว จิตอยู่กับตัวเรา เดี๋ยวก็วิ่งไปที่ตาแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่หูแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย แล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปคิดแล้วก็วิ่งกลับมา เราคิดว่าจิตมีดวงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้เพราะสติปัญญาของเรายังไม่แก่กล้าพอ ต้องฝึกอีก ถ้าฝึกแล้วเราจะเห็นเลย จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น จิตนั้นเกิดดับสืบเนื่องกันอย่างรวดเร็ว เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูก็ดับที่หู เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้น จิตที่เกิดที่ตากับจิตที่เกิดที่หูก็คนละดวงกัน ทำหน้าที่ได้แตกต่างกัน จิตที่เกิดที่ตาก็ทำหน้าที่เห็นรูป จิตที่เกิดที่หูทำหน้าที่ฟังเสียง เราจะเอาหูไปเห็นรูป มันทำไม่ได้ จิตมันเกิดดับทางโน้นทางนี้ในทวารทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เกิดดับหมุนเวียน&lt;br /&gt;
เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย&lt;br /&gt;
คนจำนวนมากตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พวกหนึ่งก็คิดว่าตายแล้วสูญไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ อีกพวกหนึ่งคิดว่าตายเฉพาะร่างกายแต่จิตวิญญาณไม่ตาย เดี๋ยวก็จะกลับมาเกิด เหมือนเคยเห็นปูเสฉวนไหม ตัวมันโตขึ้นก็เปลี่ยนเปลือก ไปหาเปลือกหอยอันใหม่เข้าไปอยู่ แล้วคิดว่าตัวเดิมแต่ย้ายบ้าน ก็คิดว่าจิตนี้ก็ดวงเดิมแต่ย้ายบ้าน คือย้ายที่อยู่ย้ายร่างกายใหม่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วท่านพบว่า การคิดว่าตายแล้วสูญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วเกิด ตัวเก่าไปเกิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านภาวนาท่านก็รู้แจ้งแทงตลอดว่าจริงๆ แล้ว ขันธ์ 5 มันเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตเองก็เกิดดับ แล้วก็เกิดดับรวดเร็วมาก รวดเร็ว อย่างเวลาเราเห็นรูปบางอย่าง แล้วกว่าเราจะคิดได้ว่านี่เป็นรูปอะไร รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปหมา รูปดอกไม้ แล้วก็กว่าใจเราจะยินดียินร้ายขึ้นมา มีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องกันจำนวนมาก จิตเกิดดับๆ ต่อเนื่องกันจำนวนหลายดวงเลย เริ่มแต่จิตไปเห็นรูป ตามันมองเห็น จิตอาศัยตาไปดูรูป จิตที่เห็นรูปเกิดแล้วดับทันที ชั่วขณะเดียวเท่านั้นดับพรึ่บไป มีจิตอีกดวงหนึ่งเป็นแมสเซนเจอร์ รับข้อมูลจากภาพที่เห็นส่งเข้ามาสู่จิตส่วนกลาง คนละดวงกัน จิตมันรับข้อมูลเข้ามา มีการประมวลข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูลกว่าจะรู้ว่านี่คือรูปอะไร พอรู้ว่ารูปอะไรแล้ว ก็มีจิตมาตัดสินอีกว่าต่อไปนี้จิตจะเกิดกุศลหรือเกิดอกุศล เลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างแค่ตาเราเห็นรูปมีจิตเกิดดับสืบเนื่องตั้งเยอะ กว่าจิตเราจะเกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายอะไรขึ้นมา เกิดกุศลอกุศลยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้จบแค่นั้น ก็ยังมีกระบวนการที่จิตทำงานต่อเนื่องไปอีก ก่อนที่มันจะตกภวังค์ มันจะลงจากวิถีที่ขึ้นมารับอารมณ์ทางตาต่อเข้ามาที่ใจ ก่อนที่มันจะตกภวังค์ลงไป มันมีการเซฟข้อมูลคล้ายๆ คอมพิวเตอร์เลย ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์มันคล้ายๆ จิตมากกว่า เพราะจิตมันเกิดก่อนคอมพิวเตอร์ อย่างเวลาเราชัตดาวน์ เครื่อง มันไม่ได้ดับทันที มันต้องเซฟข้อมูลลงไปก่อน แล้วมันถึงจะปิดเครื่องได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตพอมันขึ้นมาเสวยอารมณ์จะเป็นกุศลอกุศลก็ตามเถอะ ก่อนที่มันจะลงภวังค์จบกิจกรรมอันนี้ มันมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ บุญหรือบาปที่เราทำไม่ได้สูญหายไป ถูกเก็บบันทึกลงไปในภวังคจิต แล้วก็ถัดจากนั้นเวลากระทบอารมณ์ครั้งใหม่ จิตก็ขึ้นจากภวังค์ จิตขึ้นจากภวังค์ แล้วขึ้นมารับอารมณ์ อย่างเวลาเรานอนหลับลึกๆ จิตอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้อะไรข้างนอก อย่างมากก็มีอารมณ์เก่าๆ ฝันอะไรต่ออะไรตามอารมณ์เก่าๆ ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี่พอจิต สมมติว่าเรานอนหลับสนิทอยู่ แล้วมีสิ่งบางสิ่งมากระตุ้นให้ตื่น สังเกตดูให้ดีตอนที่จิตมันขึ้นจากภวังค์ มันยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้มันตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตื่นเป็นเสียงแปลกๆ หรือเป็นกลิ่นแปลกๆ อย่างบางคนตื่นขึ้นมา ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเมื่อกี้ตื่นขึ้นมาเพราะมันมีเสียงคล้ายๆ ผู้ร้ายปีนบ้านเราแล้ว มันค่อยๆ ขึ้นมา ทำงานเป็นช็อตๆๆ ขึ้นมา ทีนี้พอแปลความหมายได้แล้ว ผู้ร้ายขึ้นบ้านใช่ไหม ใจก็กลัว ค่อยทำงานต่อเนื่องกันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอใจกลัวสะสมโมหะเอาไว้ เอ้ย ใจกลัวนี่เป็นโทสะ ใจไม่สบาย เครียด ก็สะสมความเคยชิน คนไหนเคยขี้กลัวจะยิ่งขี้กลัวมากขึ้นๆ คนไหนขี้โลภแล้วตามใจกิเลสเรื่อยๆ ก็จะขี้โลภมากขึ้น คนไหนขี้โกรธ ตามใจโกรธแล้วก็ตามใจตัวเองเรื่อยๆ ก็จะโกรธเก่งขึ้นเรื่อยๆ สะสม นี่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสะสมเอาไว้ในภวังคจิต ภวังคจิตก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง เหมือนจิตที่ไปรู้รูป จิตที่ไปได้ยินเสียงอะไรพวกนี้ หรือจิตที่คิดนึกปรุงแต่งว่าอันนี้ชั่วอันนี้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจิตมีสารพัดจิต มีมากมายทำงานต่อเนื่องกันเป็นช็อตๆๆๆ ไป อย่างหลวงพ่อตอนหัดภาวนาตอนที่เห็นสภาวะอันนี้ทีแรก นอนหลับอยู่แล้วตอนตื่น จิตมันขึ้นจากภวังค์ เรารู้สึกเลยจิตมันผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมาจากความว่างๆ ผุดปุ๊บขึ้นมาทีแรกเหมือนรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร แล้วต่อมาจิตมันขยายความรับรู้ออกมา อ๋อ มันรู้ความรู้สึกนึกคิด แล้วมันขยายความรับรู้ออกไปอีก รู้ร่างกาย เห็นร่างกายนอนท่านั้นท่านี้ เห็นมันทำงานเป็นช็อตๆๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึก แล้วเราจะรู้ว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่จิตมีทีละดวง ทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา ถ้าเราเห็นตรงนี้เราจะรู้เลยว่ามันไม่มีตัวเราที่แท้จริง สิ่งที่เราคิดว่าตัวเราๆ มันผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาตั้งช่วงหนึ่งแล้ว ถึงจะมาสรุปว่านี่ตัวเรา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี มีแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่จะเป็นตัวตนถาวรอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังดูยาก ที่จริงไม่ได้ยาก แค่ละเอียดเท่านั้นเอง เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้สติของเราเร็วขึ้นๆ ถ้าสติเราเร็วเราก็จะเห็นกระบวนการเหล่านี้ได้ ถ้าสติเราอืดอาดล่าช้า กว่าสติจะเกิด โอ้ย เนิ่นนาน เราก็จะหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว แล้วจิตดวงนี้วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปทางตาแล้วก็วิ่งกลับมา เคยเห็นแมงมุมไหม แมงมุมชักใย เดี๋ยวก็วิ่งไปข้างซ้าย เดี๋ยวก็วิ่งไปทางขวา แล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลางทุกที เราก็คิดว่าจิตนี่วิ่งไปวิ่งมาแล้วก็กลับมาอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น&lt;br /&gt;
ตอนแรกๆ ที่หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อเห็นจิตมันวิ่งไปวิ่งมา แล้วจิตมันก็รู้ว่าจิตมันไม่ใช่เรา มันทำงานของมันได้เอง คิดนึกปรุงแต่งของมันได้เอง ภาวนามาเรื่อยๆๆๆ ก็เห็นจิตมันไปทางโน้นทางนี้ เกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ เกิดที่จิตแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ เกิดที่ไหนดับที่นั่น ก็สงสัย เกิดความสงสัย เราจะภาวนา เราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหน เอาจิตไปตั้งไว้ตรงไหนดี ตอนนั้นก็นึกว่าเอาตั้งไว้กลางหน้าอกนี่กระมัง เพราะเราเห็นกิเลสผุดขึ้นจากกลางหน้าอกนี่ กุศลก็ผุดขึ้นจากกลางหน้าอก ผุดขึ้นตรงนี้ อะไรๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากกลางหน้าอกนี่ล่ะ ก็เลยคิดว่าเราควรจะเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอดีได้เจอหลวงปู่ดูลย์ เข้าไปถามท่าน หลวงปู่ครับจิตมันตั้งอยู่ที่ไหน คำตอบในใจเราคือตั้งอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ตอบชัดเจน จิตไม่มีที่ตั้ง จิตเกิดที่ไหน จิตดับที่นั่น อ้าว แล้วเวลาเราภาวนาเราจะทำอย่างไร เราก็รู้อย่างที่รู้ได้ ไม่ต้องไปตั้งเอาไว้ก่อนแล้วไปรอดู ถ้าเราเอาจิตไปตั้งไว้ตรงนี้ แล้วรอดูว่าเมื่อไรจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่ผิดแล้ว ดูจิตผิดแล้ว ดูจิตที่ถูกต้องก็คือ จิตมันเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปรอดู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รอให้ความสุขผุดขึ้นมาแล้วก็รู้ว่ามีความสุข ความทุกข์ผุดขึ้นมาแล้วรู้ว่ามันทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ผุดขึ้นมาก็รู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ กุศลผุดขึ้นมารู้ว่าเป็นกุศล โลภโกรธหลงผุดขึ้นมาก็รู้ว่ามันโลภมันโกรธหรือมันหลง นี่รู้ไปทีละช็อต ทีละช็อต รู้ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ถ้าเราคอยดูอย่างนี้เรื่อยๆ เราไม่เอาจิตไปตั้งรอดู หลายคนภาวนาที่หลวงพ่อเห็น พอคิดจะดูจิตมันก็จ้องเลย รอดู พยายามจ้อง บางคนไม่รู้จะจ้องที่ไหน ก็ส่ายไปส่ายมา สแกนไปเรื่อย มีไหม ใครทำ ตรงไหนดี ดูตรงไหนดี ดู เอาละตรงนี้ เอาตรงนี้ ก็จ้องเฝ้าไว้ นี่เป็นการดูจิตที่ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดูจิตนี่ข้อแรกเลยก็คือ อย่าดักดู อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา หรือให้จิตทำงานไปก่อนแล้วค่อยรู้เอา อย่างให้มีความสุขผุดขึ้นมาแล้วค่อยรู้เอา ไม่ต้องไปรอดูว่าต่อไปนี้อะไรจะโผล่ขึ้นมา หลายคนที่ภาวนาแล้วดูจิตๆ แล้วดูไม่ได้เรื่องเลย ก็เพราะว่าไปดักดู เพราะฉะนั้นกฏของการดูจิตข้อแรก อย่าดักดู จิตเป็นอย่างไรก็รู้อย่างที่เท่าที่รู้ได้ ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปบังคับจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฎข้อที่ 2 ก็คือ เมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว เวลาดู ดูแบบคนวงนอก อย่าถลำลงไปดู หลายคนถลำลงไปดู หลวงพ่อก็เคยเป็น ที่หลวงพ่อมาพูดให้พวกเราฟังนี่ พูดอย่างองอาจกล้าหาญมั่นใจเพราะเคยผิดมาแล้ว ไม่ใช่เก่ง แต่เพราะเคยโง่มาแล้ว เคยทำผิดมาแล้ว ถึงมาพูดได้เต็มปากว่าอย่างนี้ไม่ถูกหรอก เวลาอย่างหลวงพ่อเป็นคนขี้โมโห สมัยก่อนมันผุดความโกรธผุดขึ้นมานี่ หลวงพ่อไปดูที่ความโกรธแล้วจิตมันเคลื่อนเข้าไปในความโกรธ ความโกรธก็หนี เคลื่อนหนีออกไปอยู่ข้างนอก แล้วเสร็จแล้วความโกรธดับปั๊บลงไป มันก็ดับพร้อมกับจิตที่โกรธนั่นล่ะ คือจิตมันไม่ตั้งมั่นแล้ว เวลาที่มันถลำไปดู จิตมันออกนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ถลำไปดูมันออกนอก ไม่ว่าจะดูรูป ดูเสียง ดูกลิ่น ดูรส ดูสิ่งที่สัมผัสร่างกาย หรือกระทั่งดูนามธรรมที่เกิดในใจเรา อย่างโกรธแล้วเราไปดูที่โกรธ แล้วเราถลำไปจ้องที่โกรธ อันนี้หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตส่งออกนอกแล้ว หรือขณะดูร่างกายเรานี่เห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆๆ จิตไหลไปจ้องที่หัวใจ อันนี้ก็ส่งจิตออกนอกเรียบร้อยแล้ว คำว่า “ส่งจิตออกนอก” ไม่ใช่ส่งออกไปนอกร่างกาย แต่ออกไปจากฐานของจิต ออกไปจากสภาวะที่ตั้งมั่นของมัน มันจะเคลื่อนออกไป ตรงนี้จริงๆ แล้วจิตไม่ได้เคลื่อนออกไป แต่จิตที่ตั้งมั่นนั้นมันดับ มันเกิดจิตที่ฟุ้งซ่านออกไปหาอารมณ์ คนละดวงกันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ไปหัดดูทีแรกเห็นความโกรธ จิตมันไปจ้องที่ความโกรธ มันไปมองความโกรธ จิตส่งออกนอกแล้ว พอความโกรธดับปั๊บ จิตดวงนั้นก็ดับไปด้วย แล้วจิตก็ไปว่างสว่าง เกิดจิตดวงใหม่ว่างๆ อยู่ แต่ว่างอยู่ข้างนอก ฉะนั้นจิตมันเกิดดับๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กฏข้อแรกให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ อย่าไปดักดู กฎข้อที่สอง เวลาดู ดูแบบคนวงนอกไม่มีส่วนได้เสีย อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าลงไปเพ่ง ดูกายก็เหมือนกัน บางคนขยับมืออย่างนี้ ขยับมือแล้วไปเพ่งใส่มือ อันนี้ก็จิตออกนอกแล้ว จิตไปอยู่ที่มือ ดูท้องพองยุบแล้วจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง อันนี้ก็ส่งออกนอกแล้ว จิตมันเคลื่อนไปแล้ว จิตที่ไม่เคลื่อนก็คือจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับเช่นเดียวกับจิตชนิดอื่นนั่นล่ะ ทีนี้เราต้องฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
ถึงจะเจริญปัญญาได้จริง&lt;br /&gt;
สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิไม่ใช่แปลว่าสงบ อย่ามักง่าย พวกเราชอบแปลสมาธิว่าสงบ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น ความตั้งมั่นก็ไม่โคลงเคลงคลอนแคลน ไม่วิ่งไปวิ่งมา หลงไปทางโน้นที หลงไปทางนี้ที แต่มันตั้งมั่นมันรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เป็นสภาวะที่จิตตื่นขึ้นอย่างแท้จริง เราต้องฝึกตัวนี้ แล้วต่อไปเวลาเราภาวนาเราเห็นสภาวะนี่ จิตเรามีความตั้งมั่น มันจะไม่ถลำลงไปดู ไม่ถลำลงไปเพ่ง ฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่นถึงสำคัญมาก แล้วพอเราเห็นสภาวะแล้ว สภาวะอยู่ห่างๆ จิตอยู่ต่างหาก จิตกับสภาวะที่ถูกรู้มันแยกออกจากกัน อย่างจิตมันรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นแค่คนเห็นมัน เมื่อจิตกับร่างกายแยกออกจากกันมันจะเกิดปัญญา เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นของที่ถูกรู้ถูกดูเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานหลวงพ่อยังทำนิ้วมือให้ที่วัดเขาดู เรามีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณคือจิต เวลาที่เราจะเจริญปัญญานี่ เรามีจิตไปรู้รูป เรามีจิตไปรู้เวทนา เรามีจิตไปรู้สัญญา เรามีจิตไปรู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว ขาดจิตตัวเดียวไม่มีการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นการแยกขันธ์เราไม่ต้องแยก 5 ขันธ์ก็ได้เวลาเดินปัญญาจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราดูรูป ใครเป็นคนดูรูป จิตเป็นคนดูรูป ต้องอย่างนี้ เราเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู ร่างกายยืนเดินนั่งนอน จิตเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง จิตเป็นคนดู ต้องมีจิตเป็นคนดู เวลาเราจะรู้เวทนา ทำนิ้วยากหน่อย ตัวนี้นิ้วแข็งแล้ว แก่ นิ้วนี้ อย่าเห็นนิ้วอื่นเห็นนิ้วเดียว แล้วก็จิตอยู่นี่ เวทนาเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าเราสามารถแยกได้ จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา มันแยกออกมาต่างหาก มันไม่ลงไปคลุกวงใน ไม่รวมเข้าไปกับขันธ์ 5 ไม่รวมกับขันธ์ที่เหลือนี่ มันจะแยกตัวออกมา พอจิตมันแยกตัวออกมาด้วยความตั้งมั่นมีสัมมาสมาธินี่ ขันธ์อื่นๆ มันจะกระจายตัวออกไป มันจะไม่ใช่จิต ร่างกายไม่ใช่จิต สุขทุกข์ไม่ใช่จิต ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่จิต ดีชั่วไม่ใช่จิต สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ว่ามันจะไปเข้าคู่กับรูป เวทนา สัญญา หรือสังขารก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นต้องดูห่างๆ ถ้ารวมเป็นก้อนอย่างนี้ ไม่รู้เรื่องแล้วอย่างนี้ พวกเราปุถุชนทั้งหลายเป็นมะเหงกเลย ไม่ใช่ก้อนอย่างเดียว ไม่ใช่ก้อนอย่างนี้มันก้อนอย่างนี้เลย เพราะมันแยกขันธ์ไม่ได้ ที่แยกขันธ์ไม่ได้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเรื่องจิตตั้งมั่นเป็นเรื่องใหญ่ ตอนหลวงพ่อภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ ภาวนาอยู่ 7 เดือน หลวงปู่บอกว่าเข้าใจการปฏิบัติแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว ต่อไปไม่ต้องมาเรียนกับท่านก็ไปได้ด้วยตัวเอง ท่านบอกอย่างนี้ หลวงพ่อก็เที่ยวไปดูที่โน้นที่นี่ สำนักโน้นสำนักนี้ เราไปหาประสบการณ์ ไปดูว่าเขาภาวนากันอย่างไร หลวงพ่อพบว่าปัญหาใหญ่ก็คือไม่มีตัวนี้ ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ไม่มีสัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกหนึ่งไม่เอาสมาธิเลย คิดพิจารณาร่างกายอย่างเดียวเลย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อันนั้นสมาธิออกนอก สิ่งที่ได้คือสมถะเหมือนกัน แต่สงบเฉยๆ สงบสบายมีความสุขไป แต่จิตไม่ได้ตั้งมั่น มันไม่ได้เห็นอย่างแท้จริงว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่มันเห็นด้วยการคิด เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่น ปัญญาที่เกิดอย่างมากก็เป็นปัญญาจากการคิด ไม่ใช่ปัญญาจากการเห็น ไม่ใช่ปัญญาจากการรู้ เพราะฉะนั้นต้องฝึกให้ได้ตัวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปดูสำนักต่างๆ บางที่เขาไม่เอาสมาธิเลย เขาไม่ฝึกเลย ไปบางที่ฝึกสมาธิแต่เป็นสมาธิที่เพ่งจ้อง จ้องๆๆ มุดลงไปเรื่อยๆ จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตเคร่งเครียดไปหมดเลย จิตที่เคร่งเครียดเป็นอกุศลจิต เพราะมหากุศลจิตจะมีลักษณะเบา รู้สึกไหมเวลาใจเราเป็นบุญเป็นกุศล ใจเราเบา มันถึงลอยขึ้นสวรรค์ได้ ใจบาปหยาบช้ามันหนัก มันลงข้างล่าง หนัก จิตที่เป็นกุศลมันเบา มันอ่อนโยนนุ่มนวล ถ้าแข็งกระด้างจิตเป็นอกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่วิธีดูง่ายๆ เลย ถ้าวันนี้ใจเราแข็งกระด้างมากเลย นี่ใจเราเป็นอกุศล หรือวันนี้ใจเราหนักมากเลย ทั้งๆ ที่นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่หนักมากเลย นี่ก็อกุศล ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลจะเบา อ่อนโยน นุ่มนวล แล้วก็ไม่เซื่องซึม ถ้านั่งแล้วก็ ไม่ใช่ ต้องไม่เซื่องซึม คล่องแคล่วว่องไว แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ขยันที่จะเรียนรู้รูปรู้นาม แล้วก็เวลารู้รูปรู้นามก็รู้ซื่อๆ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง นี่ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจิตที่ทรงสัมมาสมาธิเป็นจิตที่เป็นกุศลชั้นเลิศเลย เป็นจิตที่สามารถเอาไปเจริญปัญญาทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิไม่ต้องพูดเรื่องการเจริญปัญญา เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ไปคิด คิดธรรมะจะไม่ได้เข้าใจธรรมะหรอก ฉะนั้นที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญพวกเรานักหนา เฮ้ย หลงไปแล้ว นี่เพ่งไปแล้ว เพื่อจะตบเรา ตบซ้ายทีตบขวาที มันจะได้เข้าทางสายกลาง ทางแห่งความรู้ตื่นเบิกบาน ทางที่จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ให้เราอาศัยสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ฉะนั้นเราคอยฝึกถ้าจิตเราหลงไปดูรู้ทัน จิตหลงไปฟังรู้ทัน จิตหลงไปคิดรู้ทัน หัดรู้ไปเรื่อยๆ จิตหลงเมื่อไรก็รู้ไปๆ หัดรู้ไป หรือจะช่วยด้วยการทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้ อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธอย่างนี้ แต่ไม่ได้มุ่งให้สงบ มุ่งให้สงบเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
เราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมการหายใจ ลืมพุทโธแล้ว รู้ว่าจิตหนีไป นี่รู้ว่าจิตหลงไปคิดแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตหลงไปคิด จิตที่หลงคิดจะดับ แล้วจิตที่รู้ตื่นเบิกบานจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ หรือจิตหลงไปฟัง จิตหลงไปดมกลิ่น ถ้าเรามีสติรู้ทัน เมื่อไรมันไม่หลงเมื่อนั้นก็ตื่นนั่นล่ะ มันก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหลไปโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ ไม่ได้จงใจให้มันตั้งมั่น ถ้าจงใจให้ตั้งมั่น ใจจะแน่นๆ จิตจะเป็นอกุศลเลย มันอึดอัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอาศัยสติคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมานี่ล่ะดี ยังไม่ต้องกังวลว่าจิตมีกี่ดวง อันนั้นละเอียดขึ้นมาถึงจะเห็นว่าคนละดวงกัน จิตที่ไปดูก็ดวงหนึ่งแล้ว จิตที่ส่งสัญญาณกลับมาเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่แปลความหมายเป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่ให้ค่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ชอบไม่ชอบ เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วจิตที่เสพอารมณ์เป็นอีกดวงหนึ่ง จิตที่เซฟข้อมูลก่อนจะลงภวังค์ก็เป็นอีกดวงหนึ่ง แล้วมีจิตที่ลงภวังค์ ไม่ต้องเรียนอย่างนั้นก็ได้ ยังไม่เห็นหรอก เอาเท่าที่เห็นได้ เราก็จะเห็น อ้าว จิตหลงไปคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีที่ง่าย ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วเมื่อไรจิตเราหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานที่เราทำอยู่ ให้รู้ว่าหลงแล้ว อย่าหลงยาว หลงได้แต่อย่าหลงยาว หรือจิตเราทำกรรมฐานอยู่ เราดูท้องพองท้องยุบอย่างนี้ จิตเราไหลลงไปอยู่ที่ท้อง ให้รู้ทันว่าจิตไหลไปอยู่ที่ท้องแล้ว ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไปแล้ว จิตที่ไหลจะดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่น เกิดสัมมาสมาธิขึ้นทันทีเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันจิตของเรา กรรมฐานอะไรก็ใช้ได้เหมือนกันหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างขยับมืออย่างนี้ บางคนขยับมือสายหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนก็ดี ลูกศิษย์เก่งๆ ท่านก็มีอย่างหลวงพ่อคำเขียน หลังจากนั้นหลวงพ่อไม่รู้จักแล้ว รู้จักแค่หลวงพ่อคำเขียน ท่านก็ภาวนาเก่ง ขยับแล้วรู้สึกตัว ส่วนพวกขยับไม่เป็น ขยับแล้วก็ไปเพ่ง เพ่งใส่มือ จ้องเอาเป็นเอาตาย พวกหนึ่งก็นั่งคิด ท่านี้ต่อไปท่าไหน อ๋อ ท่านี้ ท่านี้แล้วต่อไปท่าไหน ท่านี้ อันนี้ก็ไม่ได้ภาวนา นั่งคิดเอา ฟุ้งซ่าน จิตกำลังฟุ้งซ่าน อีกพวกหนึ่งนั่งเพ่งมือ อีกพวกหนึ่งใจลอยหนีออกไปนอกวัด พวกนี้ไม่มีสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวอย่างนี้ จิตเราไหลไปที่มือเรารู้ทัน จิตเราจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตเราลืมมือหนีไปคิดเรื่องอื่นเรารู้ทัน จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา จับหลักตัวนี้ให้แม่น ดูท้องพองยุบจิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น จิตถลำไปเพ่งท้องรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น ยากไหม ก็ยังยากอยู่ดี จิตมันถลำมันดูหน้าตามันเป็นอย่างไร จิตที่ไหลไปไหลมาดูได้อย่างไร นี่เรียนถึงขั้นประถมแล้ว ลดลงมาเรื่อยๆๆๆ ทีแรกเรียนขั้นมหาวิทยาลัย เห็นจิตเกิดดับทีละดวง นี่เอาใจตลาด หลวงพ่อลดลงมา ลงมาจิตตั้งมั่นนี่ระดับกลางๆ แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น ก็บอกแล้วว่าทำไม่ได้ ก็รู้สภาวะที่จิตไม่ตั้งมั่นแล้วมันตั้งมั่นเอง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันไม่ตั้งมั่น นี่ปัญหามากจังเลย ฝึก มีวิธีฝึก ทำใจสบายก่อน ไม่ต้องแกล้งสบาย ใจขณะนี้สบายอยู่แล้ว ไม่ต้อง สบาย นั่นเพี้ยนแล้ว ไม่ต้องแกล้งทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองนึกถึงหูข้างขวาของตัวเองสิ คงมีหูทุกคนแต่บางคนอาจจะหูแหว่ง ลองนึกถึงหูข้างขวา รู้สึกไหมใจเรา Concentrate ไปที่หู ใจเราจดจ่ออยู่ที่หู นึกออกไหม เห็นสภาวะตรงนี้ไหมว่าเรากำลังจดจ่อไปที่หู ย้ายไปหูซ้ายสิ เมื่อกี้อยู่หูข้างขวา ตอนนี้ย้ายไปข้างซ้าย แค่รู้สึก เอาความรู้สึกไปไว้ที่หู ลองย้ายต่อไปอีก ลองย้ายความรู้สึกของเรามาอยู่ที่หัวแม่มือข้างขวาสิ ไม่ยากขนาดนั้นหรอกหนู ไม่ขนาดนั้น รู้สึกด้วยใจปกตินี่ล่ะ แค่รู้สึกๆ ความรู้สึกของเราไปอยู่ตรงนี้ รู้สึก แค่รู้สึก ลองย้ายสิ ย้ายไปอยู่นิ้วข้างซ้าย ย้ายไปรู้สึกข้างซ้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้สึกไหมเวลาเราย้ายความรู้สึกไป ความรู้สึกเรามันย้ายที่ได้ บางทีก็รู้สึกอันนี้ บางทีก็รู้สึกที่รูป บางทีรู้สึกที่เสียง บางทีรู้สึกที่กลิ่น บางทีรู้สึกที่รส บางทีรู้สึกที่ร่างกายมีอะไรมาสัมผัส บางทีก็รู้สึกทางใจ ความรู้สึกมันย้ายที่ได้ ตัวความรู้สึกนั่นล่ะ จิต อย่างนั้นไปคิดแล้วรู้ไหม เห็นไหมมันไปรู้อะไร มันไปรู้เรื่องที่คิด ไปคิด ให้คอยฝึก ลองไปฝึกดู ย้ายไปย้ายมานี่ล่ะ ย้ายความรู้สึกของเราไปตรงนั้นตรงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปพอเราชำนาญขึ้น แล้วจิตขยับไปทางไหน เรารู้เองเลย ไม่ต้องเจตนาจะรู้ เพราะเราเคยฝึกแล้ว จิตไปอยู่ที่ผมก็รู้ อยู่ที่ขนอย่างขนคิ้วอย่างนี้เราก็รู้ อยู่ที่ตา อยู่ที่จมูก อยู่ที่ปาก อยู่ที่มือ อยู่ที่เท้า อยู่ที่ท้อง รู้สึกไล่ๆๆ ไป ฝึกซ้อมไปซ้อมเข้า ย้ายความรู้สึกของตัวเองไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ขอเน้นว่าเอาในร่างกายก่อน ที่จริงย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าย้ายไปข้างนอกเดี๋ยวมันเตลิด อย่างไปเห็นสาวสวย เอาจิตไปไว้ที่เขาอย่างนี้ เดี๋ยวก็เสร็จเท่านั้นเอง ลืม มองไม่เห็นแล้วว่าจิตไปอยู่ที่เขา เห็นแต่เขา นี่ลองฝึก ฝึกบ่อยๆ จิตเราไปอยู่ตรงไหนเรารู้ จิตเราไปอยู่ที่ไหนเรารู้ แล้วต่อไปพอจิตมันเคลื่อนนิดหนึ่งเราก็จะเห็นแล้ว จิตมันขยับนิดหนึ่งเราก็เห็นแล้ว ขยับไปคิดปุ๊บก็รู้ทันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างความสงสัยกับความคิดอะไรเกิดก่อนกัน ลองภูมิ ไม่เฉลย เฉลยข้อสอบก็กลายเป็นติวเตอร์หน้ารามอย่างเมื่อก่อน นักเรียนก็ท่องๆ เอาไว้ ไม่เก่งจริง ต้องไปหัดดูเอาเอง เพราะฉะนั้นให้การบ้าน ไปคอยรู้ ไปฝึกซ้อมที่จะเคลื่อนความรู้สึกหรือจิตใจของเราไปอยู่ตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ต่อไปพอชำนาญมันเคลื่อนกริบเดียว เคลื่อน ไม่ว่าจะเคลื่อนไปไหนมันรู้เองเลย แล้วทันทีที่รู้ว่าเคลื่อนปั๊บ สภาวะที่จิตมันเคลื่อนจะดับทันที จิตจะตั้งมั่นขึ้นทันทีเลย จิตเราจะรู้ จะตื่น จะเบิกบานในฉับพลันนั้นเลย สมาธิเกิดโดยไม่ต้องนั่งก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กำลังตีกอล์ฟอยู่ สมมติตีกอล์ฟอยู่สมาธิก็เกิดได้ ก็เห็นร่างกายมันตีกอล์ฟ ใจเป็นคนดู ตีแล้วสู้เขาไม่ได้ชักโมโห อ่านใจตัวเองออก ใจมันโกรธแล้ว ฉะนั้นทำอะไรๆ ยกเว้นแต่ทำชั่ว อย่าทำชั่วก็แล้วกัน ทำชั่วจิตเศร้าหมอง สมาธิเสื่อมหมด ทำอะไรก็ได้ที่มันไม่เลว ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็อ่านใจตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างพอเราอ่านใจตัวเองออก เราจะรู้สภาวะที่จิตมันถลำลงไปเพ่งไปจ้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้ด้วยความเป็นกลาง&lt;br /&gt;
นักปฏิบัติร้อยละร้อยจิตถลำลงไปเพ่งทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเรารู้ทันจิตที่เคลื่อนได้ เราก็จะไม่เพ่งแล้ว ที่สอนให้รู้การเคลื่อน จะได้เลิกเพ่งเสียที น่าเบื่อ เพ่งเอาเป็นเอาตาย ก็เพ่งกันจนตายนั่นล่ะ ไม่ได้อะไรขึ้นมา ได้แต่ความลำบาก ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ระหว่างรู้อย่าถลำลงไป ให้จิตเราตั้งมั่นไม่ไหลเข้าไป ถ้าไหลเข้าไปรู้ทัน มันจะตั้งมั่นขึ้นมา เมื่อรู้แล้วจบลงแค่นั้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข อย่างเราเห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้น ไม่ต้องหาทางแก้ไข ทำอย่างไรจะหายโกรธอะไรอย่างนี้ ไม่หายหรอก ไม่ต้องแก้มัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเห็นจิตทุกชนิดเกิดแล้วก็ดับ ไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปแก้ไขมัน รู้แล้วจบลงที่รู้เลย รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ไปยินดีกับมัน ไม่ไปยินร้ายกับมัน ถ้าสภาวะอะไรถูกอกถูกใจเราก็ยินดีกับมัน เราก็อยากรักษาเอาไว้ อย่างมีความสุขเกิดขึ้นอย่างนี้ เราพอใจ มีความสงบเกิดขึ้น เราพอใจ เราอยากรักษาเอาไว้ อันนั้นไม่ใช่นักดูจิตที่ดี นักดูจิตที่ดีก็คือ จิตใจสงบก็รู้ จิตใจมีความสุขก็รู้ ไม่ต้องรักษามัน แล้วมันจะสอนธรรมะเรา สอนว่าอะไร สอนว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นมา ก็รู้ไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องหาทางละ รู้อย่างที่มันเป็น เราก็จะเห็นอกุศลทั้งหลายก็สอนธรรมะเราเช่นเดียวกับกุศลนั่นล่ะ คือสอนว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนเหมือนกัน สอนสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นกุศลอกุศลอะไรก็เป็นธรรมะด้วยกันทั้งคู่ เห็นไหมอกุศลยังเรียกอกุศลธรรมเลย ก็คือธรรมะอกุศล อย่าไปเกลียดมัน แต่อย่าให้มันครอบงำใจเราจนเราทำผิดศีล 5 ข้อ แค่นั้นพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใจเราโกรธ ใจเราไปด่าเขาในใจ อันนี้มโนกรรม แต่มันห้ามยาก ก็ไม่ต้องห้าม ก็รู้ว่ากำลังโกรธเขา เราก็ดูไปสิ ความโกรธนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็สอนธรรมะเรา ความโกรธก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง อย่างอยากฟังเทศน์นี้ ตอนเช้าก็อยากเยอะหน่อย ฟังไปนานๆ อยากไปที่อื่นแล้ว เห็นไหมมันก็ไม่เที่ยงกุศล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นพยายามฝึกตัวเองทุกวันๆ ถือศีล 5 ไว้ ทำในรูปแบบทุกวัน ถ้าใจเราฟุ้งซ่านเวลาทำในรูปแบบก็น้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง บางทีเราก็ใช้อารมณ์ตรงข้าม อย่างโทสะเกิดเราก็เจริญเมตตา เราทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน มีน้ำกรดเกิดขึ้นเราเอาด่างไปใส่ ก็เป็นกลางขึ้นมา มีราคะเกิดขึ้นเราก็แก้ด้วยการพิจารณาอสุภะ ใจชอบคิดนับถือพระพุทธเจ้ามาก ก็คิดพิจารณาคุณของพระพุทธเจ้า นี่ใช้สิ่งเหล่านี้ เราต้องการให้จิตสงบ เราก็เอาไปคิดบางเรื่องเราสงบได้ มีการดัดแปลงแก้ไขจิต นี่การทำสมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นวันไหนที่จิตเราฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบเข้าไป อย่างหลวงพ่อจะทำความสงบไม่ยาก หลวงพ่อก็หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป หายใจ 1 – 2 ทีก็สงบแล้วเวลาฟุ้งสมัยเป็นโยม แล้ววันไหนจิตเรามีแรงพอ เราก็พัฒนาตัวเองอีก เวลาทำในรูปแบบเราสามารถเห็นสภาวะที่จิตเคลื่อนไปมาได้ เราก็ดูไปเลย พอเรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปทางนี้ พอรู้ปุ๊บจิตมันจะตั้งมั่น เราจะได้สมาธิอีกชนิดหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นในรูปแบบบางทีวันไหนฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบ ได้สมาธิสงบ วันไหนจิตเราสงบแล้วมีแรงดีแล้ว เราก็ฝึกให้จิตตั้งมั่นด้วยการรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไหลไปไหลมา ทีนี้พอเราชำนิชำนาญ จิตเราขยับเขยื้อนอะไรเราเห็นหมดเลย มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจเราเห็นได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้เราถึงพร้อมในบทเรียนบทที่ 3 ซึ่งยากที่สุด คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยากยิ่งกว่าการนั่งสมาธิอีก เวลานั่งสมาธิเราใช้อายตนะแค่กายกับใจ 2 อัน อยู่ในชีวิตประจำวันเราใช้ 6 อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ทุกอายตนะ แต่กระทบทีละอายตนะ ไม่ใช่ทีละ 6 เพราะว่ากระทบทีละ 6 มันก็กลายเป็นจิตเกิดพร้อมกัน 6 ดวง จิตเกิดทีละดวง เกิดที่ตา หรือที่หู หรือที่ใจ ทีละดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราฝึกในชีวิตประจำวัน ตาเราเห็นรูป ความรู้สึกเราเปลี่ยนเรารู้ทัน หรือตาเห็นรูป จิตไหลไปที่รูปเรารู้ทัน หูได้ยินเสียง จิตไหลไปที่เสียงรู้ทัน หรือได้ยินเสียงแล้วจิตเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตรู้ทัน รู้อย่างนี้ก็ได้ รู้ทันจิตที่ไหลไปก็ได้ รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตก็ได้ ฝึกไปเรื่อยๆ หรือนั่งอยู่ นั่งพุทโธๆ แต่ใจหนีไปคิด ก็รู้ว่าใจหนีไปคิด อยู่ในชีวิตประจำวันเคยไหม เดินอยู่ริมถนนแล้วเหม่อ เหม่อมันเกิดอะไรขึ้น ใจมันหนีไปเที่ยว หนีไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรามีสติรู้ ใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็น ต่อไปปัญญาจะเกิด จะเห็นว่าจิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่ว่าจิตจะดีวิเศษแค่ไหน กระทั่งจิตผู้รู้เองก็ไม่เที่ยง แล้วจิตทุกดวงเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ค่อยๆ ดูไป ค่อยดูไป ฝึกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
บ้านจิตสบาย&lt;br /&gt;
15 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10853</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10853"/>
		<updated>2025-04-09T14:13:42Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10852</id>
		<title>《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา人可以通过智慧达到纯净无染》-隆波帕默尊者-2024年12月21日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E4%BA%BA%E5%8F%AF%E4%BB%A5%E9%80%9A%E8%BF%87%E6%99%BA%E6%85%A7%E8%BE%BE%E5%88%B0%E7%BA%AF%E5%87%80%E6%97%A0%E6%9F%93%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8821%E6%97%A5&amp;diff=10852"/>
		<updated>2025-04-09T14:13:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ช่วงนี้ที่วัดก็เริ่มหนาวหน่อย เย็นๆ กลางคืนก็ 19 องศา สบายๆ สำหรับคนที่มีเสื้อหนาวใส่ สบาย พระก็ลำบากหน่อย พระก็มีอยู่แค่…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ที่วัดก็เริ่มหนาวหน่อย เย็นๆ กลางคืนก็ 19 องศา สบายๆ สำหรับคนที่มีเสื้อหนาวใส่ สบาย พระก็ลำบากหน่อย พระก็มีอยู่แค่นี้ มีอังสะไหมพรมอีกตัวหนึ่ง โลกข้างนอกมันร้อน นานๆ เราเจออากาศเย็นที เราก็พออกพอใจ มีความสุข คนยากคนจน คนบ้านนอก หนาวๆ ไม่มีความสุขหรอก คนในเมือง คนมีเงินมีเสื้อผ้า ไปเที่ยวกันสนุก คนต่างจังหวัดหน้าหนาวลำบาก น้ำจะใช้ น้ำจะกินอะไรก็อัตคัด อาหาร พวกผักพวกอะไร ปลูกไม่ได้ ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเผาป่าเผาไร่กัน ฝุ่นตลบอบอวลเลย ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ก็ยังแก้ไม่ตกเรื่องเผา เผาไร่ รณรงค์ว่าอย่าเผาๆ เขาก็เผา มันไม่มีวิธีกำจัดวัชพืช วิธีอื่นไม่มี ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไรก็เผา บางคนก็เผาป่า เผาป่าสัตว์จะได้วิ่งมา เราจะได้ยิง บางที่ไม่มีสัตว์ ทางเหนือหลวงพ่อเคยไป ถึงปีก็แอบไปเผาป่า เสร็จแล้วเห็ดมันจะขึ้น จะเอาเห็ด เอาป่าไปแลกเห็ด วิถีชีวิตจริงๆ มันยังเป็นอย่างนั้น ถ้าคนในเมือง มันไม่รู้หรอก หน้าหนาวสบาย แต่งตัวสวยงาม ไปเที่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงถ้าเราภาวนา ความร่มเย็นข้างนอกนี้ มันเป็นของที่ไม่ยั่งยืนอะไร ยิ่งเมืองไทยมันหนาวแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ร้อนแล้ว บางทีเช้าๆ เย็นๆ อากาศเย็นตอนเช้า สายๆ ก็ร้อนแล้ว บ่ายๆ ก็ร้อนจัดแล้ว ก็ไม่ค่อยมั่นคงอะไร ทางจิตใจเราสามารถทำให้เกิดความร่มเย็นได้ตลอดเวลา ทางร่างกายเราควบคุมไม่ได้ อากาศภายนอกมันแปรปรวน โลกมันร้อนมากขึ้น ดินฟ้าอากาศรุนแรง พายุก็แรง ฝนเวลาตก ตกแรง ตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระจาย ผู้คนก็ตั้งหลักยาก โลกมันแปรปรวน มันเย็นประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันร้อนอีกแล้ว ฝึกจิตใจของเราให้มันเย็นดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของร่มเย็น ถ้าใครอยู่ในแวดวงธรรมะแล้วเร่าร้อน แสดงว่าผิดแล้ว ไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะเท่าที่ควรแล้ว จำนวนมากเลยเรียนธรรมะแล้วเอาไปทะเลาะกัน เถียงเอาเป็นเอาตาย มุ่งไปชนะคนอื่น ไม่ได้มุ่งชนะตัวเอง แขวนป้ายว่าเป็นชาวพุทธ รักศาสนาพุทธ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบอก ไม่ได้ชำระล้างจิตใจตัวเอง ไม่เอาชนะใจตัวเอง ไปเอาชนะผู้อื่นกันก็วุ่นวาย ผู้ชนะก็ก่อเวร ผู้แพ้ก็เจ็บแค้น นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราเรียนธรรมะ เราเรียนสู้กับกิเลสตัวเอง ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทอะไรกับใคร เสียเวลา เอาชนะคนอื่นได้ กิเลสเราจะยิ่งตัวใหญ่ขึ้น ถ้าชนะใจตัวเองได้ กิเลสมันก็หดตัวลง เพราะฉะนั้นภาวนา โลกข้างนอกมันยุ่งอย่างไรช่างมันเถอะ จำเป็นต้องอยู่กับมันก็อยู่ไป แต่ว่าโลกภายในของเรา ดูแลให้ดี มีสติไว้ อ่านใจตัวเองไป จิตใจมีความสุขก็รู้ จิตใจมีความทุกข์ก็รู้ไป จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ไป จิตใจเป็นกุศลก็รู้ จิตใจเป็นอกุศล มันโลภ มันโกรธ มันหลงอะไรขึ้นมา ก็คอยรู้ไป ให้ตามรู้ตามเห็นอย่างที่มันเป็นไปเรื่อยๆ พอรู้จริงก็จะเห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด&lt;br /&gt;
ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน&lt;br /&gt;
ทีแรกรู้เฉยๆ ยังรู้ไม่จริง ก็เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม เห็นสภาวะอะไรต่ออะไรไป เห็นตัวรูปธรรมนามธรรม อันนั้นรู้เหมือนกัน แต่ยังรู้ไม่ลึกพอ หัดรู้หัดดูเรื่อยๆ ต่อไป ก็เห็นลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่ง อย่างพอเราเห็นรูปธรรม เห็นร่างกายเรา สัญญาก็เข้าไปหมายรู้ มันเป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึกอยู่ในร่างกายนี้ ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่ถ้าจิตเรามีราคะมาก ก็ดูปฏิกูลอสุภะเข้าไปด้วย การหมายรู้ร่างกายว่ามันไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การหมายรู้อันนี้เป็นการหมายรู้ถูก เป็นสัญญาที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาที่ผิดก็คือหมายรู้ผิดนั่นล่ะ หมายรู้ของไม่สวยไม่งาม ว่าสวยว่างาม อย่างเห็นผู้หญิงสักคน นางงามทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เห็นมีนางงามหลายอย่าง ประกวดกันมากมาย เมื่อก่อนมี 2 อันเอง นางสาวไทยกับนางงามจักรวาล เดี๋ยวนี้มีอะไรต่ออะไรไม่รู้เยอะแยะเลย พอเราเห็นคนสวยคนงาม เรามาดูให้ดี อย่ามัวแต่หลงเปลือก อะไรเป็นเปลือกของเขา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นเปลือก มันปกปิดซ่อนเร้นความสกปรกไว้ภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางงามขี้หอมหรือขี้เหม็น นางงามก็เหมือนคนอื่นนั่นล่ะ เหงื่อออกมาสกปรกไหม ก็สกปรก ทำไมต้องพอกแป้งหนาๆ เอาไว้กลบ กลบเกลื่อนสิ่งที่มันไม่สวยไม่งาม พอเราเห็นถ่องแท้ ราคะมันก็ระงับไป นี้การเห็นร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่เราได้ก็คือความสงบ ใจไม่ดิ้นไปด้วยอำนาจของราคะแล้ว แต่ถ้าเราอยากให้ใจเกิดปัญญาอย่างแท้จริง แล้วปล่อยวางได้จริง ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ จะเกิดวิปัสสนาปัญญาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลำพังเห็นปฏิกูลอสุภะ สิ่งที่ได้ก็คือได้ทำสมถะ ใจก็สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว แต่ถ้าลึกซึ้งลงไป เราหมายรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เรียกว่าเราทำวิปัสสนากรรมฐาน แล้วมันจะปล่อยวางได้จริง อย่างลำพังดูไม่สวยไม่งาม สกปรก กิเลสเรายังแรง ราคะมันสงบชั่วคราว แต่เดี๋ยวเดียวกิเลสมันก็สอนเรา ยังไม่สะอาด ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำเสียก็สะอาดแล้ว ก็เอามากกมากอดอะไรได้เต็มใจ มันไม่ละกิเลสจริง มันข่มกิเลสได้ชั่วคราวเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นสมถกรรมฐานมันข่มกิเลสชั่วคราว ถ้าเราอยากเอาชนะกิเลสให้เด็ดขาด ต้องทำวิปัสสนากรรมฐาน มีใจที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติระลึกรู้ลงไปในร่างกาย มีสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของร่างกาย ไตรลักษณ์ของร่างกายดูอย่างไรดี อย่างร่างกายเราที่มันกำลังนั่งอยู่ ดูมันไป เห็นไหมมันไม่คงที่หรอก เดี๋ยวมันก็หายใจเข้า เดี๋ยวมันก็หายใจออก สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่งนานๆ เมื่อย ก็ต้องขยับไปขยับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่างกายนิ่งๆ ไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็ต้องขยับตัวเพราะมันทุกข์ ขยับหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ บางทีก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ อิริยาบถก็มี 2 อัน อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อย อิริยาบถใหญ่ก็ยืน เดิน นั่ง นอน ทั้งวันเราก็มีแต่ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถปลีกย่อย อย่างกระโดดก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่มันก็แค่ยืน เดิน นั่ง นอน เราก็มีสติรู้ลงไป ร่างกายที่ยืนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอนก็ไม่เที่ยง ร่างกายที่เดินก็ไม่เที่ยง หมายรู้ลงไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจะดูให้เป็นทุกข์ดูอย่างไร ก็สังเกตลงไป นั่งนานๆ มันทุกข์ไหม นั่งนานๆ มันก็ทุกข์ โอ้ ร่างกายนั่งทีแรกก็สบาย ซื้อเก้าอี้ตัวละ 100,000 บาทมานั่ง นึกว่าจะสบาย มันสบายเดี๋ยวเดียว เก้าอี้ก็ยังเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือร่างกายเรา มันถูกความทุกข์บีบคั้น นั่งนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็ทุกข์ นอนนานๆ ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา มีสติรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ จะเห็นร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วเราต้องเคลื่อนไหวเพื่อจะหนีความทุกข์ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราหายใจเข้า หายใจเรื่อยๆ เข้าไปเรื่อยมันก็ทุกข์ เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถย่อยๆ คือหายใจออก หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจออกนานๆ มันก็ทุกข์ ก็ต้องหายใจเข้าเพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หรือการเปลี่ยนอิริยาบถก็เพื่อแก้ทุกข์ การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง อันนี้บางทีก็ใช้ร่างกายทำงาน มันก็จำเป็น แต่สมมติเรานั่งเฉยๆ มันคันตรงโน้นตรงนี้ เราก็ต้องเกา สังเกตไปเรื่อยๆ มีแต่ทุกข์ แล้วดูอย่างไรให้เห็นร่างกายเป็นอนัตตา ถ้าจิตเราทรงสมาธิจริงๆ มองลงไปในร่างกาย เราจะเห็นร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุก้อนหนึ่ง เหมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าจิตเรามีกำลังสมาธิมากพอ มองลงมาในกายนี้ มันจะแยกเป็นธาตุเลย แยกเป็นธาตุได้ อย่างที่หลวงพ่อเคยเล่าให้พวกเราฟัง แค่ขี้หมากองเดียว ก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ครบเลย ถ้าจิตมันทรงสมาธิจริงๆ สติจ่อลงไปในกองขี้หมา จิตมีกำลังสมาธิมากพอ มันจะแยกธาตุได้ ธาตุน้ำที่เห็นเปียกๆ มันก็แยกออกไป กลิ่นของมันตามลมมา มันก็สลายไป ลมพัดผ่านมาผ่านไป อุณหภูมิมันก็เปลี่ยนไป ถ่ายใหม่ๆ มันก็ร้อน ถ่ายนานๆ มันก็เท่าอุณหภูมิห้อง ธาตุไฟก็ไม่ยั่งยืน แยกๆๆ ไปก็เหลือแต่ธาตุดิน เป็นก้อนแห้งๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฝ้ารู้เฝ้าดู ดูในร่างกายก็เหมือนกัน ดูความเป็นธาตุในร่างกาย ถ้าดูแบบพระสูตร ก็ไม่ยาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ถือเป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำลาย ก็เป็นธาตุน้ำ ในอาการ 32 เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ละเอียดลงไปก็มีไฟ ธาตุไฟ ธาตุไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ธาตุไฟที่ย่อยอาหาร อย่างเวลากระเพาะย่อยอาหาร มันจะร้อนขึ้นมา จะรู้สึกที่กระเพาะ นี้การดูเป็นธาตุ ดูแบบพระสูตรยังง่าย ถ้าดูแบบอภิธรรมต้องทรงฌาน จิตต้องทรงฌาน มันถึงจะแยกธาตุออกไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามในพระสูตร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นธาตุดิน น้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำลายอะไรพวกนี้ เป็นธาตุน้ำ แต่ตามนัยยะแห่งอภิธรรม ในผมเส้นเดียวมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมครบเลย ในแค่ผมเส้นเดียว เห็นไหมจะแยกผมเส้นเดียว ให้เห็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ทรงฌานจริงๆ ไม่เห็นหรอก เพราะฉะนั้นแยกตามนัยยะพระสูตรก็แล้วกัน มันทำได้ เพราะพระสูตรเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกท่านสอนคนธรรมดานี่ล่ะ ส่วนพระอภิธรรมพระพุทธเจ้าท่านเอาไปสอนเทวดา สอนในดาวดึงส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวดา สมาธิเขาก็ดี สติเขาก็ดี ใจเขาเป็นกุศล ก็เรียนธรรมะที่ประณีต แล้วท่านเทศน์ให้เทวดาฟัง เป็นอภิธรรมอย่างกว้างขวาง พิสดาร ละเอียด แล้วถึงเวลาพระสารีบุตรก็ขึ้นไปเฝ้า ท่านก็จะเทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง จะเทศน์อภิธรรมแบบย่อ เพราะพระสารีบุตรปัญญามาก มากกว่าเทวดา เทศน์ให้เทวดาฟัง ท่านเทศน์อภิธรรมแบบละเอียด เทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง เป็นอภิธรรมอย่างย่อ แล้วพระสารีบุตรก็เอามาสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้สอนโยมหรอก ส่วนใหญ่ก็จะสอนลูกศิษย์ของท่าน ก็จะเป็นอภิธรรมแบบปานกลาง ไม่ละเอียดเกินไป แล้วก็ไม่หยาบเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศึกษาปริยัติบ้าง เวลาภาวนาจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
ที่พวกเราเรียนๆ กัน จะเป็นตำราพวกนี้ ไม่ได้ละเอียดมาก แต่แค่นี้ก็แย่แล้ว แล้วจะเรียนแล้วเอามาเห็นธาตุ เห็นสภาวะอะไรจริงๆ ยากมากเลย ถ้าไม่ทรงฌานจริงๆ ดูไม่ออก เพราะฉะนั้นเราเรียนเท่าที่เรียนได้ ถ้าจะดูร่างกายก็ดูตามนัยยะของพระสูตร ธาตุดินก็มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ลองไปดูในอาการ 32 ก็จะเป็นเรื่องของธาตุ แยกธาตุ ถ้าแยกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็แยกๆๆ ไป ถ้ายังเป็นการคิดพิจารณาอยู่ก็ได้สมถะ การแยกร่างกายเรียกกายคตาสติ ถ้าเรายังคิดพิจารณาแยกอยู่ มันเป็นสมถะ แต่ถ้าจิตมันทรงพลัง แล้วมันแยกลงไปจริงๆ ด้วยตัวของมันเอง มันเดินปัญญา เจริญปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเขามาเล่า เขาดูลงไปร่างกาย เห็นเป็นก้อนธาตุ แล้วสุดท้ายก็สลายไปหมดเลย เหลือแต่จิตดวงเดียว คนไหนภาวนาจนร่างกายสลาย มันสลายด้วยกำลังของสมาธิ ไม่ใช่วิปัสสนา แล้วจิตรวมลงที่จิต แล้วพอจิตถอนออกจากสมาธิ กลับมามีร่างกาย มันจะรู้สึกอย่างสมบูรณ์แบบ ว่าร่างกายกับจิตคนละอันกัน นับแต่นั้นขันธ์จะแยกอัตโนมัติ ขันธ์ 5 มันจะแยกกระจายตัวออกไป โดยที่เราไม่ต้องพยายามอีกแล้ว จะเห็นเลยกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในกายก็ส่วนหนึ่ง เวทนาที่แทรกเข้าในจิตก็อีกส่วนหนึ่ง สัญญาอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สังขารอยู่ที่จิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วตัวจิตเองก็เกิดดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การภาวนา มันไม่ได้มากมายอย่างที่หลวงพ่อเล่า ที่เล่าให้ฟังย่อๆ เป็นตัวอย่าง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้มากมาย ในสติปัฏฐานลองไปหาอ่าน เป็นชาวพุทธที่ดีต้องอ่านสติปัฏฐาน ต้องอ่านเรื่องอริยสัจ เรื่องสติปัฏฐาน เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องขันธ์ 5 อายตนะ 6 อะไรพวกนี้ ศึกษาเป็นพื้นฐานไว้ เวลาภาวนามันจะได้ไม่พลาด ถ้าไม่ศึกษาปริยัติเลย ปริยัติอาจจะไม่ต้องไปเข้าโรงเรียนอะไรหรอก ไปอ่านเอา อ่านเรื่องหลักๆ ที่หลวงพ่อบอกนี่ล่ะ แล้วเวลาภาวนามันจะไม่พลาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเราชำนิชำนาญเรื่องไตรลักษณ์ เราภาวนาแล้วจิตเราว่างเฉยๆ อยู่ เราก็ต้องรู้เลย โอ้ นี่มันไม่เป็นไตรลักษณ์แล้ว แสดงว่าทำผิดแล้ว ถ้าภาวนาแล้วไม่เหมือนพระไตรปิฎก ต้องรู้เลยว่าเราทำผิด เพราะพระไตรปิฎกไม่ใช่ของธรรมดา เป็นของจากพระพุทธเจ้า จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก มีพระอรหันต์มาชุมนุมกันสังคายนาตั้ง 500 องค์ ครั้งที่สอง 700 องค์ ครั้งที่สาม 1,000 องค์ พระอรหันต์ช่วยกันพัฒนาพระไตรปิฎกขึ้นมา รวบรวมประมวลขึ้นมา ไม่ใช่ของเล่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนาแล้วไม่ตรง อย่านึกว่าเราเก่งกว่าพระอรหันต์เป็นพันๆ องค์ เราต้องผิด ไม่ใช่พระไตรปิฎกผิด เราไม่เข้าใจเอง อย่างหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก หลวงพ่อก็ไม่รู้ทั่วถึงพระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎกอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านได้แต่พระวินัย พระสูตร แล้วอ่านทีแรกก็ได้แค่ทรงจำไว้ ตอนก่อนสมัยหนุ่มๆ จำแม่น เป๊ะๆๆ เลย พระสูตรนี้ชื่อนี้ อย่างนี้ๆ อ่านพระสูตรแล้วก็ดูอรรถกถาเทียบไปเรื่อย ขยายความแต่ละช่วงๆ ก็พยายามทำไปเรื่อยๆ ความรู้ก็กว้างขวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอมาภาวนา หลวงพ่อวางความรู้จากการศึกษาปริยัติ เรามาเรียนของจริงในกายในใจของเรานี้ พอเรียนของจริงในกายในใจแล้วค่อยไปดู มันก็ตรงกัน รู้สึกนับถือพระปริยัติเลย พระปริยัติส่วนใหญ่ไม่ได้ภาวนา ท่านสามารถรักษาพระไตรปิฎกเอาไว้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างถ้าเราต้องท่องอะไร ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง มันจำยาก ถ้าเราท่องอะไรที่เรารู้เรื่องก็จำง่าย ท่านท่องมา ท่านไม่ได้เห็นสภาวะจริงๆ บางที ยังอุตส่าห์ทรงจำเอาไว้ได้ รักษาเอาไว้ได้ คัดลอกกันเอาไว้ได้ ต้องเคารพนับถือเลยล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ค่อยๆ เรียนรู้ไป เรียนรู้ ถ้าเรามีสติรู้ลงในร่างกาย แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็ได้สมถะ มีสติรู้ลงไปที่จิต แล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นสมถะ อย่างเราดูจิตแล้วมันก็ว่าง แล้วเราก็อยู่กับว่าง อันนี้เป็นสมถะชื่ออากิญจัญญายตนะ ค่อยๆ ดู แต่ถ้าสติระลึกลงไป แล้วสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น บางท่านท่านก็เห็นว่าสัญญากับปัญญา มันมีคำว่าญาเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เลยบอกว่าสัญญามันปิดกั้นปัญญา อันนั้นท่านแปลความเคลื่อนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญญาไม่ใช่แปลว่าคิดเอา สัญญาเป็นการหมายรู้เอา เป็นมุมมองที่จิตมันมอง มองถูกหรือมองผิด ปัญญาเป็นความรู้ถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีสัญญาจะทำวิปัสสนาไม่ได้ ท่านพระสารีบุตรท่านเคยบอก กระทั่งเราเข้าฌานที่ 8 ชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าฌานที่ 8 ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เพราะยังเหลือสัญญาอยู่นิดหนึ่ง สัญญายังไม่ดับ สัญญาดับนั้นก็เป็นภูมิของพรหมลูกฟัก สัญญาดับ จิตดับ พอจิตดับสัญญาก็ดับ เวทนามันก็ดับ ในเนวสัญญาฯ ในฌานที่ 8 ยังมีจิตอยู่ ก็ยังมีสัญญาอยู่ แต่มันเบา มันบาง มันแผ่ว ไม่สามารถจงใจได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นจะเดินวิปัสสนาในเนวสัญญาฯ จะต้องมีคุณสมบัติหลายข้อเลย อันแรกต้องชำนาญในฌานจริงๆ มีวสีจริงๆ อันที่ 2 ต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ เพราะไม่มีกายให้ดูหรอก เหลือแต่จิต ตรงนี้มันยากไป สำหรับพวกเราในยุคนี้ ซึ่งเข้าฌานไม่ค่อยจะได้ แค่ปฐมฌานเราก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว ที่บอกเข้าฌานๆ ส่วนมากไปนั่งเพ่งเอา แล้วก็มโนเอาว่าเป็นฌาน นั่งแล้วเครียด เคร่งเครียดจะเป็นฌานอะไร ไม่ใช่ฌานหรอก บังคับใจตัวเองมากไป บังคับ ไม่มีแรงบังคับเมื่อไร ก็บ้าเลย ก็เหลวไหล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี&lt;br /&gt;
คนในรุ่นเราเป็นพวกสมาธิสั้น เราก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอเหมาะพอดี กับทรัพย์สมบัติที่เรามี คือสมาธิซึ่งมันสั้น ก็ต้องใช้กรรมฐานที่พอดีกับของตัวเอง อย่างแค่คอยรู้สึกในร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถย่อย ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก อันนี้เป็นอิริยาบถใหญ่ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก คอยรู้สึกไป รู้บ้าง หลงบ้าง ไม่เป็นไร หัดรู้เนืองๆ ทีแรกก็รู้สึกร่างกาย ต่อไปก็หมายรู้ร่างกาย ไม่สวยไม่งาม เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกก็จงใจคิด จงใจคิดนำก่อน ก็ไม่เป็นไร คิดนำได้ ถ้าใจมันเฉยๆ มันไปดูร่างกายแล้วก็เฉยๆ อยู่ คิดพิจารณาลงไป ความเป็นไตรลักษณ์อะไร คิดลงไปเลย เลยคิดอสุภะไปเลย นี้พอจิตมันคุ้นเคยที่จะหมายรู้ถูก หมายรู้ถูกคือเห็นปฏิกูลอสุภะ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คราวนี้เราไม่ต้องเจตนา จิตมันจะหมายรู้เอง อย่างพอมันระลึกร่างกายปุ๊บ มันหมายรู้เลย ถ้าอย่างหลวงพ่อฝึก หลวงพ่อจะเห็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคน อย่างหลวงพ่อถ้ารู้สึกอยู่ในกาย จะรู้สึกเลยกายไม่ใช่เรา กายนี้ว่าง ไม่มีอะไร หรืออย่างมากก็เห็น กายนี้เป็นแค่เป็นธาตุที่ไหลเข้าไหลออก ไม่ใช่เรา อย่างเวลาดูกายหายใจ ก็เห็นลมหายใจไหลเข้าไป ไหลออกมา กินอาหารเข้าไป แล้วก็ขับถ่ายออกมา เห็นธาตุมันหมุนเวียน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เห็นอนัตตา ดูไปเรื่อยๆ จะเห็นอะไรก็ได้ หมายรู้ให้ถูกก็แล้วกัน ทีแรกจิตไม่ยอมหมายรู้ จิตจะเฉยๆ ก็ช่วยมันคิดพิจารณาลงไป พิจารณาลงไปซ้ำๆๆ จนจิตมันเคยชิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างแต่เดิมพอเห็นผู้หญิงสวย ก็ โอ้ มันสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ผมมันก็สวย ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสวยไปหมดเลย เราก็มาหมายรู้ใหม่ หัดหมายรู้ สวยตรงไหน มันสวยแต่เปลือก ข้างในสกปรก แค่ลอกหนังออกก็ดูไม่ได้แล้ว เป็นผู้หญิงสวยงาม เกิดเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมๆ มันสวยไหม มันก็ไม่สวยแล้ว อันนี้ช่วยมันคิด หรือตาหวานหยาดเยิ้ม อยู่ๆ ตาเหล่ ตาปลิ้นถลนออกมา ไม่เห็นจะสวยเลย ทีแรกอาจจะคิดนำ คิดนำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านเคยมี อันนี้หลวงพ่อไม่เคยเจอองค์ท่านนะองค์นี้ ท่านเครื่องบินตกตายไปก่อน มรณภาพไม่ใช่ตาย เครื่องบินตก ตอนท่านหนุ่มๆ ท่านก็ไปชอบสาวคนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งท่านไปเห็นสาวนี้ไปอึ คนโบราณไปอึในท้องนา ในทุ่ง มีกอไม้มีอะไรบังๆ หน่อย นั่งอึกัน ท่านไปเห็น โอ้ ผู้หญิงแสนสวย ที่เราว่าดีวิเศษ มันอึออกมา น่าเกลียดที่สุด ใจของท่านก็คลายจากราคะ หมดความรักในรูปจอมปลอม เคยนึกว่ามันสวย ที่แท้ข้างในมันสกปรก ของดี อาหารอย่างดีใส่เข้าไปในปาก ตอนมันออกมาแล้ว มันก็ดูไม่ได้เหมือนหมดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวที่แปรอาหารอย่างดี ของสวยของงามให้เป็นของสกปรก ก็คือร่างกายนี่เอง เหมือนโรงงานชั้นเลว มีผลผลิตออกมาเป็นของที่ไม่ดีเลย ใจท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านออกบวช มุ่งทำที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อปี 2523 กระมัง ท่านก็รับนิมนต์มากรุงเทพฯ กัน 5 องค์ ครูบาอาจารย์รุ่นนั้น ตอนจะขึ้นเครื่องบินจากอุดรฯ ท่านก็พูดกันว่า มีนิมิตไม่ดี เครื่องบินลำนี้ไม่ถึงกรุงเทพฯ เราจะไปไหม องค์หนึ่งท่านก็บอก เป็นพระกรรมฐานตายก็ตายสิ รับนิมนต์ไว้แล้ว ตายก็ยอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 5 องค์ก็เลยตกลงขึ้นเครื่องบิน แต่ท่านไล่พระติดตาม ไล่ลูกศิษย์ไม่ให้ขึ้น ให้กลับวัดไปให้หมดเลย แล้วท่านก็มากันเอง เครื่องบินมาตกที่ทุ่งรังสิต มรณภาพไป จิตของท่านเหล่านี้ ท่านเข้มแข็ง ก็อาศัยภาวนากัน พุทโธๆ บางองค์ก็พุทโธแล้วก็หายใจด้วย แล้วพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนหมดความรักในร่างกาย ก็ไม่ยึดถืออะไร สุดท้ายก็มาปล่อยวางที่จิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงที่จิตปล่อยวางจิต หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายจิต เป็นสำนวนท่านเท่านั้น หลวงพ่อพุธท่านเคยบอกว่า อย่าไปทำลายจริงๆ อยู่ๆ ไปทำลายจิตก็เป็นบ้าเลย ทำลายจิตก็คือ เห็นจิตมันเป็นไตรลักษณ์ไป แล้วทำลายความยึดถือจิต ที่เรียกว่าทำลายจิต ไม่ได้ทำลายตัวจิตหรอก ทำลายความยึดถือจิต ตัวจิตผู้รู้มันจะแตกสลายไป กลายเป็นจิตที่ไม่ได้มีการกำหนด ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องรักษา ถามว่าเป็นจิตไหม มันก็เป็นจิต เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดนำร่องให้จิตหัดดูไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
พยายามฝึก รู้สึกร่างกายไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ร่างกายกินอาหาร ร่างกายขับถ่าย รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันรู้สึก แล้วใจมันเข้าไปนิ่งเฉยๆ อยู่ ก็ช่วยมันพิจารณา คิดมันเข้าไป คิดนำ หลวงพ่อพุธท่านใช้คำว่า “นำร่อง” คิดนำร่องให้จิตมันหัดดูไตรลักษณ์ แล้วพอมันเคยดูไตรลักษณ์แล้ว ต่อไปมันดูเอง ตรงที่มันเห็นไตรลักษณ์ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็นนั้น ของจริงมันเกิดแล้ว เป็นการทำวิปัสสนาจริงๆ วิปัสสนาคือเห็นอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดอย่างถูกต้อง ไม่เจือความคิดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยฝึก ค่อยทำ ฉะนั้นเริ่มต้น จะเริ่มจากกายก็ได้ หลวงพ่อเวลาทำสมถะ หลวงพ่อใช้อานาปานสติกับพุทโธ แล้วเวลาเจริญปัญญาหลวงพ่อดูจิตเอา เวลาดูจิตมันก็ดูได้หลายอย่าง ถ้าดูจิตให้เป็นสมถะ ก็น้อมจิตให้นิ่งๆ อยู่กับความว่างๆ ดูจิตมันว่างๆ ดูช่องว่าง เรียกอากาสานัญจายตนะ หรือดูตัวผู้รู้ อันนี้ไม่แนะนำ อันตราย ไปดูตัวผู้รู้มันจะกลายเป็นวิญญานัญจายตนะ ไม่มีที่สิ้นสุด ดูไปอย่างนั้นเสียเวลานาน อย่าไปทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าแค่ต้องการให้จิต อย่างเราเป็นคนดูจิต เราจะทำสมถะ ถ้าเราชำนาญการดูจิตจริง ไม่ต้องกลับมาที่ลมหายใจเลย เราดูเข้าไปในช่องว่าง มันมีความว่างๆ อยู่ รู้สึกไหมข้างหน้าเราว่างๆ ดูเข้าไปตรงนั้น แต่ถ้าจิตไหลเข้าไปตรงนั้นต้องรู้ทัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปติดอยู่ในช่องว่าง กลับบ้านไม่ได้ จิตเข้าฐานไม่ได้ ฉะนั้นควรจะฝึกจิตให้ตั้งมั่นเสียก่อน แล้วก็มาดูจิตมันทำงาน แล้วชำนาญสมาธิแล้ว ต้องการพัก ไม่ต้องมาอยู่ที่ลมแล้ว อยู่กับจิตนั้น อยู่กับความว่างอะไรต่ออะไร ก็อยู่ได้ ก็ได้สมถะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตอย่างไรให้เป็นวิปัสสนา ก็ใช้หลักเดียวกันนั้นล่ะ ก็ต้องดูให้เห็นไตรลักษณ์ ดูกาย ก็ดู หัดดูให้เห็นปฏิกูลอสุภะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิตไม่มีปฏิกูลอสุภะ จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ฉะนั้นมันไม่มีอสุภะหรอก มันมีแค่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยเป็นสามัญลักษณะ เป็นลักษณะทั่วไป ลักษณะร่วมของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่เอาอสุภะมาเป็นสามัญลักษณะด้วย เพราะมันอยู่ได้บางที่เท่านั้น แต่ไตรลักษณ์นี้อยู่ได้ทั้งรูปทั้งนาม มีครบหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างเราจะดูจิต ถ้าเราดูจิตไปแล้ว จิตเราเกิดว่างๆ เฉยๆ ติดอยู่ในช่องว่าง เงียบๆ ว่างๆ พอจิตเคลื่อนออกมาจากตรงนั้น สอนมันเข้าไปเลย คิดเลย ใช้หลักเดียวกับที่พิจารณากายนั่นล่ะ พิจารณาจิตเข้าไปเลย จิตเมื่อกี้เฉย ตอนนี้ไม่เฉย นี่จิตมันไม่เที่ยง เมื่อกี้เฉยมันก็ไม่ได้เจตนาจะเฉย มันเฉยได้เอง นี่มันเป็นอนัตตา มันเฉยอยู่แล้ว มันถอนออกมา มันก็ถอนเอง นี่ก็เป็นอนัตตา สอนๆ มันไปก่อนทีแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าจิตมันเคยจะเจริญปัญญามาแต่ชาติปางก่อน ไม่ต้องสอน ภาวนาไปแล้วก็เห็นจิตเกิดดับไป จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตที่เป็นกุศลอกุศลทั้งหมดทั้งปวงเกิดแล้วดับ แล้วพอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นตัวจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ กระทั่งตัวจิตผู้รู้ที่ว่าดีวิเศษ จิตที่เป็นมหากุศลจิต ญาณสัมปยุต อสังขาริกัง ไม่ได้เจตนาให้เกิด มันเกิดแล้วดับหมด ไม่ว่าของดีวิเศษแค่ไหน ก็มีแต่เกิดแล้วก็ดับ สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเดินปัญญา ที่ดูจิตเราก็ดูจิตเกิดดับ ทีแรกกำลังเรายังไม่พอ เราก็เห็นจิตเกิดดับไปพร้อมกับเจตสิก จิตสุขเกิดร่วมกับความสุข จิตมันเกิดร่วมกับความสุข เราก็รู้สึกเป็นจิตสุข เกิดร่วมกับความทุกข์ ก็เป็นจิตทุกข์ เกิดร่วมกับจิตดี ก็เป็นจิตที่เป็นกุศล เกิดร่วมกับความโกรธ ก็เป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง ตัวที่มาประกอบจิต ปริยัติเขาเรียกว่าเจตสิก เกิดร่วมกับจิต จิตทุกดวงต้องมีเจตสิก กระทั่งโลกุตตรจิตก็มีเจตสิก ถือเป็นโลกุตตรเจตสิก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตสิก ไม่มีสัญญา อันนั้นก็ไม่มีจิต เป็นพรหมลูกฟักแล้ว ฉะนั้นเวลาเราดูจิต ถ้าจิตมันเฉยก็สอนมันไป สอนมันในแง่ของไตรลักษณ์ ไม่ต้องมีอสุภะ เพราะมันไม่มีร่างกาย สอนไปเรื่อย มันไม่เที่ยงอะไรไป แต่ถ้าเรามีของเก่า พอเรามาดูจิตดูใจ เราเห็นไตรลักษณ์เลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิดนำ แต่ถ้ามันไม่ดูไตรลักษณ์ มันจะดูจิตเฉยว่างๆ ให้คิดนำ จะได้ไม่ติดเฉย ฝึกไปเรื่อย จะเริ่มจากกายก็ได้ จะเริ่มจากที่จิตเลยก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 จะเริ่มจากกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม อะไรก็ได้ สุดท้ายมันก็ไปลงที่เดียวกัน พอรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งใดมันก็วางสิ่งนั้น ไม่ยึดถือ รู้แจ้งในกายก็วางกาย รู้แจ้งในกาม พวกนี้ถ้ารู้แจ้งในกาย ก็จะรู้แจ้งกาม กามราคะ มันก็วางไปด้วยกัน ถ้ารู้แจ้งจิตก็วางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวจิตเอง วางของนอกไม่ยาก แต่วางตัวจิตเองยากที่สุดเลย วาง ไม่ใช่เอาไปวางที่โน่นที่นี่ วางนี้หมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นมัน ฉะนั้นต้องรู้แจ้งเห็นจริง ตัวจิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูอย่างไรจะเห็นจิตผู้รู้ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ง่ายๆ เลย ก็ดูจิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตดูรูป จิตดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตผู้รู้ จิตผู้รู้แล้วก็ดับ เกิดจิตผู้ไปฟังเสียง จิตผู้ฟังเสียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้คิด ได้เห็นจิตมันเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เราไม่ได้อาศัยการดูทางเจตสิกแล้ว อันนี้ละเอียดขึ้นมา เราดูผ่านอายตนะ เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้จะวางจิต มันรู้ว่าจิตไม่ใช่ของดีของวิเศษ เขาเรียก หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าทำลายผู้รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะผู้รู้นี้เป็นศัพท์เฉพาะ หมายถึงเป็นจิตที่เราพัฒนามันขึ้นมา เอามาใช้งาน ถึงอย่างไรวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยวาง ถ้าไม่ปล่อยวาง เราก็จะไปเกิดเป็นพระพรหม แล้วสูงสุดของผู้ปฏิบัติ ถ้ายังไม่วางจิต ก็จะไปเป็นพรหม หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาแล้วนักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผีใหญ่ ภาษาท่าน ผีใหญ่คือเป็นพรหม ภาวนาแล้วก็ไปเป็นพระพรหมกัน ต้องเดินปัญญาให้ถ่องแท้ ถึงจะเอาตัวรอดได้ “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยสมาธิ สมาธิเป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์ให้ฟังเท่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็น่าจะยากแล้ว เห็นไหมยกมือไหว้ ตัวอะไรไหว้ ถ้าเราไหว้แสดงว่ายังหมายรู้ผิดอยู่ ถ้าเห็นรูปมันเคลื่อนไหว เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เหมือนเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เออ มันหมายรู้ถูกแล้ว มันไม่ใช่เรา ฉะนั้นมันเคลื่อนไหวได้ มันไม่เที่ยง เมื่อกี้มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ หัดนะ หัด ไม่ใช่ไหว้ ไหว้แบบพญาวานร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
21 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10851</id>
		<title>《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง两种极端》-隆波帕默尊者-2024年12月22日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87_2_%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E4%B8%A4%E7%A7%8D%E6%9E%81%E7%AB%AF%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2024%E5%B9%B412%E6%9C%8822%E6%97%A5&amp;diff=10851"/>
		<updated>2025-04-09T14:09:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อสอนธรรมะใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2527 หลวงพ่อพุธท่านสั่งให้เผยแพร่ ตอนนั้นจะพูดอยู่เรื่อยๆ เลยว่าการปฏิบัติมันง่าย ครูบาอาจารย์ได้ยิน ท่านก็บอก หลวงปู่ทุย ลูกศิษย์ท่านเอาหนังสือหลวงพ่อไปให้ท่านดู ท่านบอกท่านเห็นด้วยที่หลวงพ่อสอน เห็นด้วยทุกเรื่อง ไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องเดียว คือหลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย ท่านบอกมันยาก พอสอนมาหลายๆ ปีก็ยอมจำนน ท่านพูดถูก มันยากๆ มันง่ายสำหรับบางคน มันยากสำหรับคนจำนวนมาก คือถ้าพื้นฐานสมาธิของเราดี สมาธิของเราถูก การปฏิบัติมันจะไม่ยากเลย แต่กว่าสมาธิจะถูก ฝึกกันหนัก ขนาดเป็นพระอยู่ที่นี่ ฝึกหลายปีกว่าจิตจะมีสมาธิที่ถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีทำให้จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง ไม่มี ไม่มีใครทำได้เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เราสั่งให้มันมีสมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สั่งไม่ได้ ให้เราเรียนรู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ สิ่งที่ผิด เมื่อไรเรารู้จักว่าทำแบบอย่างนี้ผิด มันก็ไม่ผิด เมื่อไรไม่ผิด เมื่อนั้นมันก็ถูกเอง ที่ถูกจงใจทำขึ้นมาเมื่อไรก็ผิดทันทีเลย ทำไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดที่เราต้องเรียนรู้ให้ดี มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น อันหนึ่งจิตมันหลงไปเผลอไป จิตมันหลงไปเผลอไป ใครๆ ก็เป็น หมา แมว นก งู อะไรก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด คือจิตมันหลง มันหลงไปทางไหน มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเพลินไปเสพอารมณ์ มันเพลินไปดูรูป เพลินไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย เพลิดเพลินไปคิดไปนึกปรุงแต่งทางใจ จิตมันหลงออกไป เพลินในอารมณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง&lt;br /&gt;
ถ้าจิตมันหลงไปอยู่ที่อารมณ์ มันก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ เพราะมันแส่ส่ายออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลวงปู่ดูลย์ท่านใช้คำว่า จิตส่งออกข้างนอก ตรงนี้ฟังแล้วก็เข้าใจยากนิดหนึ่ง บางคนก็คิดว่าถ้าส่งออกนอกก็ต้องไปดูข้างนอก ที่จริงอย่างเรารู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ในกายเรานี่ หรือเราดูท้องพองท้องยุบอะไรนี่ หรือเราขยับไม้ขยับมือ ถ้าจิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็เรียกจิตออกนอก จิตไหลไปอยู่ที่มือที่เท้า ก็เรียกว่าจิตออกนอก คือจิตไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไป มันแส่ส่ายออกไป หิวอารมณ์แล้วก็ส่ายออกไป เสพอารมณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีใครห้ามจิตว่าอย่าส่งออกนอกได้ เพราะว่าจิตเป็นอนัตตา เห็นไหมวนไปวนมา ก็มาคำว่าจิตเป็นอนัตตา สั่งให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา ก็สั่งไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งว่าอย่าออกนอก ก็สั่งไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา แล้วทำอย่างไร สั่งไม่ได้ก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น ตรงนี้ล่ะที่มันจะพลิกกลับข้างไปเป็นการเพ่ง รู้อย่างที่มันเป็น จิตหลงไปคิด อันนี้เกิดบ่อยที่สุด หลงไปทางใจ คือหลงไปคิด ให้รู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะมาเน้นตรงที่จิตคิด หลวงปู่ดูลย์สอนบอก “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด” คิดเท่าไรก็ไม่รู้ มันไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัว แต่ไปรู้อะไร ไปรู้เรื่องที่คิดบ้าง บางทีคิดไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรก็มี บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัว ท่านก็สอนต่อบอกว่า เวลาหลงไปคิด เราห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมีธรรมชาติคิดนึกปรุงแต่ง บางทีได้ยินท่านสอน “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ก็พยายามจะไปหยุดคิด พยายามทำให้จิตหยุดคิด อันนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่ต้องไปทำให้มันหยุดคิด เพราะหลวงปู่บอกประโยคที่สาม ประโยคที่หนึ่ง “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้” ประโยคที่สาม “แต่ก็อาศัยคิด” ปล่อยให้จิตมันคิดไปแล้วมีสติรู้ว่าจิตหลงคิด ทันทีที่จิตหลงไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดจะดับ จิตที่หลงคิดเป็นจิตที่มีอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอารมณ์ ทันทีที่สติเกิด จิตฟุ้งซ่านก็ดับ จิตก็กลายเป็นจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านดับไป เกิดจิตดวงใหม่ที่ไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมาแทนที่ เพราะเรามีสติอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่มันเกิดขึ้นมาตัวนี้ล่ะ เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะเรียกว่าจิตผู้รู้ ฉะนั้นจิตผู้รู้ อยู่ๆ เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้ ให้เราคอยรู้ทัน มีสติรู้ทัน ตอนที่จิตมันหลง จิตหลงส่วนใหญ่คือหลงคิด พอจิตหลงไปคิด มีสติรู้ทัน จิตที่หลงคิดดับ ก็เกิดจิตที่ไม่หลง จิตตั้งมั่นอยู่ จิตจะเข้าสู่ทางสายกลางด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากจิตหลงคิดแล้ว จิตหลงไปทางไหนอีก หลงไปดูรูป หลงไปทางตา ถ้าเรากำลังไปดูอะไรเพลินๆ จิตใจเราไปจดจ่อกับการดูรูปอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเราเกิดมีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันหลงไปดูรูป จิตที่หลงไปดูรูปก็ดับ จิตที่ทรงสัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะมันไม่หลง มันมีสติ หรือเวลาเราฟังเสียง อย่างเราฟังเพลงอะไรเพลินๆ ไป จิตเราไปเพลินอยู่กับการฟังเพลง เกิดมีสติรู้ว่ากำลังหลงไปฟังอยู่ จิตที่หลงฟังจะดับ ก็จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้ว่าจิตหลงเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หลงแล้วรู้ๆ จะหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงทางไหนก็ไม่เป็นไร ถ้าหลงแล้วรู้ว่าหลงไป จิตไหลออกไป จิตที่หลงมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ทรงสัมมาสมาธิโดยอัตโนมัติ แล้วมันอยู่ชั่วขณะเท่านั้น ประเดี๋ยวมันก็ไหลอีก ไหลอีกรู้อีกๆ จิตมันจะค่อยๆ มีกำลัง หลงแล้วรู้ๆ ไป ไม่ต้องห้ามหลง ถ้าห้ามหลง เหนื่อย แล้วห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้าหลงแล้วรู้ๆ ไปเรื่อย สะสมไป จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตมันมีกำลังโดยที่ทรงตัวอยู่โดยที่เราไม่ต้องรักษา จิตตัวนั้นพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้แล้ว พร้อมที่จะเอาไปใช้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีปฏิบัติ ให้พวกเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือเราดูท้องพองดูท้องยุบอย่างนี้ ไม่ได้ดูให้จิตมันจมลงไปในลมหายใจหรือที่ท้อง แต่คอยรู้ทันจิต จิตมันไหลไปคิด รู้ทัน จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตมันไหลลงไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน ไปเดินจงกรม จิตไหลไปลงที่เท้าก็รู้ทัน หรือบางทีก็เพ่งร่างกายทั้งตัวเลย ก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตไป เดินจงกรมไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตของตนเอง อย่าไปบังคับจิต จิตอยากคิดก็ให้มันคิดไป จิตจะเกิดกิเลสก็ให้มันเกิดไป แต่ให้มีสติรู้ อย่างพอมันหลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเราไม่มีสติรู้ตอนที่มันหลงคิด อาจจะเกิดราคะ เกิดโทสะขึ้นมา ถ้าตอนหลงคิดเรารู้ปุ๊บ จิตไม่หลง ราคะโทสะเกิดไม่ได้ ราคะโทสะไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลงเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาจิตมีราคะ จิตไม่ได้มีราคะอย่างเดียว ต้องมีโมหะด้วย เวลาจิตมีโทสะก็ไม่ได้เป็นโทสะอย่างเดียว แต่ต้องมีโมหะด้วย ถ้าจิตมันไม่มีโมหะ มันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ราคะ โทสะมันก็เกิดไม่ได้ สังเกตไหมราคะ โทสะมันเกิด เราต้องหลงก่อน โดยเฉพาะหลงไปคิด ถ้าหลงไปคิด มีกามวิตก ราคะมันก็เกิดรุนแรงขึ้นมา ถ้ามันหลงไปคิด เกิดพยาบาทวิตก โทสะก็แรงขึ้นมา ฉะนั้นถ้าไม่หลงเสียอย่างเดียว กิเลสหยาบๆ ไม่มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตา&lt;br /&gt;
แต่เราฝึกไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง บอกแล้ว จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก เพราะฉะนั้นหลงแล้วรู้ๆ ไป จิตจะมีกำลังมากขึ้นๆ เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว ต่อไปแทนที่มันจะเห็นแค่ว่า จิตไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น มันก็จะเห็นจิตใจของเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ทีแรกเราเห็นจิตหลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราก็แค่รู้ว่ามันหลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาพอฝึกมากเข้าๆ สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นจิตจะหลงไปทางไหนเราเลือกไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา มันทำงานได้เอง มันจะหลงไปดูรูป หรือมันจะหลงไปฟังเสียง หรือมันจะหลงไปคิด เราไม่ได้สั่ง มันทำงานของมันได้เอง มันเป็นอนัตตา แล้วการที่หลงแล้วรู้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หลงมันดับ รู้มันเกิด เห็นบ่อยๆ ก็จะรู้เอง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จิตรู้เองก็ไม่เที่ยง อันนี้เราเห็นอนิจจัง เฝ้ารู้เฝ้าดูทำกรรมฐานไป เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจตัวเองไปบ่อยๆ สิ่งที่เราจะเห็นได้ง่ายก็คือจิตเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยสงสัย หลวงพ่อเคยบวชที่วัดชลประทานฯ สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ มีบททำวัตรเช้า ในบททำวัตรเช้า มันมีอยู่ท่อนหนึ่งบอกว่า รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา ความจำได้หมายรู้ไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เที่ยง วิญญาณังอนิจจัง วิญญาณคือจิต ไม่เที่ยง จากอนิจจา อนิจจัง ประโยคถัดไป รูปังอนัตตา เอ๊ะ ทำไมอนิจจังแล้วขึ้น อนัตตาเลย ทำไมไม่บอก รูปังทุกขัง เวทนาทุกขัง ไม่มี เล่นข้ามจากวิญญาณังอนิจจัง ขึ้นรูปังอนัตตาเลย ทำไมทิ้ง ทุกขัง มีแต่อนิจจังกับอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขันธ์ 5 เรื่องของขันธ์ 5 ถ้าดูให้ดี ในขันธ์ 5 มีรูปธรรมอยู่ 1 มีนามธรรมอยู่ 4 เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกที่ชอบดูนามธรรม อย่างพวกเราดูจิต เราดูนามธรรม ฉะนั้นเราจะเห็นนามธรรมมากมาย รูปธรรมมีแค่ 1 เท่านั้นเอง แต่อย่างคนที่ชอบดูรูปธรรม พระพุทธเจ้าท่านจะสอนอายตนะ 6 ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เป็นรูปธรรม มีใจอันเดียวเป็นนามธรรม ทีนี้พวกเราเป็นพวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต การดูจิตดูใจ ท่านสอนเรื่องขันธ์ 5 ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นนามธรรม มันเลยเหมาะกับการดูจิต พวกดูจิตดูนามธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลาเราดูจิตดูใจเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดดูได้ง่ายก็คืออนิจจัง อนัตตา ฉะนั้นที่ท่านสอนออกมาจากการปฏิบัติจริงๆ ออกมาจากการปฏิบัติ เพราะเวลาลงมือปฏิบัติ ถ้าเราดูนามธรรม เราจะเห็นอนิจจังกับอนัตตาง่าย ทุกขังเห็นยาก อย่างดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ถูกบีบคั้นให้แตกสลายอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทรงสมาธิเข้มแข็งจริงๆ จะไม่เห็น เราก็ดูจิตเป็นอนิจจัง อนัตตาของเราไปนี่ล่ะ แล้วถึงเวลาจิตรวมลงไปแล้วก็ตัด ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์อะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคนทรงฌาน คนทรงฌานภาวนาจนวางกาย จิตรวมเข้ามาที่จิตแล้ว มาเดินปัญญาอยู่ที่จิต พวกทรงฌานจิตมันมีแต่ความสุข จะไปดูว่ามันเป็นตัวทุกข์ดูยาก แล้วจิตที่ทรงฌานจะดูว่าเป็นอนิจจังก็ดูยาก จะดูว่าเป็นอนัตตาก็ดูยาก เพราะมันเหมือนบังคับได้ นึกอยากให้สงบเมื่อไรก็ทำได้ทันทีเลย มันเหมือนบังคับได้ ฉะนั้นเวลาพวกที่ทรงฌานจริงๆ แล้วดูจิต มักจะหลุดพ้นไปด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ จะแตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางฌาน เดินมาด้วยศรัทธา วิริยะ ด้วยปัญญา พวกนี้จะเห็นอนิจจัง อนัตตา พวกเราส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูอนิจจัง อนัตตานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมจิตผู้รู้สั่งให้เกิดไม่ได้ อันนี้คืออนัตตา สั่งไม่ได้ เห็นไหม จิตผู้รู้เกิดแล้วเรารักษาไว้ก็ไม่ได้ นี่คืออนัตตา แต่ถ้าทรงฌาน จะสามารถรักษาจิตผู้รู้เอาไว้ได้นานๆ ทีหนึ่งหลายๆ วันเลย เป็นผู้รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้ทรงฌาน ดูง่ายว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา พวกฤๅษีชีไพรเข้าสมาธิเก่ง ได้ฌานสมาบัติกัน พวกนี้ก็เลยเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นอัตตา ทำไมว่าจิตเป็นอัตตา เพราะควบคุมได้ อยากสงบเมื่อไรกำหนดจิตปุ๊บ สงบทันทีเลย อยากสงบอยู่นานเท่าไรก็กำหนดเอาไว้แล้วก็อยู่นานเท่านั้น เลยเกิดความหลงผิดขึ้นมา ฉะนั้นเวลาพวกฤๅษีชีไพรนั่งสมาธิ บางทีแทนที่จะเกิดปัญญา เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสุดโต่ง2 ฝั่ง&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิก็ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติกำกับตลอดสายเลย มิฉะนั้นหลง หลงอะไร ไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลงคิด แต่หลงไปอยู่ในโลกภายใน เป็นหลงทางใจเหมือนกัน รูปโลก อรูปโลก หลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็เป็นโลกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังเวลาที่เราดูจิตดูใจ ถ้าดูไปแล้วก็สบาย แล้วก็เพลิน แล้วก็นิ่ง แล้วก็ว่าง แล้วก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนานๆ ต้องรู้ว่าผิดแล้ว จิตเป็นอนิจจัง ทำไมเราเห็นว่ามันเที่ยง จิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ แสดงว่าผิดแน่นอน มันผิดจากพระไตรปิฎก แสดงว่าเราทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวนี้จับหลักให้แม่น ถ้าเราภาวนาแล้วเรารู้เราเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิดแน่นอน เพราะพระไตรปิฎกรวบรวมมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ไม่ใช่อรหันต์ก็มี บางคนเป็นฆราวาสๆ แต่ได้อนาคามี แสดงธรรมไว้ก็มี ฉะนั้นฆราวาสเป็นพระอริยะได้ไหม เป็นได้ ฆราวาสสอนธรรมะได้ไหม สอนได้ถ้ารู้จริง แต่ถ้ารู้ไม่จริง ไปสอนเขาผิด บาปกรรมแสนสาหัสเลย ต้องใช้หนี้ ภาวนานานกว่าจะเข้าทางสายกลางได้ เพราะพาคนอื่นเขาหลงผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิบัติธรรมในรูปแบบสักอย่าง มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ไว้ แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน มันจะหลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ตามเถอะ เราอยู่กับเครื่องอยู่ไว้ แล้วจิตหลงไปจากเครื่องอยู่ ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันแล้ว จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสัมมาสมาธิก็จะเกิดขึ้นแล้วเดินปัญญาได้ พอมีกำลังพอ มันจะเดินปัญญา อย่างถ้ากำลังเรายังน้อย เราเห็นร่างกายมันนั่ง ถ้ากำลังมันมาก เราเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รู้แค่ว่ามีร่างกายอยู่ ถ้ารู้ว่ามีร่างกายอยู่ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา ก็ต้องเห็นอีกมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วถึงจะเป็นวิปัสสนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งอะไรก็ได้ ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร แต่ว่าต้องทำให้เป็น ทำกรรมฐานแล้วก็คอยรู้ทันจิตตนเองที่มันหลงไป ส่วนใหญ่หลงคิด แล้วมันมีการหลงอีกชนิดหนึ่ง อย่างเราทำกรรมฐานอยู่ จิตเราหลงถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน นี่คือการที่ปฏิบัติแล้วผิดอีก อีกช่องหนึ่ง ช่องทางที่ปฏิบัติแล้วผิดมี 2 อัน อันหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐานไปที่อื่น อีกอย่างหนึ่งทำกรรมฐานอยู่แล้วจิตถลำลงไปเพ่งจ้อง นิ่งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อันนั้นกลายเป็นสมถกรรมฐาน จิตถลำลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดินปัญญาได้ไหมถ้าลงไปนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้านิ่งอยู่ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าลงไปนิ่งรวมถึงจุดหนึ่ง จิตขยับตัวถอยขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายใน อันนั้นสามารถเดินปัญญาในฌานได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเข้าสมาธิลึกลงไป ก็ไปสบายเพลินอยู่อย่างนั้น ขี้เกียจ เป็นสมาธิขี้เกียจ ขี้เกียจอะไร ขี้เกียจเจริญปัญญา ถึงเวลาก็หิวความสงบ รีบไปนั่งสมาธิแล้วก็เข้าไปอยู่ในความสงบเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เสียเวลามาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติ ขอแนะนำว่าให้ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วถ้าจิตมันหลงลืมอารมณ์กรรมฐานนั้น วิ่งไปหาอารมณ์อย่างอื่น ให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปเพ่งจ้องกรรมฐานอันนั้นให้รู้ทัน สรุปก็คือให้รู้ทันจิตตนเองนั่นเอง ทำกรรมฐานไป จิตเราหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปดูรูป ไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตไหลลงไป ถลำลงไป ไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อเจอเยอะเลย พวกดูท้องพองยุบ หรือดูลมหายใจ จิตมันไหลไปอยู่ที่ท้อง จิตมันไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อันนี้จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว แต่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แต่ความสงบ ไม่เกิดปัญญาอะไรจริง สิ่งที่ผิดก็มี 2 อันเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ทางสายกลาง อันหนึ่งหลงไปเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อารมณ์ต่างๆ ล้วนแต่เรื่องกามคุณอารมณ์ทั้งนั้น อีกอันหนึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพ่งจ้องเอาไว้ ทำตัวเองให้เนิ่นช้าให้ลำบาก ทางสายกลางก็คือต้องไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างการที่เรานั่งสมาธิไป หายใจไป พุทโธไปอะไรอย่างนี้ แล้วจิตก็หนีไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ หรือบางทีก็แวบไป ได้ยินเสียงอะไร สนใจ ลืมกรรมฐานเราแล้ว นี่จิตมันเที่ยวแสวงหาอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เรียกว่ากามคุณอารมณ์ หรือมันไหลไปคิดในเรื่องของกามทั้งหลาย ก็เรียกว่ากามธรรม เป็นการหลงในกามทางใจ กามคุณอารมณ์ยังไม่น่ากลัวเท่ากามธรรม ถ้าเป็นพระจะรู้เลย น่ากลัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กามคุณอารมณ์ อย่างพระอยากเสพกามอย่างนี้ อยากกินของอร่อยอย่างนี้ ไม่มี ไม่มีจะให้กิน ไม่มีจะให้เสพ แต่ใจมันเสพ ใจมันหิว มันก็นึกถึงเคยเสพกามอย่างนี้ๆ ใจมันย้อนไป อันนี้เรียกเป็นกามธรรม เป็นธรรมารมณ์ในเรื่องของกาม ตัวนี้ร้ายมากเลย หลวงพ่อถึงบอกพระในนี้ หลวงพ่อเคยสอนเรื่อยๆ อย่าไปกลัวกิเลส อย่าไปกลัวกาม แค่อย่าไปคิดมันเท่านั้นล่ะ อย่าไปมีกามวิตก กามราคะยังไม่น่ากลัวเลย ถ้าไม่มีกามวิตก แต่ถ้าเราไปตรึกเรื่องกาม จิตมันไหลไปเสพกามทางใจ เป็นกามธรรม กิเลสก็แรงขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐาน แล้วคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตหลงไปหาอารมณ์ภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอะไรนี่ หรือหลงไปหากามธรรม เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมา ให้รู้ทัน หรือจิตเราถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ทัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติ จิตมันจะหลงแสวงหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ไปเรื่อยๆ พอมันเหนื่อย มันคล้ายๆ เด็กวิ่งซน พอเหนื่อยก็หัวซุกหัวซุนไม่รู้ หลับไม่รู้เรื่องอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก&lt;br /&gt;
เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ&lt;br /&gt;
ส่วนนักปฏิบัติร้อยละร้อยตอนที่ลงมือปฏิบัติ เพ่งทุกราย ไม่ต้องตกใจ เพ่งทุกราย ทำไมถึงเพ่ง ที่เพ่งเพราะว่าความอยาก อยากอะไร อยากปฏิบัติ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี อยากปฏิบัติ มันจะเกิดการเพ่ง แค่อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว ให้รู้ทันเวลาจิตมันอยากปฏิบัติ ให้รู้ทัน ความอยากดับไปแล้วค่อยปฏิบัติ ไม่ใช่พอความอยากดับ เราก็เลิก ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำเพราะความอยาก แต่เราทำเพราะสมควรจะทำ สมควรปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงปู่ดูลย์สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อไปอยู่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งก็เห็นต้นไม้ในวัด มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง ต้นกระท้อน ก็มีแคร่อยู่อันหนึ่ง ในใจก็นึก วันนี้เราจะภาวนาอยู่ที่นี่ นั่งบ้างเดินบ้าง อยู่ที่ต้นไม้นี่ แค่คิด ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง น่าจะชื่อหลวงพ่อหรุ่น น่าจะหลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย พระสุรินทร์ไม่มีมารยาทอะไรกับใคร ไม่สนใจตรงนั้น สนใจธรรมะจริงๆ เราอยู่ห่างท่าน พอเราคิดว่าเราจะภาวนาอยู่ตรงนี้วันนี้ ท่านตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” โห ตอนนั้นใจมันสะเทือนเลย โอ อยากปฏิบัติก็ผิดหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวนี้พอมันอยากปฏิบัติรู้ทัน พอรู้ทันความอยากดับ ก็เริ่มไม่ต้องปฏิบัติ ดูไปดูมา นี่ถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว ต่อมาพอรู้ทันกิเลส ความอยากปฏิบัติเกิด รู้ทัน ความอยากปฏิบัติดับ เราก็ปฏิบัติไปเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก อย่างเบอร์ 2 รู้สึกไหม หมดความอยากปฏิบัติ มันก็ขี้เกียจได้ อย่านึกว่าไม่รู้ หลวงพ่อก็เคยเป็นแต่เราฉลาด เราก็รู้ทันกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยาก เราปฏิบัติเพราะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติ อยากหรือไม่อยากก็ปฏิบัติ ต้องสู้อย่างนั้น เวลาที่จิตเราหลงไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไร หลงไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ แล้วเรามีสติรู้ทันจิตว่าจิตกำลังหลงอยู่ จิตที่หลงจะดับ จิตที่ตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เวลาเราเพ่งแล้วเรารู้ทันว่าเพ่ง มีสติรู้ทันตัวเองว่ากำลังเพ่งอยู่ ไม่หาย มันไม่เลิกเพ่งหรอก เพราะว่าการเพ่ง มันเป็นความปรุงดี ความหลง ฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นความปรุงชั่ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอเรามีสติรู้ว่ากำลังปรุงชั่ว หลงไปทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ ความหลงมันดับ จิตก็ตื่นขึ้นมา แต่การเพ่ง รู้ว่าเพ่งก็ไม่หาย ต้องดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มันเพ่งเพราะอะไร เพราะมันอยาก อยากอะไร อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี มีความอยากอยู่เบื้องหลังการเพ่ง การเพ่งเป็นการพยายามทำความดี ไม่ใช่เรื่องเลว แต่ว่ากิเลสมันอยู่ข้างหลัง ต้องเห็นตัวนี้ อย่างถ้าเราเห็นว่าเราอยากให้จิตสงบ พอนั่งสมาธิปุ๊บ อยากให้จิตสงบเลย ก็เพ่งเอาๆ ไปรู้ว่าเพ่ง ก็ไม่หายเพ่งแต่รู้ว่า เฮ้ย นี่มันอยากให้จิตสงบนี่หว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอรู้ตัวนี้ ความอยากดับ การเพ่งก็ดับ ความแน่นที่เกิดขึ้น อึดอัดที่เกิดขึ้นก็ดับ เรียงเป็นตับเลย มันอยู่ในกฎของคำว่าไตรวัฏฏ์ ไตร วัฏฏะ คือวัฏฏะ 3 กิเลส กรรม วิบาก มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานของใจ มีกรรมก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทำเหตุ กรรมเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล มีความทุกข์เป็นผลแน่นๆ เพราะฉะนั้นเวลามันแน่น มันเป็นตัววิบาก ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ตัววิบาก แก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ คือที่กิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่เรารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่ด้วยความอยาก รู้ทันความอยาก ความอยากดับ การปฏิบัติด้วยอำนาจของความอยากก็ดับ แล้วเราก็รับผลวิบากไปอีกหน่อยหนึ่ง อึดอัดไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ไปทำกรรมไว้ ก็ต้องรับผลของกรรมไปหน่อยหนึ่ง ถ้าเพ่งแรงก็ต้องรับผลแรง เพราะฉะนั้นเวลาจิตหลง เรารู้ทัน มันหายหลงทันที จิตรู้จะเกิดทันที เวลาเพ่งอยู่ รู้ว่าเพ่ง ยังไม่หายเพ่ง ต้องรู้เบื้องหลังของการเพ่ง อ๋อ มันเพ่งเพราะมีกิเลส เพราะอยากดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอความอยากปฏิบัติดับ การปฏิบัติไปตามอำนาจความอยาก คือการเพ่งก็ดับ พอการเพ่งดับ ผลของการเพ่งคือความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้องก็สลายตัวไป ตัววิบากมันไม่จำเป็นต้องดับทันที มันก็มีส่วนที่เหลือตามมา อย่างร่างกายเราเป็นวิบาก ตัวรูปธรรมเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม กรรมเก่าส่งผลให้เราเกิดมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เราภาวนาดี สมมุติว่าหน้าตาเราน่าเกลียดเลย กรรมเก่าส่งผลมา หน้าตาเราไม่สวยเลย เรามาภาวนาได้ธรรมะอะไรอย่างนี้ หน้าตาเราก็ยังไม่สวยอยู่อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าคนมีหูมีตาก็จะดูออก คนภาวนากับคนไม่ภาวนาหน้าตาไม่เหมือนกัน อันนี้วิญญูชนจะรู้ด้วยตัวเอง หน้าตาจะเปลี่ยนไป ไปส่องกระจกแล้วรู้เลยว่าไม่เหมือนเดิม ถึงไม่ส่องก็รู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ผิดมี 2 อันในการปฏิบัติที่จะได้จิตตั้งมั่น อันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน อันหนึ่งไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน 2 อัน ถ้าลืมอารมณ์กรรมฐานแล้วเรารู้ปุ๊บ จิตจะทรงสัมมาสมาธิทันทีเลย แต่ถ้าเพ่งอารมณ์กรรมฐานอยู่ มันยังเพ่งต่อได้อีก รู้ว่าเพ่ง เราก็ยังเพ่งได้อีก ให้รู้ทันเบื้องหลังของการเพ่ง คือความโลภ โลภะตัวเดียวนี้ล่ะ ตัวอยากดี ถ้ารู้ตัวนี้ การเพ่งก็จะดับ ผลที่เราเคยเพ่งเอาไว้ อึดอัด จะค่อยๆ สลายตัวไป ตัววิบากบางทีมันก็เหลือหาง เหลือติ่งค้างมาหน่อยหนึ่งก่อนที่จะดับ อย่างร่างกายเรา อีกช่วงหนึ่งหมดกำลังของกรรมที่ทำให้เราได้กายนี้มา ร่างกายนี้ก็ดับแตกสลาย นี่เป็นวิบาก วิบากไม่ต้องแก้ แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานที่เราถนัดเพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง&lt;br /&gt;
ยากไปไหม ฟังแล้วยาว จับประเด็นอาจจะยาก เอาง่ายๆ ทุกคนไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ที่ถนัด ประโยคนี้จำได้ยัง ทุกคนต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งอะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตสงบ อันนั้นตื้นไป เป็นแบบฤๅษีชีไพรเขาทำมาแล้ว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อให้จิตสงบ ไม่ใช่เพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่เพื่อจะรู้ทันจิตตนเอง อย่างพุทโธๆ เรารู้ทันจิตตัวเอง จิตหลงไปคิดก็รู้ จิตถลำไปเพ่งก็รู้ รู้อย่างนี้ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นก็รู้ จิตถลำไปเพ่งท้องก็รู้ ใช้หลักเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขยับมือ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ ขยับ ถ้าหลงไปคิดเรื่องอื่น ก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่าหลงไป ถ้าไปเพ่งมือ มี เพ่งมือ จิตไปอยู่ที่มือเลย เพ่งอยู่ที่มือ ก็ให้รู้ว่าหลงเพ่ง ไปเพ่งอยู่ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเองไว้ แล้วเราจะได้สัมมาสมาธิ บทเรียนนี้ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา บทเรียนที่ทำให้เราได้สัมมาสมาธิ ได้สมาธิที่ถูกต้อง ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา มีอธิด้วย ย่อๆ เรียกจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิตเราเองนี่ล่ะ เรียนอย่างยิ่งเลย เรียนเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิด รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจิตมีกำลัง คราวนี้ไม่ได้เจตนามันรู้สึกตัวได้เอง รู้สึกตัวอยู่ได้เองทั้งวันเลย หลวงพ่อทำตั้งแต่เป็นโยม ทำได้ตั้งแต่ 10 ขวบ แต่อันนั้นเกิดจากการทำสมาธิแล้วได้ตัวจิตผู้รู้มา จิตผู้รู้มันทรงตัวอยู่ แล้วตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าคนอื่นก็เป็นอย่างนี้ มาโตแล้วภาวนาถึงเห็น เอ้ย ไม่ใช่ ในโลกมีแต่คนหลง ในโลกไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก ต้องฝึกกันนานเลยกว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ กว่าจิตจะตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอตื่นแล้วสะสมไปเรื่อย จิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา คำว่าเด่นดวง ก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน เดี๋ยวก็คิดว่าจิตเป็นดวงๆ วุ่นวายขึ้นมาอีก พอจิตเราตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราถึงจะเจริญปัญญาได้ จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้กาย สัญญาจะหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย ปัญญาจะเกิดรู้ความจริงของกาย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญาก็เข้าไปหมายรู้เวทนาว่าเป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเราก็จะเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ สติไประลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วทั้งหลายแหล่ จะเห็นสังขารตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน มันจะไปหมายรู้สังขารว่าเป็นไตรลักษณ์ แล้วปัญญามันก็เกิด รู้ความจริง รู้จริงเห็นจริง รู้ถูกเห็นถูกว่าสังขารเป็นไตรลักษณ์ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นสติระลึกรู้จิต เดี๋ยวก็เป็นจิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็เป็นจิตไหลไปทางโน้น เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทาง เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวถลำไปเพ่ง เห็นซ้ำๆๆ ไป มันเกิดหมายรู้ว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ปัญญามันเกิด มันเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกว่าจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตเองเป็นไตรลักษณ์ คราวนี้เรียกว่าเราจับเข้ามาที่แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ร่างกายยังเป็นแค่เปลือก อย่างเวลาเราไม่สบาย บางคนไม่สบาย ตัดแขนตัดขาไป ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีจิตวิญญาณอยู่ จิตวิญญาณมันเลยเป็นแกนกลางของชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราเหนียวแน่นที่สุดเลย ถ้าเราภาวนามาจนเราเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ทั้ง 5 มันจะไม่มีตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ยากหรอก อ้าว บอกไม่ยากอีกแล้ว มันยากเหมือนกัน เอา ยากเหมือนกัน ถ้าไม่รู้หลัก ทำไม่ได้ ถ้ารู้หลักแล้วขี้เกียจก็ทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทำผิดหลักก็ทำไม่ได้อีก ฉะนั้นฟังหลักให้แม่นๆ ขั้นแรกเลยทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง จิตหลงไปคิดลืมกรรมฐาน รู้ทัน จิตไปถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน เล่นตัวนี้ให้หนักไว้ ให้มากๆ ไว้ ทำทั้งวันได้ยิ่งดี จิตจะได้มีกำลังทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา แล้วต่อไปสติระลึกรู้รูปก็เห็นรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้นาม มันก็จะเห็นนามไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เข้ามาที่จิต ก็จะเห็นจิตไม่ใช่เรา อย่าจงใจย้อนมาดูจิต มันจะกลายเป็นการเพ่งจิต เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไปเปล่า ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ไปทำกรรมฐานอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทัน จิตหลงจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ไปทำแค่นี้ล่ะ ให้การบ้านแล้ว แต่ศีล 5 ต้องถือยืนพื้นไว้ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
22 ธันวาคม 2567&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10850</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10850"/>
		<updated>2025-04-09T13:58:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10849</id>
		<title>模板:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10849"/>
		<updated>2025-04-09T13:57:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日  《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日  《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日  《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》-隆波帕默尊者-2024年12月22日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา》-隆波帕默尊者-2024年12月21日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《จิตเกิดดับหมุนเวียน》-隆波帕默尊者-2024年12月15日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《วิธีตรวจการบ้านตัวเอง》-隆波帕默尊者-2024年12月1日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การภาวนาที่ละเอียดเข้าไป》-隆波帕默尊者-2024年11月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《การเจริญสติในชีวิตประจำวัน》-隆波帕默尊者-2024年11月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน》-隆波帕默尊者-2024年11月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E7%89%88:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10830</id>
		<title>模版:2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E7%89%88:2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10830"/>
		<updated>2025-04-08T03:57:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช, วัดสวนสันติธรรม, 22 ธันวาคม 2567”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;《ความสุดโต่ง 2 ฝั่ง》หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช, วัดสวนสันติธรรม, 22 ธันวาคม 2567&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10829</id>
		<title>2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=2024%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10829"/>
		<updated>2025-04-08T03:46:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Penny：​创建页面，内容为“{{页面横幅-Thai}}  {{2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese}}  {{课程导航}}”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{2024年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Penny</name></author>
	</entry>
</feed>